ใบหน้าใหม่ สำคัญแค่ไหนต่อชีวิต - National Geographic Thailand

ใบหน้าใหม่ สำคัญแค่ไหนต่อชีวิต

ใบหน้าใหม่ สำคัญแค่ไหนต่อชีวิต

เคที สตับเบิลฟีลด์ คนไข้ปลูกถ่ายใบหน้าอายุน้อยที่สุดในสหรัฐฯ จะกลายเป็นสมาชิกของกลุ่มที่ชอน ฟิดด์เลอร์ ผู้รับการปลูกถ่ายใบหน้าคนที่สองของคลินิกคลีฟแลนด์ เรียกอย่างขำๆ ว่า “กลุ่มอภิสิทธิ์ชน” พวกเขามีบาดแผล ช่วงชีวิตที่ขึ้นสูงและตกต่ำ ความเจ็บปวดที่ได้รับจากการเข้าสังคม และการยอมรับใบหน้าใหม่ที่จะไม่มีวันดูดีเท่า หรือทำงานได้ดีเท่ากับใบหน้าเดิมของพวกเขา คนสามคนที่ได้รับใบหน้าใหม่นั่งลงคุยกับเราเกี่ยวกับการเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ของตน

หมายเหตุ: บทสัมภาษณ์ได้รับการเรียบเรียงให้กระชับและชัดเจน

 

คอนนี คัล์ป

เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2008 คอนนี คัล์ป กลายเป็นผู้รับการปลูกถ่ายใบหน้าคนแรกของสหรัฐฯ และเป็นคนที่สี่ของโลก เธอมีอายุ 41 ปีตอนผู้เป็นสามียิงเธอเข้าที่ใบหน้าในปี 2004 เธอเสียจมูก แก้มทั้งสองข้าง เพดานปาก และดวงตาข้างหนึ่งไป เหลือเพียงเปลือกตาบน หน้าผาก ริมฝีปากล่าง และคาง เธอได้รับใบหน้าใหม่ที่คลินิกคลีฟแลนด์หลังเข้ารับการผ่าตัดเพื่อเสริมสร้าง (reconstructive surgery) 30 ครั้ง

ใบหน้าใหม่
ชีวิตของคุณเป็นอย่างไรก่อนเข้ารับการผ่าตัด?

ฉันไม่มีจมูก หมอเลยทำจมูกเทียมให้ และต้องใช้กาวติดค่ะ เป็นเรื่องตลกมากเพราะว่ามีอยู่หนหนึ่งที่ฉันไปร้านอาหาร แล้วไอร้อนจากกาแฟทำให้กาวระเหยไปหมด จมูกเลยห้อยต่องแต่ง จนฉันฉุนขาด ตอนนั้นฉันอยู่กับน้องสาวฝาแฝด ก็เลยดึงจมูกออก แต่ลืมไปว่าพนักงานเสิร์ฟเห็นหน้าฉันตอนมีจมูกอยู่ พอเธอกลับมาที่โต๊ะอีกครั้ง ฉันก็ไม่มีจมูกแล้ว ให้ตายเถอะ คุณน่าจะได้เห็นสีหน้าเธอนะ ซีดเป็นไก่ต้มเลย ตลกมากเลยค่ะ

 

อะไรที่ทำให้คุณเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะที่มีความเสี่ยง?

ฉันคิดว่าตัวเองไม่มีทางเลือกหรอก เพราะตอนนั้นฉันกินอะไรไม่ได้เลย และต้องกินทุกอย่างด้วยหลอด พี่สาวฉันค้านหัวชนฝา เธอบอกว่า “เธออาจจะตาย หรือเป็นมะเร็งก็ได้นะ” แต่ฉันบอกว่า “ฉันไม่สนแล้วละ ณ จุดนี้”

 

ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไร?

ก็ยังเจ็บอยู่บ้าง แต่รู้สึกดีค่ะ ไม่คิดว่าตัวเองจะอยู่ดีมีสุขอย่างที่เป็นอยู่ เพราะว่าสภาพตอนนั้นแย่มาก ไม่มีจมูก ไม่มีหน้า ต้องคอยปิดบังใบหน้าอยู่ตลอดเวลา

 

ใบหน้ามีความหมายต่อคุณอย่างไร?

