NGT x SaySci Ep.12 “ความหมายของวันหมดอายุ” - National Geographic Thailand

NGT x SaySci Ep.12 “ความหมายของวันหมดอายุ”

NGT x SaySci Ep.12 “ความหมายของวันหมดอายุ”

ควรบริโภคก่อน, ผลิตเมื่อ, หมดอายุ ผู้บริโภคหลายคนคงคุ้นเคยกับคำที่ปรากฏอยู่บนผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านี้ แต่โดยแท้จริงแล้ววันที่เหล่านั้นสำคัญอย่างไร?

จุดเริ่มต้นของการระบุวันหมดอายุบนผลิตภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นราวปี 1970 เมื่อซูเปอร์มาร์เก็ตในสหรัฐอเมริกา นำผลิตภัณฑ์ที่ได้จากฟาร์มหรือโรงผลิตเข้ามาขายในร้าน จึงมีการกำหนดวันที่เฉพาะขึ้น เพื่อให้ทางซูเปอร์มาร์เก็ตเปลี่ยนสินค้าที่วางจำหน่ายหน้าร้านให้มีความสดใหม่เสมอ และจากนั้นก็มีการออกกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามมาจนถึงปัจจุบัน

จริงๆ แล้วไม่มีใครสามารถควบคุมวันหมดอายุได้ ดังนั้นจึงมีการกำหนดคำที่ใช้ระบุบรรจุภัณฑ์อาหารแตกต่างกัน ซึ่งวันที่เหล่านั้นชี้ถึงคุณภาพของอาหาร ไม่ใช่ความปลอดภัยของอาหาร ตัวอย่างเช่น

ควรจำหน่ายก่อน … ใช้ระบุวันที่จำหน่ายเพื่อแนะนำให้ซูเปอร์มาร์เก็ตเปลี่ยนสินค้าชิ้นนั้นบนชั้นวางขาย

ควรบริโภคก่อน … แนะนำผู้ซื้อว่าควรบริโภคอาหารนั้นก่อนวันที่ระบุ เพื่อรสชาติและกลิ่นที่มีคุณภาพ

วันหมดอายุ … วันที่ระบุหลังคำนี้เป็นวันที่แนะนำว่าผู้ซื้อควรรับประทานอาหารในบรรจุภัณฑ์ให้หมดก่อนวันที่ระบุ

สังเกตว่าคำอธิบายข้างต้น ไม่ได้บ่งบอกว่าอาหารที่เราซื้อมานั้นปลอดภัยทั้งหมด ในการรับรองคุณภาพอาหารจึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบด้านอื่นๆ ก่อนที่สินค้าจะถึงมือผู้บริโภค เช่น ปริมาณเชื้อก่อโรค ขั้นตอนการผลิต และความปลอดภัยของอาหารระหว่างการขนส่ง

(เหตุใดหลังทานช็อกโกแลตจึงรู้สึกมีความสุข?)

ในปัจจุบัน อาหารที่เรารับประทานมีความหลากหลายเพิ่มขึ้น และมีวิธีการถนอมอาหารที่แตกต่างกัน เช่น อาหารพร้อมทาน อาหารแช่แข็ง หรือแม้แต่อาหารสด ประชาชนส่วนใหญ่ที่เจ็บป่วยจากการทานอาหารมักเกิดจากเชื้อก่อโรคที่ปนเปื้อนอยู่ เชื้อก่อโรคที่สำคัญ ได้แก่ ซาลโมเนลลา, โนโรไวรัส, เอสเชอริเชีย โคไล, ลิสเทอเรีย, และคลอสตริเดียม เพอร์ฟรินเจ็นส์ ซึ่งส่วนใหญ่จะก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการท้องร่วง อาเจียน หรือเวียนศีรษะ ดังนั้น เราจึงควรใส่ใจเรื่องสุขภาวะของการรับประทานอาหาร และรักษาความสะอาดของตัวเราเอง และภาชนะให้ดี เพราะเชื้อก่อโรคเหล่านี้พบได้ทั่วไปในสภาพแวดล้อมที่เราอยู่อาศัย

