สุขเมื่อได้กลับบ้านของชาวฟิลิปปินส์ในวันคริสต์มาส - National Geographic Thailand

สุขเมื่อได้กลับบ้านของชาวฟิลิปปินส์ในวันคริสต์มาส

ตึกสูงเสียดฟ้าอันระยิบระยับ ย่านกลางเมืองในกรุงมะนิลาสร้างทัศนียภาพอันงดงามให้แก่ดาดฟ้าบนที่พักอาศัยของเหล่าชนชั้นกลาง Bernardita Lopez ผู้เป็นพี่เลี้ยงเด็กอยู่ฮ่องกง (อยู่ตรงราวลูกกรง) กำลังเพลิดเพลินกับช่วงเวลาพักผ่อน
ภาพถ่ายโดย Hannah Reye Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

 

 

ทุกๆ เดือนธันวาคม เดือนแห่ง วันคริสต์มาส ชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานอยู่ต่างแดนจะกลับมายังบ้านของตัวเอง เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกบันทึกภาพการกลับมาพบหน้ากันอีกครั้งไว้

ในตอนที่ Bernardita Lopez จากบ้านเพื่อไปเป็นสาวใช้ที่ฮ่องกง เธอยึดติดอยู่กับคำแนะนำหนึ่งจากงานสัมนาที่รัฐบาลฟิลิปปินส์จัดขึ้นเพื่อชาวฟิลิปปินส์ที่กำลังเดินทางไปแดนไกลว่า “เมื่อคุณไปถึงสนามบิน ห้ามมองกลับหลังเป็นอันขาด แล้วเดินหน้าต่อ การก้าวต่อไปข้างหน้าก็เป็นเรื่องที่ยากพออยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอย่ามองกลับไป”

วันคริสต์มาส
ในส่วนผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบินนานาชาติ นินอย อากิโน สมาชิกจากครอบครัวต่างๆรวมตัวกันแน่นขนัดเพื่อรอการกลับมาของคนที่รักเนื่องในวันคริสต์มาส โอกาสที่มีน้อยและค่าแรงต่ำผลักดันให้ชาวฟิลิปปินส์หลายล้านเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อที่สมาชิกในครอบครัวจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

สัปดาห์หนึ่งก่อนคริสต์มาสมาถึง Bernardita เต็มไปด้วยความคาดหวัง ไม่มีการกลับหลังไปมองอะไรทั้งสิ้น เธอมาถึงสนามบินนานาชาตินินอย อากิโน กรุงมะนิลา ที่ที่พี่ชายทั้งสองของเธอ Allen และ Jepoy กำลังรอรับเธออยู่  เมื่อออกมาจากด่านตรวจคนเข้าเมือง Bernardita และเหล่าผู้เดินทางกลับบ้านคนอื่นๆ ที่ตื่นเต้นและดันกันไปมา ต่างก็ได้รับการต้อนรับจากเสียงเพลง “Joy to the World” ขับร้องโดยคณะประสานเสียง ระหว่างทางเธอมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงไฟคริสต์มาสในกรุงมะนิลา ตอนตี 2 ยังคงส่องสว่างนวลตา

วันคริสต์มาส
แรงงานในต่างแดนที่เดินทางกลับมาต่างก็ได้รับการต้อนรับเยี่ยงวีรบุรุษและวีรสตรี ณ สนามบินในกรุงมะนิลา Sherina Mateo ถือป้ายทำโดยครอบครัวเพื่อแม่ของเธอ Shella ผู้กลับมาบ้านเป็นครั้งแรกหลังจากทำงานเป็นแม่บ้านในโอมานมานานสองปี
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
ณ ส่วนผู้โดยสารขาเข้า Shella Mateo โอบกอดแม่ของเธอไว้
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ทุกๆ เดือนธันวาคม จะมีผู้คนราวล้านคนบินมากันยังกรุงมะนิลา หลายคนกลับมาเพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาอันมีค่ากับครอบครัวและเพื่อนฝูง ปีนี้ก็ไม่ต่างกัน สนามบินคับคั่งไปด้วยสมาชิกครอบครัวที่มากรูกันอยู่ที่จอแสดงเที่ยวบินในขณะที่รอเจ้านกเหล็กพา คุณแม่ คุณพ่อ ลูกชาย และลูกสาวกลับบ้าน ในทะเลป้ายยินดีต้อนรับ มีเด็กคนหนึ่งถือป้ายทำมาจากบ้านว่า ยินดีต้อนรับกลับค่ะแม่!

