โรคระบาด จะจบลงได้อย่างไร

คำตอบที่ว่า โรคระบาด จะจบลงได้อย่างไร ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งอาจเป็นภาวะที่สำคัญในธรรมชาติของวิกฤตบนโลก

หลังจากผ่านช่วงเวลาหลายเดือนที่สถานการณ์เริ่มดีขึ้น แต่ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มมากขึ้นทำให้แสงแห่งความหวังปลายอุโมงค์ที่จะได้เห็นการสิ้นสุดของ โรคระบาด นี้กลับมาริบหรี่อีกครั้ง

ในช่วงเดือนพฤษภาคม จำนวนผู้ติดเชื้อทั้งในสหรัฐฯ บางส่วนในยุโรป และตะวันออกกลางลดลงเรื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น ทำให้มีการออกมาตรการผ่อนคลายการเว้นระห่างทางสังคม การเดินทาง และธุรกิจต่างๆ เริ่มกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง

ทว่าเรื่องน่ายินดีดังกลับเป็นช่วงเวลาแสนสั้น ในช่วงเดือนกรกฎาคม อย่างน้อยในสหรัฐฯ อัตราการฉีดวัคซีนเริ่มหยุดนิ่ง จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นทั่วประเทศ ทำให้มีคำแนะนำการใส่หน้ากากและเรียกร้องให้ประชาชนออกไปฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้น

องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้โรคติดเชื้อโควิด-19 เป็นโรคระบาดระดับโลกในวันที่ 11 มีนาคม 2020 หลังจากผ่านช่วงเวลา 17 เดือนแห่งความวุ่นวาย ทำให้ผู้คนจำนวนมากเกิดความสงสัยว่า “เมื่อไหร่ที่ โรคระบาด นี้จะสิ้นสุดลง”

“แม้แต่ในชุมชนวิทยาศาสตร์เองก็มีคำตอบที่แตกต่างกันออกไป” Rachael Piltch-Loeb นักวิจัยแห่งคณะแพทยศาสตร์ ที.เอช. ชาน มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวและเสริมว่า “มันไม่มีคำนิยามหนึ่งเดียวว่าการสิ้นสุดของ โรคระบาด คืออะไรค่ะ”

“จนกว่าที่ไวรัสนี้สามารถถูกควบคุมหรือจำกัดการระบาดได้ในระดับโลก มันก็ไม่ได้หายไปไหน” Piltch-Loeb กล่าว นั่นหมายความว่าการประกาศว่าโรคระบาดนี้ ‘สิ้นสุด’ ไปแล้วยังคงเป็นเป้าหมายที่ห่างไกลออกไป ซึ่งจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ต่างกัน และขึ้นอยู่กับการนิยามของแต่ละคน

โรคระบาด, หน้ากากอนามัย
ที่เมืองลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย ได้มีการกำหนดให้ผู้คนสวมหน้ากากในพื้นที่นอกอาคารสาธารณะ ไม่ว่าจะได้รับวัคซีนแล้วหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ภาพถ่ายโดย FRANCINE ORR, LOS ANGELES TIMES VIA GETTY IMAGE

แล้วโรคร้ายจะไปไหนต่อ

เมื่อการระบาดในระดับโลกสามารถอยู่ภายใต้การควบคุมการระบาดในระดับท้องถิ่น โรคนั้นจะไม่เป็นโรคระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic) แต่จะกลายเป็นโรคระบาด (Epidemic) ตามคำนิยามขององค์การอนามัยโลก และถ้าหากโรคติดเชื้อโควิด-19 ปรากฎอยู่ในระดับที่คาดการณ์ได้หรือในระดับที่ปกติ ทางองค์การฯ จะกำหนดให้โรคนี้เป็นโรคประจำถิ่น (Endemic)

โดยในระยะนี้ โรค SARS-CoV-2 จะกลายเป็นไวรัสที่ “แพร่กระจายต่อเนื่องได้น้อยลงหากเรามีการสร้างภูมิคุ้มกัน” Saad Omer นักระบาดวิทยาและผู้อำนวยการแห่งสถาบันเยลด้านสุขภาวะโลก (Yale Institute for Global Health) กล่าว

