ดวงจันทร์ : ภาพถ่ายจากโครงการอะพอลโล รำลึก 49 ปี การขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ - National Geographic Thailand

ดวงจันทร์ : ภาพถ่ายจากโครงการอะพอลโล รำลึก 49 ปี การขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์

องค์การนาซ่าเผยแพร่ภาพถ่ายของดวงจันทร์ในโอกาสครบรอบ 49 ปีของโครงการอะพอลโล

ความสำเร็จทางเทคโนโลยีอันยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติเกิดขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 เมื่อชายสองคนขึ้นไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์เพื่อสำรวจ “ความรกร้างว่างเปล่าอันน่าทึ่ง”

สองปีต่อมาในปี 1971 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ประกาศให้วันที่ 20 กรกฎาคมเป็น “วันเดินบนดวงจันทร์แห่งชาติ” หรือ National Moon Walk Day เพื่อรำลึกถึงวันที่นีล อาร์มสตรอง และบัซ อัลดริน ย่ำเท้าลงบนโลกนอกดาวเคราะห์ของเราเป็นครั้งแรก หลังเดินทางไปกับยานอะพอลโล 11 ที่มีไมเคิล คอลลินส์ เป็นนักบิน

แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง 49 ปีแล้ว แต่ภาพถ่ายดวงจันทร์และภาพถ่ายอื่นๆ จากโครงการอะพอลโลยังคงมีมนตร์สะกดและเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ผู้หลงใหลในห้วงอวกาศ

หลังภารกิจประวัติศาสตร์ของยานอะพอลโล 11  ในการนำมนุษย์ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ในช่วง 3 ปีต่อมา  นาซ่าส่งภารกิจอีก 5 ภารกิจเพื่อนำมนุษย์อวกาศอีก 10 ชีวิตไปเดินบนพื้นผิวดวงจันทร์

มาร่วมรำลึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นด้วยแกลเลอรี่ภาพถ่ายหาดูได้ยากของดวงจันทร์และโลก จากมุมมองของนักบินอวกาศในภารกิจอะพอลโลกัน

เรื่อง เชียนา มอนแทนารี

ดวงจันทร์
เอ็ดวิน “บัซ” อัลดริน นักบินอวกาศบนยานอะพอลโล 11 ถ่ายภาพคู่กับธงชาตสหรัฐฯ ณ ทะเลแห่งความเงียบสงบ (Sea of Tranquility) ซึ่งเป็นจุดลงจอดของยานลูนาร์โมดูลชื่อ อีเกิล
โลกปรากฏแก่สายตาของนักบินอวกาศบนพื้นผิวดวงจันทร์ในภารกิจของยานอะพอลโล 11
เอ็ดวิน “บัซ” อัลดริน ยืนอยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์ ในภาพถ่ายอันโด่งดังภาพนี้ซึ่งถ่ายโดยนีล อาร์มสตรองเพื่อนนักบินอวกาศร่วมภารกิจอะพอลโล 11 เรามองเห็นอาร์มสตรองในภาพสะท้อนบนหน้ากากของ อัลดริน
บัซ อัลดริน ขณะไต่ลงบันไดของยาน อีเกิล เพื่อสมทบกับนีล อาร์มสตรอง บนพื้นผิวดวงจันทร์
แฮร์ริสัน ชมิดต์ นักบินอวกาศในภารกิจอะพอลโล17 เป็นนักบินอวกาศเพียงคนเดียวที่เป็นนักวิทยาศาสตร์โดยอาชีพ ภาพนี้เขาถ่ายคู่กับธงชาติสหรัฐฯ โดยมีโลกเป็นฉากหลังลิบๆ
เดฟ สกอต นักบินอวกาศ โผล่หน้าออกมาจากยานบังคับการของอะพอลโล 9 ระหว่างโคจรรอบโลก
นีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศในภารกิจอะพอลโล 11 ถ่ายภาพนี้ในลูนาร์โมดูล ไม่นานหลังจากก้าวเดินก้าวแรกๆ บนพื้นผิวดวงจันทร์
เจมส์ บี. เออร์วิน นักบินอวกาศ ถ่ายภาพคู่กับรถสำรวจดวงจันทร์ในภารกิจอะพอลโล 15

 

