มนุษย์จะมีลูกบนดาวอังคารได้ไหม มันอาจยากกว่าที่คุณคิด - Page 2 of 2 - National Geographic Thailand

มนุษย์จะมีลูกบนดาวอังคารได้ไหม มันอาจยากกว่าที่คุณคิด

 

แต่เมื่อเร็วๆ นี้ งานวิจัยนำโดยชาวญี่ปุ่นได้ค้นพบว่า อสุจิแห้งของหนูเมาส์ที่แช่แข็งสามารถผลิตตัวอ่อนหลังจากใช้เวลา 9 เดือนในอวกาศ งานวิจัยยังแสดงให้เห็นอีกว่า จิ้งหรีด พยาธิตัวกลม และแมลงหวี่สามารถสืบพันธุ์ได้ในอวกาศ และปลาซิวข้าวสารญี่ปุ่นได้ผสมพันธุ์และออกลูกในขณะที่เดินทางอยู่ในอวกาศกับกระสวยอวกาศโคลัมเบีย

ในขณะเดียวกัน ไข่ซาลาแมนเดอร์จากชนิด Pleurodeles waltl ที่ปฏิสนธิบนสถานีอวกาศเมียร์ ได้ผลิตเอมบริโอที่พัฒนาไปเป็นตัวอ่อน ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น การทดลองกับเม่นทะเลก็ให้ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน การปฏิสนธิสามารถเกิดขึ้นได้ แม้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำส่งผลต่อการเคลี่อนที่ของอสุจิอย่างชัดเจน และไข่นกกระทาที่ถูกเก็บไว้ในเครื่องฟักไข่บนสถานีอวกาศเมียร์ ก็ล้มเหลวที่จะเจริญเติบโตอย่างปกติเช่นเดียวกัน

ชีวิตบนดาวอังคาร
ภาพถ่ายสถานีอวกาศโดย นาซ่า

เมื่อนำการทดลองเหล่านี้และอื่นๆ รวมเข้าด้วยกันก็ยังไม่สามารถสร้างภาพที่มีประสิทธิภาพในการอธิบายผลกระทบที่การบินในอวกาศมีต่อการสืบพันธุ์ได้เลย

“ถ้าคุณเอาการสืบพันธุ์มาแบ่งเป็นส่วนๆแล้วละก็ มันยังไม่มีแผนการทางวิทยาศาสตร์ไหนเลยที่เอื้อกับการศึกษาผลกระทบที่สภาพแวดล้อมในอวกาศมีผลต่อแต่ละขั้นตอนของการสืบพันธุ์” เลห์นฮาร์ดท์ กล่าว “การรับรู้ว่ามันเป็นไปได้ก็เรื่องหนึ่ง ส่วนการรับรู้ว่ามันสามารถทำได้อย่างปลอดภัยและได้รับผลลัพธ์ที่ดีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

“งานวิจัยเกือบทุกชิ้นชี้ให้เห็นว่า ในห้วงอวกาศนั้น ไม่ว่าสิ่งต่างๆ จะไม่มีผลออกมาอย่างที่หวังหรือออกมาไม่ดีเท่าที่ต้องการ ถ้าหากจะเดินหน้าต่อไปแล้วละก็ เราจำเป็นจะต้องมีการศึกษาที่ดีกว่า ใหญ่กว่า และ การศึกษาในมนุษย์ด้วย ” เจมส์ โนเดลอร์ แห่งคลินิกสุขภาพทางเพศฮูสตัน ผู้ตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างแรงโน้มถ่วงและการเจริญของเอมบริโอ กล่าว

(เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับดาวอังคารได้ผ่านวิดีโอนี้)

 

เรื่องของหนูและมนุษย์

ด้วยความพยายามที่จะจัดการกับความกังวลที่เกี่ยวพันการตั้งถิ่นที่อยู่บนดาวอังคารของมนุษย์ในระยะยาว ทีมที่มีฐานตั้งต้นอยู่ที่ศูนย์วิจัยแลงลีย์ของนาซ่า ได้ออกแบบการทดลองที่อนุญาตให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาผลกระทบที่สภาพแรงโน้มถ่วงต่ำมีต่อการสืบพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในระยะยาว

ตามที่คิดไว้ การทดลองจะนำหนูเมาส์กลุ่มหนึ่งไปไว้ในวงโคจรของดวงจันทร์ ขังไว้ในที่อาศัยหมุนได้ที่สามารถสังเกตการณ์และทำงานได้เกือบสมบูรณ์อย่างอัตโนมัติ โดยมีกล้อง 600 ตัว และ อุปกรณ์ดูแลสัตว์ที่สามารถสั่งการได้จากระยะไกล

การทดลองดังกล่าวมีชื่อว่า MICEHAB (Multigenerational Independent Colony for Extraterrestrial Habitation, Autonomy and Behavior health) โดยจะศึกษาหนูเมาส์สามรุ่นต่อปีเพื่อหาผลกระทบจากการเดินทางบนอวกาศและสภาพแรงโน้มถ่วงต่ำ และติดตามอัตราการเกิดและสุขภาพโดยรวมของพวกมันปีละครั้ง เพื่อที่นักวิทยาศาสตร์จะได้นำตัวอย่างจากการทดลองมาเก็บไว้เท่าที่จำเป็น

(ตัวอ่อนของหนูเจริญเติบโตอย่างไร ศึกษาได้จากวิดีโอนี้)

“แต่ตอนนี้ไม่มีสัญญาณใดบ่งบอกเลยว่าจะเริ่มการทดลอง MICEHAB ในเร็ววันนี้ และถึงแม้นักวิทยาศาสตร์จะกังวลว่างานทดลองนี้อาจไม่ได้ช่วยตอบคำถามใดๆเกี่ยวกับมนุษย์ที่เราอยากรู้ เนื่องด้วยการสืบพันธุ์ของมนุษย์นั้นแตกต่างอย่างชัดเจนจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น” โนเดลอร์ นักวิทยาต่อมไร้ท่อด้านการสืบพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนลียีช่วยสืบพันธุ์ กล่าว

 

จริยธรรมและการเจริญของตัวอ่อน

แต่เราจะต้องตัดสินใจเลือกทำการทดลองโดยคำนึงถึงเป้าหมายหลัก และดูด้วยว่าเราคิดนอกกรอบของการสืบพันธุ์โดยปกติไปหรือไม่ รวมไปถึงพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีช่วยสำหรับการผลิตมนุษย์ดาวอังคารรุ่นแรกออกมา

“หรือบทสรุปของเราจะได้จากการทดลองด้วยการส่งชายหญิงคู่หนึ่งขึ้นไปบนอวกาศ แล้วมาดูสิว่า ถ้ามีเพศสัมพันธุ์กันแล้วจะมีลูกได้หรือไม่ หรือจะทดลองด้วยการนำเอาเอมบริโอทั้งหมดที่ถูกแช่แข็งจากโลกขึ้นไปบนดาวอังคารแล้วละลายมัน” เขาตั้งคำถาม

ชีวิตบนดาวอังคาร
ภายถ่ายโดย Greg Dale

ถึงแม้การทดลองแรกว่าด้วยการส่งมนุษย์ขึ้นไป ตามหลักการแล้วจะเป็นเรื่องง่าย และถึงแม้การศึกษาผลกระทบที่สภาพแวดล้อมในอวกาศมีต่อเอมบริโอมนุษย์จะยาก แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะสำเร็จ ทว่าสุดท้าย อุปสรรคด้านคุณธรรมและจริยธรรมก็อาจขัดขวางเราเอาไว้

ยกตัวอย่างเช่น นักวิทยาศาสตร์สามารถส่งเซลล์สืบพันธุ์มนุษย์ทั้งเพศผู้และเพศเมียขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ  และลองทำการปฏิสนธิในหลอดแก้วดูว่าจะใช้งานได้หรือไม่  และค่อยเปรียบเทียบจำนวนเอมบริโอที่เจริญบนอวกาศเปรียบกับชุดควบคุมที่อยู่บนโลก

นักวิทยาศาสตร์ยังสามารถส่งเอมบริโอที่มีการปฏิสนธิแล้วขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติและสังเกตผลกระทบที่สภาพแวดล้อมในอวกาศมีผลต่อการเจริญเติบโต การทำลายดีเอ็นเอ และการซ่อมแซม โดยสามารถทำได้ถ้าเป็นเอมบริโอที่มีการเจริญอย่างผิดปกติ ซึ่งอาจตัดอุปสรรคด้านจริยธรรมไปได้บ้าง แต่การทดสอบที่แท้จริงคือการสังเกตผลกระทบที่การบินในอวกาศมีต่อเอมบริโอที่สามารถพัฒนาต่อได้

