สุขเมื่อได้กลับบ้านของชาวฟิลิปปินส์ในวันคริสต์มาส - National Geographic Thailand

สุขเมื่อได้กลับบ้านของชาวฟิลิปปินส์ในวันคริสต์มาส

ตึกสูงเสียดฟ้าอันระยิบระยับ ย่านกลางเมืองในกรุงมะนิลาสร้างทัศนียภาพอันงดงามให้แก่ดาดฟ้าบนที่พักอาศัยของเหล่าชนชั้นกลาง Bernardita Lopez ผู้เป็นพี่เลี้ยงเด็กอยู่ฮ่องกง (อยู่ตรงราวลูกกรง) กำลังเพลิดเพลินกับช่วงเวลาพักผ่อน
ภาพถ่ายโดย Hannah Reye Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

 

 

ทุกๆ เดือนธันวาคม เดือนแห่ง วันคริสต์มาส ชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานอยู่ต่างแดนจะกลับมายังบ้านของตัวเอง เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกบันทึกภาพการกลับมาพบหน้ากันอีกครั้งไว้

ในตอนที่ Bernardita Lopez จากบ้านเพื่อไปเป็นสาวใช้ที่ฮ่องกง เธอยึดติดอยู่กับคำแนะนำหนึ่งจากงานสัมนาที่รัฐบาลฟิลิปปินส์จัดขึ้นเพื่อชาวฟิลิปปินส์ที่กำลังเดินทางไปแดนไกลว่า “เมื่อคุณไปถึงสนามบิน ห้ามมองกลับหลังเป็นอันขาด แล้วเดินหน้าต่อ การก้าวต่อไปข้างหน้าก็เป็นเรื่องที่ยากพออยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอย่ามองกลับไป”

วันคริสต์มาส
ในส่วนผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบินนานาชาติ นินอย อากิโน สมาชิกจากครอบครัวต่างๆรวมตัวกันแน่นขนัดเพื่อรอการกลับมาของคนที่รักเนื่องในวันคริสต์มาส โอกาสที่มีน้อยและค่าแรงต่ำผลักดันให้ชาวฟิลิปปินส์หลายล้านเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อที่สมาชิกในครอบครัวจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

สัปดาห์หนึ่งก่อนคริสต์มาสมาถึง Bernardita เต็มไปด้วยความคาดหวัง ไม่มีการกลับหลังไปมองอะไรทั้งสิ้น เธอมาถึงสนามบินนานาชาตินินอย อากิโน กรุงมะนิลา ที่ที่พี่ชายทั้งสองของเธอ Allen และ Jepoy กำลังรอรับเธออยู่  เมื่อออกมาจากด่านตรวจคนเข้าเมือง Bernardita และเหล่าผู้เดินทางกลับบ้านคนอื่นๆ ที่ตื่นเต้นและดันกันไปมา ต่างก็ได้รับการต้อนรับจากเสียงเพลง “Joy to the World” ขับร้องโดยคณะประสานเสียง ระหว่างทางเธอมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงไฟคริสต์มาสในกรุงมะนิลา ตอนตี 2 ยังคงส่องสว่างนวลตา

วันคริสต์มาส
แรงงานในต่างแดนที่เดินทางกลับมาต่างก็ได้รับการต้อนรับเยี่ยงวีรบุรุษและวีรสตรี ณ สนามบินในกรุงมะนิลา Sherina Mateo ถือป้ายทำโดยครอบครัวเพื่อแม่ของเธอ Shella ผู้กลับมาบ้านเป็นครั้งแรกหลังจากทำงานเป็นแม่บ้านในโอมานมานานสองปี
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
ณ ส่วนผู้โดยสารขาเข้า Shella Mateo โอบกอดแม่ของเธอไว้
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ทุกๆ เดือนธันวาคม จะมีผู้คนราวล้านคนบินมากันยังกรุงมะนิลา หลายคนกลับมาเพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาอันมีค่ากับครอบครัวและเพื่อนฝูง ปีนี้ก็ไม่ต่างกัน สนามบินคับคั่งไปด้วยสมาชิกครอบครัวที่มากรูกันอยู่ที่จอแสดงเที่ยวบินในขณะที่รอเจ้านกเหล็กพา คุณแม่ คุณพ่อ ลูกชาย และลูกสาวกลับบ้าน ในทะเลป้ายยินดีต้อนรับ มีเด็กคนหนึ่งถือป้ายทำมาจากบ้านว่า ยินดีต้อนรับกลับค่ะแม่!

