10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ คลื่นสึนามิ จากเหตุภูเขาไฟอานักกรากาตัวระเบิด

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ คลื่นสึนามิ จากเหตุภูเขาไฟอานักกรากาตัวระเบิด  

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ คลื่นสึนามิ

จากเหตุภูเขาไฟอานักกรากาตัวระเบิด

1. คลื่นสึนามิ ที่ถาโถมสู่ชายฝั่งเกาะสุมาตราและเกาะชวา เมื่อคืนวันที่ 22 ธันวาคม ก่อนเวลา 21.30 น. เล็กน้อยตามเวลาในท้องถิ่น เกิดขึ้นโดยปราศจากคำเตือนใดๆ ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังคงพุ่งสูงขึ้น (ตัวเลขล่าสุดจากสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตสูงเกิน 400 คน บาดเจ็บกว่า 1,400 คน) ยังไม่รวมถึงความเสียหายของบ้านเรือนและทรัพย์สินต่างๆ

2. เหตุผลเบื้องหลังการปราศจากคำเตือนใดๆ ถึง คลื่นสึนามิในครั้งนี้ คือที่มาของคลื่นมรณะที่อยู่เหนือความคาดหมาย สึนามิในครั้งนี้แตกต่างจากเหตุการณ์ในอดีตที่สาเหตุส่วนใหญ่มาจากแผ่นดินไหว  เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าสึนามิครั้งล่าสุดนี้เกิดจากการพังทลายของภูเขาไฟนอกชายฝั่ง

คลื่นสึนามิ
ธารลาวาไหลลงมาตามเชิงภูเขาไฟอานักกรากาตัว (“บุตรแห่งกรากาตัว”) ระหว่างการปะทุครั้งหนึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคม ภาพนี้ถ่ายจากเกาะซึ่งอยู่ใกล้กัน (ภาพถ่าย: El Ghazali/Barcroft Media/Getty)

3. อสุรกายทางธรณีวิทยาที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้คือ ภูเขาไฟอานักกรากาตัว (Anak Krakatau) ที่คุกรุ่นและปะทุต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน ปีนี้ แม้รายละเอียดต่างๆ ของลำดับเหตุการณ์ที่นำไปสู่การเกิดคลื่นสึนามิ ยังคงออกมาอย่างต่อเนื่อง หลักฐานส่วนใหญ่เท่าที่ปรากฏชี้ไปยังแผ่นดินถล่ม (landslide) ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมภูเขาไฟ ภาพถ่ายจากดาวเทียม Sentinel-1 ขององค์การอวกาศยุโรปชี้ว่า ชิ้นส่วนขนาดมหึมาจากเชิงด้านตะวันตกของภูเขาไฟเลื่อนไหลลงสู่มหาสมุทร

4. เหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ Mika Mckinnon นักธรณีฟิสิกส์ชี้ว่า “ภูเขาไฟก็เหมือนชั้นหินที่ติดกาวอยู่ด้วยกันอย่างหลวมๆ ทุกครั้งที่เกิดการปะทุ ชั้นหินเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนตัวลงสู่เบื้องล่าง” การที่ชิ้นส่วนขนาดใหญ่จะเคลื่อนตัวลงมาไม่ใช่เรื่องยาก และหากมีขนาดใหญ่พอ ย่อมสามารถส่งคลื่นขนาดมหึมาเข้าสู่ชายฝั่งได้โดยแทบไม่มีการเตือนล่วงหน้า

คลื่นสึนามิ
ภูเขาไฟอานักกรากาตัว (Anak Krakatau แปลว่า บุตรแห่งกรากาตัว) แวดล้อมไปด้วยกลุ่มเกาะขนาดเล็กในช่องแคบซุนดา ระหว่างเกาะชวาและเกาะสุมาตรา (ภาพถ่าย: Gallo Images/Orbital Horizon/Copernicus Sentinel Data 2018)

5. คลื่นสึนามิส่วนใหญ่เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกทั้งในแนวดิ่ง (เช่น เหตุการณ์สึนามิครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เมื่อปี 2004 หรือ 14 ปีก่อนในมหาสมุทรอินเดีย และแนวราบ (เช่น สึนามิเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาบนเกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซีย  นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากการแตกตัวของภูเขาน้ำแข็ง แผ่นดินถล่ม และภูเขาไฟระเบิด