ในที่สุด เหล่าผู้พลัดถิ่น ซึ่ง Gloria Macapagal Arroyo ประธานาธิบดีคนก่อนเรียกว่า “การส่งออกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” ก็ได้กลับบ้านอีกครั้ง

วันคริสต์มาส
ครอบครัว Tolidanes รวมตัวกันในห้องนั่งเล่นก่อนคริสต์มาสจะมาถึงหนึ่งสัปดาห์ Terries (คนที่สองจากขวา) คือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ลูกชาย Arvin Aris และ Arjay ทั้งสามคนต่างก็ทำงานอยู่แถบตะวันออกกลาง ลูกสาวคนเล็กของเธอ Ariane แต่งงานกันชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานอยู่ต่างแดน Arvin (คนที่สามจากซ้าย) นั้นกำลังรักษาตัวจากการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองหลังจากทำงานที่ซาอุดิอาระเบียนาน 10 ปี ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
Sally และ ลูกสาวของเธอกำลังเพลิดเพลินกับการคุยทางไกลผ่านวิดีโอกับพ่อของเธอที่ทำงานในโรงงานของซาอุดิอาระเบีย
ภาพถ่ายโดยHannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
Rony Gonzales นักเดินเรือชาวฟิลิปปินส์กอดภรรยาของเขา Estelita ที่บ้านซึ่งตั้งอยู่นอกกรุงมะนิลา ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ในแต่ละวัน ชาวฟิลิปปินส์ประมาณ 6,000 คนจากบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อออกไปหาโอกาสยังที่ต่างๆ บนโลก จากชาวเรือที่มีอยู่ทั้งหมดบนโลกเป็นคนฟิลิปปินส์ไปแล้วสามส่วน หนึ่งในสามของพยาบาลต่างชาติที่ขึ้นทะเบียนในสหรัฐอเมริกาก็มาจากฟิลิปปินส์ และ เกือบหนึ่งในสี่ของผู้หญิงสัญชาติฟิลิปปินส์ทำงานเป็นพยาบาลขึ้นทะเบียนอยู่ในสหรัฐฯ ชาวฟิลิปปินส์ต่างสวมบทบาทที่แตกต่างกัน  บางคนเป็นนักร้อง ผู้ดูแล แรงงาน คนรับใช้ และวิศวกร กระจัดกระจายตามที่ต่างๆ บนโลก

วันคริสต์มาส
Althea Tolidanes กอด Arjay พ่อของเธอ แล้วบอกว่า “ถึงหนูจะไม่ได้ของเล่นก็ไม่เป็นไรนะคะ ขอแค่พ่ออยู่ตรงนี้กับหนู” แต่ Arjay ก็กำลังตระเตรียมการเพื่อทำงานที่โรงงานในเกาหลีใต้ปีหน้า
ภาพถ่ายโดย Hannah Reye Morales, เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก

แต่เมื่อไหร่ที่พวกเขากลับบ้านในช่วงเทศกาลคริสต์มาส พวกเขาคือ “Bagongbayani” หรือฮีโร่ของยุคสมัยนี้ ในขณะที่เครื่องบินเครื่องแล้วเครื่องเล่าลงจอด ณ กรุงมะนิลา ผู้โดยสารพากันปรบมือต้อนรับ พวกเขากลับถึงบ้านแล้ว กลับมาหาวันคริสต์มาสที่ร้อนแต่อบอุ่น กลับมาหา Noche Buena (คืนเฉลิมฉลองคริสต์มาส) กลับมาหากิจกรรมคาราโอเกะซึ้งๆ ตอนดึกๆ เหล่าฮีโร่ทั้งหลายที่เดินทางกลับมาบ้านเฉลิมฉลองอยู่ทุกที่ทุกหนแห่งในประเทศ จนกว่าเวลาแห่งการจากลาจะมาถึงอีกครั้ง