ตามประวัติศาสตร์ มีเพียงสองโรคระบาดที่ส่งผลต่อมนุษย์และสัตว์ที่ได้รับการบันทึกว่าได้ถูกกำจัดไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ ไข้ทรพิษ หรือฝีดาษ และ โรครินเดอร์เปสต์ (Rinderpest) ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากไวรัสในปศุสัตว์ กระบือบ้าน และสัตว์ป่าบางสปีชีส์ อันเป็นผลมาจากการรณรงค์ฉีดวัคซีนเพื่อหยุดการติดเชื้อใหม่ๆ โดยผู้ป่วยที่ได้รับยืนยันว่าติดโรครินเดอร์เปสต์ครั้งสุดท้ายพบในประเทศเคนยาเมื่อปี 2001 และผู้ป่วยโรคฝีดาษคนสุดท้ายพบในประเทศอังกฤษเมื่อปี 1978

อย่างไรก็ตาม Joshua Epstein ศาตราจารย์ด้านระบาดวิทยาในคณะสุขภาวะโลกแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์กเห็นว่าการถูกกำจัดโดยสิ้นเชิงดังกล่าวนั้นเป็นไปได้ยาก และโรคระบาดเหล่านั้น “เพียงแค่ถอยกลับไปที่แหล่งกำเนิดโรคในสัตว์ และกลายพันธุ์ในระดับต่ำเท่านั้น” เขากล่าวและเสริมว่า “แต่โรคเหล่านั้นไม่ได้หายไปจากชีวนิเวศโลกแต่อย่างใด”

โรงภาพยนตร์, หน้ากาอนามัย
ผู้ชมสวมหน้ากากป้องกันเพื่อชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ที่ลองบีช แคลิฟอร์เนีย เมื่อเดือนกรกฎาคม 2021 ภาพถ่ายโดย BING GUAN, BLOOMBERG, GETTY IMAGES

โรคระบาดระดับโลกที่เคยระบาดหนักในอดีตยังคงแพร่กระจายอยู่บนโลกจนทุกวันนี้ มีผู้คนมากกว่า 3,000 คนที่ติดเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง (Bubonic Plague)  และกาฬโรคปอด (pneumonic plague) ในระหว่างปี 2010 และ 2015 ตามการรายงานขององค์การอนามัยโลก และไวรัสไข้หวัดใหญ่ในช่วงปี 1918 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกและคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 50 ล้านคนทั่วโลก ก็ได้กลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่มีความอันตรายน้อยลง และไวรัสที่สืบทอดมาต่อได้กลายเป็นไวรัสสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล

เมื่อเปรียบเทียบกับไข้หวัดใหญ่ในช่วงปี 1918 ไวรัส SARS-CoV-2 จะยังคงกลายพันธุ์ต่อไป และระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์จะต้องปรับตัวเพื่อป้องกัน แต่ระหว่างนี้ก็มีผู้คนจำนวนมากที่ต้องล้มป่วยและเสียชีวิตไป “พัฒนาการของระบบภูมิคุ้มกันเป็นเรื่องที่ยากและไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่เราควรคาดหวังครับ” Omer กล่าว

การค้นหาวิธีการชะลอการแพร่กระจายของโรคและการจัดการผลกระทบ อย่างน้อยเป็นวิธีการที่ปลอดภัยที่สุด ผู้เชี่ยวชาญกล่าว ในทุกวันนี้ ยกตัวอย่างเช่น การควบคุมศัตรูพืชและแนวปฏิบัติสุขอาณามัยขั้นสูงสามารถป้องกันกาฬโรคได้ ในขณะที่โรคอื่นๆ สามารถรักษาได้โดยการใช้ยาปฏิชีวนะ

ในส่วนของโรคอื่นๆ เช่นไข้หวัดใหญ่ วัคซีนสามารถสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไปได้ การมีอยู่ของวัคซีนโควิด-19 นั้นเป็นเรื่องที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายความว่าการที่มีผู้คนได้รับวัคซีนที่เพียงพอสามารถยุติการแพร่ระบาดนี้ได้รวดเร็วและมีอัตราการตายที่ลดลงได้