6. ภูเขาไฟอานักกรากาตัวซึ่งตั้งอยู่ในช่องแคบซุนดาระหว่างเกาะสุมาตราและเกาะชวา คือผลิตผลของภูเขาไฟในตำนานนามว่า ภูเขาไฟกรากาตัว (Krakatoa หรือ Krakatau) ที่ระเบิดเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1883 และได้รับการบันทึกว่า อาจเป็นการระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ในครั้งนั้น คลื่นสึนามิสูง 41 เมตรคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 30,000 คน และอีกหลายพันคนตายจากเถ้าถ่านภูเขาไฟ ว่ากันว่าแรงระเบิดครั้งนั้นมีอานุภาพมากกว่าระเบิดปรมาณูที่ทิ้งลงเหนือเมืองฮิโรชิมาเมื่อปี 1945 ถึง 13,000 เท่า เสียงระเบิดได้ยินไปไกลหลายร้อยกิโลเมตร อุณหภูมิของโลกลดลงมากกว่าหนึ่งองศาเซลเซียสในปีถัดมา เกาะซึ่งเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟถึงกับอันตรธานไป และในปี 1927 เกาะแห่งใหม่ชื่อ อานักกรากาตัว ซึ่งแปลว่า “บุตรแห่งกรากราตัว” ก็ก่อตัวขึ้น

คลื่นสึนามิ
ชาวบ้านในท้องถิ่นค้นหาท่ามกลางเศษซากปรักหลังสึนามิถล่มจังหวัด Lampung ในอินโดนีเซีย เมื่อวันที่  23 ธันวาคมที่ผ่านมา บ้านเรือนหลายร้อยหลังพังทลาย ขณะที่มีรายงานว่าชาวบ้านในท้องถิ่นหลายสิบคนเสียชีวิต (ภาพถ่าย: RIAU Images/Barcroft Media/Getty)

7. ต้นกำเนิดของคลื่นสึนามิที่มาจากเหตุภูเขาไฟระเบิดในครั้งนี้สร้างความงุนงงและประหลาดใจให้แม้แต่กับผู้เชี่ยวชาญ แตกต่างจากสึนามิที่เกิดจากแผ่นดินไหวซึ่งสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ในระดับหนึ่ง อันที่จริง นักวิจัยสามารถตรวจจับเสียงครืนครั่นความถี่ต่ำได้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เกิดสึนามิ  ซึ่งให้เบาะแสว่าแผ่นดินถล่มน่าจะเป็นสาเหตุของสึนามิ นักวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มศึกษาสัญญาณความถี่ต่ำเหล่านี้ได้ไม่นาน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมภูเขาไฟ เช่น การเคลื่อนตัวของหินหนืดหรือแมกมาใต้ดิน การถล่มของคูหาภูเขาไฟ หรือแม้แต่การแตกตัวของภูเขาน้ำแข็งและแผ่นดินถล่มใต้ทะเล เป็นต้น

8. Andreas Schäffer นักวิจัยหลังปริญญาเอกที่ Karlsruhe Institute of Technology ทำการจำลองเหตุการณ์เพื่อวิเคราะห์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอาศัยข้อมูล อาทิ เวลาที่คลื่นมาถึงฝั่ง และลักษณะภูมิประเทศของภูมิภาคแถบนั้น ความเร็วของคลื่นกำหนดจากความลึกของน้ำ ขณะที่ความสูงของคลื่นเกี่ยวข้องกับการเลื่อนไหลของแผ่นดิน เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบกันในแบบจำลอง Schäffer พบว่า แผ่นดินถล่มนั้นเกิดขึ้นในแนวตะวันออกเฉียงใต้หรือตะวันตกเฉียงใต้ และคลื่นใช้เวลาเดินทางระหว่าง 30-35 นาทีจนถึงฝั่ง จนถึงตอนนี้ ข้อมูลที่ยืนยันได้ชี้ว่า คลื่นกระทบฝั่งจุดแรก ณ Marina Jambu บนเกาะชวา

คลื่นสึนามิ
ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นความเสียหายในเขต Carita เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม หลังสึนามิพัดถล่ม (ภาพถ่าย: Azwar Ipank/AFP/Getty

