สุขเมื่อได้กลับบ้านของชาวฟิลิปปินส์ในวันคริสต์มาส - National Geographic Thailand

สุขเมื่อได้กลับบ้านของชาวฟิลิปปินส์ในวันคริสต์มาส

ตึกสูงเสียดฟ้าอันระยิบระยับ ย่านกลางเมืองในกรุงมะนิลาสร้างทัศนียภาพอันงดงามให้แก่ดาดฟ้าบนที่พักอาศัยของเหล่าชนชั้นกลาง Bernardita Lopez ผู้เป็นพี่เลี้ยงเด็กอยู่ฮ่องกง (อยู่ตรงราวลูกกรง) กำลังเพลิดเพลินกับช่วงเวลาพักผ่อน
ภาพถ่ายโดย Hannah Reye Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

 

 

ทุกๆ เดือนธันวาคม เดือนแห่ง วันคริสต์มาส ชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานอยู่ต่างแดนจะกลับมายังบ้านของตัวเอง เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกบันทึกภาพการกลับมาพบหน้ากันอีกครั้งไว้

ในตอนที่ Bernardita Lopez จากบ้านเพื่อไปเป็นสาวใช้ที่ฮ่องกง เธอยึดติดอยู่กับคำแนะนำหนึ่งจากงานสัมนาที่รัฐบาลฟิลิปปินส์จัดขึ้นเพื่อชาวฟิลิปปินส์ที่กำลังเดินทางไปแดนไกลว่า “เมื่อคุณไปถึงสนามบิน ห้ามมองกลับหลังเป็นอันขาด แล้วเดินหน้าต่อ การก้าวต่อไปข้างหน้าก็เป็นเรื่องที่ยากพออยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอย่ามองกลับไป”

วันคริสต์มาส
ในส่วนผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบินนานาชาติ นินอย อากิโน สมาชิกจากครอบครัวต่างๆรวมตัวกันแน่นขนัดเพื่อรอการกลับมาของคนที่รักเนื่องในวันคริสต์มาส โอกาสที่มีน้อยและค่าแรงต่ำผลักดันให้ชาวฟิลิปปินส์หลายล้านเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อที่สมาชิกในครอบครัวจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

สัปดาห์หนึ่งก่อนคริสต์มาสมาถึง Bernardita เต็มไปด้วยความคาดหวัง ไม่มีการกลับหลังไปมองอะไรทั้งสิ้น เธอมาถึงสนามบินนานาชาตินินอย อากิโน กรุงมะนิลา ที่ที่พี่ชายทั้งสองของเธอ Allen และ Jepoy กำลังรอรับเธออยู่  เมื่อออกมาจากด่านตรวจคนเข้าเมือง Bernardita และเหล่าผู้เดินทางกลับบ้านคนอื่นๆ ที่ตื่นเต้นและดันกันไปมา ต่างก็ได้รับการต้อนรับจากเสียงเพลง “Joy to the World” ขับร้องโดยคณะประสานเสียง ระหว่างทางเธอมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงไฟคริสต์มาสในกรุงมะนิลา ตอนตี 2 ยังคงส่องสว่างนวลตา

วันคริสต์มาส
แรงงานในต่างแดนที่เดินทางกลับมาต่างก็ได้รับการต้อนรับเยี่ยงวีรบุรุษและวีรสตรี ณ สนามบินในกรุงมะนิลา Sherina Mateo ถือป้ายทำโดยครอบครัวเพื่อแม่ของเธอ Shella ผู้กลับมาบ้านเป็นครั้งแรกหลังจากทำงานเป็นแม่บ้านในโอมานมานานสองปี
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
ณ ส่วนผู้โดยสารขาเข้า Shella Mateo โอบกอดแม่ของเธอไว้
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ทุกๆ เดือนธันวาคม จะมีผู้คนราวล้านคนบินมากันยังกรุงมะนิลา หลายคนกลับมาเพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาอันมีค่ากับครอบครัวและเพื่อนฝูง ปีนี้ก็ไม่ต่างกัน สนามบินคับคั่งไปด้วยสมาชิกครอบครัวที่มากรูกันอยู่ที่จอแสดงเที่ยวบินในขณะที่รอเจ้านกเหล็กพา คุณแม่ คุณพ่อ ลูกชาย และลูกสาวกลับบ้าน ในทะเลป้ายยินดีต้อนรับ มีเด็กคนหนึ่งถือป้ายทำมาจากบ้านว่า ยินดีต้อนรับกลับค่ะแม่!