ในที่สุด เหล่าผู้พลัดถิ่น ซึ่ง Gloria Macapagal Arroyo ประธานาธิบดีคนก่อนเรียกว่า “การส่งออกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” ก็ได้กลับบ้านอีกครั้ง

วันคริสต์มาส
ครอบครัว Tolidanes รวมตัวกันในห้องนั่งเล่นก่อนคริสต์มาสจะมาถึงหนึ่งสัปดาห์ Terries (คนที่สองจากขวา) คือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ลูกชาย Arvin Aris และ Arjay ทั้งสามคนต่างก็ทำงานอยู่แถบตะวันออกกลาง ลูกสาวคนเล็กของเธอ Ariane แต่งงานกันชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานอยู่ต่างแดน Arvin (คนที่สามจากซ้าย) นั้นกำลังรักษาตัวจากการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองหลังจากทำงานที่ซาอุดิอาระเบียนาน 10 ปี ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
Sally และ ลูกสาวของเธอกำลังเพลิดเพลินกับการคุยทางไกลผ่านวิดีโอกับพ่อของเธอที่ทำงานในโรงงานของซาอุดิอาระเบีย
ภาพถ่ายโดยHannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
Rony Gonzales นักเดินเรือชาวฟิลิปปินส์กอดภรรยาของเขา Estelita ที่บ้านซึ่งตั้งอยู่นอกกรุงมะนิลา ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ในแต่ละวัน ชาวฟิลิปปินส์ประมาณ 6,000 คนจากบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อออกไปหาโอกาสยังที่ต่างๆ บนโลก จากชาวเรือที่มีอยู่ทั้งหมดบนโลกเป็นคนฟิลิปปินส์ไปแล้วสามส่วน หนึ่งในสามของพยาบาลต่างชาติที่ขึ้นทะเบียนในสหรัฐอเมริกาก็มาจากฟิลิปปินส์ และ เกือบหนึ่งในสี่ของผู้หญิงสัญชาติฟิลิปปินส์ทำงานเป็นพยาบาลขึ้นทะเบียนอยู่ในสหรัฐฯ ชาวฟิลิปปินส์ต่างสวมบทบาทที่แตกต่างกัน  บางคนเป็นนักร้อง ผู้ดูแล แรงงาน คนรับใช้ และวิศวกร กระจัดกระจายตามที่ต่างๆ บนโลก

วันคริสต์มาส
Althea Tolidanes กอด Arjay พ่อของเธอ แล้วบอกว่า “ถึงหนูจะไม่ได้ของเล่นก็ไม่เป็นไรนะคะ ขอแค่พ่ออยู่ตรงนี้กับหนู” แต่ Arjay ก็กำลังตระเตรียมการเพื่อทำงานที่โรงงานในเกาหลีใต้ปีหน้า
ภาพถ่ายโดย Hannah Reye Morales, เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก

แต่เมื่อไหร่ที่พวกเขากลับบ้านในช่วงเทศกาลคริสต์มาส พวกเขาคือ “Bagongbayani” หรือฮีโร่ของยุคสมัยนี้ ในขณะที่เครื่องบินเครื่องแล้วเครื่องเล่าลงจอด ณ กรุงมะนิลา ผู้โดยสารพากันปรบมือต้อนรับ พวกเขากลับถึงบ้านแล้ว กลับมาหาวันคริสต์มาสที่ร้อนแต่อบอุ่น กลับมาหา Noche Buena (คืนเฉลิมฉลองคริสต์มาส) กลับมาหากิจกรรมคาราโอเกะซึ้งๆ ตอนดึกๆ เหล่าฮีโร่ทั้งหลายที่เดินทางกลับมาบ้านเฉลิมฉลองอยู่ทุกที่ทุกหนแห่งในประเทศ จนกว่าเวลาแห่งการจากลาจะมาถึงอีกครั้ง