9. “บุตรแห่งกรากาตัว” หรือภูเขาไฟอานักกรากาตัว คุกรุ่นมาต่อเนื่องยาวนาน โดยครั้งหลังสุดส่งพวยควันและเถ้าถ่านภูเขาไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นเวลานานถึงหกเดือน ย้อนหลังไปเมื่อปี 2012 นักวิจัยจำลองเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเชิงภูเขาไฟด้านตะวันตกเกิดถล่มทลาย พวกเขาสรุปว่า สึนามิที่เกิดตามมาอาจมีความสูงได้ถึง 20-30 เมตรและอาจถาโถมขึ้นฝั่งในเวลาเพียงไม่กี่นาที แม้ความเสี่ยงในการเกิดสึนามิจากภูเขาไฟลูกนี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถทำนายหรือบอกได้ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อใดและรุนแรงเพียงใด

10. แม้นักวิทยาศาสตร์จะสามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ในอดีตเพื่อจำลองเหตุการณ์ในอนาคต แต่การจะทำนายหรือเตือนภัยสึนามิที่เกิดจากเหตุภูเขาไฟระเบิดหรือแผ่นดินถล่มในท้องถิ่นยังแทบเป็นไปไม่ได้ โศกนาฏกรรมที่เกิดจากคลื่นสึนามิรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งเมื่อปี 2004 หรือ 14 ปีก่อนนำไปสู่การศึกษาและการนำระบบเตือนภัยสึนามิที่เกิดจากแผ่นดินไหวมาใช้อย่างกว้างขวางในภูมิภาค ทว่าเหตุการณ์ล่าสุดในครั้งนี้ และเหตุ “สึนามิเหนือความคาดหมาย” อีกครั้งเมื่อเดือนกันยายนใกล้เมืองปาลู ก็ตอกย้ำถึงความจำเป็นที่เราต้องศึกษาวิจัยเพิ่มเติม โดยเฉพาะในกรณีของสึนามิที่เกิดจากกิจกรรมภูเขาไฟซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

 


อ่านเพิ่มเติม

10 อันดับสึนามิร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

เรื่องแนะนำ

สิ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่าง ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ กับ เชื้อโควิด-19

ตลอดหนึ่งปีที่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ความรู้ความเข้าใจของเราเกี่ยวกับการตอบสนองของ ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ต่อไวรัสโคโรนาก็พุ่งสูงขึ้น แต่คำถามเพิ่มเติมคือภูมิคุ้มกันจะอยู่ได้นานเพียงใด โลกในปี 2020 มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากกว่า 80 ล้านคนและเสียชีวิตไปแล้วกว่า 1.7 ล้านคน แม้จะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่นักวิทยาศาสตร์ก็มีความก้าวหน้าอย่างมากเกี่ยวกับการทำความเข้าใจกับความลับอย่างหนึ่งของการแพร่ระบาด คือ ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ เหตุใดบางคนจึงฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในขณะที่คนอื่น ๆ มีอาการรุนแรงของไวรัสโคโรนา การศึกษาในปี 2020 แสดงให้เห็นว่าในหลาย ๆ กรณีร่างกายของเราตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและต่อเชื้อซาร์ส-โควี-2 แต่สำหรับบางคนที่มีอาการรุนแรงอาจทำให้ร่างกายทรุดลงมากกว่าที่จะช่วยเหลือได้ ความเข้าใจพื้นฐานของเราเกี่ยวกับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อไวรัสโคโรนาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติมว่า ภูมิคุ้มกันในร่างกายอยู่ในนานเพียงใด โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความกังวลว่า การกลายพันธุ์ของซาร์ส-โควี-2 อาจพัฒนาความแข็งแรงจนต้านทานภูมิคุ้มกันของเราได้ นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนให้กับบุคคลที่มีความเสี่ยงจำนวนมาก ยังเป็นเรื่องความซับซ้อนของการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันมนุษย์ ซึ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นที่ต้องทำความเข้าใจ เรื่องดี ร่างกายของเราพัฒนาภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตลอดชีวิต เช่น ไวรัสตับอักเสบเอ หรือโรคหัด ในขณะที่เชื้อเอชไอวีสามารถต้านทานภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่ “โชคดีที่ซาร์ส-โควี-2 มีลักษณะใกล้เคียงกับไวรัสตับอักเสบเอ” แอนเดรีย ค็อกซ์ นักภูมิคุ้มกันไวรัสวิทยา จากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ กล่าวและเสริมว่า “แม้ไม่ใช่ไวรัสที่รักษาง่ายที่สุด แต่อย่างน้อยมันไม่ได้ใกล้เคียงกับเอชไอวี” ในเดือนมิถุนายน นักวิจัยแสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกว่า ผู้ป่วยที่ฟื้นตัวแล้วไม่เพียงแต่สร้างแอนติบอดีที่จำเพาะต่อโคโรนาไวรัสเท่านั้น แต่ยังสร้างโปรตีนจำเพาะที่มีความสามารถเข้าทำลายเชื้อรุกรานได้ […]