ในที่สุด เหล่าผู้พลัดถิ่น ซึ่ง Gloria Macapagal Arroyo ประธานาธิบดีคนก่อนเรียกว่า “การส่งออกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” ก็ได้กลับบ้านอีกครั้ง

วันคริสต์มาส
ครอบครัว Tolidanes รวมตัวกันในห้องนั่งเล่นก่อนคริสต์มาสจะมาถึงหนึ่งสัปดาห์ Terries (คนที่สองจากขวา) คือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ลูกชาย Arvin Aris และ Arjay ทั้งสามคนต่างก็ทำงานอยู่แถบตะวันออกกลาง ลูกสาวคนเล็กของเธอ Ariane แต่งงานกันชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานอยู่ต่างแดน Arvin (คนที่สามจากซ้าย) นั้นกำลังรักษาตัวจากการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองหลังจากทำงานที่ซาอุดิอาระเบียนาน 10 ปี ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
Sally และ ลูกสาวของเธอกำลังเพลิดเพลินกับการคุยทางไกลผ่านวิดีโอกับพ่อของเธอที่ทำงานในโรงงานของซาอุดิอาระเบีย
ภาพถ่ายโดยHannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
Rony Gonzales นักเดินเรือชาวฟิลิปปินส์กอดภรรยาของเขา Estelita ที่บ้านซึ่งตั้งอยู่นอกกรุงมะนิลา ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ในแต่ละวัน ชาวฟิลิปปินส์ประมาณ 6,000 คนจากบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อออกไปหาโอกาสยังที่ต่างๆ บนโลก จากชาวเรือที่มีอยู่ทั้งหมดบนโลกเป็นคนฟิลิปปินส์ไปแล้วสามส่วน หนึ่งในสามของพยาบาลต่างชาติที่ขึ้นทะเบียนในสหรัฐอเมริกาก็มาจากฟิลิปปินส์ และ เกือบหนึ่งในสี่ของผู้หญิงสัญชาติฟิลิปปินส์ทำงานเป็นพยาบาลขึ้นทะเบียนอยู่ในสหรัฐฯ ชาวฟิลิปปินส์ต่างสวมบทบาทที่แตกต่างกัน  บางคนเป็นนักร้อง ผู้ดูแล แรงงาน คนรับใช้ และวิศวกร กระจัดกระจายตามที่ต่างๆ บนโลก

วันคริสต์มาส
Althea Tolidanes กอด Arjay พ่อของเธอ แล้วบอกว่า “ถึงหนูจะไม่ได้ของเล่นก็ไม่เป็นไรนะคะ ขอแค่พ่ออยู่ตรงนี้กับหนู” แต่ Arjay ก็กำลังตระเตรียมการเพื่อทำงานที่โรงงานในเกาหลีใต้ปีหน้า
ภาพถ่ายโดย Hannah Reye Morales, เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก

แต่เมื่อไหร่ที่พวกเขากลับบ้านในช่วงเทศกาลคริสต์มาส พวกเขาคือ “Bagongbayani” หรือฮีโร่ของยุคสมัยนี้ ในขณะที่เครื่องบินเครื่องแล้วเครื่องเล่าลงจอด ณ กรุงมะนิลา ผู้โดยสารพากันปรบมือต้อนรับ พวกเขากลับถึงบ้านแล้ว กลับมาหาวันคริสต์มาสที่ร้อนแต่อบอุ่น กลับมาหา Noche Buena (คืนเฉลิมฉลองคริสต์มาส) กลับมาหากิจกรรมคาราโอเกะซึ้งๆ ตอนดึกๆ เหล่าฮีโร่ทั้งหลายที่เดินทางกลับมาบ้านเฉลิมฉลองอยู่ทุกที่ทุกหนแห่งในประเทศ จนกว่าเวลาแห่งการจากลาจะมาถึงอีกครั้ง

วันคริสต์มาส
Shella Ceda ที่กำลังจูบหลาวสาวของเธอ ทำงานเป็นแม่บ้านให้กับครอบครัวชาวจีนในฮ่องกงมานานหกปี ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ทุกวันนี้ หนึ่งในสิบของประชากรชาวฟิลิปปินส์ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ คำว่า “ในต่างประเทศ” เป็นคำที่แฝงไปด้วยอารมณ์สำหรับคนฟิลิปปินส์ เพราะสื่อถึงคนที่คุณเฝ้าคิดถึงแต่ก็หวังว่าเขาจะได้ดีในอนาคต สำหรับครอบครัว Lopez แล้วนั้น คำๆ นี้อยู่ในสายเลือด Bernardita เป็นพยาบาลขึ้นทะเบียน แต่เธอทำงานเป็นแม่บ้านที่ฮ่องกงมามากกว่าสามปีแล้ว พี่ชายของเธอ Allen เป็นนักเดินเรือ น้องสาวร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกันอย่าง Sane ก็ทำงานเป็นผู้ดูแลอยู่ที่แคนาดา และน้องชายคนสุดท้องของเธอ Jepoy กำลังเรียนเพื่อที่จะเป็นบุรุษพยาบาลอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเขาเองก็วางแผนที่จะไปทำงานต่างประเทศไว้เหมือนกัน แม่ของพวกเขา Cristina เคยเป็นพี่เลี้ยงเด็กอยู่ในแคนาดา ประเทศที่เธอเสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวายกะทันหันช่วงเดือนพฤษภาคม 2017

วันคริสต์มาส
เหล่าผู้บูชาเข้าร่วมพิธีมิสซายามรุ่งสาง ณ โบสถ์ Baclaran ที่กรุงมะนิลา เชื่อกันว่าหากชาวฟิลิปปินส์เข้าร่วมพิธีมิสซาครบทั้งเก้าคืนก่อนถึงคริสต์มาส พระเจ้าจะดลบันดาลให้ความปรารถนาเป็นจริง
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
หนุ่มสาวผู้เข้าโบสถ์เป็นประจำตั้งท่าถ่ายรูปกับเด็กๆ ที่แต่งตัวเป็นตัวละครจากเรื่องการประสูติของพระเยซู (The Nativity) ระหว่างพิธีมิสซาในคืนวันคริสต์มาสอีฟ(24 ธันวาคม)
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

วันคริสต์มาสของฟิลิปปินส์ คือการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นและวัฒนธรรมจากเจ้าอาณานิคม เป็นช่วงเวลาแห่งความหวังและการคาดหวัง ฤดูกาลนี้เริ่มต้นในช่วงเดือนกันยายน และเมื่อเดือนธันวาคมใกล้เข้ามา กรุงมะนิลาก็ยิ่งสว่างไสวไปด้วย Parol หรือ โคมไฟหลากสีสันอันเป็นสัญลักษณ์ของดวงดาวแห่งเบธเลเฮม ซึ่งช่วยแต่งแต้มสีสันให้กับหน้าต่างและท้องถนนยามค่ำคืน โบสถ์หลายแห่งเต็มไปด้วยผู้คนที่มาทำ Simbanggabi หรือพิธีมิสซา 9 คืนที่เริ่มต้นก่อนฟ้าสางและสิ้นสุดในคืนวันคริสต์มาสอีฟ เมื่อการเฉลิมฉลองค่อยๆ ผ่านไปทีละขั้นตั้งแต่ การให้ของขวัญ การร้องเพลง และกินเลี้ยง Lechon หรือ หมูหัน เชื่อกันว่าถ้าทำพิธิมิสซาครบเก้าคืนก็จะขอพรได้หนึ่งข้อ

