ความงามอันพรั่นพรึงเมื่อ สายฟ้าฟาด - National Geographic Thailand

ความงามอันพรั่นพรึงเมื่อสายฟ้าฟาด

ความงามอันพรั่นพรึงเมื่อ สายฟ้าฟาด

เมื่อฤดูใบไม้ผลิในสหรัฐฯมาถึง ฟ้าจะส่งเสียงคำรามครืนครั่นด้วยความกราดเกรี้ยว ก่อนจะปลดปล่อยแสงแลบแปลบปลาบพร้อมสายลมที่เริ่มก่อตัวกลายเป็นพายุทอร์นาโด ภาพเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสำหรับชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในแถบตอนกลางของประเทศ

แม้ว่าพายุมรสุมฤดูร้อนจะมีพลังทำลายล้างรุนแรง แต่ก็ยังงดงาม อย่างที่เราจะได้เห็นจากภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นพลังของธรรมชาติอันน่าเกรงขามดังต่อไปนี้

สายฟ้าฟาด
นกในทุ่งหญ้าที่ที่ราบเกรตเพลนส์เดินลุยชายน้ำขณะที่พายุเริ่มก่อตัวขึ้นทางด้านหลัง
ภาพถ่าย Randy Olson, National Geographic Creative
สายฟ้าฟาด
พายุงวงช้าง (landspout tornado) ตัดผ่านทุ่งนา แม้ว่าพายุชนิดนี้จะก่อให้เกิดความเสียหาย แต่พายุงวงช้างที่มีวงกรวยแคบบิดเกลียว ซึ่งก่อตัวใต้เมฆคิวมูลัส (cumulus cloud) มักไม่มีพลังทำลายล้างเท่าใดนัก
ภาพถ่าย Jim Reed, National Geographic Creative
สายฟ้าฟาด
ฟ้าพิโรธส่งเสียงคำรามด้วยความโกรธาเมื่อพายุก่อตัวขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาล สหรัฐฯซึ่งมีพายุทอร์เนโดเกิดขึ้นราว 1,000 ครั้งในแต่ละปี เป็นจุดร้อน (hotspot) ของพายุฟ้าคะนองและทวิสเตอร์ (twister – ทอร์นาโดที่พัดพาฝุ่นหรือเศษดินไปด้วย) ที่เกิดตามมา
ภาพถ่าย Bruce Dale, National Geographic Creative
สายฟ้าฟาด
รัฐเนบราสกา แคนซัส โอคลาโฮมา เทกซัสตอนเหนือ โคโลราโดตะวันออก และเซาท์ดาโคตาตอนใต้ เป็นที่รู้จักในฐานะ “ตรอกทอร์นาโด” (Tornado Alley) เพราะเป็นสถานที่กำเนิดพายุซึ่งมีพลังทำลายล้างรุนแรงที่สุดในโลกบางลูก
ภาพถ่าย Carsten Peter, National Geographic Creative
สายฟ้าฟาด
พายุงวงช้างที่เกิดขึ้นจวบกันตัดผ่านทุ่งนาไปพร้อมๆกัน พายุงวงช้างเป็นพายุที่ไม่ใช่พายุฟ้าคะนองแบบซูเปอร์เซลล์ มีกำลังอ่อนและมักไม่ค่อยก่อให้เกิดความเสียหายเท่าใดนัก
ภาพถ่าย Jim Reed, National Geographic Creative
สายฟ้าฟาด
ฟ้าแลบบนผืนฟ้าสีเทาหม่นขณะที่เมฆฝนเคลื่อนเข้ามาใกล้ องค์ประกอบที่จะทำให้เกิดพายุฟ้าคะนองคือ ความชื้นใกล้พื้นผิวโลกที่อุ่นปะทะกับอากาศแห้งและเย็นด้านบน
ภาพถ่าย Michael Nichols, National Geographic Creative
สายฟ้าฟาด
นักวิทยาศาสตร์ทำนายว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้พายุฝนฟ้าคะนองทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ภาพถ่าย Daniel Almer, 500 PX, National Geographic Creative
สายฟ้าฟาด
พายุฝนฟ้าคะนองลูกใหญ่ตกกระหน่ำลงบนฟลินต์ฮิลส์ในเมืองสตรองซิตี รัฐแคนซัส รัฐนี้เป็นหนึ่งในหลายรัฐที่รวมกันแล้วได้ชื่อว่า “หุบเขาทอร์นาโด” (Tornado Valley)
ภาพถ่าย Jim Richardson, National Geographic Creative
สายฟ้าฟาด
สายฟ้าแลบตัดผ่านเมฆยามเย็นเหนือยอดเขาในทะเลทรายเรดของรัฐไวโอมิง
ภาพถ่าย Joel Sartore, National Geographic Creative
สายฟ้าฟาด
ฟ้าแลบหลายสายปรากฎตัวขึ้นพร้อมกันกลางท้องฟ้ายามราตรี
ภาพถ่าย Joel Sartore, National Geographic Creative
สายฟ้าฟาด
อสุนีบาตกลุ่มหนึ่งสว่างวาบขึ้นบนฉากหลังที่เป็นท้องฟ้าสีม่วงในแซนด์ฮิลส์ เมืองโอกัลลาลา รัฐเนแบรสกา
ภาพถ่าย Jim Richardson, National Geographic Creative
สายฟ้าฟาด
ทอร์นาโดระดับเอฟ 4 เคลื่อนที่เข้าหารถตู้ที่ไล่ตามพายุ การจัดระดับพายุที่เรียกว่า เอฟ หรือมาตรวัดฟุจิตะ (Fujita) ใช้ในการวัดความเร็วลม โดยอิงจากระดับความเสียหายอันเกิดจากทอร์เนโด ทอร์นาโดระดับเอฟ 4 ซึ่งมีพลังทำลายร้างรุนแรง อาจมีความเร็วลมตั้งแต่ 333 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถึง 418 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ภาพถ่าย National Geographic Creative
สายฟ้าฟาด
พายุซูเปอร์เซลล์เข้าถล่มรัฐเซาท์ดาโคตา ทำให้เกิดฟ้าผ่าจากเมฆลงสู่พื้นดิน (cloud-to-ground bolt) พายุชนิดนี้เป็นพายุอันตราย เพราะมีลมกระโชกแรง ลูกเห็บ และทอร์นาโด รวมกัน
ภาพถ่าย Jim Reed, National Geographic Creative
สายฟ้าฟาด
สายฟ้าสายหนึ่งปรากฎตัวแบบฉายเดี่ยวท่ามกลางท้องฟ้าสีทอง
ภาพถ่าย Carsten Peter, National Geographic Creative
สายฟ้าฟาด
เมฆฝนที่เรี่ยลงต่ำก่อตัวขึ้นเหนือแม่น้ำสายหนึ่งทางตะวันตกของออสเตรเลีย
ภาพถ่าย Randy Olson, National Geographic Creative
สายฟ้าฟาด
กลุ่มเมฆที่หาดูได้ยาก เรียกว่าเมฆ Mother Ship เคลื่อนตัวผ่านด้ามพื้นที่รูปด้ามกระทะเทกซัส (บริเวณผืนแผ่นดินที่ยาวและแคบ) หรือเทกซัสแพนแฮนเดิล
ภาพถ่าย Carsten Peter, National Geographic Creative
สายฟ้าฟาด
ฟ้าแลบโผล่พ้นจากกลุ่มเมฆหนา ขณะที่ฝนเริ่มตกอยู่ทางด้านหลัง
ภาพถ่าย Randy Olson, National Geographic Creative
สายฟ้าฟาด
ชาวนาสองคนหยุดทำงานเพื่อยืนดูพายุฟ้าคะนองที่กำลังก่อตัวขึ้นบนเนินแซนด์ฮิลส์ เมืองโอกัลลาลา รัฐเนแบรสกา ปี 2003
ภาพถ่าย Jim Richardson, National Geographic Creative