วันคริสต์มาส
Shella Ceda ที่กำลังจูบหลาวสาวของเธอ ทำงานเป็นแม่บ้านให้กับครอบครัวชาวจีนในฮ่องกงมานานหกปี ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ทุกวันนี้ หนึ่งในสิบของประชากรชาวฟิลิปปินส์ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ คำว่า “ในต่างประเทศ” เป็นคำที่แฝงไปด้วยอารมณ์สำหรับคนฟิลิปปินส์ เพราะสื่อถึงคนที่คุณเฝ้าคิดถึงแต่ก็หวังว่าเขาจะได้ดีในอนาคต สำหรับครอบครัว Lopez แล้วนั้น คำๆ นี้อยู่ในสายเลือด Bernardita เป็นพยาบาลขึ้นทะเบียน แต่เธอทำงานเป็นแม่บ้านที่ฮ่องกงมามากกว่าสามปีแล้ว พี่ชายของเธอ Allen เป็นนักเดินเรือ น้องสาวร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกันอย่าง Sane ก็ทำงานเป็นผู้ดูแลอยู่ที่แคนาดา และน้องชายคนสุดท้องของเธอ Jepoy กำลังเรียนเพื่อที่จะเป็นบุรุษพยาบาลอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเขาเองก็วางแผนที่จะไปทำงานต่างประเทศไว้เหมือนกัน แม่ของพวกเขา Cristina เคยเป็นพี่เลี้ยงเด็กอยู่ในแคนาดา ประเทศที่เธอเสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวายกะทันหันช่วงเดือนพฤษภาคม 2017

วันคริสต์มาส
เหล่าผู้บูชาเข้าร่วมพิธีมิสซายามรุ่งสาง ณ โบสถ์ Baclaran ที่กรุงมะนิลา เชื่อกันว่าหากชาวฟิลิปปินส์เข้าร่วมพิธีมิสซาครบทั้งเก้าคืนก่อนถึงคริสต์มาส พระเจ้าจะดลบันดาลให้ความปรารถนาเป็นจริง
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
หนุ่มสาวผู้เข้าโบสถ์เป็นประจำตั้งท่าถ่ายรูปกับเด็กๆ ที่แต่งตัวเป็นตัวละครจากเรื่องการประสูติของพระเยซู (The Nativity) ระหว่างพิธีมิสซาในคืนวันคริสต์มาสอีฟ(24 ธันวาคม)
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

วันคริสต์มาสของฟิลิปปินส์ คือการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นและวัฒนธรรมจากเจ้าอาณานิคม เป็นช่วงเวลาแห่งความหวังและการคาดหวัง ฤดูกาลนี้เริ่มต้นในช่วงเดือนกันยายน และเมื่อเดือนธันวาคมใกล้เข้ามา กรุงมะนิลาก็ยิ่งสว่างไสวไปด้วย Parol หรือ โคมไฟหลากสีสันอันเป็นสัญลักษณ์ของดวงดาวแห่งเบธเลเฮม ซึ่งช่วยแต่งแต้มสีสันให้กับหน้าต่างและท้องถนนยามค่ำคืน โบสถ์หลายแห่งเต็มไปด้วยผู้คนที่มาทำ Simbanggabi หรือพิธีมิสซา 9 คืนที่เริ่มต้นก่อนฟ้าสางและสิ้นสุดในคืนวันคริสต์มาสอีฟ เมื่อการเฉลิมฉลองค่อยๆ ผ่านไปทีละขั้นตั้งแต่ การให้ของขวัญ การร้องเพลง และกินเลี้ยง Lechon หรือ หมูหัน เชื่อกันว่าถ้าทำพิธิมิสซาครบเก้าคืนก็จะขอพรได้หนึ่งข้อ

วันคริสต์มาส
ตัวอักษรยักษ์หรือโคมไฟประดับด้วยถ้อยคำว่า “Sulong Maynila!” หรือ “ก้าวไปข้างหน้า มะนิลา!” เหนือย่านการค้า Divisoria ซึ่งอัดแน่นไปด้วยผู้คนที่มาซื้อของขวัญและของตกแต่ง
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิค

งานคริสต์มาสครั้งแรกหลังการกลับมาของ Bernadita คือวันที่ 5 ธันวาคม 2015 แต่ความสุขของการกลับมารวมตัวกันนั้นถูกทำลายลงเพราะการเสียชีวิตของคุณพ่อ Alberto ผู้มีอาชีพขับรถจี๊ป ในวันคริสต์มาสอีฟด้วยอายุเพียง56 ปี สำหรับคริสต์มาสครั้งนี้ สมาชิกในครอบครัวมารวมตัวกันเพื่อเปิดกล่อง ฺBalikbayan ที่เธอส่งมาที่บ้านก่อน กล่อง Balikbayan เป็นกล่องกระดาษแข็งขนาดใหญ่เต็มไปด้วยของขวัญต่างๆ ตั้งแต่ ช็อกโกแลตแท่ง รองเท้าผ้าใบ ไปจนถึงโลชั่นทาตัวและแฮมยี่ห้อสแปม (spam) (Balik แปลว่า กลับมา และ Bayan แปลว่า ประเทศ)

วันคริสต์มาส
Bernardita Lopez ผู้กลับมาจากการทำงานเป็นแม่บ้านในฮ่องกงแกะกล่อง Balikbayan หรือ กล่องของขวัญที่เธอส่งกลับมาให้คนในครอบครัวเนื่องในโอกาสวันคริสต์มาส
ภาพถ่ายโดย Hannah Reye Morales, เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก

เด็กๆ ต่างก็ตื่นเต้นที่จะได้เปิดกล่อง Balikbayan พวกเขาแย่งของมือสองจากญาติๆ ผู้กลับจากต่างแดนและผลัดกันลองรองเท้าเพื่อดูว่าเท้าของใครจะพอดีกับรองเท้าคู่ไหน หลายปีก่อนตอนที่เราเปิดกล่องของเราเอง ฉัน (Hannah Reyes Morales – ผู้เขียน) จำได้ว่าตัวเองเผลออุทานออกไปว่า “กลิ่นเหมือนอเมริกาเลยอ่ะ!” ครอบครัวของ Bernardita ก็มีบรรยากาศที่ไม่แตกต่างกัน กล่องตั้งอยู่ตรงกลางห้องที่มีป้ายสีแดงจากผู้จัดส่งเขียนไว้ว่า “เราต้องการขนย้าย”

ในโบสถ์ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา กระดาษหลากหลายชิ้นที่แขวนอยู่กับต้นคริสต์มาสมีคำอธิษฐานขอให้คนที่เรารักในต่างแดนกลับมาบ้านเร็วๆ

“เพื่อนของฉันบอกเสมอว่าการกลับบ้านที่ฟิลิปปินส์เป็นเหมือนการดึงเอาหนามที่ตำออกไปจากผิวของคุณเพราะในที่สุดคุณก็ถึงบ้านสักที” Bernardita กล่าว “แต่เมื่อคุณต้องจากไปอีกครั้ง มันก็เหมือนกับว่าหนามแหลมนั้นกลับมาทิ่มแทงเหมือนเดิม”

วันคริสต์มาส
พ่อค้าในกรุงมะนิลาขายโคมไฟที่เป็นตัวแทนดวงดาวแห่งเบธเลเฮม ซึ่งชาวฟิลิปปินส์ใช้เป็นสิ่งประดับตกแต่ง ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
ชาวฟิลิปปินส์รวมตัวกันที่สวน Triangle Ayala เพื่อชมเทศกาลแห่งแสงในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ครอบครัวหลายครอบครัวมักจะมารวมกันในที่ที่แสงสว่างที่สุด ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั้นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
สมาชิกของชุมชนที่ Bernardita Lopez อาศัยอยู่ต่างก็ทำอาหารมาแบ่งปันกันในงานเลี้ยงซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวฟิลิปปินส์ในการเฉลิมฉลอง คริสต์มาส ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนขั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
งานสังสรรค์นี้เป็นหนึ่งในงานที่จัดขึ้นเป็นพิเศษแก่คนที่ไปทำงานต่างประเทศและครอบครัวของพวกเขา
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
ระหว่างช่วงฤดูกาลแห่งคริสต์มาส เหล่าคณะประสานเสียงตัวน้อยจะได้รับเงินสองถึงสามเปโซระหว่างที่พวกเขาไปบ้านนู้นบ้านนี้ทีด้วยเพลงที่เต็มไปด้วยความสุข
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

 


 