วันคริสต์มาส
Shella Ceda ที่กำลังจูบหลาวสาวของเธอ ทำงานเป็นแม่บ้านให้กับครอบครัวชาวจีนในฮ่องกงมานานหกปี ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ทุกวันนี้ หนึ่งในสิบของประชากรชาวฟิลิปปินส์ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ คำว่า “ในต่างประเทศ” เป็นคำที่แฝงไปด้วยอารมณ์สำหรับคนฟิลิปปินส์ เพราะสื่อถึงคนที่คุณเฝ้าคิดถึงแต่ก็หวังว่าเขาจะได้ดีในอนาคต สำหรับครอบครัว Lopez แล้วนั้น คำๆ นี้อยู่ในสายเลือด Bernardita เป็นพยาบาลขึ้นทะเบียน แต่เธอทำงานเป็นแม่บ้านที่ฮ่องกงมามากกว่าสามปีแล้ว พี่ชายของเธอ Allen เป็นนักเดินเรือ น้องสาวร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกันอย่าง Sane ก็ทำงานเป็นผู้ดูแลอยู่ที่แคนาดา และน้องชายคนสุดท้องของเธอ Jepoy กำลังเรียนเพื่อที่จะเป็นบุรุษพยาบาลอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเขาเองก็วางแผนที่จะไปทำงานต่างประเทศไว้เหมือนกัน แม่ของพวกเขา Cristina เคยเป็นพี่เลี้ยงเด็กอยู่ในแคนาดา ประเทศที่เธอเสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวายกะทันหันช่วงเดือนพฤษภาคม 2017

วันคริสต์มาส
เหล่าผู้บูชาเข้าร่วมพิธีมิสซายามรุ่งสาง ณ โบสถ์ Baclaran ที่กรุงมะนิลา เชื่อกันว่าหากชาวฟิลิปปินส์เข้าร่วมพิธีมิสซาครบทั้งเก้าคืนก่อนถึงคริสต์มาส พระเจ้าจะดลบันดาลให้ความปรารถนาเป็นจริง
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
หนุ่มสาวผู้เข้าโบสถ์เป็นประจำตั้งท่าถ่ายรูปกับเด็กๆ ที่แต่งตัวเป็นตัวละครจากเรื่องการประสูติของพระเยซู (The Nativity) ระหว่างพิธีมิสซาในคืนวันคริสต์มาสอีฟ(24 ธันวาคม)
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

วันคริสต์มาสของฟิลิปปินส์ คือการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นและวัฒนธรรมจากเจ้าอาณานิคม เป็นช่วงเวลาแห่งความหวังและการคาดหวัง ฤดูกาลนี้เริ่มต้นในช่วงเดือนกันยายน และเมื่อเดือนธันวาคมใกล้เข้ามา กรุงมะนิลาก็ยิ่งสว่างไสวไปด้วย Parol หรือ โคมไฟหลากสีสันอันเป็นสัญลักษณ์ของดวงดาวแห่งเบธเลเฮม ซึ่งช่วยแต่งแต้มสีสันให้กับหน้าต่างและท้องถนนยามค่ำคืน โบสถ์หลายแห่งเต็มไปด้วยผู้คนที่มาทำ Simbanggabi หรือพิธีมิสซา 9 คืนที่เริ่มต้นก่อนฟ้าสางและสิ้นสุดในคืนวันคริสต์มาสอีฟ เมื่อการเฉลิมฉลองค่อยๆ ผ่านไปทีละขั้นตั้งแต่ การให้ของขวัญ การร้องเพลง และกินเลี้ยง Lechon หรือ หมูหัน เชื่อกันว่าถ้าทำพิธิมิสซาครบเก้าคืนก็จะขอพรได้หนึ่งข้อ

วันคริสต์มาส
ตัวอักษรยักษ์หรือโคมไฟประดับด้วยถ้อยคำว่า “Sulong Maynila!” หรือ “ก้าวไปข้างหน้า มะนิลา!” เหนือย่านการค้า Divisoria ซึ่งอัดแน่นไปด้วยผู้คนที่มาซื้อของขวัญและของตกแต่ง
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิค

งานคริสต์มาสครั้งแรกหลังการกลับมาของ Bernadita คือวันที่ 5 ธันวาคม 2015 แต่ความสุขของการกลับมารวมตัวกันนั้นถูกทำลายลงเพราะการเสียชีวิตของคุณพ่อ Alberto ผู้มีอาชีพขับรถจี๊ป ในวันคริสต์มาสอีฟด้วยอายุเพียง56 ปี สำหรับคริสต์มาสครั้งนี้ สมาชิกในครอบครัวมารวมตัวกันเพื่อเปิดกล่อง ฺBalikbayan ที่เธอส่งมาที่บ้านก่อน กล่อง Balikbayan เป็นกล่องกระดาษแข็งขนาดใหญ่เต็มไปด้วยของขวัญต่างๆ ตั้งแต่ ช็อกโกแลตแท่ง รองเท้าผ้าใบ ไปจนถึงโลชั่นทาตัวและแฮมยี่ห้อสแปม (spam) (Balik แปลว่า กลับมา และ Bayan แปลว่า ประเทศ)

วันคริสต์มาส
Bernardita Lopez ผู้กลับมาจากการทำงานเป็นแม่บ้านในฮ่องกงแกะกล่อง Balikbayan หรือ กล่องของขวัญที่เธอส่งกลับมาให้คนในครอบครัวเนื่องในโอกาสวันคริสต์มาส
ภาพถ่ายโดย Hannah Reye Morales, เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก

เด็กๆ ต่างก็ตื่นเต้นที่จะได้เปิดกล่อง Balikbayan พวกเขาแย่งของมือสองจากญาติๆ ผู้กลับจากต่างแดนและผลัดกันลองรองเท้าเพื่อดูว่าเท้าของใครจะพอดีกับรองเท้าคู่ไหน หลายปีก่อนตอนที่เราเปิดกล่องของเราเอง ฉัน (Hannah Reyes Morales – ผู้เขียน) จำได้ว่าตัวเองเผลออุทานออกไปว่า “กลิ่นเหมือนอเมริกาเลยอ่ะ!” ครอบครัวของ Bernardita ก็มีบรรยากาศที่ไม่แตกต่างกัน กล่องตั้งอยู่ตรงกลางห้องที่มีป้ายสีแดงจากผู้จัดส่งเขียนไว้ว่า “เราต้องการขนย้าย”

ในโบสถ์ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา กระดาษหลากหลายชิ้นที่แขวนอยู่กับต้นคริสต์มาสมีคำอธิษฐานขอให้คนที่เรารักในต่างแดนกลับมาบ้านเร็วๆ

“เพื่อนของฉันบอกเสมอว่าการกลับบ้านที่ฟิลิปปินส์เป็นเหมือนการดึงเอาหนามที่ตำออกไปจากผิวของคุณเพราะในที่สุดคุณก็ถึงบ้านสักที” Bernardita กล่าว “แต่เมื่อคุณต้องจากไปอีกครั้ง มันก็เหมือนกับว่าหนามแหลมนั้นกลับมาทิ่มแทงเหมือนเดิม”

วันคริสต์มาส
พ่อค้าในกรุงมะนิลาขายโคมไฟที่เป็นตัวแทนดวงดาวแห่งเบธเลเฮม ซึ่งชาวฟิลิปปินส์ใช้เป็นสิ่งประดับตกแต่ง ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
ชาวฟิลิปปินส์รวมตัวกันที่สวน Triangle Ayala เพื่อชมเทศกาลแห่งแสงในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ครอบครัวหลายครอบครัวมักจะมารวมกันในที่ที่แสงสว่างที่สุด ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั้นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
สมาชิกของชุมชนที่ Bernardita Lopez อาศัยอยู่ต่างก็ทำอาหารมาแบ่งปันกันในงานเลี้ยงซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวฟิลิปปินส์ในการเฉลิมฉลอง คริสต์มาส ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนขั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
งานสังสรรค์นี้เป็นหนึ่งในงานที่จัดขึ้นเป็นพิเศษแก่คนที่ไปทำงานต่างประเทศและครอบครัวของพวกเขา
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก
วันคริสต์มาส
ระหว่างช่วงฤดูกาลแห่งคริสต์มาส เหล่าคณะประสานเสียงตัวน้อยจะได้รับเงินสองถึงสามเปโซระหว่างที่พวกเขาไปบ้านนู้นบ้านนี้ทีด้วยเพลงที่เต็มไปด้วยความสุข
ภาพถ่ายโดย Hannah Reyes Morales, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

 


 