 

อ่านเพิ่มเติม

หยัดยืนขึ้นอีกครั้ง หลังพายุพัดถล่ม

เรื่องแนะนำ

การเดินทางแสนทรมานของคุณแม่ผู้ลี้ภัย

เรื่อง เมโลดี ราวเวลล์ ภาพถ่าย เมอร์โต ปาปาโดปูลอส เมื่อคุณได้ยินเรื่อง “วิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัย” คุณอาจนึกถึงภาพถ่ายเรือลำน้อยล่องลอยอยู่บนน่านน้ำมืดมิดและแออัดไปด้วยผู้คนที่สวมเสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง คุณอาจคิดถึงภาพมือที่ยื่นออกมาหาบุคคลอันเป็นที่รัก ภาพชายแดนที่มีผู้ชายถือปืนกลเฝ้ารักษาการณ์ หรือภาพเต็นท์ชั่วคราวในค่ายผู้ลี้ภัยที่ครอบครัวคนไร้บ้านอยู่กันอย่างเบียดเสียดยัดเยียด ภาพที่เรานึกถึงเหล่านี้มีพลัง วุ่นวายสับสน และเปี่ยมชีวิตชีวา ภาพถ่ายของช่างภาพข่าวชาวกรีก เมอร์โต ปาปาโดปูลอส กลับต่างออกไป ภาพถ่ายเหล่านี้ดูเงียบงัน นิ่งสงบ และลึกซึ้ง ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนเป็นแม่ บางคนกำลังตั้งครรภ์ บางคนกำลังอุ้มลูก ปาปาโดปูลอสบันทึกภาพวิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2010 ตอนที่ใช้เวลาอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศกรีซ เธอสังเกตเห็นว่า พวกผู้หญิงมักจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับลูกๆ ขณะที่สามีของพวกเธอออกไปค้นหาชีวิตใหม่ในยุโรป “ฉันรู้สึกว่าพวกผู้หญิงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเป็นคนที่ทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริงค่ะ” ปาปาโดปูลอสบอก “และในทางกลับกัน ฉันรู้สึกว่าพวกเธอทำให้ผู้คนเหล่านี้ยังคงมุ่งหน้าต่อไป พวกเธอและลูกๆคือเหตุผลที่ทำให้การเดินทางยังดำเนินต่อไปค่ะ” และสำหรับผู้หญิงเหล่านี้ การเดินทางเป็นเรื่องยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ บางคนคลอดบุตรระหว่างการเดินทาง ปาปาโดปูลอสเล่าว่า เธอเห็นพวกผู้หญิงกำลังเดินเท้าขณะอุ้มลูกที่เพิ่งเกิดได้แค่สิบวัน แม่บางคนแท้งลูกเองเนื่องจากสภาพธรรมชาติที่ทารุณ บางคนต้องทำแท้ง และอีกหลายคนต้องทนทุกข์จากความตายของลูกน้อย มีองค์กรพัฒนาเอกชนในค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งที่ช่วยพยาบาลทั้งก่อนและหลังคลอด และจัดการคุมกำเนิดแบบต่างๆเมื่อทำได้ แต่โดยรวมแล้ว การตั้งครรภ์หรือการเป็นแม่ที่มีลูกเยาว์วัยทำให้ความยากลำบากที่ผู้ลี้ภัยทุกคนต้องเผชิญเพิ่มมากขึ้น เธอขอให้ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง เรื่องราวของพวกเธอ  มาพร้อมกับภาพถ่ายบุคคลด้านล่าง ปาปาโดปูลอสบอกว่า ยิ่งสถานการณ์ยากลำบากเท่าไร แม่หลายคนก็มองลูกๆของตนเป็นดังแรงจูงใจสำคัญมากเท่านั้น […]

