บันทึกโฉมใหม่ นิวยอร์ก จากอดีตในความทรงจำสู่ปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนแปลง

โฉมใหม่นิวยอร์ก

เรื่อง พีต แฮมิลล์
ภาพถ่าย จอร์จ สไตน์เมตซ์

นานมาแล้ว ตอนยังเป็นเด็กชายวัยแปดขวบ ขณะยืนอยู่บนหลังคาอาคารห้องเช่าสูงสามชั้นในย่านบรุกลิน ผมได้สัมผัสกับความรู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นครั้งแรก

ผมยังไม่เคยขึ้นไปบนหลังคาตามลำพังมาก่อน แม่ผมบอกว่า มันเป็นหน้าผาที่มนุษย์สร้างขึ้นและอันตรายเกินไป

ตอนโพล้เพล้ พอเพื่อนฝูงแยกย้ายกันกลับบ้านไปกินข้าว ส่วนแม่ผมก็ออกไปซื้อของพอดี ผมเสี่ยงไต่บันไดขึ้นไปอย่างกล้าๆกลัวๆ ปลดกลอนประตู แล้วก้าวออกไป ชั่วขณะนั้นเองที่ผมรู้สึกว่าชีวิตผมเปลี่ยนไปแล้ว

ทางทิศตะวันตก ไกลโพ้นเลยอ่าวออกไป ดวงอาทิตย์กำลังคล้อยลงสู่ภูมิทัศน์ที่ผมรู้จักแค่ในชื่อ “เจอร์ซีย์” หมู่เมฆเคลื่อนตัวช้าๆ ส่วนที่อยู่ใกล้ดูดำทะมึน ส่วนที่อยู่ไกลออกไปมีขอบเรืองแสงสีส้ม เรือบรรทุกสินค้าแล่นเอื่อยๆทิ้งเส้นสายสีขาวไว้บนผืนน้ำดำมืด ในแมนแฮตตัน หมู่อาคารสูงกำลังกลืนหายไปกับฟ้าที่มืดสลัวลง ไม่มีแสงไฟสว่างไสวในยามสงครามเช่นนั้น เบื้องล่างผมเป็นหลังคาบ้านราวห้าสิบหลัง ทั้งหมดรวมกันเป็นภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจของรูปทรง สีสัน และเงามืดเร้นลับ ทอดยาวเหนือขอบเขตของสิ่งที่เราเรียกกันว่า “ย่านนี้”

ผมพยายามนึกหาถ้อยคำ แต่ไม่มีคำใดผุดขึ้นมา ตอนนั้นผมยังบรรยายความรู้สึกตัวเองไม่เป็น แน่นอนครับว่า คำคำนั้นคือ “ความอัศจรรย์ใจ”

ความอัศจรรย์ใจอีกมากจะตามมาหลังจากนั้น ตลอดช่วงชีวิตอันรุ่มรวย เข้มข้น และยาวนาน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นได้ด้วยการข้ามพรมแดนในจินตนาการของย่านตัวเองออกไป “สู่นิวยอร์ก” อย่างที่เราพูดกันเมื่อเอ่ยถึงแมนแฮตตัน

เกาะกัฟเวอร์เนอร์สซึ่งเคยเป็นที่ตั้งฐานทัพ ได้รับการเปลี่ยนโฉมให้กลายเป็นสวนสาธารณะประดับประดาด้วยเส้นสายลวดลายทางเดินที่มองเห็นทัศนียภาพของอ่าวและอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ

ในช่วงหลายปีต่อมา ผมตกหลุมรักการเดิน หนังสือการ์ตูน การวาดรูป ทีมเบสบอลบรุกลินด็อดเจอร์ และการอ่าน รวมถึงบทเพลงของบิลลี ฮอลิเดย์, เอดิต ปียัฟ และที่โปรดปรานที่สุดคือ แฟรงก์ ซีนาตรา ผมถังแตก เช่นเดียวกับคนอื่นๆทุกคนในยุคและย่านนั้น  บางครั้งในช่วงวัยรุ่น ผมจะนั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานีที่ไม่เคยไปมาก่อน และแค่เดินเล่น เรื่อยเปื่อย ผมจะมองดูบ้านเรือน อาคารห้องเช่า โรงเรียน ร้านค้า โบสถ์ และสุเหร่ายิว พลางพยายามนึกภาพชีวิตของผู้คนเหล่านั้นซึ่งผมไม่รู้จัก แน่นอนว่าผมกำลังฝึกหัดเพื่อจะกลายเป็นนักเขียนโดยไม่รู้ตัว

