สลาลมเที่ยงคืน - National Geographic Thailand

สลาลมเที่ยงคืน

เรื่อง เจเรมี เบอร์ลิน
ภาพถ่าย ออสการ์ เอนันเดอร

ะทำอย่างไรให้ภูเขาเปล่งแสงเรืองรอง  หิมะทอประกายกลางแสงไฟหลากสีสัน แล้วเล่นสกียามค่ำคืนสู่ยอดสูงละลานตาในอีกระดับ

อย่างแรกที่คุณต้องทำคือ  เสาะหาที่ลาดชันซึ่งยังคงความเป็นธรรมชาติบนผาสูงในผืนป่าอันห่างไกลของรัฐบริติชโคลัมเบียและอะแลสกา จากนั้นก็หาวิธีขนเครื่องไม้เครื่องมือหนัก 5,000 กิโลกรัม ได้แก่ หลอดไฟขนาด 4,000 วัตต์ใหญ่เท่าเครื่องซักผ้า พร้อมเครื่องปั่นไฟเพื่อจ่ายไฟฟ้า นั่งร้าน สายไฟและเคเบิล  ขึ้นไปบนยอดเขาสูงกว่า 2,000 เมตร จากนั้นใช้เวลาอีกหลายเดือนไปกับการคำนวณกำลังไฟฟ้าและความกว้างของลำแสงไฟ   รวมถึงน้ำหนักสิ่งของ ปริมาณเชื้อเพลิงที่ต้องใช้  ระยะทาง และลักษณะภูมิประเทศ  อีกทั้งจ้างช่างคุมไฟและช่างเทคนิคฝีมือดี  แล้วเกณฑ์นักกีฬาระดับหัวแถวมาสักกลุ่ม  จับสวมชุดติดหลอดไฟและใส่แบตเตอรี่ไว้ในกระเป๋า คาดแผงหลอดไฟแอลอีดีไว้บนหลัง  เปิดกล้อง แล้วหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี

ช่วงที่เครื่องปั่นไฟไม่ได้ทำงานในบริติชโคลัมเบีย เอนานเดอร์จับภาพเส้นทางของนักสกี เป๊ป ฟูจา โดยใช้เทคนิคเปิดหน้ากล้องเป็นเวลานาน

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่นิก แวกกอนเนอร์และหุ้นส่วนจากสวีตกราสส์โปรดักชันส์ทำในฤดูใบไม้ผลิปี 2014 เมื่องานถ่ายโฆษณาทำให้พวกเขามีเครื่องมือที่จำเป็นเพื่อสร้างฝันที่รอมานานให้เป็นจริง  นั่นคือถ่ายทำการเล่นสกียามค่ำคืนบนภูเขาลูกมหึมา   พวกเขาพร้อมแล้วที่จะทำความฝันให้เป็นจริงโดยได้ช่างภาพสกีชาวสวีเดน ออสการ์ เอนานเดอร์ เป็นมือถ่ายภาพนิ่งระหว่างการถ่ายทำ

“ผมไม่ได้พูดเกินไปหรอกถ้าจะบอกว่างานนี้กดดันสุดๆ” แวกกอนเนอร์บอก  “หลายสิ่งหลายอย่างอาจเกิดผิดพลาดขึ้นมาได้ทุกเมื่อ”

แล้วเรื่องผิดพลาดบางเรื่องก็เกิดขึ้นจริง ๆ  หลังถ่ายทำในอะแลสกาไปได้ 11 วัน  ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว แต่สายพ่วงที่สำคัญช่วงหนึ่งกลับหายไป แวกกอนเนอร์ต้องเกลี้ยกล่อมนักบินเฮลิคอปเตอร์ให้บินไกลถึง 30 กิโลเมตรใต้ท้องฟ้าที่มืดลงเรื่อย ๆ เพื่อเอาสายพ่วงม้วนใหม่มาให้  เขาเล่าว่า “บางครั้งผมถึงกับเอามือกุมขมับ แล้วพูดว่า ‘ตายละจบเห่แน่ๆ นี่เราโง่ถึงขั้นคิดว่าจะทำเรื่องนี้ได้เลยเหรอนี่’”

อีริก ฮจอร์ลิฟสัน แกะแถบกาวไนลอนสำหรับช่วยปีนเขาออกจากสกีก่อนการถ่ายทำในบริติชโคลัมเบีย

เอนานเดอร์เองก็มีเรื่องท้าทาย  เรื่องหนึ่งคือเขาใช้แฟลชไม่ได้ เพราะแสงแฟลชแค่เพียงเสี้ยววินาทีก็รบกวนการถ่ายทำวิดีโอแล้ว จึงเป็นเรื่องยากที่จะได้ภาพคมชัด เขาบอกว่า “อุปสรรคใหญ่ที่สุดของผมคือ ต้องเลิกคิดเรื่องการถ่ายภาพโดยใช้แสงตอนกลางวันไปเลย  แล้วพุ่งความสนใจไปที่การถ่ายภาพตอนกลางคืนแทน”