เส้นทางการบิน

หากนกทิ้งรอยบินไว้บนฟ้าได้ ภาพที่ปรากฏจะเป็นอย่างไร? ชมผลงานที่ผสานระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์

สุดยอดภาพถ่ายท่องเที่ยวแห่งปี 2017

คืนหนึ่งของเดือนธันวาคมในปี 2015 เซรกิโอ ตาปิโร คว้าถุงนอน, กล้อง และขาตั้งออกมาวางท่ามกลางท้องฟ้ากระจ่างไร้มวลเมฆ ห่างจากเขาออกไป 8 ไมล์คือภูเขาไฟโคลิมาที่ปะทุเถ้าถ่านออกมา ท่ามกลางสายฟ้าฟาด ครั้งแรกของการปะทุ ตาปิโรเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เขาเปิดรูรับแสงนาน 8 วินาทีเพื่อบันทึกภาพของไฟและหินที่ถูกส่งออกมาจากใต้พื้นโลกเอาไว้ และทันใดนั้นเองก็เกิดแสงสว่างวาบขึ้น เมื่อสายฟ้าเส้นหนึ่งผ่าลงมาจากหมู่มวลเมฆของเถ้าถ่าน “ภาพถ่ายนี้คือของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้แก่ผมครับ” เขากล่าว “ตอนที่ผมเช็ครูปถ่ายจากจอกล้องถ่ายภาพ ผมอึ้งไปเลย แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง” ภาพถ่ายนี้ชนะเลิศการประกวดภาพถ่ายท่องเที่ยวประจำปี 2017 “ช่วงเวลาอันทรงพลัง ถูกบันทึกไว้อย่างงดงาม ภาพถ่ายของเซรกิโอจัดอยู่ในภาพถ่ายธรรมชาติชั้นนำ ด้วยความเห็นชอบจากคณะกรรมการตัดสินอย่างเป็นเอกฉันท์” มอลลี่ โรเบิร์ต บรรณาธิการภาพอาวุโส หนึ่งในคณะกรรมการตัดสินครั้งนี้กล่าว “เซรกิโอ มุ่งมั่นถ่ายภาพภูเขาไฟมา 15 ปี สมาธิอันเยี่ยมยอดของเขาปรากฏให้เห็นผ่านภาพการปะทุของภูเขาไฟอันน่ามหัศจรรย์” ตาปิโรเริ่มต้นถ่ายภาพภูเขาไฟในปี 2002 งานของเขาต้องใช้ความพยายามอย่างสูง รวมถึงความอดทนและอารมณ์ขัน “ผมรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังสนทนากับญาติของตัวเอง คล้ายๆ ลุงของผม” เขาอธิบาย “บางครั้งผมคิดว่าถูเขาไฟเองก็เล่นตลก หลังคุณอยู่ที่ตรงนั้นมาแล้ว 16 ชั่วโมง ในที่สุดคุณตัดสินใจเก็บอุปกรณ์กลับ ในขณะที่คุณกำลังขับรถกลับบ้าน คุณกลับเห็นภูเขาไฟปะทุขึ้น ผ่านกระจกมองหลัง” ความอดทนและการมองโลกในแง่ดีของเขา […]

‘ป่าโบสถ์’ โอเอซิสอันเขียวชอุ่มของเอธิโอเปีย

ในเอธิโอเปีย โบสถ์เป็นมากกว่าสถานที่ทางศาสนาแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจและความหวังในการอนุรักษ์ป่า ที่ปัจจุบันกำลังลดน้อยลงเรื่อยๆ จากการรุกคืบของเกษตรกรรม