โคอาลากินใบยูคาลิปตัสได้อย่างไร? โดยไม่ได้รับสารพิษ

ทีมนักวิจัยชั้นนำจากทั่วโลกร่วมกันวิเคราะห์ลำดับจีโนมของโคอาลา เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพ และอนุรักษ์ประชากรของพวกมันไว้

ไฉน ชันสูตร จึงสำคัญ

ไฉน ชันสูตร จึงสำคัญ เรื่องและภาพ ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก ข่าวคราวการเสียชีวิตเป็นเรื่องเศร้า แม้ว่าความตายจะเป็นสัจธรรมที่เราทุกคนต้องพบเจอ แต่ถ้าเป็นคุณเองจะสามารถทำใจและใช้ชีวิตต่อไปในวันข้างหน้าได้อย่างไร หากคนที่คุณรักจากโลกใบนี้ไปแบบไม่ทราบสาเหตุ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา ความตายกลายเป็นหัวข้อหลักของการสนทนาและการติดตามในสังคมไทย ความตายของ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน ภาพความเจ็บปวดของครอบครัวผู้เสียชีวิตถูกเผยแพร่ผ่านโทรทัศน์และโลกออนไลน์ The Perspective พาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับกระบวนการ ชันสูตรศพ ศาสตร์ที่ว่านี้ย้อนอายุได้ไกลเป็นพันปี และในปัจจุบันกระบวนการชันสูตรพัฒนาไปไกลจากเดิมมาก การ ชันสูตร มีความสำคัญอย่างไร? มีขั้นตอนอะไรบ้าง? ต้องขอขอบคุณความสงสัยใคร่รู้ของมนุษย์ที่นำพาไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ความตายเองก็เช่นกัน จริงที่ว่าคนตายไม่อาจฟื้นคืนกลับมาได้ แต่องค์ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ สามารถพาเราย้อนเวลากลับไปเพื่อหาคำตอบของปริศนาที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจคนซึ่งยังมีชีวิตอยู่ ช่วยให้พวกเขาหมดข้อกังขา และก้าวเดินต่อไปได้ ชันสูตรศพนี้มีมาช้านาน ย้อนกลับไปในอดีต กระบวนการผ่าศพไม่ได้มีขึ้นเพื่อช่วยไขคดีปริศนาความตายเช่นในปัจจุบัน แต่ศาสตร์ดังกล่าวมีขึ้นเพื่อช่วยให้แพทย์ได้ศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของร่างกายได้มากขึ้น องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกายวิภาคศาสตร์และกระบวนการผ่าศพนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ในสมัยอียิปต์ หรือหลายพันปีก่อนคริสตกาลเลยทีเดียว เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าวิทยาการที่โด่งดังของชาวอียิปต์นั่นคือการทำมัมมี่ หรือการดองศพตามความเชื่อของพวกเขา ดังนั้นแล้วการผ่าศพเพื่อความรู้จึงมีส่วนสนับสนุนให้การทำมัมมี่ของพวกเขานั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากนั้นศาสตร์ที่ว่าด้วยการผ่าศพก็ถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาหยุดชะงักในยุคกลาง เมื่อศาสนจักรครองอำนาจ การผ่าศพถูกมองว่าเป็นบาป เนื่องจากศาสนาคริสต์มีความเชื่อเกี่ยวกับโลกหลังความตาย ว่าทุกคนจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในวันพิพากษาดังนั้นในทรรศนะของพวกเขาแล้ว การผ่าศพจึงเป็นการทำลายร่างกายซึ่งเป็นของขวัญจากพระเจ้า และอาจปิดโอกาสที่คนๆ นั้นจะได้ไปอยู่กับพระเจ้า […]