ผมไม่ใช่เด็กแปดขวบหรือสิบแปดอีกต่อไปแล้ว ผมอายุแปดสิบปี และถ้าเดี๋ยวนี้ความตื่นตาตื่นใจกับอัศจรรย์ของนิวยอร์กจะหายากยิ่งกว่าทุกยุคสมัยที่ผ่านมา นั่นไม่ใช่เพราะความเย้ายวนใจอันวูบไหวของอารมณ์ถวิลหาอดีต พวกเรา ชาวนิวยอร์กรู้ดีว่า เราอาศัยอยู่ในเมืองอันเปี่ยมไปด้วยพลวัต ที่มีการเปลี่ยนแปลง วิวัฒนาการ และการก่อสร้างเกิดขึ้นตลอดเวลา บางครั้งในทางที่ดีขึ้น แต่บางครั้งก็ไม่เป็นเช่นนั้น

แน่นอนว่าย่านต่างๆแปรเปลี่ยนไป และเรายังสูญเสียบางย่านไปด้วยเช่นกัน

ในฐานะนักหนังสือพิมพ์ ผมหยั่งรากลึกอยู่ในนิวยอร์ก แต่ผมยังเป็นคนพเนจรในดินแดนต่างถิ่นด้วย ผมชอบเม็กซิโกเพราะผู้คนที่นั่น รวมทั้งดนตรี อาหาร และวรรณกรรม นอกจากนี้ ผมยังไปใช้ชีวิตอยู่ในบาร์เซโลนา โรม เปอร์โตริโก และไอร์แลนด์ ผมไปทำข่าวสงครามที่เวียดนาม ไอร์แลนด์เหนือ นิการากัว และเลบานอน ในทุกหนแห่งที่ไป ผมเป็นนักเดิน ผมพยายามมองให้เห็น ไม่ใช่แค่ดู

เมื่อสองสามปีก่อน ผมอ่านถ้อยคำของเชมัส ฮีนีย์ กวีรางวัลโนเบลชาวไอริช ซึ่งช่วยให้ผมมองเห็นบางสิ่งเกี่ยวกับนิสัยใจคอของตัวเอง รวมทั้งของคนอื่นๆที่เหมือนผม “หากคุณมีโลกใบแรกที่มั่นคง และมีความสัมพันธ์ชุดหนึ่งที่มั่นคง” เขาเขียนไว้ “เช่นนั้นแล้ว ในบางซอกหลืบของคุณ คุณจะพบอิสรภาพเสมอ คุณจะเดินทางไปไหนก็ได้ในโลก เพราะคุณรู้ว่าคุณเป็นคนที่ไหน คุณมีบ้านให้กลับไปหาได้เสมอ”

บ้านที่ผมกลับไปหาได้เสมอยังคงเป็นนิวยอร์กอย่างไม่ต้องสงสัย

ทว่าขณะย่างเข้าสู่ความคลุมเครือแห่งวัยชราที่ซึ่งความอัศจรรย์ใจมักเจือด้วยความเสียดาย บ่อยครั้งหัวใจผมหนักอึ้งเพราะสิ่งที่เห็นนิวยอร์กอันเป็นที่รักของผมกำลังอยู่ในสภาพย่ำแย่  แน่นอนว่าหลายสิ่งหลายอย่างดีขึ้น นิวยอร์กมั่งคั่งและสมบูรณ์แข็งแรงกว่าเมื่อสมัยผมยังเด็ก แต่โฉมหน้าทางสถาปัตยกรรมของที่นี่ดูจืดชืดห่างเหินขึ้น เป็นมนุษย์น้อยลง และดูเหมือนกำลังเย้ยหยัน ในแมนแฮตตัน เหล่าตึกระฟ้าซึ่งผุดขึ้นมาใหม่กำลังบดบังท้องฟ้า

