10 อันดับสึนามิร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ - National Geographic Thailand

10 อันดับสึนามิร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

คลื่นสึนามิเข้าพัดถล่มอ่าวมิยากิ เมื่อปี 2011 ภาพจาก Kyodo News / AP

10 อันดับ สึนามิ ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

ในอดีต เมื่อจู่ๆ น้ำทะเลเหือดหายไปและปรากฏกำแพงคลื่นสูงตระหง่านถาโถมเข้าใส่ฝูงชนในเวลาต่อมา ผู้คนมักคิดไปว่านี่คือความโกรธเกรี้ยวของพระเจ้า หรือเมืองนั้นๆ ต้องทำผิดบาปใดสักประการ แต่ทุกวันนี้เราทราบดีแล้วว่า “คลื่นสึนามิ” หาใช่บทลงโทษหรือพลังอำนาจจากสวรรค์ หากคือพลังงานจลน์ที่เคลื่อนที่จากแผ่นดินไหวใต้มหาสมุทรขึ้นสู่ผิวน้ำ และขยายตัวเข้าสู่ชายฝั่งต่างหาก

ปกติแล้วคลื่นในทะเลจะเกิดจากกระแสลม ทว่าคลื่นสึนามิแตกต่างออกไป ถึงแม้จะใช้คำว่าคลื่นก็ตาม แต่สึนามิเกิดจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลที่มุดตัวหรือเคลื่อนตัวเข้าหากัน ดังนั้นเมื่อแผ่นเปลือกโลกปะทะกันจึงเกิดแรงสั่นสะเทือนและปลอดปล่อยพลังงานจลน์ขึ้นสู่ผิวน้ำ แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นทำให้น้ำทะเลกระจายออกในทุกทิศทาง บางครั้งไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นสึนามิยังสามารถเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเลได้อีกด้วย

ผมพึ่งเห็นข่าวจาก AFP ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้ .. AFP รายงานอัพเดทสถานการณ์ แผ่นดินไหวและสึนามิ ซัดถล่มชายฝั่งเกาะสุลาเวสี ทางตอนกลางของประเทศอินโดนีเซีย ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน ที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันนี้พบยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 1,763 ราย ขณะที่ทางการอินโดนีเซียได้แถลงถึงความหวาดวิตกว่า "จำนวนผู้สูญหายจะเพิ่มเป็นมากถึง 5,000 คน จากเดิมที่ประเมินไว้ว่าจะมีอีกกว่า 1,000 คน" .. สึนามิ (Tsunami) คืออะไร และ ทำไมเรา ซึ่งอยู่ในยุค 4.0 แล้ว แต่เทคโนโลยีและการเฝ้าระวังของมนุษย์ก็ยังไม่สามารถป้องกันเหตุร้ายได้ทัน .. วีดีโอคลิปนี้ (พากษ์ไทย) มีคำตอบครับ เครดิต: อยู่ท้ายสุดของวีดีโอคลิป

โพสต์โดย Somnuck Jongmeewasin เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2018

 

ในการจัดอันดับคลื่นสึนามิที่รุนแรงที่สุด Australiangeographic จัดอันดับตามความรุนแรงและความเสียหายที่เกิดขึ้น และคุณผู้อ่านคงไม่ประหลาดใจที่จะได้รับทราบว่า สึนามิที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้นเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อ 14 ปีนี้เอง และประเทศไทยเราเองก็ได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวงด้วยเช่นกัน

 