(เรียนรู้เกี่ยวกับเอมบริโอกันให้มากขึ้นผ่านวิดีโอนี้)

“ลองปล่อยให้เอมบริโอแข็งตัวอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติสักหกเดือนหรือสักปี แล้วค่อยนำกลับลงมายังโลกและดูว่า จะสามารถทำให้มีชีวิตได้ไหม ซึ่งเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะได้รับการยอมรับ แต่ ณ จุดหนึ่ง เราอาจต้องลงมือทำ” โนเดลอร์ กล่าวและเน้นอีกว่า “เรามีเอมบริโอที่ถูกทิ้งหลายพันตัวที่คนไข้อนุญาตให้เรานำไปใช้ในงานวิจัยวิทยาศาสตร์ได้ แต่ปัญหาก็คือ การที่จะมีใครสักคนที่ยอมให้เราใช้พวกเขาในการทำวิจัยต่างหาก”

เลห์นฮาร์ดต์ เห็นด้วยว่าเป็นเรื่องยากในการที่จะศึกษาการสืบพันธุ์ของมนุษย์ในอวกาศ โดยปราศจากการศึกษามนุษย์จริงๆ และนั่นแปลว่าเราจะต้องกล้าที่จะจัดการกับอุปสรรคที่ไม่ใช่แค่ในแง่วิทยาศาสตร์ แต่ในแง่ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของจริยธรรมโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“อุปสรรคทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมนั้นไม่มีวันหายไปไหนหรอก” เขาพูด “ดังนั้น สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือเผชิญหน้ากับมันในขณะที่เราต้องทำงานกับอะไรแบบนี้ในอนาคตข้างหน้า”

 


อ่านเพิ่มเติม

จำลองการใช้ชีวิตบนดาวอังคาร

เรื่องแนะนำ

โครงสร้างโครโมโซม (Chromosome Structure)

โครงสร้างโครโมโซม ในสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิต ทั้งพืช สัตว์ รวมมนุษย์ ล้วนประกอบขึ้นจากเซลล์ (Cell) จำนวนมาก ซึ่งภายในเซลล์แต่ละเซลล์มีองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง คือ นิวเคลียส (Nucleus) ศูนย์กลางที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเซลล์และเป็นแหล่งบรรจุสารพันธุกรรมที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “ดีเอ็นเอ” (DNA) ซึ่งต่อเรียงกันเป็น โครงสร้างโครโมโซม ดีเอ็นเอ (DNA) หรือ  กรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก (Deoxyribonucleic Acid) เป็นหน่วยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการกำหนดลักษณะและการแสดงออกของสิ่งมีชีวิต ประกอบขึ้นจากโมเลกุลของน้ำตาล (Deoxyribose) หมู่ฟอสเฟต (Phosphate) และโมเลกุลเบส (Nitrogenous Base) 4 ชนิด ได้แก่ อะดีนีน (Adenine : A) ไซโตซีน (Cytosine : C) กวานีน (Guanine : G) และไทมีน (Thymine : T) เรียงต่อกันเป็นสายยาวที่เรียกว่า “นิวคลีโอไทด์” (Nucleotide) อ่านเพิ่มเติม […]