อ่านเพิ่มเติม

แครมปัสคือใครกัน? ทำความรู้จักกับอสุรกายแห่งคริสต์มาส

เรื่องแนะนำ

การปฏิวัตินีโอลิทิค คืออะไร

การปฏิวัตินีโอลิทิคซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า การปฏิวัติเกษตรกรรม คือการเปลี่ยนจากการล่าสัตว์และหาของป่าไปสู่การทำเกษตรกรรม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติไปตลอดกาล เชื่อกันว่า การปฏิวัตินีโอลิทิค (Neolithic) หรือ การปฏิวัติเกษตรกรรม เกิดขึ้นเมื่อราว 12,000 ปีก่อน มันเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายกับการเริ่มต้นของสมัย (Epoch) ทางธรณีวิทยาที่ในยุคปัจจุบันคือโฮโลซีน (Holocene) การปฏิวัติในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงการกินอยู่ และการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ไปตลอดกาล และได้เบิกทางสู่อารยธรรมมนุษย์สมัยใหม่ ในยุคนีโอลิทิค นักล่าหาของป่า (Hunter-Gatheres) เร่ร่อนอยู่ตามธรรมชาติเพื่อตามล่าและหาอาหาร แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น นักล่าอาหารกลายเป็นเกษตรกร และเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตนักล่าหาของป่ามาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น สาเหตุของการตั้งรกราก แม้ว่าช่วงเวลาและสาเหตุที่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยเป็นมาจะยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ โดยมีการคาดเดาว่าการเพาะปลูกของมนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรกในบริเวณพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent หรือบริเวณเมโสโปเตเมีย) ในแถบตะวันออกกลาง อันเป็นบริเวณที่ผู้คนหลายกลุ่มพัฒนาการเกษตรตามแบบของตัวเอง จึงเป็นไปได้ว่า “การปฏิวัติเกษตรกรรม” เป็นการปฏิวัติที่มีการพัฒนาในตัวเองอยู่หลายครั้ง มีหลายสมมติฐานที่ให้คำตอบว่าเหตุใดมนุษย์จึงหยุดเร่ร่อนเพื่อหาอาหารและเริ่มเพาะปลูก ความกดดันทางประชากร (Population Pressure) อาจทำให้เกิดการแย่งชิงอาหารที่มากขึ้น และนำไปสู่ความจำเป็นของการเพาะปลูกอาหารใหม่ๆ ผู้คนอาจเปลี่ยนมาทำการเพาะปลูกเพื่อให้คนชราและเด็กมีส่วนร่วมในการผลิตอาหาร มนุษย์อาจเรียนรู้ที่จะพึ่งพาพืชซึ่งถูกคัดเลือกและผสมผสานในช่วงต้นของการนำมาปลูก และในทางกลับกัน พืชเหล่านั้นอาจจำเป็นต้องพึ่งพามนุษย์ด้วยเช่นกัน เมื่อเกิดเทคโนโลยีใหม่ๆขึ้น ทฤษฎีใหม่ๆ เกี่ยวกับกับวิธีการและเหตุผลที่การปฏิวัติเกษตรกรรมเริ่มต้นขึ้นก็ตามมา และได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่ามนุษย์จะถอยห่างจากการล่าสัตว์และการออกหาอาหารด้วยด้วยวิธีการและเหตุผลใดก็ตาม พวกเขาก็เริ่มตั้งรกรากมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลบางส่วนของสิ่งนี้เกิดจากการเพาะเลี้ยงพืชที่มากขึ้นเรื่อยๆ มีการคาดว่ามนุษย์อาจเริ่มรวบรวมพืชและเมล็ดพันธุ์ตั้งแต่ […]

World Update: นายกฯ ศรีลังกาประกาศ “เศรษฐกิจของเราล่มสลายลงแล้ว”