พายุฤดูหนาวขับเส้นสายรูปทรงเรขาคณิตของทางเดิน ร้านกาแฟ และลานสเก็ตน้ำแข็งที่เลอแฟรกเซ็นเตอร์แอตเลกไซด์ในสวนสาธารณะพรอสเปกต์ปาร์กของบรุกลิน

จากมุมมองของสมาชิกตัวจริงคนหนึ่งของบรรดาสามัญชนคนเดินถนน อาคารใหม่เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นตัวอย่างของอัจฉริยภาพทางวิศวกรรม ไม่ใช่ความงามทางสถาปัตยกรรม แม้แต่ในย่านบรุกลินอันเป็นที่รักของผม ก็กำลังมีการก่อสร้างอาคารทรงกล่องขนาดใหญ่แห่งใหม่ๆอยู่เช่นกัน ความอัศจรรย์ของผืนฟ้าไร้ขอบเขตของบรุกลินกำลังอันตรธานไป ทุกวันนี้จะเห็นได้เฉพาะจากตึกชั้นสูงๆที่อยู่ไกลๆเท่านั้น

ตึกใหม่ๆที่สร้างขึ้นแทนที่ตึกเก่าและเป็นที่คุ้นเคย เสียดแทงสูงลิ่วถึง 90 ชั้นสู่อากาศเหนือนิวยอร์กราวกับพุ่งขึ้นไปกัดกินท้องฟ้าอย่างหิวกระหาย เกาะแมนแฮตตันทั้งเกาะ ตั้งแต่ย่านอินวูดทางเหนือสุดจรดย่านแบตเตอรี่ปาร์กทางใต้สุด แลดูระยิบระยับวับวาวไปด้วยตึกใหม่ๆ วันไหนแดดแรง ผนังด้านนอกอาคารที่เป็นกระจกทำเอาผู้คนตาพร่ากันถ้วนหน้า

แน่นอนว่าเป็นไปได้ที่ในอนาคตอันไกลโพ้น ตึกเสียดฟ้าใหม่ๆเหล่านี้จะเฉิดฉายด้วยพลังความรู้สึกทำนองเดียวกันเมื่อกาลเวลาผ่านไป ก็คงเป็นไปได้ แต่ผมยังสงสัยอยู่ หน้าตาตึกพวกนี้ส่วนใหญ่ว่างเปล่า ผนังด้านหน้าตึกบ่งบอกชัดแจ้งถึงการต่อต้านความเขลา การซุบซิบนินทา ความบกพร่อง หรือความต้องการของมนุษย์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แฝงเร้นด้วยประเด็นทางชนชั้นมาแต่ไหนแต่ไร ทว่าสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่นี้ดูเหมือนตกอยู่ภายใต้การครอบงำของเงินก้อนโต  มีรายงานว่าผู้อยู่อาศัยตามตึกเหล่านี้ปกติมาอยู่กันเพียงชั่วครั้งชั่วคราว จึงไม่น่าเป็นไปได้ว่าจะมีใครเป็นสมาชิกสมาคมครูและผู้ปกครอง หรือคณะกรรมการชุมชน  หรือรู้จักเจ้าของร้านขายอาหารตรงหัวมุมถนนของตัวเอง แต่ผมอาจจะผิดก็ได้  พวกเขาอาจเป็นมนุษย์ที่ดีเลิศ หัวเราะร่าเริง และจิตใจโอบอ้อมอารี แต่ถึงอย่างไรก็ดูไม่มีแนวโน้มว่าจะให้กำเนิดหรือสร้างนักเขียนอย่างเฮนรี เจมส์, อีดิท วอร์ตัน หรือหลุยส์ ออกินคลอส ผู้รู้จักแปลงชีวิตอภิสิทธิ์ชนของตนให้เป็นบทกวีร้อยแก้ว ผู้มาใหม่อาศัยอยู่บนปราการสูงเสียดฟ้า ตัดขาดจากเราทุกคนที่เหลือ พวกเขาน่าจะรู้สึกเหงาและอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวอย่างแน่นอน