วาฬเพชฌฆาตปะทะวาฬสีน้ำเงิน

ฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันโจมตีสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พวกมันคงไม่ได้กำลังล่าเหยื่อ เรื่อง ซาราห์ กิบเบ็นส์ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่เมืองมอนเตเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน (drone) บันทึกภาพฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันเข้าโจมตีวาฬสีน้ำเงิน วาฬออร์กาเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งคือ วาฬเพชฌฆาต อาหารของพวกมันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล เช่น โลมา และแมวน้ำ แต่ในกรณีนี้ ผู้ล่าที่น่าเกรงขามคงไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อกรกับวาฬสีน้ำเงินตัวเต็มวัย ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลก จากข้อมูลที่เคยบันทึกไว้ วาฬสีน้ำเงินมีความยาวลำตัวได้ถึงหนึ่งร้อยฟุต และหนักกว่า 200 ตัน จากภาพที่บันทึกได้ วาฬสีน้ำเงินสบัดตัวไปทางด้านข้างอย่างแรง คล้ายกับเป็นการสร้างกำแพงน้ำ และว่ายออกไปอย่างรวดเร็วให้พ้นวิถีของวาฬออร์กา แนนซี แบล็ก นักชีววิทยาทางทะเล กล่าว เธอบันทึกภาพเหตุการณ์นี้ได้จากดาดฟ้าเรือชมวาฬ เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการโจมตี “พวกมันอาจจะกำลังหยอกเล่นเฉยๆ ค่ะ” แบล็กกล่าว “วาฬออร์กาแหย่วาฬสีน้ำเงิน เหมือนอย่างที่แมวเล่นกับเหยื่อของมัน วาฬชนิดนี้มีนิสัยขี้เล่นและชอบเข้าสังคม” แบล็กดำเนินธุรกิจนำชมวาฬในชื่อ Monterey Bay Whale Watch ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เธอเฝ้าสังเกตวาฬออร์กาและสัตว์ชนิดอื่นๆ ในกลุ่มคีตาเชียน (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล) แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าวาฬออร์กา […]

พบฟอสซิลมนุษย์นอกทวีปแอฟริกาที่เก่าแก่ที่สุด

ทีมนักวิจัยวิเคราะห์รูปทรงของขากรรไกรและฟันอย่างละเอียดเพื่อหาว่าฟอสซิลที่ค้นพบนี้เป็นของมนุษย์สายพันธุ์ใหม่หรือมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลกันแน่ พวกเขาตรวจสอบเนื้อฟัน, เคลือบฟัน ไปจนถึงตะกอนที่ติดมากับฟอสซิลกราม และก้อนหินที่ถูกพบในบริเวณใกล้เคียงกับฟอสซิลด้วย ผลการวิเคราะห์พบว่าฟอสซิลชิ้นนี้น่าจะมีอายุราว 177,000 – 194,000 ปี รายงานจาก Israel Hershkovitz นักบรรพมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ ช่วงอายุนี้แสดงให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์ของสายพันธุ์มนุษย์เรานั้นเกิดขึ้นมานานกว่าที่เคยคาดคิดกันไว้ “เรื่องราวการเดินเท้าออกจากแอฟริกาของเรา มีความซับซ้อนมากกว่าเดิม” Jean-Jacques Hublin นักมานุษยวิทยาจากสถาบัน Max Planck หัวหน้าทีมขุดค้นในถ้ำจีเบล เออร์ฮาวด์ เมื่อปี 2017 ให้ความเห็น ณ ตอนนี้ยังคงไม่เป็นที่ชัดเจนว่าการอพยพครั้งแรกเริ่มสุดของมนุษย์สายพันธุ์โฮโมเซเปียนส์ที่เริ่มเดินเท้าเข้าสู่ทวีปยูเรเซียนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด และพวกเขาผ่านสถานที่ไหนมาแล้วบ้าง นับแสนปีมาแล้วที่ “ประชากรมนุษย์ในแอฟริกาทยอยเดินทางไปยังภูมิภาคทางตะวันตกของเอเชีย” Hublin กล่าว การอพยพของพวกเขาอาจเกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ในตอนนั้นทุ่งหญ้าที่เขียวขจีของทะเลทรายซาฮาราทางตอนเหนือของแอฟริกาน่าจะดึงดูดใจบรรพบรุษของเรา อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจของการค้นพบครั้งนี้คือ เครื่องมือเครื่องใช้ ที่พบใกล้กับฟอสซิล รายงานจาก Julia Galway-Witham นักบรรพมานุษยวิทยาจากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ในกรุงลอนดอน เครื่องมือที่พวกเขาพบคือเครื่องมือหินที่ซับซ้อนที่เรียกว่า เทคนิคแบบเลอวัลลัว (Levallois technique) คือการกะเทาะหินให้เครื่องมือที่ใหญ่โตเทอะทะพกพาได้สะดวก ซึ่งต้องใช้แรงกายและสมองมากขึ้นในการประดิษฐ์เครื่องมือดังกล่าว (ชมการเดินทางของพอล ซาโลเพก จากโปรเจค […]