นายกฯ ศรีลังกาประกาศ ‘เศรษฐกิจของเราล่มสลายลงอย่างสมบูรณ์แล้ว’ หลังเจอวิกฤตเศรษฐกิจมายาวนาน รานิล วิกรมสิงเห (Ranil Wickremesinghe) นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของศรีลังกาที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้วได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์แล้ว หลังจากประสบวิกฤตการขาดแคลนอาหาร เชื้อเพลิง พลังงาน และไฟฟ้าเป็นเวลาหลายเดือน รวมทั้งไม่สามารถชำระหนี้ใดๆ ได้ต่อเจ้าหนี้ “เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ร้ายแรงทั้งการขาดแคลนอาหาร เชื้อเพลิง ก๊าซ รวมทั้งไฟฟ้า นั่นคือเศรษฐกิจของเราล่มสลายลงโดยสมบูรณ์” นายกรัฐมนตรีรานิลกล่าวกับรัฐสภา เขาระบุว่าศรีลังกาไม่สามารถจ่ายเงินซื้อเชื้อเพลิงเพื่อนำเข้าได้ แม้แต่กับเงินสด เนื่องจากมีหนี้สินจำนวนมากกับบริษัทปิโตเลียม “ปัจจุบันเรามีหนี้กับบริษัท Cyelon Petroleum Corporation 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณสองหมื่นสี่พันกว่าล้านบาท) ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีประเทศหรือองค์กรใดๆ ในโลกที่ยินดีจะจัดหาเชื้อเพลิงให้กับเรา แม้แต่กับเงินสด” เขากล่าวเสริม “ตอนนี้เราเห็นสัญญาณของการตกลงเหว”  ศรีลังกาประสบปัญหาภาระหนี้สินประกอบกับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ยิ่งสูญเสียรายได้ที่จะเข้าสู่ประเทศเพื่อซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ที่มีราคาสูงขึ้นไปอีก ทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะล้มละลาย ประชาชนราว 22 ล้านคนไม่อาจหาอาหารได้ครบสามมื้อต่อวัน แม้แต่กับคนชนชั้นกลางของศรีลังกาที่ส่วนใหญ่มักค่อนข้างมีความมั่นคงทางการเงิน “ถ้าคนชนชั้นกลางกำลังดิ้นรนแบบนี้ ลองนึกดูว่าคนที่อ่อนแอกว่าจะโดนโจมตีหนักแค่ไหน” บาวานี่ ฟอนเซกา (Bhavani Fonseka) นักวิจัยอาวุโสในโคลัมโบ เมืองหลวงของศรีลังกากล่าว ความมั่นคงของพวกเขา “สั่นสะเทือนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในช่วง […]

การล่าสัตว์จะช่วยปกป้องสัตว์ป่าได้จริงหรือ

การล่าสัตว์จะช่วยปกป้องสัตว์ป่าได้จริงหรือ ช้างทยอยปรากฏตัวเป็นโขลงเล็กๆ  พวกมันเดินอ้อยอิ่งหาแหล่งน้ำอยู่ใกล้แอ่งที่คลุ้งไปด้วยฝุ่น ด้วยอุณหภูมิในเดือนกันยายนที่สูงถึง 40 องศาในช่วงกลางวัน ช้างจึงเดินหากินอยู่ตรงชายขอบทะเลทรายคาลาฮารี ประเทศนามิเบีย ในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่มีชุมชนเป็นผู้ดำเนินการชื่อ ไนไน (Nyae Nyae) ซึ่งปัจจุบันมีชนพื้นเมืองเผ่าซานราว 2,800 คนอาศัยอยู่อย่างแร้นแค้น ช้างทิ้งกิ่งไม้หักและมูลอุ่นๆไว้ตามทางที่เดินผ่านไป เมื่อได้กลิ่นเหงื่อของเราผสมกับกลิ่นหญ้าที่ถูกแดดแผดเผา พวกมันก็พากันออกวิ่งพลางส่งเสียงร้องแปร๋นๆ หนีหายไปทันที ในเวลาต่อมา ตรงขอบฟ้า ช้างอำพรางตัวอยู่ในร่มเงาของต้นอะเคเชีย  สำหรับสัตว์ตัวใหญ่ขนาดนั้น ถ้าตาไม่แหลมคมจริง คงแทบมองไม่เห็นพวกมัน และตอนนี้ดวงตาที่ว่านั้นเป็นของชายชื่อดาม นักแกะรอยชาวซานในท้องถิ่น เจ้าของรูปร่างเตี้ยล่ำ ผู้ยืนอยู่บนหลังรถแลนด์ครูสเซอร์ ดามโน้มตัวออกไปจนเกือบสุดทางด้านขวาของรถ พลางสอดส่ายสายตามองหารอยเดินบนพื้นทราย เขาตบประตูรถ  แล้วรถก็เบรกดังเอี๊ยด ดามกระโดดลงจากรถไปตรวจสอบรอยเท้า ขอบรอยมีลักษณะเป็นลอนหยักลาดเข้าด้านใน และมีวงกลมเล็กๆอยู่ตรงกลาง เขาชี้มือชี้ไม้ แล้วฟีลิกซ์ มาร์นเวกเคอเคอ พรานอาชีพและมัคคุเทศก์ในการเดินทางครั้งนี้  ก็โดดผลุงออกจากประตูด้านคนขับ  มาร์นเวกเคอในวัย 40 ปี มีร่างกายกำยำ ผิวแดงก่ำ และผมสีทอง สวมหมวกผ้าและกางเกงขาสั้น บุคลิกท่าทางแนบเนียนดูราวกับส่งตรงมาจากบริษัทคัดเลือกนักแสดง เขายืนมองรอยเท้าสักครู่ สีหน้าแสดงความกังขาแต่แล้วก็พยักหน้าเห็นพ้องด้วย ถ้าป่าทะเลทรายในไนไนเป็นบ้านของครอบครัวชาวซาน มันก็ยังเป็นบ้านของช้างป่าขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่เหลืออยู่เช่นกัน รอยเท้านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ พวกเราที่เหลือลงจากรถ  […]