อ่านเพิ่มเติม

แครมปัสคือใครกัน? ทำความรู้จักกับอสุรกายแห่งคริสต์มาส

เรื่องแนะนำ

ฮูลา ไม่ใช่แค่การเต้น แต่คือจังหวะหัวใจของชาวฮาวาย

ฮูลา ไม่ใช่แค่การเต้น แต่คือจังหวะหัวใจของชาวฮาวาย บนเกาะ Kauai ของฮาวาย Leina’ala Jardin ครูสอนเต้นฮูลากำลังเตรียมลูกศิษย์ของเธอสำหรับการแสดงครั้งใหญ่ประจำปี สารคดีที่จัดทำโดย Bradley Tangonan เรื่องนี้ไม่ได้จะพาคุณผู้อ่านไปพบกับลีลาการเต้นอันเป็นเอกลักษณ์ หากพาไปสัมผัสยังความหมายและคุณค่าของวัฒนธรรมที่กำลังสูญหายนี้ เพราะสำหรับชาวฮาวายแล้ว ฮูลา ไม่ใช่แค่การเต้น แต่เปรียบเสมือนการสื่อสาร ในฮาวายพวกเขาไม่มีภาษาเขียน ดังนั้นฮูลาจึงเป็นการบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด รวมไปถึงประวัติศาสตร์ รากฐานความเป็นมาของชาวฮาวาย ผ่านทุกท่วงท่าที่มีความหมาย   อ่านเพิ่มเติม ชีวิต ณ เขตภูเขาไฟ

พิธีกรรมของเหล่าขบถ ผู้เปียมพลังชีวิต

ระหว่างเดินทางไปเฮติเมื่อสองสามปีก่อน ฉันออกนอกเส้นทางท่องเที่ยวไปยังแจ็กเมลเมืองท่าทางตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีงาน คาร์นิวัล (Carnival) หรือ “คานาวัล” (Kanaval) ในภาษาครีโอลของเฮติ ได้รับการเฉลิมฉลองก่อนงานคาร์นิวัลแห่งชาติในกรุงปอร์โตแปรงซ์หนึ่งสัปดาห์ ท่วงทำนองของงาน คาร์นิวัล ที่แจ็กเมลเรียบง่ายกว่าการเฉลิมฉลองในถิ่นอื่น ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ดนตรีและการเต้น เมแร็ง อย่างที่เรียกขานกันในชาติที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสแห่งนี้ ตั้งแต่บรรดาเด็กชายที่ทาเนื้อตัวด้วยเขม่าสีดำ ไปจนถึงเสียงของ รารา หรือจังหวะแบบวูดูที่ถือเป็นแกนหลักของการเฉลิมฉลอง คาร์นิวัล ในเฮติ ไปจนถึงบรรดานักดนตรีที่ตีกลองหรือเป่าทรัมเป็ตทำจากโลหะรีไซเคิลและแตรไม้ไผ่ ซึ่งทุกจังหวะเล่าเรื่องราวของตัวเองพอ ๆ กับที่พาให้เรานึกอยากเต้นระบำ เรื่อง แจกเกอลีน ชาร์ลส์ ภาพถ่าย ชาร์ลส์ เฟรเช สำหรับบางคน ฤดูกาลคาร์นิวัลโดยเฉพาะงานมาร์ดิกราส์ในนิวออร์ลีนส์ หมายถึงการเผยเนื้อหนังมังสาจนเกินพอดี งานปาร์ตี้สนุกสุดเหวี่ยงมีทั้งการดื่มกินและคาวโลกีย์ แต่ในหลายพื้นที่แถบแคริบเบียน คาร์นิวัลหรือที่รู้จักกันในชื่อ “คาร์นาวัล” ในบราซิล เป็นมากกว่าความสำราญเละเทะดึงดูดนักท่องเที่ยวทว่าเป็นพื้นที่แห่งศิลปะ กระบอกเสียงสาธารณะ การแสดงออกอย่างไม่ขวยเขินของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความเป็นตัวของตัวเอง โดยลูกหลานชาวแอฟริกันผู้ถูกจับเป็นทาส เมื่อถูกห้ามจากการบูชาเทพเจ้าของตนเองหรือห้ามเข้าร่วมงานเต้นรำสวมหน้ากากของเจ้านายชาวฝรั่งเศสและอังกฤษที่จัดก่อนเทศกาลมหาพรตในศตวรรษที่สิบแปด ทาสทั้งหลายก็หลอมรวมประเพณีของแอฟริกันกับวิถีชาวบ้านเข้ากับพิธีกรรมของเจ้าอาณานิคมเพื่อสร้างเทศกาลฉลองของตน ทุกวันนี้ งานเฉลิมฉลองอย่างวันสมโภชพระวรกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้า วันกษัตริย์สามองค์ และวันแห่งผู้วายชนม์ มีรูปแบบแตกต่างกันในหมู่ชาวแอฟริกันพลัดถิ่น และอาจจัดในช่วงเวลาแตกต่างกันในรอบปี ทว่าเทศกาลเหล่านั้นล้วนมีองค์ประกอบร่วมอย่างเดียวกัน นั่นคือตัวละครที่แต่งตัวดิบเถื่อนเฉิดฉันผสมผสานกับคริสต์ศาสนา ความเชื่อแบบชาวบ้านและมุมมองอย่างชนพื้นเมืองในพิธีกรรมของขบถผู้เปี่ยมพลังชีวิต เบื้องหลังหน้ากากที่ถูกประดิดประดอยเพื่อพรางอัตลักษณ์ ผู้ร่วมฉลองได้บอกเล่าเรื่องราว ปลดปล่อยความคับแค้นใจ และในที่อย่างเฮติ ความปั่นป่วนจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมก็ขับเน้นกับฉากหลังของพิธีแห่แหน “นี่คือขบถหรือการขัดขืนทางวัฒนธรรมรูปแบบหนึ่ง” เฮนรี […]

