ศึกษาภาพสามมิติของ วนอุทยานถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน โดยจิสด้า - National Geographic

ศึกษาภาพสามมิติของถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน โดยจิสด้า

ศึกษาภาพสามมิติของ วนอุทยานถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน โดยจิสด้า

ภาพที่คุณผู้อ่านได้เห็นนี้ เป็นแบบจำลองของ วนอุทยานถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลของภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง มาประมวลผลรวมกับข้อมูลด้านอื่นๆ เช่น ข้อมูลชั้นความสูงของพื้นที่ และข้อมูลด้านภูมิศาตร์สารสนเทศ จากนั้นนำมาแสดงผลเป็นภาพ 3 มิติที่สามารถเห็นมุมมองได้รอบ เพื่อช่วยให้ข้อมูลในภาพรวมของพื้นที่นั้นๆ มากขึ้นโดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า (GISTDA) เรียกเทคโนโลยีนี้ว่า “ภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูงที่ผ่านกระบวนการภาพ 3 มิติ” ซึ่งให้ความละเอียดจนสามารถมองเห็นวัตถุที่มีขนาด 50 x 50 เซนติเมตรได้

คุณศิริลักษณ์ พฤกษ์ปิติกุล รักษาการผู้อำนวยการสำนักประยุกต์และบริการภูมิสารสนเทศ เล่าให้ฟังว่า การนำภาพนี้ไปใช้งานจริงจะมีสองลักษณะ หนึ่งคือการพรินต์แผนที่ออกมาในหลายมุมมอง เพื่อนำไปใช้งานในพื้นที่จริงซึ่งอินเตอร์เน็ตเข้าถึงได้ยาก สองนำข้อมูลที่ได้มาทำเป็นแบบจำลองที่สามารถหมุนดูได้รอบ เพื่อใช้ในการประเมินหาจุดที่ต้องการสำรวจ “กองบัญชาการสามารถซูมดูได้ว่า จะหาช่องทางเข้าถ้ำเพิ่มบริเวณจุดไหน” คุณศิริลักษณ์ยกตัวอย่างว่า ภาพ 3 มิตินี้จะมีส่วนช่วยในภารกิจค้นหา 13 ชีวิตที่ยังคงติดอยู่ในถ้ำได้อย่างไร

ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน

“อุปสรรคอย่างหนึ่งคือทางจิสด้าเองไม่คุ้นเคยกับพื้นที่ แต่ใช้การวิเคราะห์รวบรวม ดังนั้นแล้วข้อมูลนี้จึงเป็นตัวช่วยในภารกิจสำรวจเท่านั้น” คุณศิริลักษณ์กล่าว พร้อมเสริมว่า ด้วยความที่พื้นที่เป็นป่าทึบ ดังนั้นยังคงต้องพึ่งพาการสำรวจภาคพื้นเป็นหลัก “เหมือนมองภาพรวม แล้วประเมินว่าจุดนี้ หรือจุดนี้น่าจะเข้าได้” ทั้งนี้ภาพถ่ายดาวเทียมของวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ถูกบันทึกไว้เมื่อหลายปีก่อน แต่ยังคงนำมาใช้งานได้เนื่องจากสภาพภูมิประเทศยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมาก (ขณะนี้อยู่ในฤดูฝน มีเมฆมากจึงไม่สามารถถ่ายภาพของ ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จากดาวเทียมใหม่ได้)

ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน

 

เทคโนโลยีดาวเทียมในปัจจุบัน

นอกเหนือจากการมีส่วนช่วยภารกิจสำรวจแล้ว เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมของจิสด้ายังสามารถใช้ในการสำรวจพื้นที่เกษตรที่รุกล้ำ, สำรวจพื้นที่ป่า ไปจนถึงแนวชายฝั่งที่ถูกกัดเซาะได้อีกด้วย โดยขึ้นอยู่กับกรณีว่าต้องใช้ภาพถ่ายความละเอียดสูงมากน้อยแค่ไหน

ในช่วงหลายปีมานี้ เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมีส่วนช่วยอย่างมากในการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ ตลอดจนชาวบ้านท้องถิ่น คุณศิริลักษณ์ยกตัวอย่างกรณีของหมอกควันที่เกิดขึ้นในภาคเหนือ เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมช่วยตรวจจับ และแจ้งข้อมูลไปยังชาวบ้านเพื่อลดปัญหาได้ ตลอดจนใช้เพื่อประโยชน์ทางการเกษตรเพื่อตรวจสอบว่าแปลงผลผลิตนั้นๆ มีภาพรวมเป็นอย่างไร หรือใช้ในการตรวจสอบแปลงข้าวที่กำลังจะถูกน้ำท่วม เพื่อช่วยให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทัน ทั้งนี้ยังคงต้องพึ่งพาข้อมูลอื่นๆ มาประกอบ เนื่องจากภาพถ่ายจากดาวเทียมเป็นเพียงแค่การมองภาพรวมทั้งหมดเท่านั้น

ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน

ทว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาแบบก้าวกระโดดก็ไม่ต่างจากดาบสองคม ในหลายประเทศมีความกังวลว่าความคมชัดรายละเอียดสูงของภาพถ่ายดาวเทียมอาจนำไปสู่การรุกล้ำ หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เมื่อประชาชนสามารถถูกจับตามองได้อยู่ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน คุณศิริลักษณ์อธิบายว่า โดยมาตรฐานแล้วทั้งในต่างประเทศและบ้านเราดาวเทียมที่ให้ข้อมูลในระดับสูงมักถูกใช้เพื่องานทางการทหารเพียงอย่างเดียว อีกทั้งในการถ่ายภาพจะมีหน่วยงานกำหนดกฎระเบียบ และพื้นที่ต้องห้าม เพื่อปกป้องสิทธิส่วนบุคคล เช่น พื้นที่ที่มีการสู้รบ หรือบริเวณพระราชวัง ประกอบกับในการถ่ายภาพแต่ละครั้งต้องมีการควบคุมโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อป้องกันไม่ให้สิทธิส่วนบุคคลถูกละเมิดด้วยเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วนี้ จึงไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะสามารถนำเทคโนโลยีดาวเทียมไปใช้จับตา สอดส่อง โดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม

ขอบคุณข้อมูลจาก

GISTDA 

คุณศิริลักษณ์ พฤกษ์ปิติกุล รักษาการผู้อำนวยการสำนักประยุกต์และบริการภูมิสารสนเทศ

และ ภาคภูมิ เหล่าตระกูล นักสื่อสารองค์กร สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ

 

 

อ่านเพิ่มเติม

โลกไซเบอร์ : เมื่อเราถูกจับตามองมากขึ้นเรื่อยๆ

เรื่องแนะนำ

ภาพเปลือยโมนาลิซาอาจเป็นผลงานของ ดา วินชี เอง

ภาพเปลือยโมนาลิซาอาจเป็นผลงานของ ดา วินชี เอง โดย คริสตินา นูเนช ภาพวาดด้วยดินสอที่เป็นที่รู้จักในฐานะ “ภาพเปลือยของโมนาลิซา” ถูกเชื่อกันมาอย่างยาวนานว่าเป็นผลงานของหนึ่งในลูกศิษย์ของ ลีโอนาร์โด ดา วินซี แต่ผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงปารีสชี้ว่าผลงานชิ้นนี้อาจเป็นผลงานของดา วินชีเอง เป็นการยากที่จะมองข้ามจุดคล้ายคลึงกันของผู้หญิงที่โด่งดังที่สุดในผลงานของดา วินชี เมื่อศตวรรษที่ 16 กับผู้หญิงในภาพเขียน “โมนนา แวนนา” (Monna Vanna) ภาพสเก๊ตช์ที่ถูกเก็บอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Condé ทางตอนเหนือของกรุงปารีส ตั้งแต่ปี 1862 รอยยิ้มไม่เต็มที่เหนือคางที่ได้รูป ตลอดจนองศาของการวางมือก็เหมือนกันพอดิบพอดี ความคล้ายคลึงดังกล่าวดึงดูดความสนใจของบรรดานักวิจัยในการหาคำตอบของผลงานชิ้นนี้ ที่มีแผนจะจัดแสดงภายในนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ Condé ในปี 2019 นี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 500 ปี นับตั้งแต่ศิลปินเอกชาวอิตาลีแห่งยุคเรเนซองส์เสียชีวิตลง ภาพเขียนถูกสร้างสรรค์ขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับ “โมนาลิซา” ในช่วงที่ดา วินชี ยังมีชีวิต และตัวกระดาษเองก็ถูกผลิตขึ้นในอิตาลี รายงานจาก Mathieu Deldicque รองผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ Condé ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 […]

ไขปริศนาเลือดข้นคนจาง “ยาจีน” ลึกลับในถ้วยคือ?

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้คนในหลายวัฒนธรรมรู้จักนำประโยชน์ของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับเลือด หรือฤทธิ์ระบาย มาใช้เพื่อกำจัดเด็กที่พวกเขาไม่ต้องการให้เกิดมา