โดยสรุปแล้ว หากเราพิจารณาซื้ออาหารจากซูเปอร์มาร์เก็ตมารับประทาน เราก็ควรสังเกตทั้งวันหมดอายุ และคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ให้ดี ถ้าพบว่ากลิ่น สี และรชาติ ต่างไปจากที่ควรจะเป็น ก็ไม่ควรรับประทานอาหารเหล่านั้น และไม่ควรทิ้งอาหารไว้ค้างคืน โดยไม่เก็บใส่ภาชนะให้มิดชิด ไม่เช่นนั้นแล้ว เชื้อก่อโรคทั้งหลายเตรียมจะลงไปอยู่ในอาหารของคุณ

 

อ่านเพิ่มเติม

NGT x SaySci Ep.11 “ไขมันทรานส์ วายร้ายที่แฝงอยู่ในอาหาร”

เรื่องแนะนำ

การควบแน่น (Condensation)

การควบแน่น (Condensation) คือกระบวนการหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสถานะทางกายภาพของสสาร เป็นกระบวนการที่สสารเปลี่ยนจากสถานะก๊าซเป็นของเหลว การควบแน่นยังเป็นกระบวนการที่สำคัญยิ่งในวัฏจักรน้ำ (Water Cycle) ซึ่งก่อให้เกิดเมฆและฝนในชั้นบรรยากาศโลก รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนำน้ำกลับลงสู่พื้นดินอีกครั้ง ในวัฏจักรน้ำ การควบแน่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงสถานะจากไอน้ำ (Vapor) เป็นน้ำในสถานะของเหลวเนื่องจากการเย็นตัวลงหรือสูญเสียพลังงานความร้อนส่งผลให้อนุภาคในองค์ประกอบของไอน้ำหรือสสารในสถานะของก๊าซเคลื่อนที่ได้ช้าลงเกิดแรงดึงดูดหรือแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมากขึ้นจนเกิดเป็นหยดน้ำ การควบแน่นจึงถือเป็นกระบวนการตรงกันข้ามกับ “การระเหย” (Vaporization) หรือกระบวนการการเปลี่ยนสถานะของสสารจากของเหลวไปเป็นก๊าซ การควบแน่นสามารถเกิดขึ้นได้จากอากาศเย็นลงจนถึงจุดน้ำค้าง(Dew Point) และเมื่ออากาศอิ่มตัว(Saturated) จากการสะสมไอน้ำในปริมาณมากจนไม่สามารถกักไอน้ำไว้ได้อีกการควบแน่นจึงก่อให้เกิดการก่อตัวของเมฆและฝนในชั้นบรรยากาศโลก รวมถึงหมอกบนพื้นดินอีกด้วย จุดน้ำค้าง (Dew Point) จุดน้ำค้างหมายถึงจุดของอุณหภูมิที่ก่อให้เกิดการกลั่นตัวของไอน้ำ เนื่องจากในอากาศมีไอน้ำปริมาณมากและอุณหภูมิของอากาศลดต่ำลง จึงก่อให้เกิดการกลั่นตัวของหยดน้ำหรือน้ำค้างตามธรรมชาติ การก่อตัวของหยดน้ำจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ละอองน้ำที่เกาะตามหน้าต่างรถยนต์ และสนามหญ้าในช่วงเช้ามืด นอกจากนี้ จุดน้ำค้างยังเป็นตัวตรวจวัดความชื้นหรือ “ความชื้นสัมพัทธ์” (Relative Humidity) ในอากาศที่มีประสิทธิภาพ เมื่อจุดน้ำค้างมีค่าสูงแสดงว่าในอากาศมีไอน้ำปริมาณมาก แต่เมื่ออุณหภูมิ ณ จุดน้ำค้างมีค่าเท่ากันกับอุณหภูมิของอากาศ แสดงให้เห็นว่าในขณะนั้น อากาศอิ่มตัวจากไอน้ำในปริมาณมาก ส่งผลให้ความชื้นสัมพัทธ์มีค่าสูงสุด (100 เปอร์เซ็นต์) การอิ่มตัว (Saturation) และการเกิดเมฆ เมฆ (Cloud) เป็นการรวมตัวกันของหยดน้ำปริมาณมากในชั้นบรรยากาศโลกจากโมเลกุลของไอน้ำที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในอากาศ เมื่อเกิดการรวมตัวกันของไอน้ำปริมาณมาก จะสะสมจนเกิดเป็นก้อนเมฆ […]