วันคริสต์มาส
ตัวอักษรยักษ์หรือโคมไฟประดับด้วยถ้อยคำว่า “Sulong Maynila!” หรือ “ก้าวไปข้างหน้า มะนิลา!” เหนือย่านการค้า Divisoria ซึ่งอัดแน่นไปด้วยผู้คนที่มาซื้อของขวัญและของตกแต่ง
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิค

งานคริสต์มาสครั้งแรกหลังการกลับมาของ Bernadita คือวันที่ 5 ธันวาคม 2015 แต่ความสุขของการกลับมารวมตัวกันนั้นถูกทำลายลงเพราะการเสียชีวิตของคุณพ่อ Alberto ผู้มีอาชีพขับรถจี๊ป ในวันคริสต์มาสอีฟด้วยอายุเพียง56 ปี สำหรับคริสต์มาสครั้งนี้ สมาชิกในครอบครัวมารวมตัวกันเพื่อเปิดกล่อง ฺBalikbayan ที่เธอส่งมาที่บ้านก่อน กล่อง Balikbayan เป็นกล่องกระดาษแข็งขนาดใหญ่เต็มไปด้วยของขวัญต่างๆ ตั้งแต่ ช็อกโกแลตแท่ง รองเท้าผ้าใบ ไปจนถึงโลชั่นทาตัวและแฮมยี่ห้อสแปม (spam) (Balik แปลว่า กลับมา และ Bayan แปลว่า ประเทศ)

วันคริสต์มาส
Bernardita Lopez ผู้กลับมาจากการทำงานเป็นแม่บ้านในฮ่องกงแกะกล่อง Balikbayan หรือ กล่องของขวัญที่เธอส่งกลับมาให้คนในครอบครัวเนื่องในโอกาสวันคริสต์มาส
ภาพถ่ายโดย Hannah Reye Morales, เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก

เด็กๆ ต่างก็ตื่นเต้นที่จะได้เปิดกล่อง Balikbayan พวกเขาแย่งของมือสองจากญาติๆ ผู้กลับจากต่างแดนและผลัดกันลองรองเท้าเพื่อดูว่าเท้าของใครจะพอดีกับรองเท้าคู่ไหน หลายปีก่อนตอนที่เราเปิดกล่องของเราเอง ฉัน (Hannah Reyes Morales – ผู้เขียน) จำได้ว่าตัวเองเผลออุทานออกไปว่า “กลิ่นเหมือนอเมริกาเลยอ่ะ!” ครอบครัวของ Bernardita ก็มีบรรยากาศที่ไม่แตกต่างกัน กล่องตั้งอยู่ตรงกลางห้องที่มีป้ายสีแดงจากผู้จัดส่งเขียนไว้ว่า “เราต้องการขนย้าย”

ในโบสถ์ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา กระดาษหลากหลายชิ้นที่แขวนอยู่กับต้นคริสต์มาสมีคำอธิษฐานขอให้คนที่เรารักในต่างแดนกลับมาบ้านเร็วๆ

“เพื่อนของฉันบอกเสมอว่าการกลับบ้านที่ฟิลิปปินส์เป็นเหมือนการดึงเอาหนามที่ตำออกไปจากผิวของคุณเพราะในที่สุดคุณก็ถึงบ้านสักที” Bernardita กล่าว “แต่เมื่อคุณต้องจากไปอีกครั้ง มันก็เหมือนกับว่าหนามแหลมนั้นกลับมาทิ่มแทงเหมือนเดิม”