แอปเปิลสโตร์
ลูกค้าสวมหน้ากากเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 ในขณะที่รอรับการบริการในร้าน Apple store ในซานตา โมนิกา แคลิฟอร์เนีย ภาพถ่ายโดย GENARO MOLINA, LOS ANGELES TIMES, GETTY IMAGES

เหตุผลที่เราทุกคนต้องการวัคซีน

ดร. ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายของการให้วัคซีนประชากรทุกประเทศบนโลกให้ได้ร้อยละ 10 ภายในเดือนกันยายน 2021 และตั้งหมายสูงสุดที่อัตราการฉีดวัคซีนทั่วโลกจะอยู่ที่ร้อยละ 40 ภายในสิ้นปี 2021 และถึงร้อยละ 70 ภายในกลางปี 2022

อย่างไรก็ตาม ในทุกวันนี้มีประชากรโลกเพียงร้อยละ 28 ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 อย่างน้อย 1 เข็ม และการกระจายวัคซีนทั่วโลกยังเป็นไปแบบไม่เท่าเทียมอย่างมาก สหภาพยุโรปมีประชากรได้รับสิทธิการฉัดวัคซีนราว 3 ใน 4 ที่ได้รับวัคซีนเพียงแค่บางส่วน ด้านสหรัฐอเมริกามีอัตราการฉีดวัคซีนให้กับประชากรที่มีอายุ 12 ปี ขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 68

ทว่า ในประเทศอื่นๆ ยังมีผู้เสียชีวิตเนื่องจากโควิด-19 อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงอินโดนีเซีย อินเดีย และอีกหลายประเทศในแอฟริกา ซึ่งกำลังดำเนินการในระดับที่ล่าช้า เป็นผลมาจากโครงการโคแวกซ์ โครงการที่สนับสนุนโดยองค์การสหประชาชาติที่มุ่งกระจายวัคซีนไปทั่วโลก กำลังอยู่ในภาวะที่ต้องดิ้นรนเพื่อได้รับและส่งต่อวัคซีนไปยังบรรดาประเทศที่ยากจน เมื่อช่วงต้นเดือน องค์การอานามัยได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศที่ร่ำรวยบริจาควัคซีนไปยังประเทศที่ยากจนกว่าก่อนที่จะดำเนินการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น (booster shot) ให้กับประชากรของประเทศตนเอง

เนื่องจากโอกาสในการแพร่กระจายและกลายพันธุ์ ไวรัสได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ที่ไม่เพียงแค่ติดต่อได้ง่ายขึ้น แต่ยังจำกัดได้ยากขึ้นอีกด้วย ไวรัสสายพันธุ์เดลตายังคงเป็นสายพันธุ์ที่มีการติดต่อและตรวจพบได้มากที่สุดในตอนนี้ ซึ่งยังมีการระบาดอย่างรุนแรงเช่นในประเทศอินเดียและอินโดนีเซีย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่เผยว่าไวรัสสายพันธุ์แลมบ์ดาอาจจะมีคุณบัติต้านวัคซีนบางชนิดได้อีกด้วย

โรคระบาด, ตรวจโควิด, บุคลากรทางการแพทย์
บุคลากรทางสาธารณสุขดำเนินการตรวจโควิด-19 แบบไดร์ฟทรูในเมืองฮุสตัน รัฐเท็กซัส ภาพถ่ายโดย CALLAGHAN O’HARE, BLOOMBERG VIA GETTY IMAGES

แล้วใครจะบอกได้ว่าโรคระบาดนั้นสิ้นสุดลงแล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกทางเลือกหนึ่ง ที่บรรดานักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า “ผู้คนจะตัดสินเองว่าโรคระบาดได้สิ้นสุดลงแล้ว ก่อนที่ร่างกายของเราจะประกาศว่าเป็นเช่นนั้น”