ผู้ป่วย โรคแพ้ภูมิตัวเอง ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโรคร้าย

นับถอยหลังในวันที่เริ่มต้น บทสัมภาษณ์ผู้ป่วย โรคแพ้ภูมิตัวเอง หัวใจแกร่ง ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโรคร้าย การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่ชีวิตคนเราก็เลือกไม่ได้ว่าจะป่วยหรือไม่ป่วย ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ น้องปริม – ปันนรัตน์ บวรภัคพานิช สาวน้อยวัย 20 ปีที่โชคร้ายป่วยเป็นโรค SLE หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง แม้เธอจะต้องทุกข์ทนกับอาการเจ็บป่วย แต่ด้วยความที่มีจิตใจของนักสู้ ทำให้ผมอดชื่นชมหัวจิตหัวใจของน้องผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้ไม่ได้จริงๆ เรื่อง: ไตรรัตน์ ทรงเผ่า ผมเจอเพจของน้องปริมที่ใช้ชื่อว่า Mom & Me Happiness Inside โดยบังเอิญที่หน้าฟีดเฟซบุ๊กของผม ซึ่งลงภาพวาดสีน้ำพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในพระอิริยาบถต่างๆ ที่ดูสวยงามและน่ารักตามแบบฉบับของน้อง ผมชื่นชอบผลงานของน้องปริมในทันทีที่เห็น แต่เมื่อได้อ่านบทแนะนำตัวของน้องปริมในเพจ ก็อดรู้สึกทึ่งและอึ้งไม่ได้ จึงได้อินบ็อกซ์ไปถามว่าสะดวกคุยไหม น้องตอบมาด้วยความสดใสว่า “หนูกำลังฟอกเลือดอยู่ค่ะ ใกล้เสร็จแล้วคุยได้ค่ะ” คำพูดที่รับรู้ได้จากการพิมพ์โต้ตอบกันทำให้รู้สึกว่าน้องปริมดูแข็งแรงและสดใส ทั้งที่ระหว่างอ่านข้อความที่น้องปริมตอบกลับมาจะทำให้ขอบตาผมพร้อมที่จะมีน้ำใสๆไหลออกมาตลอดเวลาก็ตาม อาจด้วยในฐานะที่เป็นพ่อคนและชื่อของน้องก็เหมือนชื่อลูกผมอีก ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของน้องปริมที่แนะนำตัวกับผมผ่านการส่งข้อความทางอินบ็อกซ์ ซึ่งน่าจะเป็นวิทยาทานให้คุณผู้อ่านที่รักนำไปใช้สังเกตตัวเองและคนใกล้ตัว ซึ่งน้องปริมยินดีอยากแบ่งปันประสบการณ์ของเธอและอยากเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่กำลังทุกข์ทนจากโรคภัยไข้เจ็บครับ จุดเริ่มต้นของโรค SLE หนูเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง เริ่มป่วยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2558 ตอนนั้นอายุ 16 […]