อ่านเพิ่มเติม สวนสวรรค์เหนือ แมนแฮตตัน

เรื่องแนะนำ

ชีวิตกลาง หลุมดำ

ชีวิตกลาง หลุมดำ ท่ามกลางป่ายางพาราเนื้อที่กว่าร้อยไร่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช คือพื้นที่เล็กๆ แห่งการประกอบอาชีพ ผืนดินแห่ง การถักทอสายใยความสัมพันธ์ในครอบครัว และสังเวียนแห่งการต่อสู้ชีวิต ในวันที่ทิศทางของการใช้พลังงานเปลี่ยนแปลงไป เชื้อเพลิงชั้นยอดประจำครัวเรือนในอดีตอย่าง “ถ่านไม้” ได้รับความนิยมน้อยลง เมื่อเทียบกับหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่กลางผืนป่ายางพาราแห่งนี้ อุตสาหกรรมผลิตถ่านไม้ในครัวเรือนยังดำเนิน ไปอย่างไม่หยุดหย่อน ไม้หลายร้อยหลายพันชิ้นถูกขนส่งมาที่นี่ เพื่อเข้าเตาเผาและแปรรูปเป็นถ่านไม้ต่อไป วันแห่งความหนักหน่วง วันแห่งความทรหด หาใช่วันแห่งความท้อแท้และยาวนาน เพราะสมาชิกทุกคนที่นี่ทำในสิ่งที่ พวกเขา “เลือกที่จะทำ” แม้สภาพแวดล้อมและบรรยากาศอาจไม่เป็นใจนัก ผืนป่าที่ชื้นแฉะ ความร้อนระอุของเตาเผาถ่าน และฝุ่นละอองที่ปลิวว่อนรบกวนระบบทางเดินหายใจตลอดเวลา พื้นที่ตรงนี้จึงเป็นพื้นที่แห่งการสู้ชีวิตอย่างแท้จริง แต่ใครจะคิด ว่าพื้นนี้ยังแฝงไว้ด้วยความสุขบนพื้นฐานของหน่วยสังคมที่เล็กที่สุดนั่นคือครอบครัว ความอบอุ่นเล็กๆ ของครอบครัวในสถานที่อันทรหดเช่นนี้เป็นแรงขับให้พวกเขามีกำลังกายกำลังใจในการผลิตเชื้อเพลิงชั้นยอดให้คนที่ต้องการในปัจจุบันได้ใช้ต่อไป เรื่องและภาพ วิริทธิพล วิธานเดชสิทธิ์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง จากโครงการประกวดสารคดีภาพ “10 ภาพเล่าเรื่อง” ปี 2012 โดยนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย อ่านเพิ่มเติม อากาศเป็นพิษ ชีวิตถึงตาย  

