65 ปีความสัมพันธ์ : มองพม่าในแผ่นดินไทย - National Geographic Thailand

65 ปีความสัมพันธ์ : มองพม่าในแผ่นดินไทย

65 ปีความสัมพันธ์ : มองพม่าในแผ่นดินไทย

ไทยและพม่ามีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน กล่าวได้คือทุกวันนี้มีชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมากมายหลายแสนคน บ้างก็ลักลอบเข้ามาขายแรงงาน บ้างก็หลบหนีภัยสงครามเข้ามาตั้งรกราก บ้างเข้ามาในฐานะของการใช้ศาสนาประจำชาติร่วมกัน ซึ่งเราปฏิเสธได้ยากว่ามีชาวพม่ามากมายในบ้านเมืองเรา

หากนับตั้งแต่หลังจากการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตแล้วนั้น ความสัมพันธ์แค่ 65 ปีที่ผ่านมาอาจจะไม่ใช่ตัวชี้วัดความผูกพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศนี้ที่มีมาอย่างยาวนาน แต่หากมองอย่างความเสมอภาคและความทัดเทียมนั้น ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนพม่ากับคนไทยในบ้านเมืองเรานี้ยังมีอยู่มาก อาจจะเนื่องมาจากประวัติศาสตร์หรือการนำเสนอของสื่อ

ถึงอย่างไรก็ตาม สารคดีเรื่องนี้ได้นำเสนอแง่มุมบางประการที่สอดคล้องและมีความสัมพันธ์กันเชิงปฏิสัมพันธ์ในฐานะที่อาศัยบนแผ่นดินผืนเดียวกัน และโครงสร้างภาพรวมโดยผ่านทัศนคติของผู้นำเสนอ

เรื่องและภาพ อนุชิต เลิมสุ่ม

รางวัลชมเชย จากโครงการประกวดสารคดีภาพ “10 ภาพเล่าเรื่อง” ปี 2013 โดยนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