อ่านเพิ่มเติม : บินทะยานชมเนบิวลาแบบ 3 มิติ

บินทะยานชมเนบิวลาแบบ 3 มิติ

เรื่องแนะนำ

ดาวอังคารในภาพถ่ายน่าทึ่งจากโครงการสำรวจอวกาศ

  ดาวอังคารเผยโฉมอย่างน่าตื่นตาในภาพถ่ายที่รวบรวมจาก 20 ปีที่องค์การนาซาส่งรถสำรวจขึ้นไปปฏิบัติงานบนพื้นผิวดาวอังคาร เรื่อง        แฮนนา แลง ภาพถ่าย   องค์การนาซา ย้อนหลังไปเมื่อปี 1997 ยานมาร์สพาทไฟน์เดอร์ (Mars Pathfinder) ลงจอดบนดาวอังคารและสำรวจพื้นผิวอยู่นานสามเดือน โดยวิเคราะห์บรรยากาศของดาวอังคารและสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนประเมินองค์ประกอบของหินและดิน นับตั้งแต่ยานพาทไฟน์เดอร์เป็นต้นมา มียานหรือรถสำรวจของนาซาอีก 8 คัน/ลำ ได้สำรวจดาวอังคาร รถสำรวจสปิริตและออปพอร์ทูนิตีลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารเมื่อปี 2004 โดยมีภารกิจเสาะหาหลักฐานของน้ำ รถสำรวจทั้งสองถ่ายภาพหลายพันภาพของพื้นผิวหินของดาวอังคารและรวบรวมข้อมูลที่ทำให้นักวิจัยเชื่อว่า ครั้งหนึ่งดาวอังคารเคยเป็นดาวเคราะห์ชุ่มชื้น นับจากนั้น รถสำรวจสปิริตก็หยุดทำงาน ขณะที่รถสำรวจออปพอร์ทูนิตียังทำงานต่อไป รถสำรวจคิวริออซิตีซึ่งเป็นรถสำรวจขนาดใหญ่ที่สุดและก้าวหน้าที่สุดที่ส่งขึ้นไปยังดาวอังคารลงจอดเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2012 รถติดตั้งกล้องถ่ายภาพ 17 ตัว เครื่องยิงเลเซอร์ และหัวเจาะที่สามารถเก็บตัวอย่างฝุ่นหิน โดยหวังว่าจะพบหินที่ก่อตัวในน้ำ  เมื่อไม่นานมานี้ คิวริออซิตีได้ส่งรายละเอียดใหม่ๆ กลับมายังนาซาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทะเลสาบโบราณในบริเวณหุบอุกกาบาตเกล (Gale Crater) ของดาวอังคาร ในฤดูใบไม้ผลิปี 2018 นาซามีกำหนดส่งภารกิจอินไซต์ (Insight Mission) ขึ้นไปศึกษาพื้นที่ชั้นในของดาวอังคารและวางแผนจะส่งรถสำรวจอีกคันในปี 2020 เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมที่ครั้งหนึ่งอาจมีสภาพเอื้อต่อชีวิตขนาดเล็กจิ๋ว

พื้นที่ชุ่มน้ำ…ในชีวิตและความทรงจำ

“พื้นที่ชุ่มน้ำ” อาจเป็นคำที่ดี แต่ก็จับต้องได้ยาก  เพราะครอบคลุมทุกอย่างที่มีน้ำ  ความกว้างขวางของมันอาจทำให้ถ้อยคำสูญเสียความหมาย  ในขณะที่นักวิชาการบอกแต่เพียงว่าพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญ จำเป็นต้องอนุรักษ์ แต่วิถีชีวิตของคนเมืองส่วนใหญ่ในปัจจุบันกลับถูกตัดขาดจากธรรมชาติ ไม่อนุญาตให้เราเข้าถึงและทำความเข้าใจพื้นที่ชุ่มน้ำได้ง่ายดายนัก

รวมภาพถ่าย สงครามเวียดนาม จากนักข่าวหญิงสหรัฐฯ คนแรกที่เสียชีวิตในหน้าที่

ดิกกีย์ แชเพลล์ หนึ่งในนักข่าวสงครามที่กล้าหาญที่สุดในโลก และเป็นสตรีชาวสหรัฐฯ คนแรกที่เสียชีวิตในหน้าที่ใน สงครามเวียดนาม ในช่วงเวลาของเธอ แชเพลล์คือหนึ่งในนักข่าวหญิงที่กล้าหาญที่สุด และแน่นอนว่ามีประสบการณ์สูงที่สุด ใน สงครามเวียดนาม เธอเดินทางไปกับเหล่าทหารเวียดนามและสหรัฐฯ ในที่ซึ่งนักข่าวคนอื่นๆ ไม่กล้าไปเหยียบกรายและยืนยันว่าจะรายงานถึงเรื่องที่เธอเห็นได้กับตาตนเองเท่านั้น กระนั้น เป็นสมรภูมิในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้เป็นความขัดแย้งครั้งสุดท้ายที่นักข่าวสาวเพียงผู้เดียวผู้เดียวที่ได้รับอนุญาตให้กระโดดร่มลงในการยุทธกับเหล่าทหารเพื่อไปรายงานข่าว จากการเธอถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่ลำคอจากกับดักลวดสะดุดของฝ่ายเวียดนามเหนือ และใด้จบชีวิตลงในเฮลิคอปเตอร์อพยพ ทำให้เธอเป็นเหยี่ยวข่าวหญิงชาวสหรัฐฯ คนแรกที่เสียชีวิตในหน้าที่ หลายปีต่อมา นักข่าวคนอื่นรายงานว่าเหล่าพลร่มเวียดนามใต้ยังคงย้อนความถึงหญิงสาวปากกล้าร่างเล็กที่ได้กระโดดร่มกับพวกเขา สตรีผู้มีชื่อเดิมว่าจอร์เจ็ตต์ เมเออร์ ขายบทความแรกชื่อว่า “เหตุที่เราอยากบิน (Why We Want to Fly)” ให้กับนิตยสาร U.S. Air Service เมื่ออายุได้ 14 ปี และได้เข้าเรียนในเอ็มไอที (MIT) พร้อมกับนักศึกษาหญิงคนอื่นอีกหกคนเมื่อเธออายุ 16 ปี อีกหกปีถัดมา เธอได้แต่งงานกับโทนี แชเพลล์ ช่างภาพของกองทัพเรือผู้มีอายุ 40 ปี และเป็นผู้ที่กลายเป็นคู่หูรายงานข่าวของเธอในเวลาไม่นาน “จงแน่ใจว่าคุณจะได้เป็นผู้หญิงคนแรกในที่ไหนสักแห่ง” บรรณาธิการผู้หนึ่งในนิวยอร์กให้คำแนะนำต่อเธอเมื่อครั้งเธอเพิ่งเริ่มอาชีพผู้รายงานข่าว เเชเพลล์ทำสิ่งนี้สำเร็จในปี 1942 เมื่อเธอได้เป็นหนึ่งในผู้หญิงคนแรกซึ่งทางกองทัพให้การรับรองในฐานะนักข่าว […]