สุดยอด โรงแรมสวย เหมาะถ่ายภาพลงอินสตาแกรมในสหรัฐ-National Geographic Thailand

สุดยอดโรงแรมถ่ายภาพลงอินสตาแกรมสุดเจ๋งในสหรัฐอเมริกา

จากนิวยอร์กไปถึงซานฟรานซิสโก นี่คือภาพถ่ายของที่พักอันสวยงามที่ออกแบบได้อย่างเก๋ไก๋มีสไตล์ ถ่ายภาพได้โดย #ไม่ใส่ฟิลเตอร์

กระแสความนิยมใหม่ของโรงแรมที่เน้นการออกแบบอย่างหรูหรามีสไตล์กำลังเป็นที่นิยมไปทั่วสหรัฐอเมริกา ที่พักเหล่านี้ตั้งใจมอบความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านและแสดงถึงการตกแต่งที่อิงไปกับสภาพแวดล้อมรอบโรงแรม คิดถึงการตกแต่งภายในให้เหมือนพักอาศัย ตกแต่งด้วยงานภาพวาดของงานศิลปะท้องถิ่น ชั้นวางหนังสือที่สั่งทำพิเศษ และสระว่ายน้ำที่ขโมยซีนโรงแรม

โรงแรมที่มีการออกแบบอันโดดเด่นเหล่านี้ต่างมีเรื่องราวที่อยากเล่าเป็นของตัวเอง “ผู้คนสนใจว่าโรงแรมนั้นมีความเชื่อมโยงกับแกลลอรีท้องถิ่น ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้าแฟชั่น ที่เที่ยวกลางคืน และงานเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมที่ตรงกับรสนิยมของบุคคล ซึ่งพวกเขากำลังจะเดินทางไปต่อได้อย่างไร”

ความสนใจในรายละเอียดเหล่านี้ทำให้โรงแรมเหล่านี้ถ่ายภาพออกมาได้อย่างดูดี จึงทำให้เป็นที่นิยมในบรรดาผู้รักการใช้งานโซเชียลมีเดียด้วยเช่นกัน “โรงแรมเหล่านี้ต่างมีความสวยงาม จนผู้คนอยากพูดถึง ถ่ายภาพ แล้วแชร์ไปในโซเชียลมีเดีย” เดเนียล คลอดีลล์ ผู้อำนวยการสร้างสรรค์แห่งโรงแรมชีโนลา กล่าว

โรงแรม เพอร์รี เลน (PERRY LANE HOTEL) 

โรงแรมสวย

นี่เป็นโรงแรมที่มีความทันสมัยภายใต้จิตวิญญาณที่เก่าแก่ โรงแรมเพอร์รี ตกแต่งในสไตล์ซาวานนาห์ เมืองเก่าแก่ที่สุดในรัฐจอร์เจีย เมืองทางใต้ของสหรัฐอเมริกา มีการตกแต่งภายในด้วยงานศิลปะจากท้องถิ่น กระเบื้องสีขาวดำที่ล็อบบี้สะท้อนการตกแต่งสีของสระน้ำบนดาดฟ้า ที่มีการตกแต่งแบบบังกะโลเขตร้อน

โรงแรมชิโนลา (SHINOLA HOTEL)

โรงแรมสวย

โรงแรมซึ่งใช้ชื่อเดียวกันกับผู้ผลิตสินค้าหรูหราแห่งนี้เปิดทำการเมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ที่ใจกลางเมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน ตกแต่งโดยใช้ผิวสัมผัสที่น่าดึงดูดโดยการใช้หิน โลหะที่ใช้ตกแต่ง ทองเหลืองขัดน้ำมัน หนังสัตว์ ไม้ ผสานไปกับชุดสีคาราเมล เทา บลัช เขียวเข้ม และฟ้า

โรงแรม แกรดดูแอต ยูจีน (GRADUATE EUGENE)โรงแรมสวย

โรงแรมแกรดดูแอต เปิดทำการใน 23 เมืองมหาวิทยาลัย ทั้งเบิร์กลีย์ แคลิฟอร์เนีย ไปจนถึงอ๊อกซฟอร์ด รัฐมิสซิสซิปปี โรงแรมนี้ได้รับแรงบันดาลใจการตกแต่งจากชีวิตวัยเรียนในวิทยาลัย ดังเช่นโรงแรมแกรดดูแอต ยูจีน ในรัฐออริกอน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยออริกอน มีการตกแต่งล็อบบี้ตกแต่งโดยใช้ป้ายบอกคะแนนขนาดใหญ่และรองเท้าผ้าใบ 43 คู่ ซึ่งเป็นคอลเลกชันที่ตกแต่งโดย เบ็น เวพริน ซีอีโอ และผู้ก่อตั้งของโรงแรมแกรดดูแอต เพื่อเป็นยกย่องที่มหาวิทยาลัยออริกอนมีชื่อเสียงทางด้านกีฬาประเภทลู่และลาน