ลูกเรือประมงชาวพม่ากำลังคัดแยกวัตถุดิบทางทะเลที่หามาได้ท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน ที่ท่าเรือหน้าทอน อ.เกาะสมุย จ.สุราษฏร์ธานี ลูกเรือประมงส่วนใหญ่ที่นี่เป็นแรงงานต่างด้าวมาจากประเทศพม่า ซึ่งเป็นงานหนัก รายได้น้อย และถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่อย่างสม่ำเสมอ ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังพอมองเห็นความหวังที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
บรรยากาศภายในที่พักของคนงานชาวพม่าแห่งหนึ่งในจังหวัด สมุทรสาคร เผยให้เห็นถึงข้าวของ เครื่องใช้ที่ระเกะระกะ อันเนื่องมาจากที่อยู่อาศัยอันคับแคบและต้องอาศัยอยู่ด้วยกันหลายชีวิตเพื่อประหยัดค่าเช่าให้มีเงินเหลือพอสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ
วัยรุ่นชาวพม่าจับกลุ่มเตะตระกร้อกันบริเวณริมทางรถไฟย่านมักกะสันในช่วงเวลาเลิกงาน กีฬาตระกร้อนี้มีความคล้ายคลึงกันกับการละเล่น “ชินลง” ที่นิยมเล่นกันในประเทศพม่า ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่จะเป็นที่ชื่นชอบของชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย อีกทั้งยังมีความสามารถและลีลาการเตะตระกร้อได้ไม่แพ้คนไทยเลย
นายนู มูฮัมหมัด ชาวพม่าโรฮิงญา ผู้หนีภัยจากเหตุการณ์ 8888 (วันที่ 8 เดือนสิงหาคม คศ. 1988) ในพม่าที่รัฐบาลนำโดยนายพลเนวิน ใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมกว่าล้านคนในประเทศพม่า เขาได้เข้ามาพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยจนปัจจุบันได้รับใบอนุญาตให้สามารถพำนักอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครได้
ฝูงชนชาวพม่าหลั่งไหลกันเข้ามาที่ตลาดกุ้ง จ.สมุทรสาคร จากทั่วทุกสารทิศเพื่อต้อนรับการมาเยือนของผู้นำพรรค NLD, นาง อองซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ที่มาเยี่ยมเยือนและยังได้สร้างความหวังให้แก่ผู้ใช้แรงงานและชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย
นโยบายขยายเวลาเปิด-ปิดด่านศุลกากรแม่สายที่ได้นำมาทบทวนใช้นั้น อาจจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจก็จริง แต่อาจจะทำให้ต้องมีมาตราการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ที่เข้มงวดมากกว่าเดิม และนอกเหนือจากนั้น การยกเลิกภาษีศุลกากรและมาตราการที่ไม่ใช่ภาษี ยังเป็นหนึ่งในมาตราการของกรมศุลกากรกับการพัฒนาสู่ AEC โดยเชื่อว่าจะอำนวยความสะดวกด้านการค้า และลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์
นอกจากวัตรปฏิบัติตามหลักศาสนาแล้วพระสงฆ์ชาวพม่าที่พำนักอยู่ที่ วัดทรายมูล(พม่า) จ.เชียงใหม่แล้ว หน้าที่อีกอย่างของพระสงฆ์ที่นี่คือการสอนหนังสือในวันเสาร์-อาทิตย์ แก่เด็กชาวพม่าที่เกิดในประเทศไทย ซึ่งไม่สามารถอ่านเขียนภาษาพม่าได้
ชายชาวพม่าคนหนึ่งที่เข้ามาขายแรงงานในจังหวัดสมุทรสาครอวดรูปของตน(ด้านบนจากซ้ายคนที่ 4) ที่ได้แสดงเป็นตัวประกอบของภาพยนต์เรื่อง “The Lady” ซึ่งเป็นหนังอัตชีวประวัติของ นาง อองซาน ซูจี โดยมี มิเชล โหย่ว แสดงนำ
ตำรับความงามฉบับคนพม่า หญิงสาวชาวพม่าไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลไหนก็ยังคงไม่ลืมวัฒนธรรมการใช้ “ทานาคา” หรือที่เมืองไทยเราเรียกว่า”แป้งพม่า” เพื่อประทินโฉมให้สวยงาม และมีเสน่ห์ในแบบฉบับที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ
จากโศกนาฏกรรมความรักที่เป็นตำนานของเจ้าน้อยศุขเกษมกับหญิงสาวชาวมะหล่ะแหม่ง ที่เกิดขึ้นในช่วงที่สยามกำลังจะผนวกล้านนาเข้าไว้ด้วยกันได้ล่วงเลยมาร้อยกว่าปีที่แล้วนั้น ทำให้วัยรุ่นนิยมมาไหว้ขอพรเกี่ยวกับความรักและมอบดอกไม้ให้กับ “กู่” หรือเจดีย์ที่เก็บอัฐิของท่าน ที่วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ อีกทั้งศิลปินพื้นเมืองผู้ล่วงลับ นาม จรัล มโนเพ็ชร ยังได้นำเอาตำนานความรักของท่านมารังสรรค์เป็นเพลง “มะเมี๊ยะ” อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม “ไตแลง” ยอดดอยแห่งความหวัง

ไตแลง

เรื่องแนะนำ

9,000 ตัน (จำนวนขยะในกรุงเทพมหานคร)

9,000 ตัน ณ กรุงเทพมหานคร เมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งย่อมหมายถึงการใช้สอยและบริโภคสินค้ามากที่สุดด้วยเช่นกัน จนเป็นที่มาของขยะวันละ 9,000 ตัน ขยะเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้จัก แต่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร หลังจากข้าวของที่ซื้อมากลายสภาพเป็นสิ่งไร้ค่าที่รอวันทำลายทิ้ง ไม่ว่าจะด้วยการเผาหรือการฝัง หนทางในการจัดการกับขยะปริมาณมหาศาลของกรุงเทพมหานครนับวันมีแต่จะตีบตัน สวนทางกับตัวเลขปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ยิ่งผู้คนหลั่งไหลเข้ามาทำงานมากขึ้น และอนาคตที่ชาติอาเซียนกำลังขยับขยายสู่เออีซี ทำให้มหานครแห่งนี้ยิ่งต้องเร่งแก้ไขปัญหา ก่อนที่ทุกอย่างจะใหญ่โตจนเกินมือ เพราะการฝังกลบขยะและการเผานั้นเห็นชัดแล้วว่าส่งผลกระทบต่อพื้นที่ใกล้เคียง จึงไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืน การแก้ไขที่ดีที่สุดคือการปลูกฝังให้เยาวชนและภาคประชาชนเริ่มแยกขยะและลดการใช้ตั้งแต่ระดับครัวเรือนเท่านั้น เรื่องและภาพ อิศเรศ สงวนนาม รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง โครงการประกวดสารคดีภาพ “10 ภาพเล่าเรื่อง” ปี 2013 โดยนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย อ่านเพิ่มเติม ไทย: งดถุงพลาสติก แต่ก็นำเข้าขยะ – เพราะการงดแจกถุงพลาสติกอย่างเดียวอาจไม่พอ