ชาวต่างชาติสามารถสมัครเข้ากองทัพสหรัฐฯ ได้

คนไทยในกองทัพสหรัฐอเมริกาให้กำลังใจแก่ผู้ที่สนใจอยากสมัครเข้ารับราชการทหารใน กองทัพสหรัฐ ฯ จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ภาพและข้อความลงในกลุ่มเฟซบุ๊ก โดยเป็นภาพใบงานนักเรียนที่มีหัวข้อให้เขียนอาชีพในฝัน และคณะที่อยากจะเข้าเรียน ข้อความที่ปรากฏบนภาพ ระบุว่า อาชีพในฝันคือ ทหารอเมริกัน (U.S.Army) แต่ไม่รู้ว่าจะต้องเรียนคณะอะไร นักเรียนจึงเขียนไปว่าภาษาศาสตร์ ซึ่งครูเขียนคำแนะนำกลับมาในใบงาน บอกให้กลับมาแก้ระบุว่า ขอเป็นอาชีพในอนาคตที่มีโอกาสเป็นได้ หลังจากเรื่องนี้ถูกส่งต่อจำนวนมาก ทหารเชื้อสายไทยที่ประจำอยู่ในสหรัฐอเมริกา จึงออกมาร่วมกันทำคลิปวิดีโอ เพื่อส่งกำลังใจให้น้องๆ ที่ฝันอยากเป็นทหารอเมริกัน ในทุกปีปีมีผู้ถือกรีนการ์ดแต่ไม่ใช่พลเมืองอเมริกันมากกว่า 8,000 คน ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมกองทัพด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ปี 2001 สมาชิกทหารกว่า 120,000 คน ซึ่งเป็นผู้อพยพ กลายเป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา ตามประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ นายทหารที่เป็นคนต่างชาติเหล่านี้มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ อย่างลึกซึ้ง พวกเขาได้ร่วมต่อสู้กับกองกำลังติดอาวุธมาตั้งแต่สงครามปฏิวัติ ข้อกำหนดในการเข้าร่วมกองทัพสำหรับชาวต่างชาติ ในสหรัฐฯ การรับราชการทหารพลเมืองอเมริกัน และชาวต่างชาติ เป็นระบบความสมัครใจ หน่วยบริการพลเมืองและการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกา (USCIS) กล่าวว่า สาขาบริการแต่ละสาขามีข้อกำหนดในการเกณฑ์ทหารที่แตกต่างกัน แต่มีข้อกำหนดมาตรฐานบางประการที่เหมือนกันทั้งประเทศ ณัฐพล เฉลยเพียร คนไทยที่ประจำอยู่ในกองทัพสหรัฐฯ มาแล้ว 16 ปี ปัจจุบันทำงานด้านการสรรหาและคัดเลือกกำลังพลเข้ากองทัพ กล่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “คนที่อยากจะเป็นทหารบก […]