ตั้งแต่โดนยิงหน้ามา ฉันก็มองไม่เห็นอีก เรื่องสำคัญสำหรับฉันคือการได้พูด ได้เคี้ยวอาหารโดยไม่ต้องมีเครื่องช่วย และได้ยิ้มเวลามีความสุข มีคนบอกฉันว่า เราจะทำให้คนอื่นยิ้มตอบได้ ถ้าเราเป็นฝ่ายยิ้มให้ก่อนค่ะ

 

ชอน ฟิดด์เลอร์

เมื่อปี 2011 ชอน ฟิดด์เลอร์ วัย 43 ปี ขับรถเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ ทำให้กระดูกใบหน้าแตกหัก หลังผ่าตัด เขามีอาการเนื้อเน่า ทำให้ใบหน้าส่วนใหญ่และดวงตาข้างขวาเสียหาย หลังจากไปที่คลินิกคลีฟแลนด์ แพทย์เปลี่ยนใบหน้าให้เขาร้อยละ 70 ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2014 ปัจจุบันเขายังรอรับการผ่าตัดที่อาจช่วยให้ตาข้างซ้ายมองเห็นได้ดีขึ้น

ใบหน้าใหม่

 

ตอนนั้นคุณไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้า ใช่หรือไม่?

เรื่องของเรื่องคือ ถ้าต้องตาบอดและไม่มีหน้า กับการได้มีหน้าใหม่และอาจมองเห็นได้ คุณจะเลือกอะไรล่ะ ถ้าผมอยากมีชีวิตที่ดี มีโอกาสรักษาดวงตาข้างซ้ายไว้ ได้เห็นหน้าหลานๆ และเห็นพวกเขาเปิดกล่องของขวัญได้ ผมก็ต้องเลือกแบบนี้ละครับ

 

คุณรู้สึกอย่างไรกับผลการผ่าตัด?

ดีอยู่ครับ อย่างน้อยผมก็ยังหายใจอยู่ ผมรักษาดวงตาตัวเองไว้ได้ด้วยการผ่าตัดปลูกถ่าย เพราะหน้าเก่าผมกำลังเน่าแล้วตอนนั้น ศัลยแพทย์ตกแต่งเข้ามาช่วยไม่ให้ผมตาย และผมควรจะขอบคุณพวกเขาครับ

 

มีเรื่องไหนที่คุณเคยทำและคิดถึงเป็นพิเศษไหม?

มีสิ ตอนนี้ผมขับฮาร์เลย์ไม่ได้อีกแล้ว ทรมานใจสุดๆ!

 

คุณอยากบอกคนที่กำลังคิดจะปลูกถ่ายใบหน้าว่าอย่างไรบ้าง?

เตรียมใจไว้ได้เลยว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และน่ากลัวเอามากๆ เลยละ แต่คุณจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งเทคโนโลยีและสิ่งที่คุณจะทำได้หลังจากนั้น

 

คุณรับมือกับความกลัวอย่างไร?

คุณต้องอยู่กับมันให้ได้ ต้องกอดคนที่คุณรัก ต้องกอดหลานๆ สิ่งที่คุณเสียไปเทียบไม่ได้หรอกกับสิ่งที่คุณจะได้รับคืนมา สิ่งสำคัญที่สุดคือ ถ้าล้อยังหมุน ก็เท่ากับเรายังมีลมหายใจอยู่ ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าเถอะนะ

 

เป็นบทสรุปที่ดีมาก

ปรัญชาขาซิ่งไงครับ

 

ริชาร์ด นอร์ริส

นอร์ริสเล่าว่า เขาจับปืนพลาดจนปืนลั่นใส่ตัวเองเมื่อปี 1997 ตอนนั้นเขาอายุ 22 ปี ในการผ่าตัดนาน 36 ชั่วโมงเมื่อปี 2012 ทีมแพทย์ที่นำโดยเอดูอาร์โด รอดริเกซ ที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ ช่วยให้เขามีจมูก ริมฝีปาก ลิ้น ฟัน และขากรรไกรใหม่ จากนั้นเขาย้ายไปที่นิวออร์ลีนส์เพื่ออาศัยอยู่ใกล้แฟนสาว ทั้งสองรู้จักกันหลังเธอเห็นข่าวเขาในทีวี และเขียนหาเขาทางเฟซบุ๊ก

ใบหน้าใหม่
คุณรู้สึกอย่างไรกับการอยู่กับใบหน้าเสียโฉม?

เป็นช่วงชีวิตที่แย่มากครับ เพราะพอออกไปนอกบ้าน คนก็จ้องมอง พูดจาทำร้ายจิตใจที่ทำให้เราเจ็บ จนไปถึงจุดที่ว่า ผมจะออกจากบ้านตอนกลางคืนเท่านั้น และจะไปแต่ที่ที่ผมรู้จักคนทำงานที่นั่น จะได้ไม่มีใครมารังควาญ

 

ทำไมคุณถึงตัดสินใจผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้า?