กรณีเช่นนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต เมื่อไข้หวัดปี 1918 ได้ซ้ำเติมภาวะสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และเมื่อสงครามสิ้นสุด ก็ได้มี  “ความรู้สึกที่ต้องการเอาช่วงเวลาทั้งทศวรรษนี้ไปจบลงที่เตียงและโอบรับอนาคตใหม่ๆ” Naomi Rogers ศาสตรจารย์ด้านประวัติศาสตร์การแพทย์และประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเยล กล่าว สาธารณชนในช่วงนั้นต่างเข้าสู่ทศวรรษ 1920 ที่สนุกสุดเหวี่ยง (Roaring Twenties) แม้ว่าไวรัสไข้หวัดใหญ่ดังกล่าวยังคงแพร่ระบาดในหมู่ประชากรสหรัฐฯ

หากสังคมพยายามที่จะประกาศการสิ้นสุดของโรคระบาดก่อนวิทยาศาสตร์ เราจะต้องยอมรับผลลัพธ์อันโหดร้าย รวมไปถึงความตาย นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในภาวะโรคระบาดต่างๆ ในอดีต ไข้หวัดดังกล่าวไม่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นโรคระบาดระดับโรคอีกต่อไปเนื่องจากมันได้เป็นโรคประจำถิ่นไปแล้ว อย่างไรก็ตาม มีจำนวนประชากรสหรัฐฯ ระหว่าง 12,000 – 61,000 คนที่เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ในแต่ละปี จากการคาดการณ์ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (Centers for Disease Control and Prevention – CDC)

หากเราสามารถลดจำนวนการเสียชีวิตลงในระดับหนึ่งและเริ่มต้นชีวิตตามปกติได้อีกครั้ง เราก็สามารถกล่าวได้ว่าโรคระบาดนั้น ‘สิ้นสุด’ ลงแล้ว Jagpreet Chhatwal นักวิทยาการตัดสินใจ (decision scientist) แห่งสถาบันโรงพยาบาลกลางแมสซาชูเซตส์เพื่อการประเมินเทคโนโลยี (the Massachusetts General Hospital Institute for Technology Assessment) ในนครบอสตัน กล่าว และขอย้ำอีกครั้งว่า วัคซีนนั้นสามารถสร้างความแตกต่างได้ การเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในสหรัฐฯ นั้นลดลงมากพื้นที่ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนที่สูง

โดยปกติแล้ว ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ จะออกแนวปฏิบัติเมื่อโรคระบาดไปเปลี่ยนมายังสถานะการเป็นโรคประจำถิ่นในสหรัฐฯ Piltch-Loeb กล่าว ซึ่งหมายการเปลี่ยนวิถีชีวิตกลับมายังรูปแบบที่ปกติบางส่วน โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงการประกาศในระดับโลก

“เราต่างต้องการกลับไปมีชีวิตในแบบช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 ” Andrew Azman นักระบาดวิทยาแห่งคณะสาธาณสุข จอนส์ ฮอปกินส์ บลูมเบิร์ก มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ กล่าวและเสริมว่า “ซึ่งเราไม่ต้องรอใช้คำกล่าวขององค์การอนามัยโลกว่าโรคระบาดนั้นสิ้นสุดแล้วมาบอกก่อนหรอกครับ”

เรื่อง JILLIAN KRAMER


อ่านเพิ่มเติม เจาะลึกโควิด-19 สายพันธุ์ เดลตา ไวรัสสุดอันตรายที่ทั่วโลกยากจะรับมือ