วันคริสต์มาส
พ่อค้าในกรุงมะนิลาขายโคมไฟที่เป็นตัวแทนดวงดาวแห่งเบธเลเฮม ซึ่งชาวฟิลิปปินส์ใช้เป็นสิ่งประดับตกแต่ง ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
ชาวฟิลิปปินส์รวมตัวกันที่สวน Triangle Ayala เพื่อชมเทศกาลแห่งแสงในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ครอบครัวหลายครอบครัวมักจะมารวมกันในที่ที่แสงสว่างที่สุด ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั้นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
สมาชิกของชุมชนที่ Bernardita Lopez อาศัยอยู่ต่างก็ทำอาหารมาแบ่งปันกันในงานเลี้ยงซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวฟิลิปปินส์ในการเฉลิมฉลอง คริสต์มาส ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนขั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
งานสังสรรค์นี้เป็นหนึ่งในงานที่จัดขึ้นเป็นพิเศษแก่คนที่ไปทำงานต่างประเทศและครอบครัวของพวกเขา
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
ระหว่างช่วงฤดูกาลแห่งคริสต์มาส เหล่าคณะประสานเสียงตัวน้อยจะได้รับเงินสองถึงสามเปโซระหว่างที่พวกเขาไปบ้านนู้นบ้านนี้ทีด้วยเพลงที่เต็มไปด้วยความสุข
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

 


 

อ่านเพิ่มเติม

แครมปัสคือใครกัน? ทำความรู้จักกับอสุรกายแห่งคริสต์มาส

เรื่องแนะนำ

เทศกาลปามะเขือเทศเป็นการสิ้นเปลืองอาหารหรือไม่?

เทศกาลปามะเขือเทศ เป็นการสิ้นเปลืองอาหารหรือไม่? ทุกวันพุธสุดท้ายของเดือนสิงหาคม ในแต่ละปี ที่เมืองบูโยล ในสเปน บรรดานักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลจะแห่กันมาที่นี่เพื่อเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุด นั่นคือ เทศกาลปามะเขือเทศ  หรือ La Tomatina เทศกาลที่เปียกชุ่มและวุ่นวาย ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมามีการออกตั๋วให้สำหรับผู้สนใจเข้าร่วม ด้วยนโยบายใหม่ที่มุ่งหวังสร้างความเป็นระเบียบขึ้น สำหรับใครที่สนใจเข้าร่วม มีกฏเพียงไม่กี่ข้อที่ให้ปฏิบัติตาม หนึ่งในนั้นคือ ผู้เข้าร่วมต้องบีบมะเขือเทศให้เแหลกก่อนที่จะขว้างปา (เพราะการขว้างมะเขือเทศทั้งลูกก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บได้) นอกจากนั้นผู้เข้าร่วมควรสวมใส่เสื้อผ้าเก่า ที่มั่นใจได้ว่าไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกแล้วหลังผ่านสงครามมะเขือเทศมาเป็นร้อยๆ ลูก และสุดท้ายห้ามเริ่มต้นขว้างปาก่อนพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ นั่นคือสัญญาณเสียงจากปืนใหญ่ จุดเริ่มต้นของเทศกาลปามะเขือเทศเกิดขึ้นในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยตำนานและเรื่องเล่าขานมากมายที่ใช้อธิบายถึงมูลเหตุของการขว้างปามะเขือเทศใส่กัน อย่างไรก็ตามเหตุผลหลักที่ยังคงทำให้มีผู้คนจากทั่วโลกเดินทางมาเข้าร่วมในทุกปีนั่นก็คือ ความสนุก (รู้จักเทศกาลปามะเขือเทศแล้ว อย่าพลาดชมเทศกาลขว้างปาแป้งและไข่ในสเปนเช่นกัน) แต่หลังจากที่มะเขือเทศลูกสุดท้ายตกลงยังพื้นของจัตุรัสที่ย้อมสีของถนนให้เป็นสีแดงฉาน เกิดคำถามใหญ่ตามมาว่าเทศกาลนี้กำลังเป็นเทศกาลสร้างขยะอาหารครั้งใหญ่หรือไม่? เทศกาลถูกประณามว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ในขณะที่ผู้คนจำนวนหลายล้านคนทั่วโลกยังคงเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหาร ในปี 2016 กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ หลังไนจีเรียประสบกับการขาดแคลนมะเขือเทศ อันเนื่องมาจากการสูญเสียผลผลิตรายปีไปถึง 80% แม้ว่าเหตุการณ์ทั้งสองจะไม่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันก็ตาม มะเขือเทศที่ถูกนำมาใช้ในเทศกาลไม่ใช่มะเขือเทศที่จะไปอยู่ในจานสลัดของคุณ พวกมันเป็นผลผลิตส่วนเกินและส่วนใหญ่กำลังจะเน่าเสีย แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม ยังคงเป็นที่ถกเถียงว่าเป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่ที่อาหารถูกนำมาขว้างปาเล่น? โดย ฟีโอนา แทป   อ่านเพิ่มเติม วัตถุดิบน่าเกลียดเหล่านี้เป็นอาหารของคน 5,000 […]