กลุ่มดาวคนคู่ (Gemini) หรือดาวฝาแฝด

กลุ่มดาวคนคู่ (Gemini) เป็น 1 ใน 88 กลุ่มดาวสากล (Constellations) ของโลก และเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มดาวจักรราศี (Zodiac) บนซีกฟ้าเหนือ หรือที่เรารู้จักกันในนามของ “กลุ่มดาวราศีเมถุน” ครอบคลุมพื้นที่ราว 514 ตารางองศาหรือมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 30 ของกลุ่มดาวสากลทั้งหมด กลุ่มดาวคนคู่ยังเป็นกลุ่มดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดกลุ่มหนึ่งในน่านฟ้าโลก โดยสามารถพบเห็นได้ตั้งแต่ในช่วงฤดูหนาวไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิของฝั่งซีกโลกเหนือ หรือระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนพฤษภาคม ขณะที่บนท้องฟ้าฝั่งซีกโลกใต้สามารถพบเห็นกลุ่มดาวคนคู่ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน อ่านเพิ่มเติมเรื่อง การศึกษากลุ่มดาว นอกจากนี้ กลุ่มดาวคนคู่ยังเป็น 1 ใน 48 กลุ่มดาวดั้งเดิมที่ถูกจารึกอยู่ในบันทึกของปโตเลมี (Ptolemy) ในช่วงศตวรรษที่สอง เช่นเดียวกับกลุ่มดาวแมงป่อง (Scorpius) ซึ่งถูกทำการสำรวจมาตั้งแต่ในยุคอารยธรรมแรกเริ่มของมนุษยชาติ เป็นกลุ่มดาวที่ถูกบันทึกอยู่ในคัมภีร์ฤคเวท หรือ “พระเวท” ของอินเดียเมื่อราว 3,500 ปีก่อน โดยทั้งในอารยธรรมตะวันออกและตะวันตก ผู้คนเรียกขานกลุ่มดาวกลุ่มนี้ว่า “ดาวฝาแฝด” (Twins) องค์ประกอบของกลุ่มดาวคนคู่ กลุ่มดาวคนคู่ ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์สุกสว่างหลายสิบดวง เรียงตัวกันจนมีลักษณะคล้ายมนุษย์สองคนจับมือกัน โดยมี “ดาวพอลลักซ์” (Pollux) และ […]

การควบแน่น (Condensation)

การควบแน่น (Condensation) คือกระบวนการหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสถานะทางกายภาพของสสาร เป็นกระบวนการที่สสารเปลี่ยนจากสถานะก๊าซเป็นของเหลว การควบแน่นยังเป็นกระบวนการที่สำคัญยิ่งในวัฏจักรน้ำ (Water Cycle) ซึ่งก่อให้เกิดเมฆและฝนในชั้นบรรยากาศโลก รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนำน้ำกลับลงสู่พื้นดินอีกครั้ง ในวัฏจักรน้ำ การควบแน่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงสถานะจากไอน้ำ (Vapor) เป็นน้ำในสถานะของเหลวเนื่องจากการเย็นตัวลงหรือสูญเสียพลังงานความร้อนส่งผลให้อนุภาคในองค์ประกอบของไอน้ำหรือสสารในสถานะของก๊าซเคลื่อนที่ได้ช้าลงเกิดแรงดึงดูดหรือแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมากขึ้นจนเกิดเป็นหยดน้ำ การควบแน่นจึงถือเป็นกระบวนการตรงกันข้ามกับ “การระเหย” (Vaporization) หรือกระบวนการการเปลี่ยนสถานะของสสารจากของเหลวไปเป็นก๊าซ การควบแน่นสามารถเกิดขึ้นได้จากอากาศเย็นลงจนถึงจุดน้ำค้าง(Dew Point) และเมื่ออากาศอิ่มตัว(Saturated) จากการสะสมไอน้ำในปริมาณมากจนไม่สามารถกักไอน้ำไว้ได้อีกการควบแน่นจึงก่อให้เกิดการก่อตัวของเมฆและฝนในชั้นบรรยากาศโลก รวมถึงหมอกบนพื้นดินอีกด้วย จุดน้ำค้าง (Dew Point) จุดน้ำค้างหมายถึงจุดของอุณหภูมิที่ก่อให้เกิดการกลั่นตัวของไอน้ำ เนื่องจากในอากาศมีไอน้ำปริมาณมากและอุณหภูมิของอากาศลดต่ำลง จึงก่อให้เกิดการกลั่นตัวของหยดน้ำหรือน้ำค้างตามธรรมชาติ การก่อตัวของหยดน้ำจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ละอองน้ำที่เกาะตามหน้าต่างรถยนต์ และสนามหญ้าในช่วงเช้ามืด นอกจากนี้ จุดน้ำค้างยังเป็นตัวตรวจวัดความชื้นหรือ “ความชื้นสัมพัทธ์” (Relative Humidity) ในอากาศที่มีประสิทธิภาพ เมื่อจุดน้ำค้างมีค่าสูงแสดงว่าในอากาศมีไอน้ำปริมาณมาก แต่เมื่ออุณหภูมิ ณ จุดน้ำค้างมีค่าเท่ากันกับอุณหภูมิของอากาศ แสดงให้เห็นว่าในขณะนั้น อากาศอิ่มตัวจากไอน้ำในปริมาณมาก ส่งผลให้ความชื้นสัมพัทธ์มีค่าสูงสุด (100 เปอร์เซ็นต์) การอิ่มตัว (Saturation) และการเกิดเมฆ เมฆ (Cloud) เป็นการรวมตัวกันของหยดน้ำปริมาณมากในชั้นบรรยากาศโลกจากโมเลกุลของไอน้ำที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในอากาศ เมื่อเกิดการรวมตัวกันของไอน้ำปริมาณมาก จะสะสมจนเกิดเป็นก้อนเมฆ […]