สิ่งมีชีวิตนอกโลก : มีใครอยู่ข้างนอกนั่นไหม

สิ่งมีชีวิตนอกโลก : มีใครอยู่ข้างนอก (อีก) บ้างไหม : นักวิทยาศาสตร์บอกว่า เราควรเลิกถามได้แล้วว่า  มีชีวิตอยู่นอกโลกหรือไม่ เพราะเป็นไปได้มากว่ามีอยู่แน่ เราควรถามว่า จะหามันพบได้อย่างไรต่างหาก ต่อไปนี้คือบางวิธีที่เราค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก และพยายามหาทางติดต่อด้วย

ปะการังฟอกขาว (Coral Bleaching)

การเกิด ปะการังฟอกขาว เป็นเหตุให้ระบบนิเวศในมหาสมุทรเสียสมดุล และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อาหาร ปะการังฟอกขาว (Coral Bleaching) คือ ภาวะการสูญเสียสาหร่ายขนาดเล็กที่ชื่อว่า “ซูแซนเทลลี” (Zooxanthellae) ที่อาศัยอยู่ภายในเนื้อเยื่อของปะการังอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะแวดล้อมของมหาสมุทร เช่น อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มขึ้น ความเค็มของน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง หรือมลพิษต่างๆ ส่งผลให้ปะการังเหลือเพียงโครงสร้างหินปูนสีขาว กลายเป็นที่มาของปรากฏการณ์ “ปะการังฟอกขาว” ที่พบได้ในมหาสมุทรทั่วโลก ณ ขณะนี้ ปะการังและสาหร่ายซูแซนเทลลี ความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพากันและกัน ปะการัง (Coral) เป็นสัตว์ทะเลไม่มีกระดูกสันหลัง (Marine invertebrate) มีสารประกอบหินปูนเป็นโครงร่างแข็ง ซึ่งทำหน้าที่รองรับเนื้อเยื่อรูปทรงคล้ายกระบอกขนาดเล็ก มีหนวดโบกสะบัดบริเวณปลายกระบอก เพื่อดักจับแพลงก์ตอน (Plankton) เป็นอาหาร นอกเหนือจากอาหารที่หาได้ด้วยตนเองแล้ว ปะการังยังได้รับสารอาหารส่วนหนึ่งจากสาหร่ายขนาดเล็กจำนวนมากที่อาศัยอยู่ภายในเนื้อเยื่อของปะการัง ซึ่งเป็นสาหร่ายเซลล์เดียว (Unicellular algae) ที่สร้างอาหารจากการสังเคราะห์แสง และอาศัยอยู่ร่วมกับปะการังในลักษณะ “พึ่งพาอาศัยกัน” (Mutualism) สาหร่ายซูแซนเทลลียังมีหน้าที่ช่วยเร่งกระบวนการสร้างหินปูน รวมถึงการสร้างสีสันอันหลากหลายให้แก่ตัวปะการังอีกด้วย เพราะโดยปกติแล้ว ปะการังมีเพียงเนื้อเยื่อใสที่ไม่มีองค์ประกอบเม็ดสี (Pigment) สวยงามใดๆ แต่เนื่องจากสาหร่ายซูแซนเทลลีเข้ามาอยู่อาศัย ทำให้เกิดสีสันมากมายบนปะการัง ทั้งสีแดง สีส้ม สีเขียว […]

ก่อนจะถึงพื้นโลก…สถานีอวกาศเทียนกง 1

ร่วมติดตามการตกของสถานีอวกาศเทียนกง 1 สถานีอวกาศสัญชาติจีนที่หมดอายุการใช้งานและกำลังดิ่งลงเข้าใกล้วงโคจรโลกมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่มั่นใจว่าเทียนกง 1 จะตกลง ณ จุดใดของโลก