เรื่องแนะนำ

แผ่นน้ำแข็งที่นอร์เวย์ละลาย เผยให้เห็นลูกธนูอายุ 6,000 ปี

นักโบราณคดี ค้นพบอาวุธจำนวน 68 ชิ้นจากยุคหินใหม่ถึงยุคไวกิ้ง ช่วยเสริมแนวคิดเกี่ยวกับ วิธีที่น้ำแข็งทั้งรักษาและทำลายหลักฐานทางโบราณคดี นักโบราณคดี ในนอร์เวย์ค้นพบลูกศรหลายสิบดอกซึ่งมีอายุย้อนไปถึง 6,000 ปี การค้นพบครั้งนี้เป็นผลมาจากการละลายของแผ่นน้ำแข็งขนาด 242,811 ตารางเมตร บนภูเขาสูงของภูมิภาค การเดินทางออกสำรวจพืดน้ำแข็ง Langfonne ในปี 2014 และ 2016 โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่อากาศอบอุ่นเป็นพิเศษ เผยให้เห็นกระดูกกวางเรนเดียร์และเขากวางจำนวนมาก ซึ่งบ่งชี้ว่านักล่าสัตว์ใช้ประโยชน์ในพื้นที่แห่งนี้ช่วงหนึ่งพันปีที่ผ่านมา กลยุทธ์การล่าสัตว์ของพวกเขายังคงเดิม แม้กระทั่งอาวุธที่เลือกใช้ ซึ่งประดิษฐ์มาจากหินแม่น้ำ และเหล็กแหลม ขณะนี้ ทีมวิจัยรายงานการค้นพบในวารสาร Holocene ในเนื้อหารายงานว่า ค้นพบลูกศรทั้งที่สมบูรณ์และเสียหายบางส่วนทั้งหมด 68 ดอก (และหัวลูกศรห้าดอก) ที่กระจัดกระจายอยู่ทั้งในบริเวณและรอบ ๆ แผ่นน้ำแข็งที่กำลังละลาย ซึ่งมีจำนวนมากกว่าแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในพืดน้ำแข็งแหล่งอื่นๆ ของโลก ชิ้นส่วนของอาวุธบางชิ้นมีอายุย้อนไปถึงยุคหินใหม่ ในขณะที่การค้นพบ “ล่าสุด” อาวุธส่วนใหญ่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในศตวรรษที่สิบสี่ ในขณะที่จำนวนของอาวุธโบราณเหล่านี้สร้างความประหลาดใจต่อนักโบราณคดี การสำรวจพบโบราณวัตถุในพืดน้ำแข็ง Langfonne ยังได้เพิ่มน้ำหนักให้กับแนวคิดที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปเกี่ยวกับวัตถุทางประวัติศาสตร์ที่ถูกฝังอยู่ใต้น้ำแข็ง และเป็นหลักฐานชิ้นใหม่เกี่ยวกับประสิทธิภาพของน้ำแข็งในเรื่องการรักษาและทำลายโบราณวัตถุตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา น้ำแข็งคือเครื่องย้อนเวลา นับตั้งแต่นักโบราณคดีเริ่มสำรวจอย่างเป็นระบบในแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในพื้นที่น้ำแข็งเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา พืดน้ำแข็งจากนอร์เวย์ที่ยาวไปถึงอเมริกาเหนือ เป็นแหล่งเก็บรักษาซากสิ่งประดิษฐ์โบราณที่เกือบสมบูรณ์ […]

โควิด-19: ไม่ได้เกิดจากฝีมือมนุษย์

เชื้อโควิด-19 : โคโรนาไวรัส ที่เกิดจากกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ผลการวิเคราะห์ลำดับสารพันธุกรรมของเชื้อโควิด-19 (SARS-CoV-2) และไวรัสชนิดอื่นๆ ที่สัมพันธ์กัน พบว่า เชื้อโควิด-19 ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในห้องปฏิบัติการ เชื้อ SARS-CoV-2 หรือ เชื้อโควิด-19 เป็นเชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ พบการระบาดครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่นในประเทศจีน เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และปัจจุบันกำลังแพร่ระบาดในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเชื้ออาจเกิดจากผลของวิวัฒนาการตามธรรมชาติ “การเปรียบเทียบลำดับพันธุกรรมเพื่อระบุสายพันธุ์ของโคโรนาไวรัส เรามั่นใจว่าเชื้อ SARS-CoV-2 มีจุดกำเนิดผ่านกระบวนการทางธรรมชาติ” คริสเตียน แอนเดอร์สัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านภูมิคุ้มกันวิทยาและจุลชีววิทยา สถาบันวิจัยสคริปป์ ซึ่งเป็นผู้เขียนร่วมในงานวิจัยครั้งนี้ กล่าว โคโรนาไวรัสคือชื่อวงศ์ของไวรัสที่เป็นสาเหตุของอาการเจ็บป่วยที่เคยระบาดในอดีต เช่น โรคซาร์ (SARS) ที่เคยแพร่ระบาดในประเทศจีน และโรคเมอร์ส (MERS) ที่แพร่ระบาดในประเทศแถบตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ในประเทศจีนแจ้งไปยังองค์การอนามัยโลก เกี่ยวกับการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการเจ็บป่วยแบบเฉียบพลัน โดยหลังจากนั้นได้ตั้งชื่อให้กับไวรัสชนิดใหม่คือ SARS-CoV-2 ภายหลังการระบาดไม่นาน นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนได้ถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อ SARS-CoV-2 ได้สำเร็จ และได้เผยแพร่ข้อมูลนี้ไปยังนักวิจัยทั่วโลก ผลงานของนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนครั้งนี้ ได้รับการยอมรับว่าทำการค้นพบได้เร็วมาก เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 […]

