NGT x SaySci Ep.6 “ มหัศจรรย์ของ ความหนาแน่น ” - National Geographic

NGT x SaySci Ep.6 “มหัศจรรย์ของความหนาแน่น”

NGT x SaySci Ep.6 “มหัศจรรย์ของ ความหนาแน่น ”

หลายๆ คนคงเคยเห็นคลิปวิดีโอที่มีการนำของเหลวหลายชนิดมาเทรวมกันในแก้วน้ำหรือหลอดทดลอง แล้วปรากฏเป็นชั้นของเหลวหลากสีสัน ความลับของการแสดงนึ้คือ“ความหนาแน่น”

ความหนาแน่น เป็นคุณสมบัติหนึ่งของสสารทุกชนิดบนโลกนี้ และสามารถพบได้ในทุกสถานะของสสาร ทั้งของแข็ง ของเหลว และแก๊ส มนุษย์เรารู้จักใช้หลักการข้อนี้มาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต เช่น การสร้างเรือ บอลลูน หรือแม้แต่ของเล่นวัยเด็ก อย่างลูกโป่งสวรรค์ โดยมีหลักการคือทำให้ความหนาแน่นของวัตถุนั้นๆ มีความหนาแน่นน้อยลง เช่น ลูกโป่งสวรรค์ที่บรรจุแก๊สฮีเลียมเข้าไป ทำให้บรรากาศภายในลูกโป่งมีความหนาแน่นน้อยกว่าอากาศภายนอก จึงส่งผลให้ลูกโป่งสวรรค์ลอยขึ้นไปได้

(ผงซักฟอกขจัดคราบสกปรกได้อย่างไร? วิทยาศาสตร์มีคำตอบ)

ในอีกแง่หนึ่ง ของเหลวที่เปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง เช่น น้ำแข็ง ก็มีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ เราทุกคนคงเคยเห็นน้ำแข็งที่ส่วนใหญ่ลอยอยู่ที่ผิวน้ำ เนื่องจากเมื่อน้ำเปล่าเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำแข็ง ความหนาแน่นภายในน้ำแข็งจึงน้อยกว่าน้ำเปล่านั่นเอง แล้วความหนาแน่นสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำอย่างไร? ลองพิจารณาดูนะครับ ถ้าหากน้ำแข็งจมลงใต้ท้องทะเลสาบ หรือท้องน้ำ หรือเกิดกระบวนการเป็นน้ำแข็งจากด้านล่างขึ้นด้านบน สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ตามหน้าดิน และแหวกว่ายอยู่ในน้ำ คงไม่วายโดนแช่แข็งกันหมดแน่

ถ้าอยากทำตามการทดลองนี้ แนะนำว่าให้ลองใช้ของเหลวที่หาได้ใกล้ตัวมาทดลองทำกันดูนะครับ ถ้าน้องๆ หนูๆ คนไหนอยากลองทำการทดลองนี้ แนะนำว่าควรอยู่ภายในการดูแลของผู้ปกครองด้วยนะครับ

 

อ่านเพิ่มเติม

NGT x SaySci Ep.5 “ผ้ายับกลับมาเรียบสวย”

เรื่องแนะนำ

วันโชคดีของงูในท้อง

เมื่องูที่ถูกเขมือบซึ่งเกือบจะหายเข้าไปในท้องของงูอีกตัว เอาชีวิตรอดออกมาได้อย่างคาดไม่ถึง เรื่อง  คริสตินา นูเนซ 29 พฤษภาคม  2017: ฉากที่เกิดขึ้นข้างถนนในรัฐเทกซัสกลายเป็นเหตุการณ์ “บิ๊กเซอร์ไพรส์” สำหรับคริสโตเฟอร์ เรโนลด์สและภรรยา งูขนาดเขื่องตัวหนึ่ง (ยังไม่ทราบชนิดแน่ชัด) ซุกตัวอยู่ใต้ร่มไม้โดยมีอะไรบางอย่างโผล่ออกมาจากปาก ไม่นานหลังจากเรโนลด์สเริ่มใช้กล้องบันทึกภาพ เจ้างูตัวนั้นก็เริ่มขย้อนงูอีกตัวหนึ่งออกมา และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ เจ้างูที่ถูกกินยังมีชีวิตอยู่เสียด้วย เรย์โนลด์สสันนิษฐานว่า การปรากฏตัวและจับจ้องของมนุษย์อาจทำให้เจ้างูสีดำเกิดความเครียดจนยอมสละอาหารมื้อนี้และล่าถอยไป เขาพูดทีเล่นทีจริงว่า นี่คงเป็น “วันโชคดีแบบสุดๆ” ของเจ้างูที่เป็นเหยื่อ แม้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า งูทั้งสองชนิดในภาพคืองูอะไร แต่พฤติกรรมลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นและมีผู้บันทึกภาพไว้หลายครั้ง  เช่น งูเหลือมในอินเดียขย้อนแอนทิโลปทั้งตัวออกมา (ชมวิดีโอเพิ่มเติมได้ที่ Watch a Python Devour, Then Regurgitate, an Antelope) เรย์โนลด์สอาจพูดถูกที่ว่า การปรากฏตัวของเขาทำให้งูนักล่าตัวนี้ยอมสละอาหารมื้อใหญ่ เคนนีย์ คริสโก ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลื้อยคลานและผู้จัดการด้านสัตว์จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฟลอริดา ซึ่งเคยให้ความเห็นกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เกี่ยวกับคลิปงูเหลือมขย้อนแอนทิโลปเมื่อปีที่แล้ว  บอกว่า พฤติกรรมลักษณะนี้ของงูถือเป็นกลไกป้องกันตนเอง (defense mechanism) งูเป็นสัตว์ที่ไม่เคี้ยวอาหาร พวกมันจึงต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการย่อยอาหารที่กลืนกินเข้าไป ทว่าในหลายกรณี […]