โรงแรม 21ซี มิวเซียม เมืองลุยวิลล์ (21C MUSEUM HOTEL LOUISVILLE) โรงแรมสวย

ใจกลางเมืองลุยวิลล์ รัฐเคนตักกี เป็นที่ตั้งของโรงแรม 21ซี มิวเซียม แบบดั้งเดิม โดดเด่นด้วยการตกแต่งรูปปั้นจำลอง “เดวิด” – ของมีเกลันเจโล ขนาดใหญ่กว่าต้นแบบ 2 เท่า บริเวณด้านนอกทางเข้าโรงแรม ส่วนภายในมีพื้นที่การจัดนิทรรศการหมุนเวียนกว่า 830 ตารางเมตร ทำให้ที่แห่งนี้มีเรื่องราวใหม่ๆ สำหรับโพสต์โซเชียลมีเดียอยู่เสมอ และเพื่อสัมผัสประสบการณ์ศิลปะในโรงแรมแบบเต็มขั้น ลองจองห้องแบบไซโคลนสวีท ที่คุณสามารถพักในห้องเพดานแกะสลักทรงโดมที่สร้างสรรค์โดยศิลปิน โจนาห์ ฟรีแลน และ จัสติน โลว์

โรงแรม เดอะ ฮอกซ์ตัน (THE HOXTON)โรงแรมสวย

โรงแรมแห่งนี้มีล็อบบี้ที่ตกแต่งคล้ายห้องนั่งเล่น และเฟอร์นิเจอร์ในสไตล์ Mid-century Modern (เฟอร์นิเจอร์ที่มีรูปแบบการออกแบบที่เรียบง่าย กำเนิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง) ที่ให้บรรยากาศแบบวินเทจ ซึ่งตกแต่งด้วยคอนกรีต ให้บรรยากาศอุตสาหกรรมในอดีต

โรงแรม เดอะซอร์ส (THE SOURCE HOTEL)โรงแรมสวย

โรงแรมเดอะซอร์ส ได้เปิดทำการที่ River North Art District เมืองเดนเวอร์ ในรัฐโคโลราโด ที่มีห้องพักซึ่งมีการออกแบบให้เห็นทิวทัศน์ของเทือกเขาร็อกกีและบรรยากาศการออกแบบของธรรมชาติ ซึ่งมีห้องพักซึ่งตกแต่งด้วยกำแพงกระจก ทำให้เห็นทิวทัศน์ข้างนอกได้เพียงแค่กดปุ่มภายในห้องเท่านั้น

โรงแรม เดอะไลน์ เมืองออสติน (THE LINE AUSTIN) โรงแรมสวย

โรงแรมในเครือเดอะไลน์ได้พัฒนาพื้นที่สถาปัตยกรรมไปกับชุมชน โดยโรงแรมเดอะไลน์ที่เมืองออสติน ซึ่งเปิดทำการเมื่อปีที่แล้วได้สร้างในอาคารที่สร้างขึ้นในปี 1965 ในรูปแบบการตกแต่งแบบ Mid-century Modern ซึ่งให้ความรู้สึกราวกับได้ย้อนเวลาไปในอดีต

โรงแรมฮิววิง (HEWING HOTEL)โรงแรมสวย

โรงแรมฮิววิง ในเมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตา ได้เปลี่ยนคลังสินค้าที่สร้างขึ้นในปี 1897 ให้เป็นห้องพัก 124 ห้อง และห้องสวีท 14 ห้อง ด้วยบรรยากาศของไม้สนและกำแพงอิฐ และการถ่ายภาพที่สระน้ำดาดฟ้าของโรงแรมภายใต้อุณหภูมิเยือกแข็งเป็นที่เลื่องลือของแขกผู้เข้าพัก

โรงแรม เดอะ ฟาวน์ดรี (THE FOUNDRY HOTEL)โรงแรมสวย

คุณสามารถย้อนเวลากลับไปยังช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอเมริกาโดยการเข้าพักที่โรงแรม เดอะ ฟาวน์ดรี ในเมืองแอชวิลล์ที่รัฐนอร์ทแคโรไลนา กังหันเหล็กของเมืองนี้เป็นแรงบันดาลใจในการตกแต่งของโรงแรม ภายในมีสิ่งของที่มาจากยุคอุตสาหกรรมตกแต่งเอาไว้