การปลูกถ่ายใบหน้าไม่ใช่ทางเลือกแรก ไม่ใช่ทางเลือกที่สอง แต่เป็นทางเลือกสุดท้ายเลยละครับ หลังจากผ่าตัดหลายครั้งตลอดหลายปี หมอบอกผมว่ามีโอกาสผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้าได้นะ ผมเลยกลับไปคุยกับครอบครัว เราไม่ได้คุยกันเรื่อง “ทุกคนคิดยังไง” แต่เป็นเรื่อง “ผมจะผ่านะ”

 

คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับผู้บริจาคใบหน้าให้คุณ?

เขาเป็นคนดีมากๆครับ เขาอยากเป็นตำรวจ แต่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ตอนนี้ผมเป็นเพื่อนกับน้องสาวเขา เป็นเพื่อนกับพ่อแม่เขา และพูดคุยกันเสมอ ครอบครัวนี้น่ารักมากครับ เป็นคนดีที่สุดในโลกเลย คนมักบอกผมว่า “คุณรู้มั้ยว่า ตัวเองเป็นฮีโร่ที่ยอมเสี่ยงผ่าตัด” ผมไม่ใช่ฮีโร่หรอก พวกเขาต่างหากที่ใช่

 

เวลามองกระจก คุณคิดอย่างไรและมองเห็นอะไร?

ผมเห็นตัวเอง แต่ยังรู้ด้วยว่าตัวเองไม่ได้อยู่ตรงนั้น ดังนั้นผมจะมองกระจกทุกวันและมองเห็นตัวเอง ผมไม่มีวิกฤติอัตลักษณ์อย่างที่นักจิตวิทยาคิดว่าอาจเกิดขึ้นได้ ผมไม่มีปัญหาแบบนั้น แต่ผมมีเครื่องเตือนใจเสมอว่า มีครอบครัวของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เสียสละเพื่อให้ผมมีชีวิตใหม่อีกครั้ง

สัมภาษณ์: มาร์ติน โชลเลอร์ และโจแอนนา คอนเนอร์ส

ภาพถ่าย: มาร์ติน โชลเลอร์

 

อ่านเพิ่มเติม

ใบหน้าใหม่ของเคที

เรื่องแนะนำ

วันที่ท้องฟ้ามืดมิด

เรื่องและภาพถ่าย  เอกรัตน์ ปัญญะธารา “Black Day” เป็นโปรเจ็กต์ถ่ายภาพที่ใช้เวลาตลอดหนึ่งปีของเอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพและช่างภาพประจำนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559  อันเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “เป็นช่วงเวลาที่ความเงียบกลับมีเสียงดังก้อง เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกร่วมกันต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผมจึงเลือกเล่าเรื่องด้วยการบันทึกอารมณ์แทนการบันทึกเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นบันทึกหนึ่งของตัวเองและเป็นบันทึกหนึ่งของเหตุการณ์ซึ่งยาวนานตลอดหนึ่งปีเต็มของการไว้ทุกข์” เอกรัตน์กล่าว “สิ่งที่ยากที่สุดคือการถ่ายสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะเป็นอารมณ์  เป็นการถ่ายภาพที่ใช้จินตนาการมากกว่าถ่ายสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า หรือการถ่ายสัญลักษณ์ที่นำไปสู่ความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่ยากมากและไม่เคยทำมาก่อน” ที่ผ่านมา การถ่ายภาพเพื่อตีพิมพ์ลงใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ใช้วิธีบอกเล่าเรื่องราวที่ร้อยเรียงจากภาพถ่ายชุดหนึ่ง แต่สำหรับ “Black Day” เอกรัตน์ไม่กำหนดกฎเกณฑ์การถ่ายภาพของเขา “แต่มีเกณฑ์ในการเลือกภาพว่า ดูแล้วเกิดความเชื่อมโยงถึงความรู้สึกนั้นไหม ผมถ่ายภาพไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เรื่องที่ดี ทุกขั้นตอนเป็นการทดลอง ตั้งแต่การลงพื้นที่เพื่อถ่ายภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่า ภาพไหนจะใช่หรือไม่ใช่โดยกำหนดโทนสีของภาพให้เป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกับอารมณ์ของคนไทยในวันที่ได้ยินข่าวสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9”   อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙, ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

เพื่อจะไปโรงเรียน เด็กๆ ชาวอินเดียเหล่านี้ต้องข้ามแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว

โดย ซาร่าห์ กิบเบ็นส์ การเดินทางไปโรงเรียนของเด็กๆ ในรัฐหิมาจัลประเทศ ของอินเดีย ต้องเผชิญกับอุปสรรคอันยากลำบากนั่นคือกระแสน้ำอันไหลเชี่ยวที่ลงมาจากหุบเขา ผลกระทบจากมรสุม วิดีโอฟุตเทจนี้ถูกบันทึกไว้ใกล้กับหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า ชัมบา ได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากพายุมรสมที่เกิดขึ้นกับคนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะกับเด็กๆ พวกเขาพร้อมใจกันพับขากางเกงขึ้น ค่อยๆ ก้าวเดินอย่างช้าๆ ลงไปในสายน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากท่ามกลางโขดหินที่ลื่น ซึ่งบางช่วงของแม่น้ำสายนี้ทีความกว้างถึง 14 เมตรเลยทีเดียว การเดินข้ามแม่น้ำเป็นไปอย่างเชื่องช้า รายงานข่าวระบุว่าเด็กๆ เหล่านี้ใช้เวลาในการข้ามถึง 40 นาทีด้วยกัน ในบางครั้งพวกเขาต้องหยุดพัก หรือทรงตัว เด็กบางคนจีบมือกันเป็นโซ่มนุษย์เพื่อไม่ให้ถูกพัดไป ส่วนเด็กที่โตกว่าแบกเด็กเล็กไว้บนหลัง รายงานจากสำนักข่าว Times of India หมู่บ้านแห่งนี้มีประชากรราว 400 คน และเด็กๆ ต้องเดินทางเป็นระยะทางมากกว่า 1.6 กิโลเมตรเพื่อที่จะไปเรียนหนังสือ ในการให้สัมภาษณ์กับ India TV News เด็กหญิงคนหนึ่งอธิบายว่า เธอพยายามขอร้องให้ผู้ใหญ่ช่วย แต่ในเวลานั้นไม่มีใครอยู่ “เสื้อผ้าของหนูเปียกไปหมด รองเท้าและหนังสือก็ด้วย” เธอกล่าวเป็นภาษาฮินดู ทุกๆ ปี ภูมิภาคนี้ในอินเดียจำต้องเผชิญกับฤดูมรสุม ที่ช่วยให้ชาวบ้านมีน้ำกินมีน้ำใช้ แต่ก็ต้องแลกมากับการใช้ชีวิตที่ยากลำบากขึ้นผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature […]

ทำไมชอบดูนก

ทำไมชอบดูนก “ดูนก ไปทำไม” โดยทั่วไปเมื่อถามคำถามนี้กับบรรดานักดูนก  เรามักได้เหตุผลเบื้องต้นประมาณว่า  เพราะนกน่ารัก… เพราะอยากเป็นนก…  เพราะได้ไปอยู่ในป่า…  ดูนกแล้วมีสมาธิ… ชอบอิริยาบถของนก… เพราะได้ตื่นเช้า… ได้หัดสังเกต… รู้จักเฝ้ารอ… ไม่เอาแต่ใจ… ไม่เร่งรีบ… ดูแล้วมีความสุข… รู้สึกสบายใจ เรื่อยไปจนถึงคำตอบห้วนๆว่า ไม่มีเหตุผลอะไร แค่ชอบ แต่ทำไมคนเหล่านั้นถึงยอมตื่นแต่เช้ามืดไปเดินท่อมๆ เงียบๆ ทนทาก/ยุง/เห็บกัด หรือไม่ก็นั่งรอในบังไพรนานเป็นชั่วโมงๆ เพื่อให้ได้เห็นนกสักตัว  คนดูนกมักตอบคนไม่ดูอย่างกำปั้นทุบดินว่า  ต้องลองไปดูนกเอง นกเป็นสิ่งมีชีวิตล้ำเลิศที่มนุษย์เฝ้ามองมาทุกสมัย  วิวัฒนาการสองขาหน้าของนกได้ชื่อว่าเป็นวิวัฒนาการที่สร้างสรรค์ที่สุด  คนทุกยุคฝันอยากมีปีกบินได้เหมือนนก แต่บรรพบุรุษของนกกลับเป็นสัตว์เลื้อยคลานอย่างไดโนเสาร์  มีทั้งขนาดใหญ่ยักษ์วิ่งได้แต่บินไม่ได้ และขนาดเล็กจิ๋วเท่าแมลงภู่  มีทั้งสีสันฉูดฉาด  แพรวพราว ขาวปลอดและดำปลอด อายุวัต เจียรวัฒนกนก นักวาดภาพธรรมชาติอายุ 27 ปี บอกว่า  ที่ยังชอบดูนกมาถึงทุกวันนี้  เพราะยังมีสิ่งให้ค้นหาอยู่ไม่รู้จบ  “ยิ่งดู ยิ่งรู้สึกอยากเจอตัวนั้น อยากเจอตัวนี้  นกทั่วโลกมีหมื่นกว่าชนิด ในเมืองไทยพันกว่า  พอเราไปดูนก เราก็ไปอยู่ในธรรมชาติ  ช่วงที่ไม่มีนก เราก็ได้ดูอย่างอื่นด้วย ทำให้เราสังเกตต้นไม้ใบหญ้า สัตว์ประเภทอื่นๆ […]