กล้ากินหมึกตัวเป็นๆ ไหม?

กล้ากินหมึกตัวเป็นๆ ไหม? มันมีหัวขนาดใหญ่ ผิวเป็นเมือกลื่น พร้อมหนวดทั้ง 8 ที่ขยับไปมาอย่างน่าสยอง ใช่แล้วมันคือหมึกนั่นเอง หมึกที่บางคนขนานนามมันว่าพวกมันคือสัตว์ที่น่าเกลียดน่ากลัว แต่ที่เกาหลีใต้หมึกคืออาหารมื้อเย็นอันโอชะ และคนเกาหลีไม่ปรุงหมึกหรือฆ่ามัน เพราะพวกเขากินมันทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่! ด้วยหนวดทั้ง 8 และปุ่มดูดนับพันปุ่ม การรับประทานหมึกแบบคนเกาหลีอาจอันตรายถึงชีวิตได้ พ่อค้าขายหมึกคนหนึ่งเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า มีครั้งหนึ่งที่เขากินหมึกเป็นๆ และหนวดข้างหนึ่งของหมึกติดอยู่ในซอกฟันเขา เขาไม่สามารถกลืนหมึกที่เหลือลงไปได้และนั่นทำให้เขาสำลักออกมา ถ้าเช่นนั้นทำไมยังมีคนนิยมทานอาหารเมนูอันตรายนี้? คนเกาหลีมีความเชื่อว่าการรับประทานหมึกนั้นจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมนักกีฬาเคนโด้ในเกาหลีจึงนิยมกินหมึกตัวเป็นๆ เพื่อบำรุงร่างกาย สำหรับวิธีการรับประทานพวกเขาจะนำหมึกที่ยังคงมีชีวิตมาพันรอบตะเกียบให้เป็นก้อนกลม จิ้มหมึกลงไปในซอสปรุงรส จากนั้นก็นำใส่ปากทันที….ไหนในนี้มีใครสนใจอยากชิมเมนูแปลกแบบคนเกาหลีนี้บ้าง?   อ่านเพิ่มเติม โลมาปากขวดดับอนาถ หมึกติดคอ