วิทยาศาสตร์น่ารู้ : 10 ตัวการที่ก่อมลพิษทางอากาศสูงสุด

มลพิษทางอากาศไม่ได้เกิดขึ้นจากคาร์บอนไดออกไซด์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น มาทำความรู้จักกับตัวการอื่นๆ ที่สามารถพบได้ในชีวิตประจำวันและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณเช่นกัน

แรงพยุง หรือแรงลอยตัว (Buoyant Force)

เรือเดินสมุทรน้ำหนักหลายร้อยตันสามารถลอยอยู่บนผิวน้ำได้ ด้วยหลักการของความหนาแน่นและ แรงพยุง แรงพยุง (Buoyant force) หรือ แรงลอยตัว คือแรงลัพธ์ของธรรมชาติที่เกิดจากการต่อต้านของของไหล (Fluids) ซึ่งเป็นได้ทั้งของเหลวและก๊าซ กระทำต่อวัตถุโดยรอบ หรือส่วนของวัตถุซึ่งจมอยู่ในของไหลนั้นๆ กับแรงโน้มถ่วง (Gravitational force) ของโลก ส่งผลให้วัตถุสามารถลอยตัวหรือจมลงในของไหลนั้นๆ โดยผลลัพธ์ของแรงพยุงที่มีต่อวัตถุซึ่งจมอยู่ในของไหล เกิดขึ้นได้ใน 3 ลักษณะ คือ วัตถุลอยตัว เกิดขึ้นเมื่อแรงพยุงของของไหลมากกว่าน้ำหนักของวัตถุ และเมื่อของไหลมีความหนาแน่นมากกว่าความหนาแน่นของวัตถุ วัตถุจมลง เมื่อแรงพยุงของของไหลน้อยกว่าน้ำหนักของวัตถุ และเมื่อของไหลมีความหนาแน่นน้อยกว่าความหนาแน่นของวัตถุ วัตถุลอยปริ่มที่ขอบของไหล หรือที่เรียกว่า “การลอยตัวเป็นกลาง” (Neutral buoyancy) เกิดสมดุลระหว่างแรงโน้มถ่วงและแรงพยุง เมื่อแรงพยุงและน้ำหนักของวัตถุเท่ากันหรือมีค่าใกล้เคียงกัน และเมื่อของไหลมีความหนาแน่นเท่ากับความหนาแน่นของวัตถุ ดังนั้น ความหนาแน่นจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการลอยตัวหรือจมลงของวัตถุในของไหล ความหนาแน่น (Density) คือ อัตราส่วนระหว่างมวล (Mass) และปริมาตร (Volume) ของวัตถุ ซึ่งในธรรมชาติหากวัตถุมีความหนาแน่นมากกว่าย่อมมีน้ำหนักมากกว่าในปริมาตรที่เท่ากัน โดยทั่วไปแล้ว เรามักคิดว่าวัตถุที่มีน้ำหนักมาก ควรจมลงในของเหลวมากกว่าวัตถุที่มีน้ำหนักเบากว่า แต่ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์นั้น หากวัตถุมีน้ำหนักเท่ากัน แต่มีความหนาแน่นและขนาดที่ต่างกัน หรือทำมาจากวัสดุที่ต่างกัน […]