ซาลโมเนลลา เชื้อแบคทีเรียที่มากับอาหาร

จากกระแสข่าวในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา กรณีพบผู้ป่วยในตำบลหนองปรือ อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ที่รับประทานขนมจีบจากแม่ค้าเร่ แล้วเกิดอาการติดเชื้อในทางเดินอาหารหลายสิบราย โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 1 คน เป็นหญิงอายุ 66 ปี ด้านนายประกิจ วงค์ประเสริฐ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า หลังส่งตัวอย่างขนมจีบไปตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า ผลตรวจ เบื้องต้นจากผู้ป่วยในจำนวนดังกล่าว บางส่วนพบว่ามีเชื้อแบคทีเรียชนิด ซาลโมเนลลา (Salmonella) ซึ่งทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยตามที่ปรากฏในข่าว ซาลโมเนลลา (Salmonella) ค้นพบโดย แดเนียล เอลเมอร์ แซลมอน (ชื่อซาลโมเนลลา มาจากนามสกุลผู้ค้นพบ) เป็นแบคทีเรียที่มีลักษณะรูปท่อน เคลื่อนที่โดยใช้แฟลเจลลา (flagella) เจริญได้ดีที่อุณหภูมิปานกลาง (mesophilic bacteria) และเจริญได้ในอุณหภูมิร่างกายของมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่น อุณหภูมิต่ำสุดที่เจริญได้คือ 5.2 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิสูงสุดที่เคยมีรายงานการเจริญเติบโตคือ 54 องศาเซลเซียส เจริญได้ทั้งภาวะที่มีอากาศและไม่มีอากาศ จึงพบได้ในอาหารที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์สุญญากาศ (vacuum packaging) เชื้อซาลโมเนลลาสามารถทนความร้อนแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิด สายพันธุ์ และปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น อุณหภูมิ และความชื้น […]

สารอาหารที่ให้พลังงาน แก่ร่างกาย

นักโภชนาการมักจะแนะนำให้เรารับประทานอาหารที่มีความหลากหลาย เพื่อร่างกายจะได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน แล้ว “อาหารและสารอาหาร” แตกต่างกันอย่างไร อาหาร หมายถึง สิ่งที่รับประทานเข้าสู่ร่างกายแล้วไม่เป็นโทษต่อร่างกายและมีประโยชน์ โดยทำให้ร่างกายดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข และให้พลังงานแก่ร่างกาย ซึ่งพลังงานเหล่านี้นำมาใช้ในการดำเนินกิจกรรมและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย สารอาหาร คือ สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบในอาหารที่เรารับประทานเข้าไป มีมากมายหลายชนิด การจำแนกสารอาหารตามหลักโภชนาการจะพิจารณาจากปริมาณของสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารนั้นๆ มากที่สุดเป็นหลัก ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 5 หมู่ ดังนี้ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ โลกของเรามีพลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของโลก มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานเคมีได้โตยตรง แต่เราได้รับจากการรับประทาน สารอาหารที่ให้พลังงาน แก่ร่างกาย เช่น ข้าว มีกระบวนสังเคราะห์แสงได้ผลผผลิตออกมาเป็นเมล็ดข้าว เมื่อมนุษย์รับประทานข้าวจึงได้รับพลังงานที่เก็บสะสมอยู่ในนั้นๆ เพราะฉะนั้นอาหารที่มนุษย์บริโภคทุกวันจึงเป็นแหล่งพลังานให้กับร่างกาย และพลังงานเหล่านั้นก็ช่วยเสริมสร้างให้กิจกรรมต่างๆ ในร่างกายดำเนินต่อไปอย่างเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม อาหารที่เรารับประทานเข้าไปมีสารอาหารประกอบอยู่มากมาย เมื่อรับประทานเข้าไปจะถูกเผาผลาญให้เกิดเป็นพลังงานและความร้อนเพื่อนำไปใช้ควบคุมการทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย เช่น การเดิน การวิ่ง การยืน การนอน การหายใจ เป็นต้น ซึ่งหากแบ่งสารอาหารโดยใช้เกณฑ์การให้พลังงานของสารอาหาร จะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1. […]