โรงแรม ปาลีเฮาส์ ชายหาดไมอามี่ (PALIHOUSE MIAMI BEACH)โรงแรมสวย

โรงแรมแห่งนี้จะเปิดทำการในวันที่ 15 ตุลาคม 2019 มีการตกแต่งแบบศิลปะไมอามีอันเก๋ไก๋จากตึกที่สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1940 ภายในมีการตกแต่งที่มีลายละเอียดแบบคลาสสิกผสมผสานไปกับองค์ประกอบร่วมสมัย เช่น ห้องน้ำ และห้องครัวขนาดเล็ก ที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องสีแดง

เรื่อง JESSICA FLINT


อ่านเพิ่มเติม โรงแรมแห่งนี้รักษาผืนป่าไว้ 

เรื่องแนะนำ

ดวงจันทร์ : ภาพถ่ายจากโครงการอะพอลโล รำลึก 49 ปี การขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์

เป็นเวลาครึ่งศตวรรษแล้วที่นักบินอวกาศคนแรกขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ ย้อนชมภาพประวัติศาสตร์ก้าวสำคัญของมนุษยชาติกัน

ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

แปลและเรียบเรียง กองบรรณาธิการ ภาพถ่าย คลังภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผู้คนมักพูดกันว่า ราชอาณาจักรเป็นเหมือนกับพีระมิด กล่าวคือ พระราชานั้นประทับอยู่บนสุด ส่วนประชาชนอยู่ด้านล่าง แต่ในประเทศนี้ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม [เป็นเหมือนพีระมิดกลับหัว] ด้วยเหตุนี้ บางครั้งเราจึงรู้สึกปวดแถวๆ นี้” เมื่อตรัสถึงตรงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปกติมีพระพักตร์เคร่งขรึมดูเป็นนักวิชาการ ทรงพระสรวล ขณะทรงชี้ที่พระศอและพระอังสา [บ่าหรือไหล่] ข้อความข้างต้นเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานแก่นายเดนิส เกรย์ หัวหน้าสำนักข่าวเอพีประจำกรุงเทพฯและนายบาร์ต โดเวลล์ ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในขณะนั้น และเป็นส่วนหนึ่งของสารคดีเรื่อง “พระราชวงศ์ผู้ทรงงานของไทย” (Thailand’s Working Royalty) ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1982 หรือพุทธศักราช 2525 ซึ่งตรงกับวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ กองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย จึงขอนำสารคดีเรื่องนี้มาตีพิมพ์อีกครั้ง ภาพถ่ายส่วนใหญ่เป็นผลงานของจอห์น เอเวอริงแฮม ช่างภาพผู้คุ้นเคยกับเมืองไทย เขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสารคดีเรื่องนี้ว่า “ผมโชคดีที่มีโอกาสตามเสด็จนานถึงสี่เดือน เดินทางไปทั่วประเทศจากนราธิวาสถึงเชียงราย ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง พระองค์ทรงสนพระทัยในคนที่ยากจนที่สุดคนที่อยู่ไกลที่สุด ในหลวงไม่เหมือนใคร มีฝรั่งหลายคนเหมือนผมที่รักพระเจ้าอยู่หัว…” ในช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า “พระราชวงศ์ในประเทศนี้ไม่เคยอยู่นิ่งเลย” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร เสด็จพระราชสมภพเมื่อปี พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงศึกษาทั้งในสาขาวิทยาศาสตร์และกฎหมายที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะเจริญพระชนมายุได้ 18 พรรษา ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นับแต่นั้นมาก็ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการอย่างไม่ทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยพระวรกาย เพื่อประโยชน์สุขของทวยราษฎร์เสมอมา สมดังพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” โดยแท้ นอกเหนือจากการเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรตามหัวเมืองน้อยใหญ่และท้องถิ่นทุรกันดาร ตลอดจนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในโอกาสต่างๆ แล้ว ยามที่ประทับอยู่ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระองค์ก็ไม่ได้ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจ กิจกรรมและความเป็นไปในเขตพระราชฐานแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนพระทัยในความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์ได้เป็นอย่างดี เพราะมีตั้งแต่แปลงนาสาธิต ยุ้งฉาง บ่อเลี้ยงปลา ฟาร์มโคนม ไปจนถึงโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรต่างๆ ระหว่างพระราชทานสัมภาษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชตรัสถึงเรื่องต่างๆ อาทิ ระบบชลประทาน เศรษฐกิจภายในประเทศ การทำเหมืองแร่ เรื่อยไปจนถึงงานอดิเรกของพระองค์ เช่น การถ่ายภาพ และวาดภาพ ทรงอธิบายว่า “แต่ตอนนี้เลิกวาดรูปแล้ว เพราะต้องใช้เวลามาก” ทว่าพระองค์ยังทรงดนตรีและทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง พสกนิกรชาวไทยและแม้กระทั่งชาวต่างชาติต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพเชิงดนตรีที่สะท้อนอยู่ในความไพเราะของบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พระราชกระแสรับสั่งมักวกกลับมาเข้าเรื่องที่พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศเสมอ  “คนไทยรักสงบ แต่ก็ตระหนักดีว่า ประเทศจะต้องมีความเข้มแข็งทางทหาร เราเคยไปที่จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ แล้วมีคนเมาคนหนึ่งเข้ามาหา องครักษ์คงไม่สบายใจนัก เราเข้าใจดี ผู้ชายคนนั้นบอกว่า เคยเป็นทหาร เคยรับใช้ชาติ ลูกชายเขาก็จะเป็นทหารด้วย และถ้าไม่มีทหารประเทศเราจะไม่เป็นเอกราชอย่างนี้ เขาว่ากันว่าคนเมามักจะพูดความจริง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังตรัสถึงคนไทยอีกด้วยว่า “เราคิดว่าคนไทยรู้ซึ้งถึงคุณค่าของประเพณี ประเพณีไม่ได้แปลว่าเชย แม้แต่คนสมัยใหม่ก็มีประเพณี “เดือนที่แล้วนี่เอง เราเดินทางไปภาคใต้ ตอนเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่ามีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน แล้วถามเราว่า ชาวมุสลิมเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้หรือเปล่า เราตอบว่า ได้แน่นอน ถ้าเด็กคนนั้นเป็นคนดี แข็งแรง แล้วก็ฉลาด เขาก็สมัครเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ แล้วเราก็ถามเขาว่า ลูกชายเขาอายุเท่าไหร่ เขาบอกว่าหกเดือน” เมื่อตรัสถึงตรงนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล “เขาอยากให้ลูกชายปกป้องประเทศชาติ เขาบอกว่า ‘ชาวมุสลิมอย่างเราเป็นคนไทยแท้ ๆ’ ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเล็งเห็นการรุกรานหลากหลายรูปแบบ [เมืองไทยในขณะนั้นยังประสบปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์และยาเสพติด โดยเฉพาะฝิ่นและเฮโรอีน — กองบรรณาธิการ] “วิธีล่าสุดคือค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาครอบงำจิตใจผู้คน เราเรียกวิธีนี้ว่าสงครามจิตวิทยารุกเข้ามาในความคิด” และเพื่อหลีกเลี่ยงการรุกรานลักษณะนี้ รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นความเข้าอกเข้าใจและความอดทน เหมือนอย่างเรื่องฝิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “เราไม่ปฏิเสธว่ายังมีการปลูกฝิ่นในประเทศ แต่มีอยู่น้อยมาก ปัญหาของฝิ่นคือการใช้เมืองไทยเป็นทางผ่าน คนที่ปลูกฝิ่นได้ราคาไม่ถึงหนึ่งในพันของราคาที่เอาไปขายกันด้วยซํ้า เราพยายามให้ประชาชนหันมาปลูกพืชอื่นทดแทน กว่าจะเริ่มได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี ตอนแรกเรานั่งรถเข้าไป บางทีก็เดินเท้า แล้วก็นั่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไป บางครั้งลงจอดกลางไร่ฝิ่นเลย เราต้องระวังเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าการปลูกฝิ่นนั้นไม่ดีอย่างไร “ครั้งหนึ่งเราเคยเดินอยู่เป็นชั่วโมงเพื่อเข้าไปดูไร่ฝิ่น ดินดูไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไหร่ ชาวไร่เองก็บอกว่า ‘ใช่ครับ ดินเสื่อมแล้ว ไม่มีปุ๋ยจะใส่ครับ’ เราก็บอกว่าจะให้ปุ๋ย ถ้าพวกเขาเลิกปลูกฝิ่น แล้วหันมาปลูกถั่วแทน ชาวไร่ขอเวลาปรึกษากันก่อน ผ่านไปสิบห้านาทีกลับมาบอกว่า ‘ตกลงครับ’ ทีนี้ พอปีถัดมา เราก็กลับไปอีก ปรากฏว่าชาวไร่ปลูกถั่วครึ่งหนึ่ง ปลูกฝิ่นครึ่งหนึ่ง แล้วถั่วก็ได้ผลดีกว่า ชาวไร่เลยขอถั่วเพิ่มอีก ปีต่อมาก็ปลูกฝิ่นแค่ร้อยละ 25 ค่อยๆ ลดลงอย่างนี้ เราต้องอดทนถ้าเราเอาแต่ทำลายไร่ฝิ่น ชาวไร่ก็ต้องอดอยาก แล้วคงไม่เข้าใจว่า ทำไมเราถึงต้องต่อต้านพวกเขา” ในการเสด็จฯ เยือนหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเผชิญกับอันตรายจากทั้งผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนและกองกำลังคอมมิวนิสต์ “อันตรายน่ะหรือ” ทรงยํ้า “อันตรายซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปคือภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ที่อันตรายกว่านั้นคือความละโมบของคนในประเทศเอง ถ้าเราแตกแยกกันเอง เราก็จะกลายเป็นทาสของจักรวรรดินิยมยุคใหม่ จะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ หรืออะไรก็ตามแต่” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเชื่อมั่นในประชาชนชาวไทย “ชาวไทยดูสบายๆ แต่ก็เข้มแข็ง คนไทยไม่เครียด มีนํ้าใจแม้แต่กับคนแปลกหน้า และเปิดกว้างกับความคิดใหม่ๆ คนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่สุภาพกล้าหาญแต่ไม่ก้าวร้าว เข้มแข็งแต่อ่อนโยน” ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจหลากหลายด้าน นอกจากจะทรงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปยังพื้นที่ห่างไกลแล้ว ยังทรงส่งเสริมงานหัตถกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ชนบท เช่นที่จังหวัดเพชรบุรี ทรงริเริ่มโครงการผลิตกระเป๋าและรองเท้าสานจากกระจูดและหวาย ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านสตรีในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ ทรงฟื้นฟูศิลปะการทำตุ๊กตาดินเผาชาววัง และส่งผู้เชี่ยวชาญไปสอนสตรีชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทอผ้า เป็นต้น ทรงใช้โอกาสที่ได้เสด็จฯ เยือนต่างประเทศในฐานะทูตสันถวไมตรี ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมด้วยฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยซึ่งทั้งประณีตและงดงาม นอกจากนี้ ยังทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการจัดการส่งเสริมการทำงานของสภากาชาดไทย เพื่อให้ความอนุเคราะห์แก่เด็กกำพร้ายากไร้ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบและผู้ประสบอุทกภัย เป็นต้น หลายปีก่อน เมื่อนักข่าวกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ถึงงานอดิเรกของพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตรัสว่า “ดูแลลูกๆ” บัดนี้ เจ้าฟ้าชายพระองค์หนึ่งและเจ้าฟ้าหญิงอีกสามพระองค์ต่างเจริญพระชันษาขึ้นแล้ว และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาราษฎร์เช่นเดียวกับพระชนกชนนี ไม่ว่าจะเป็นการตามเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ต้อนรับคณะทูตานุทูต หรือแม้แต่ทรงทักทายและมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนผู้มารอเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมี นายแพทย์จินดา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา แพทย์ประจำพระองค์ในขณะนั้น กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชกิจหนักเกินไปครับ” แม้ว่าพระองค์จะทรงออกกำลังกายแทบทุกวัน แต่คุณหมอก็ยัง “อยากให้เสด็จแปรพระราชฐานเพื่อทรงพักผ่อนเป็นประจำทุกปี” ทว่าประชาชนชาวไทยทุกคนย่อมตระหนักดีว่า พระองค์คงไม่อาจทรงปล่อยวางจากพระราชกิจต่างๆ ได้ เพราะความห่วงใยในราษฎรและความตั้งพระทัยอันแน่วแน่ที่จะอุทิศพระองค์เพื่อ “ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ดังบทพระราชนิพนธ์ “เดินตามรอยเท้าพ่อ” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้ตามเสด็จพระราชบิดาไปยังพื้นที่ห่างไกลหลายต่อหลายแห่ง ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “ฉันเดินตามรอยเท้าอันรวดเร็วของพ่อโดยไม่หยุดผ่านเข้าไปในป่าใหญ่ น่ากลัว ทึบ แผ่ไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด มืดและกว้างมีต้นไม้ใหญ่ใหญ่เหมือนหอคอยที่เข้มแข็ง พ่อจ๋า… ลูกหิวจะตายอยู่แล้วและเหนื่อยด้วย ดูซิจ๊ะ… เลือดไหลออกมาจากเท้าทั้งสองที่บาดเจ็บของลูกลูกกลัวงู เสือ และหมาป่า พ่อจ๋า… เราจะถึงจุดหมายปลายทางไหม? ลูกเอ๋ย… ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนดอกที่มีความรื่นรมย์และความสบายสำหรับเจ้าทางของเรามิได้ปูด้วยดอกไม้สวยสวย จงไปเถิดแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่บีบคั้นหัวใจเจ้า พ่อเห็นแล้วว่า หนามตำเนื้ออ่อนอ่อนของเจ้า เลือดของเจ้าเปรียบดั่งทับทิมบนใบหญ้าใกล้นํ้า นํ้าตาของเจ้าที่ไหลต้องพุ่มไม้สีเขียว เปรียบดั่งเพชรบนมรกตที่แสดงความงามเต็มที่เพื่อมนุษยชาติ จงอย่าละความกล้าเมื่อเผชิญกับความทุกข์ให้อดทนและสุขุมและจงมีความสุขที่ได้ยึดอุดมการณ์ที่มีค่า ไปเถิด… ถ้าเจ้าต้องการเดินตามรอยเท้าพ่อ” ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้   อ่านเพิ่มเติม : รูปที่มีทุกบ้าน, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙

ชีวิตตกค้างระหว่างอดีตกับปัจจุบันบนเกาะในสก็อตแลนด์

เรื่อง : เย หมิง ภาพถ่าย : เลติเชีย วองกง ถ้าลองเสิร์ชชื่อ “Western Isles” หรือที่รู้จักกันว่า “Outer Hebrides” จะพบภาพชวนฝันเต็มไปหมด เขตดังกล่าวถูกเอเจนซีท่องเที่ยวแปะยี่ห้อให้เป็นสวรรค์ด้วยชายฝั่งทะเลห่างไกลใต้ฟ้ากว้าง ที่นี่ยังเป็นเพียงสถานที่ไม่กี่แห่งที่คนยังพูดภาษาเกลิกเป็นหลัก  เมื่อได้ยินกิตติศัพท์ดังกล่าว เลติเชีย วองกง ช่างภาพฝรั่งเศสต้องแปลกใจเมื่อเธออ่านหนังสืออัตชีวประวัติของนักเขียนชาวสก็อต เควิน แมคนีล เรื่อง The Stornoway Way ที่ผู้เขียนวาดภาพ “เกาะตะวันตก” ว่าเป็นสถานที่โดดเดี่ยวที่ผู้คนต้องดิ้นรนกับโรคพิษสุราเรื้อรังและความอลหม่าน  ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงที่บรรยายไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าวกับในแผ่นพับท่องเที่ยวที่พาให้วองกงเดินทางไปยังเกาะเหล่านั้นหลายครั้งหลายครา วองกงพยายามทิ้งภาพในใจเกี่ยวกับเกาะเหล่านี้และพยายามเข้าใจความเป็นไปของชุมชนให้ได้มากที่สุด  การเดินทางด้วยการพักฟรีตามบ้านแบบ couch-surfing ทำให้เธอได้พบกับหนุ่มสาวชาวสก็อตรุ่นใหม่อายุ 18-35 และชวนพวกเขามาถ่ายภาพ  สำหรับวองกงการฟังเสียงสะท้อนจากบุคคลที่เธอถ่ายภาพเป็นเรื่องสำคัญ  “สิ่งสำคัญคือพวกเขารู้สึกภาพพอร์เทรตเหล่านี้สื่อความหมายแทนชีวิตของชีวิตบนเกาะได้” วองกงกล่าว เจ้าบ้านที่เธอไปพำนักคนหนึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เธอทำโปรเจ็กต์ “At the End of the Day” ซึ่งมาจากวลีภาษาเกลิก “Aig deireadh an latha”  ซึ่งคนท้องถิ่นใช้เพื่อสะท้อนถึงวันที่ผ่านมาและมองไปข้างหน้าในขณะเดียวกัน  วองกงพบว่าหลังจากใช้เวลา 2 […]