โฮป: ความหวัง บนลาน กระเรียน

โฮป: ความหวัง บนลาน กระเรียน ในบันทึกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวถึงการพบเห็นนกกระเรียนพันธุ์ไทยจำนวนนับพันนับหมื่นตัวมาทำรังวางไข่ที่ทุ่งมะค่า จังหวัดนครราชสีมา ครั้น 40 ปีให้หลังมีบันทึกการพบฝูงนกกระเรียนบินผ่านน่านฟ้าไทยเมื่อ พ.ศ. 2488 ที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย นั่นคือการพบเห็นนกกระเรียนบินเป็นฝูงครั้งสุดท้าย นกกระเรียนพันธุ์ไทยถูกขึ้นบัญชีในสถานะสัตว์ป่าที่สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติของไทยนานแล้ว แต่ที่น่าแปลกคือ ประเทศเพื่อนบ้านของเรากลับยังมีนกกระเรียนเดินทางและอาศัยอยู่ตามแหล่งธรรมชาติ   ข้อมูลจาก ดร.จอร์จ ดับเบิลยู. อาร์คิบาลด์ ผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิอนุรักษ์นกกระเรียนสากล ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ลงพื้นที่ติดสัญญาณตามนกกระเรียนพันธุ์ไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2541 ระบุว่า มีนกกระเรียนทำรังวางไข่และหากินอยู่บริเวณลุ่มนํ้าอิรวดีทางตอนกลางของประเทศเมียนมาร์ (พม่า) รวมทั้งที่ลาว เวียดนามและพื้นที่ชุ่มนํ้าในประเทศกัมพูชา ทั้ง ๆ ที่นกพวกนี้เป็นนกกลุ่มเดียวกัน เพราะเหตุใดจึงไม่เลือกพื้นที่ในไทย ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยตั้งอยู่ตรงกลางของเส้นทางโคจร โครงการคืนนกกระเรียนสู่ธรรมชาติของไทย เริ่มจากการรับบริจาคลูกนกที่จับได้ในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา โดยประชาชนผู้ครอบครองได้นำมามอบให้สวนสัตว์นครราชสีมาเป็นผู้ดูแลและเพาะเลี้ยง วันชัย สวาสุ หัวหน้าโครงการนกกระเรียนของสวนสัตว์นครราชสีมา เล่าว่า การขยายพันธุ์ในช่วงแรกไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะประสบผลสำเร็จต้องใช้เวลามากกว่าเจ็ดปีจึงได้ลูกนกสองตัวแรกเมื่อปี 2540 และจากนก 27 ตัว ในเวลาต่อมาได้เพาะขยายพันธุ์เป็นพ่อแม่พันธุ์ทั้งสิ้น 98 […]