อาชีพใกล้สูญสิ้น

เรื่อง  แดนเนียล สโตน ภาพถ่าย สุประนาป แดช หมองู คนปั่นด้าย คนทำไม้กวาด อาชีพเก่าแก่แต่โบราณของอินเดียอาจหลากหลายไม่แพ้สีสันและรสชาติอันรุ่มรวยของดินแดนแห่งนี้ ความหลากหลายของอาชีพเหล่านั้นได้รับการถ่ายทอดผ่านโปรเจ็คต์ถ่ายภาพ “อาชีพชายขอบ” ของช่างภาพสุประนาป แดช ซึ่งเป็นชุดภาพถ่ายแนวพอร์เทรตแสดงถึงผู้คนที่ประกอบอาชีพต่างๆ โดยส่วนใหญ่อยู่ในรัฐเบงกอลตะวันตก และอุตตรประเทศ อาชีพที่แดชนำเสนอ เช่น คนทำขนมหวาน หรือคนปั้นขี้วัวขายเป็นเชื้อเพลิงหุงหาอาหาร กำลังล้มหายตายจากไป พร้อมๆ กับชนชั้นทางสังคมที่ยึดถือกันมานานหลายร้อยปี สำหรับผู้คนจำนวนมากในอินเดีย ระบบวรรณะเป็นตัวกำหนดอาชีพหรือหน้าที่การงานมาช้านาน แต่ปัจจุบัน การเลือกปฏิบัติที่อิงอยู่กับระบบวรรณะกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แดชมองเห็นแนวโน้มของคนหนุ่มสาวที่ไม่สนใจไยดีกับข้อจำกัดของระบบวรรณะอีกต่อไป ซึ่งรวมถึงอาชีพที่พวกเขาเลือกทำด้วย แดชซึ่งเติบโตขึ้นในโกลกาตา บอก “ภัยคุกคามสำคัญต่ออาชีพช่างฝีมือและอาชีพเก่าแก่อื่นๆ คือเทคโนโลยีครับ” สยัม ซุนดาร์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดียให้ทรรศนะ ถ้วยซึ่งเคยปั้นด้วยมือสามารถผลิตในปริมาณมากๆได้ด้วยพลาสติก ช่างทองโบราณย่อมไม่อาจต่อกรกับโรงงานผลิตทองรูปพรรณได้ “คำพูดที่เรามักได้ยินจากปากศิลปินและช่างฝีมือจำนวนมากคือ พวกเขารู้ว่าลูกๆ จะไม่สืบสานงานเหล่านี้ต่อไป” ซุนดาร์ บอก “พวกเขาบอกว่า ‘งานศิลปะของผมจะตายไปพร้อมกับผม’”   อ่านเพิ่มเติม : ชีวิตบนรถไฟเส้นทางยาวที่สุดในอินเดีย, อันตรายที่มองไม่เห็นของชีวิตอันปราศจากห้องน้ำ

สุสานหุ่นยนต์สุนัขอันเป็นที่รัก

สุสานหุ่นยนต์สุนัขอันเป็นที่รัก บริษัทโซนี่ของญี่ปุ่นเปิดตัว AIBO หุ่นยนต์สุนัขในปี 1999 เจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้สามารถเคลื่อนไหวเลียนแบบสุนัขจริงๆ ได้ประมาณหนึ่ง และกลายเป็นของเล่นยอดนิยมในเวลาต่อมา ปี 2006 บริษัทโซนี่ยุติการผลิตหุ่นยนต์ AIBO และในปี 2014 ทางบริษัทก็หยุดการผลิตอะไหล่และแบตเตอร์รี่สำหรับหุ่นยนต์อย่างสมบูรณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความเศร้าโศกเสียใจให้แก่เจ้าของที่ผูกพันกับพวกมันมาก และนั่นคือที่มาของสุสานหุ่นยนต์สุนัข ที่สร้างขึ้นโดยบริษัท A-Fun บริษัทซ่อมแซมหุ่นยนต์ สุสานแห่งนี้มีไว้สำหรับบรรดาหุ่นยนต์ที่เสียอย่างถาวร ภายในมีการประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนาโดยพระสงฆ์ไม่ต่างจากพิธีศพจริงๆ เพื่อให้เกียรติแก่สัตว์เลี้ยงจักรกลเหล่านี้ ทั้งยังช่วยให้บรรดาเจ้าของได้รู้สึกสบายใจขึ้นอีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม ชุดภาพถ่ายความละมุนของสุนัขพิทบูล