วิถี ควายชน ชีวิตของคนกับควาย

วิถี ควายชน ชีวิตของคนกับควาย หลังจากจบบทสนทนากับผู้ใหญ่ท่านนึง ณ จังหวัดบ้านเกิดของข้าพเจ้า(สุราษฎร์ธานี) ” โอ้ย อย่าว่าแต่ควายชนเลยยย แค่ควายตัวเป็นๆเด็กๆสมัยใหม่ยังหาดูไม่ได้ ” ประโยคข้างต้น จึงเป็นที่มาของสารคดีภาพชุดนี้ ด้วยหลายคนอาจมองเห็นเป็นการทารุณสัตว์ ความรุนแรง การพนัน และสิ่งไม่ดีต่างๆอีกทั้งหลาย แต่อยากให้ลองมองอีกด้านนึง ซึ่งอาจจะมีอะไรแอบแฝงไว้มากกว่านั้น ทำให้การชนควายเป็นมากกว่าการพนันชนควาย เกิดขึ้นเป็น ” ประเพณีชนควาย ” เกิดขึ้นมาให้ได้ศึกษา ณ อีกด้านหนึ่งของเกาะสมุย – และเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 1. ย้อนกลับไปเป็นเวลานานมาแล้ว ทั้งเกาะสมุย และเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นแหล่งขึ้นชื่อของพันธ์มะพร้าว ทั่วทุกพื้นที่อุดมไปด้วยป่ามะพร้าว จึงจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานจากควาย เอามาเทียมเกวียนเป็นหลักในการออกไปเก็บเกี่ยวผลผลิต ด้วยต้องขึ้นเขา ลงห้วย เดินในที่ราบหรือบนหาดทรายตามแต่เจ้าของจะพาไป ควายที่นี่จึงตัวใหญ่และมีกล้ามเนื้อที่แตกต่างออกไปจากควายทั่วไปที่ไว้ใช้ ไถนา มะพร้าวจะมีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวประมาณ 5 – 6 ครั้งต่อปี เมื่อถึงยามว่างเว้นจากการเก็บเกี่ยวมะพร้าว ในช่วงนี้จากควายที่เคยออกกำลังอยู่เสมอ จะทำให้ควายอยู่นิ่งไม่เป็นต้องหาทางแสดงออก และจะยิ่งเป็นมากในช่วงเป็นสัด ควายจะแสดงออกโดยการขวิดคันดิน โคนมะพร้าว […]

เปิดประสบการณ์ส่องนกใจกลางกรุง ที่วชิราวุธวิทยาลัย

พื้นที่โรงเรียนซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ กลายเป็นแหล่งอาศัยให้กับนกหลากสายพันธุ์ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกจิตใจให้เป็นผู้อนุรักษ์ กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองใหญ่ที่ต้นไม้และพื้นที่สีเขียวมีอยู่น้อยนิดเมื่อเทียบกับตึกสูงและสายถนนที่พาดผ่าน ทำให้โอกาสที่จะได้สัมผัสความสวยงามทางธรรมชาตินั้นมีน้อยตามลงไป แต่ว่าในเมืองใหญ่แห่งเดียวกันนี้ ยังมีกลุ่มเด็กนักเรียนที่ทุ่มเวลาในวัยเยาว์ของเขาเพื่อธรรมชาติและสายพันธุ์สัตว์เพื่อนร่วมโลกที่พวกเขาผูกพัน จนการเกิดการเรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างอิสระ และเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมในสิ่งที่รัก นี่คือเรื่องราวของกลุ่มเด็กนักเรียนโรงเรียน วชิราวุธวิทยาลัย บรรยากาศโรงเรียนของพวกเขาเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมของอาคารอันสวยงามที่อยู่ร่วมกับต้นไม้จำนวนมากอย่างลงตัว จึงทำให้มีนกหลากหลายชนิดเข้ามาอาศัยร่มไม้ของโรงเรียนเพื่อตั้งถิ่นฐาน กลายเป็นพื้นที่ดูนกขนาดย่อมใจกลางกรุง หลังจากทั้งนกและนักเรียนอยู่ร่วมกันจนเกิดความผูกพัน ก็เริ่มมีการจัดกิจกรรรมเพื่อการอนุรักษ์นกในโรงเรียนขึ้น เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ได้จัดงานเปิดตัวหนังสือ “นกในวชิราวุธฯ” อันเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการอนุรักษ์นก วชิราวุธวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์นกในโรงเรียน โดยเฉพาะวงศ์นกแก้วที่มีอยู่ถึง 3 สายพันธุ์ ได้แก่ นกแขกเต้า นกแก้วโม่ง และนกแก้วหัวเพชร ซึ่งจำนวนนกที่อาศัยอยู่โรงเรียน บางส่วนก็มีสถานะที่ใกล้สูญพันธุ์ในประเทศไทย โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยจึงได้กลายเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของพวกมันไปด้วย หนังสือนกในวชิราวุธฯ เป็นหนังสือที่รวบรวมข้อมูลสายพันธุ์นกในโรงเรียนที่มีถึง 66 สายพันธุ์ มุ่งให้ความรู้กับผู้ที่สนใจ และเป็นสื่อที่ปลุกจิตสำนึกแห่งการอนุรักษ์ธรรมชาติให้กับบุคลากรในโรงเรียน และให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สายพันธุ์นกที่ใกล้สูญพันธุ์ในโรงเรียน ในโอกาสเดียวกัน คณะนักเรียนในโครงการอนุรักษ์นกฯ ได้นำผู้เข้าร่วมงานชมนกแก้วฝูงใหญ่ใจกลางกรุงเทพที่กำลังเข้าไปยังแหล่งอาศัยตามต้นไม้ของโรงเรียนในช่วงที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เป็นการเปิดประสบการณ์การดูนกที่หาได้ยากในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เรื่อง กองบรรณาธิการออนไลน์/ดิจิทัล นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ***ภาพและคำบรรยาย เจียรยุทธ์ รัตนศิริกุลเดช  โครงการนักศึกษาฝึกงาน […]