ก่อนหมดสิ้น… สับขาลาย

ก่อนหมดสิ้น… สับขาลาย “หากไม่เปิดเปลือยจะไม่รู้ว่ามีความงามใดซ่อนอยู่ หากไม่สังเกต อาจหลงเข้าใจว่า บุรุษนุ่งเตี่ยวยืนกลางลำธารใสเย็น” ผมเดินทางมาที่อมก๋อย อำเภอริมสุดทางใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ด้วยความเชื่อ จากพื้นราบผ่านเส้นทางคดโค้งหลายสิบยอดดอย หลายสิบหย่อมชุมชนของชาวกะเหรี่ยง 2 กลุ่มใหญ่ที่ตั้งถิ่นฐานมายาวนาน เพื่อหวังทำความเข้าใจในคติความเชื่อและรากทางความคิดต่อศิลปะเฉพาะที่กำลังจะสาบสูญในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ในอดีตทุกชุมชนในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เมื่อบุรุษย่างเข้าสู่วัยฉกรรจ์ ทุกคนล้วนอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดลวดลายโบราณที่มีแบบแผนจากรุ่นสู่รุ่น แต่ต้องแลกมาด้วยความอดทนซึ่งอาจหมายถึงชีวิต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในทุกสิบคนจะมีคนเสียชีวิตสองถึงสามคนเสมอ ถือว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงสำหรับชาวกะเหรี่ยง เป็นความภาคภูมิใจที่จะปรากฏอยู่บนเรือนร่างและคงอยู่ตราบลมหายใจสุดท้ายของชีวิต สิ่งนี้คือความงามและรูปแบบเฉพาะ ถือเป็นตัวแทนของศิลปะบนเรือนร่างของชายชาวกะเหรี่ยง พวกเขาเรียกสิ่งนี้ว่า หมึกขาลายหรือการสับขาลาย คือการสักบริเวณใต้หัวเข่าขึ้นมาจนถึงบริเวณเอวเหนือสะดือ ขาทั้งสองข้างมีกรอบสี่เหลี่ยมหรือกรอบวงกลมเว้นช่องว่างให้เห็นเนื้อหนังบางส่วน ภายในเป็นลวดลายภาพสัตว์ต่าง ๆ หมึกสีดำที่ใช้มีส่วนผสมจากน้ำดีของสัตว์หลายชนิดร่วมกับว่าน ปัจจุบันความภาคภูมิใจเหล่านี้กลายเป็นเพียงสิ่งตกค้างจากวันเวลา ชาวกะเหรี่ยงอายุน้อยกว่า 50 ปีในพื้นที่อำเภออมก๋อย คิดเป็นประชากรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 แทบไม่ปรากฏการสับขาลายอีกเลย เรื่องและภาพถ่าย ชาญพิชิต พงศ์ทองสำราญ รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง จากโครงการประกวดสารคดีภาพ “10 ภาพเล่าเรื่อง” ปี 2016 โดยนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย อ่านเพิ่มเติม รอยสักไทย เส้นสายลายลักษณ์แห่งศรัทธา

“ แม่ตาวคลินิก ” สถานพยาบาลเพื่อชาวพม่าและผู้ไร้สัญชาติ

“ แม่ตาวคลินิก ” สถานพยาบาลเพื่อชาวพม่าและผู้ไร้สัญชาติ จากการสำรวจขององค์การอนามัยโลก พบว่าจากทั่วโลกมี 57 ประเทศที่ต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ของการขาดแคลนบุคลากรทางด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพ หนึ่งในนั้นรวมถึงประเทศพม่าเพื่อนบ้านของเราด้วยโดยมีสถิติทางการแพทย์ของประเทศพม่าพบว่า แพทย์เพียง 4 คนต้องรับภาระดูแลประชากรถึง 10,000 คน ผลจากการขาดแคลนบุคคลากรทางการแพทย์นี้มีผลกระทบอย่างมากต่ออัตราการเกิดของเด็กในประเทศพม่าโดยพบว่าการคลอดบุตรในประเทศพม่ามีอัตราการตายของทารกสูงถึง 122 รายต่อการเกิดของทารก 1,000 คน จัดเป็นตัวเลขที่สูงและน่าเป็นห่วง แม่ตาวคลินิกถูกก่อตั้ง โดย ซินเธีย หม่อง แพทย์หญิงชาวพม่า ในปี พ.ศ. 2531 โดยมีสถานที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า ฝั่งอำเภอแม่สอด จ.ตาก คลินิกแห่งนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากแพทย์อาสาทั่วโลกที่เดินทางมาช่วยเหลือโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น อีกทั้งเงินทุนจากผู้มีจิตศรัทธาและการช่วยเหลือขององค์กรอิสระทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ทำให้มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าผู้ป่วยบางรายจะต้องเดินทางไกลมาจากฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของพม่าโดยใช้ระยะเวลานาน 10 วันเพื่อมารักษาที่คลินิกแห่งนี้ โดยผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาต่อปีมีจำนวนมากกว่า 170,000 คน ปัจจุบันแม่ตาวคลินิกยังคงให้การดูแลผู้ป่วยชาวพม่าและผู้ป่วยไร้สัญชาติอยู่อย่างต่อเนื่องทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เรื่องและภาพ ลิปปนนท์ พิพัฒน์อนันต์ รางวัลชมเชย โครงการประกวดสารคดีภาพ “10 ภาพเล่าเรื่อง” ปี 2013 โดยนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย อ่านเพิ่มเติม […]