แล้วความฝันก็กลายเป็นความจริงในที่สุด แวกกอนเนอร์ทิ้งท้ายว่า  “โครงการนี้เป็นสัญลักษณ์ของการกล้าคิดและกล้าทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเป็นได้ เราอยากให้คนเห็นโลกในมุมมองใหม่ๆ ครับ”

เรื่องแนะนำ

รำลึก 20 ปีการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา

รำลึก 20 ปีการสิ้นพระชนม์ของ เจ้าหญิงไดอานา The People’s Princess หรือ “เจ้าหญิงของปวงชน” คือฉายาที่พระองค์ทรงได้รับ ทว่าตลอดพระชนม์ชีพที่สั้นเพียง 36 ปี เจ้าหญิงไดอานาหาได้ทรงมีชีวิตชวนฝันแบบเจ้าหญิงในเทพนิยาย พระองค์ทรงผ่านประสบการณ์เลวร้ายมากมาย ทรงทำผิดพลาดหลายอย่างเฉกเช่นสามัญชนทั่วไป ทว่าท่ามกลางเรื่องอื้อฉาวมากมายที่เกี่ยวข้องกับพระองค์  โลกจะจดจำเจ้าหญิงไดอานาในฐานะพระมารดาผู้อุทิศตนให้รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์อังกฤษถึงสองพระองค์  และเจ้าหญิงผู้ทรงงานการกุศลเพื่อผู้ด้อยโอกาสในสังคม เช่น เด็กกำพร้า เหยื่อกับระเบิดในโลกที่สาม และผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นต้น เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ขอร่วมรำลึกวาระครบ 20 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1997 ด้วยภาพยนตร์สารคดี Diana: In Her Own Words ย้อนหลังไปเมื่อปี 1991 ณ พระราชวังเคนซิงตัน ในกรุงลอนดอน เจ้าหญิงไดอานา ทรงบันทึกเทปสัมภาษณ์ลับชุดหนึ่ง พระองค์ตรัสถึงหลายเรื่องที่ทำให้เราเห็นภาพชีวิตที่หาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของพระองค์ เช่น เมื่อผู้สัมภาษณ์กราบทูลให้ทรงเล่าถึงชีวิตวัยเด็ก พระองค์ทรงตอบว่า “เป็นชีวิตวัยเด็กที่ไม่มีความสุข ข้าพเจ้าจำตอนที่พ่อตบหน้าแม่ ข้าพเจ้าซ่อนอยู่หลังประตู แม่ร้องไห้” การสัมภาษณ์ทำโดยพระสหายสนิทคนหนึ่งในนามของผู้สื่อข่าว […]

รวมภาพถ่าย สงครามเวียดนาม จากนักข่าวหญิงสหรัฐฯ คนแรกที่เสียชีวิตในหน้าที่

ดิกกีย์ แชเพลล์ หนึ่งในนักข่าวสงครามที่กล้าหาญที่สุดในโลก และเป็นสตรีชาวสหรัฐฯ คนแรกที่เสียชีวิตในหน้าที่ใน สงครามเวียดนาม ในช่วงเวลาของเธอ แชเพลล์คือหนึ่งในนักข่าวหญิงที่กล้าหาญที่สุด และแน่นอนว่ามีประสบการณ์สูงที่สุด ใน สงครามเวียดนาม เธอเดินทางไปกับเหล่าทหารเวียดนามและสหรัฐฯ ในที่ซึ่งนักข่าวคนอื่นๆ ไม่กล้าไปเหยียบกรายและยืนยันว่าจะรายงานถึงเรื่องที่เธอเห็นได้กับตาตนเองเท่านั้น กระนั้น เป็นสมรภูมิในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้เป็นความขัดแย้งครั้งสุดท้ายที่นักข่าวสาวเพียงผู้เดียวผู้เดียวที่ได้รับอนุญาตให้กระโดดร่มลงในการยุทธกับเหล่าทหารเพื่อไปรายงานข่าว จากการเธอถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่ลำคอจากกับดักลวดสะดุดของฝ่ายเวียดนามเหนือ และใด้จบชีวิตลงในเฮลิคอปเตอร์อพยพ ทำให้เธอเป็นเหยี่ยวข่าวหญิงชาวสหรัฐฯ คนแรกที่เสียชีวิตในหน้าที่ หลายปีต่อมา นักข่าวคนอื่นรายงานว่าเหล่าพลร่มเวียดนามใต้ยังคงย้อนความถึงหญิงสาวปากกล้าร่างเล็กที่ได้กระโดดร่มกับพวกเขา สตรีผู้มีชื่อเดิมว่าจอร์เจ็ตต์ เมเออร์ ขายบทความแรกชื่อว่า “เหตุที่เราอยากบิน (Why We Want to Fly)” ให้กับนิตยสาร U.S. Air Service เมื่ออายุได้ 14 ปี และได้เข้าเรียนในเอ็มไอที (MIT) พร้อมกับนักศึกษาหญิงคนอื่นอีกหกคนเมื่อเธออายุ 16 ปี อีกหกปีถัดมา เธอได้แต่งงานกับโทนี แชเพลล์ ช่างภาพของกองทัพเรือผู้มีอายุ 40 ปี และเป็นผู้ที่กลายเป็นคู่หูรายงานข่าวของเธอในเวลาไม่นาน “จงแน่ใจว่าคุณจะได้เป็นผู้หญิงคนแรกในที่ไหนสักแห่ง” บรรณาธิการผู้หนึ่งในนิวยอร์กให้คำแนะนำต่อเธอเมื่อครั้งเธอเพิ่งเริ่มอาชีพผู้รายงานข่าว เเชเพลล์ทำสิ่งนี้สำเร็จในปี 1942 เมื่อเธอได้เป็นหนึ่งในผู้หญิงคนแรกซึ่งทางกองทัพให้การรับรองในฐานะนักข่าว […]