ก่อนหมดสิ้น… สับขาลาย

ก่อนหมดสิ้น… สับขาลาย “หากไม่เปิดเปลือยจะไม่รู้ว่ามีความงามใดซ่อนอยู่ หากไม่สังเกต อาจหลงเข้าใจว่า บุรุษนุ่งเตี่ยวยืนกลางลำธารใสเย็น” ผมเดินทางมาที่อมก๋อย อำเภอริมสุดทางใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ด้วยความเชื่อ จากพื้นราบผ่านเส้นทางคดโค้งหลายสิบยอดดอย หลายสิบหย่อมชุมชนของชาวกะเหรี่ยง 2 กลุ่มใหญ่ที่ตั้งถิ่นฐานมายาวนาน เพื่อหวังทำความเข้าใจในคติความเชื่อและรากทางความคิดต่อศิลปะเฉพาะที่กำลังจะสาบสูญในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ในอดีตทุกชุมชนในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เมื่อบุรุษย่างเข้าสู่วัยฉกรรจ์ ทุกคนล้วนอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดลวดลายโบราณที่มีแบบแผนจากรุ่นสู่รุ่น แต่ต้องแลกมาด้วยความอดทนซึ่งอาจหมายถึงชีวิต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในทุกสิบคนจะมีคนเสียชีวิตสองถึงสามคนเสมอ ถือว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงสำหรับชาวกะเหรี่ยง เป็นความภาคภูมิใจที่จะปรากฏอยู่บนเรือนร่างและคงอยู่ตราบลมหายใจสุดท้ายของชีวิต สิ่งนี้คือความงามและรูปแบบเฉพาะ ถือเป็นตัวแทนของศิลปะบนเรือนร่างของชายชาวกะเหรี่ยง พวกเขาเรียกสิ่งนี้ว่า หมึกขาลายหรือการสับขาลาย คือการสักบริเวณใต้หัวเข่าขึ้นมาจนถึงบริเวณเอวเหนือสะดือ ขาทั้งสองข้างมีกรอบสี่เหลี่ยมหรือกรอบวงกลมเว้นช่องว่างให้เห็นเนื้อหนังบางส่วน ภายในเป็นลวดลายภาพสัตว์ต่าง ๆ หมึกสีดำที่ใช้มีส่วนผสมจากน้ำดีของสัตว์หลายชนิดร่วมกับว่าน ปัจจุบันความภาคภูมิใจเหล่านี้กลายเป็นเพียงสิ่งตกค้างจากวันเวลา ชาวกะเหรี่ยงอายุน้อยกว่า 50 ปีในพื้นที่อำเภออมก๋อย คิดเป็นประชากรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 แทบไม่ปรากฏการสับขาลายอีกเลย เรื่องและภาพถ่าย ชาญพิชิต พงศ์ทองสำราญ รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง จากโครงการประกวดสารคดีภาพ “10 ภาพเล่าเรื่อง” ปี 2016 โดยนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย อ่านเพิ่มเติม รอยสักไทย เส้นสายลายลักษณ์แห่งศรัทธา