สุดยอดภาพถ่ายยามค่ำคืนอันสว่างไสว

แต่ละสถานที่ดูแตกต่างกันในเวลากลางคืน ทันทีที่อาทิตย์อัสดง สิ่งมหัศจรรย์ที่ซ่อนตัวไว้ในเวลากลางวันก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นแสงสีของเมืองที่จอแจหรือดวงดาราเหนือภูมิทัศน์อันห่างไกล ก็มักจะมีภาพใหม่ๆให้สำรวจเสมอ ช่างภาพมุ่งหน้าออกไปในยามค่ำคืนเพื่อมองดูสถานที่เดิมจากมุมมองที่ต่างออกไป   อ่านเพิ่มเติม : เหินฟ้าาา! ชมสุดยอดภาพถ่ายการกระโดดของเหล่าสรรพสัตว์, โลกของคาวบอยเป็นอย่างไร? ชมภาพเก่าอายุเกือบ 100 ปี

ประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายที่ชุมชนเมงตาสุและโมงติสุ เมืองมัณฑะเลย์ : ร่องรอยเชลย ไทยสมัยอยุธยา

เรื่องและภาพ นภัทร อุทัยฉาย (รางวัลชมเชยโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) ชุมนเมงตาสุและโมงติสุตั้งอยู่เลียบคลองชะเวตะชอง ทางทิศใต้ของตัวเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของเมียนมาระบุว่า บริเวณนี้เคยเป็นหนึ่งในถิ่นฐานของเชลยสงครามจากกรุงศรีอยุธยาและเชียงใหม่ซึ่งถูกกวาดต้อนมาเมื่อครั้งเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2310  เชลยศึกที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนี้เป็นชนชั้นสูงฝ่ายชายและข้าราชบริพาร ได้จัดงานประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายตามแบบวัฒนธรรมของตนเองมาตั้งแต่รัชกาลของพระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่า และสืบทอดต่อกันมาจวบจนปัจจุบัน  ทุกปีประเพณีก่อเจดีย์ทรายจะจัดขึ้นในช่วงวันขึ้นปีใหม่ (13 เมษายน) ในวันแรกของเทศกาล ชาวบ้านจะรื้อพระเจดีย์ทรายองค์เดิมที่สร้างเมื่อปีก่อน  วันที่สองจะช่วยกันนำทรายมาสร้างเจดีย์ที่สูงราวสามเมตรขึ้นใหม่ให้เสร็จภายในหนึ่งวัน  แล้วพักหนึ่งวัน ก่อนนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธี สวดมนต์ ถวายภัตตาหาร และจัดงานเฉลิมฉลองกันอย่างครื้นเครงในวันรุ่งขึ้น  ต่อมาเดือนพฤษภาคม ในช่วงวันวิสาขบูชา จะมีงานก่อพระเจดีย์ทรายขึ้นอีกครั้งที่ชุมชนโมงติสุ ซึ่งห่างจากชุมชนเมงตาสุไปทางทิศเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร  งานทั้งสองแม้จะคล้ายคลึง แต่ก็มีความแตกต่าง  แม้ทุกวันนี้แทบไม่มีชาวชุมชนคนใดที่มีเทือกเถาเหล่ากอชาวโยเดียอย่างชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขารู้และเข้าใจดี คือ “เตโปงเซตี” และประเพณีก่อพระเจดีย์ทราย อันไม่ใช่ธรรมเนียมของชาวเมียนมาทั่วไป และเป็นวิถีของบรรพชนที่ต้องดำรงรักษาให้คงอยู่สืบไป