อันดับ1 เกาะสุมาตรา, อินโดนีเซีย – 26 ธันวาคม 2004

แผ่นดินไหวขนาด 9.1 แมกนิจูดนอกชายฝั่งของอ่าวสุมาตราที่ระดับความลึก 30 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิที่พัดถล่มไปไกลถึง 1,300 กิโลเมตร ประมาณกันว่าสึนามิในครั้งนั้นมีความสูงถึง 50 เมตร และถาโถมเข้าไปในแผ่นดินลึกถึง 5 กิโลเมตร เหตุที่คลื่นสึนามินี้ได้รับการจัดอันดับให้มีความรุนแรงที่สุดก็เพราะภัยพิบัติในครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 230,000 คน ในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย, ศรีลังกา, อินเดีย, ไทย หรือแม้แต่หมู่เกาะเซเชลส์ที่ตั้งอยู่ใกล้แอฟริกาก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ทั้งนี้แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นยังถือว่าเป็นแผ่นดินไหวที่มีคาบเวลายาวนานที่สุดอีกด้วยอยู่ที่ราว 8 – 10 นาที และส่งผลให้แผ่นเปลือกโลกทั้งหมดเคลื่อนตัวไป 1 เซนติเมตร

แผนภาพกราฟิกแสดงการเดินทางของคลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2004

 

อันดับ2 ชายฝั่งแปซิฟิกโทโฮกุ, ญี่ปุ่น – 11 มีนาคม 2011

คลื่นสึนามิความเร็ว 800 กิโลเมตรต่อขั่วโมง ความสูง 10 เมตร เข้าถาโถมกลืนกินชายฝั่งทางตะวันออกของญี่ปุ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 18,000 คน สึนามิในครั้งนั้นเกิดขึ้นจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 9 แมกนิจูด ที่ระดับความลึก 24.4 กิโลเมตร นับเป็นแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงมากเป็นอันดับ 4 เท่าที่เคยมีบันทึกมา ซึ่งนอกเหนือจากความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินแล้ว คลื่นสึนามิยังพัดถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะส่งผลให้แกนปฏิกรณ์ปรมาณูหลอมละลาย ชาวญี่ปุ่นนับแสนคนต้องอพยพจากที่อยู่อาศัย และปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวก็ยังไม่สามารถเข้าอยู่ได้เนื่องจากมีการรั่วไหลของรังสี

 

อันดับ3 กรุงลิสบอน, โปรตุเกส – 1 พฤศจิกายน 1755

แผ่นดินไหวขนาด 8.5 แมกนิจูดส่งผลให้เกิดคลื่นยักษ์สามระลอกเข้าถล่มชายฝั่งโปรตุเกสและชายฝั่งทางตอนใต้ของสเปน เชื่อกันว่าสึนามิในครั้งนั้นสูงถึง 30 เมตร แรงกระเพื่อมถูกส่งไปไกลถึง Carlisle Bay ประเทศบาร์เบโดส ในทะเลแคริบเบียน ซึ่งคลื่นได้ลดกำลังลงเหลือความสูงเพียง 1.5 เมตร ภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 60,000 คน ในโปรตุเกส, โมร็อกโก และสเปน

สึนามิ
ภาพบรรยายความรุนแรงของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในกรุงลิสบอน เมื่อปี 1755
ขอบคุณภาพจาก http://clareherald.com

 

อันดับ4 ภูเขาไฟกรากะตัว, อินโดนีเซีย – 27 สิงหาคม 1883

สึนามิในครั้งนั้นเป็นผลพวงจากการระเบิดของภูเขาไฟกรากะตัวหลังเงียบสงบมานาน แรงระเบิดก่อคลื่นที่สูงถึง 37 เมตร พัดถล่มเกาะหลายแห่งบริเวณรอบๆ มีรายงานว่าชายฝั่งของเมืองบอมเบย์หรือมุมไบน้ำทะเลเกิดลดตัวลงอย่างฉับพลัน ซึ่งเป็นสัญญาณก่อนการเกิดคลื่นสึนามิ นอกจากนั้นยังมีรายงานผู้เสียชีวิตหนึ่งรายในศรีลังกา รวมมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 40,000 คน แต่ส่วนใหญ่แล้วเสียชีวิตจากการะเบิดของภูเขาไฟมากกว่าคลื่น

(จำเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิในอินโดนีเซีย เมื่อเดือนกันยายนปี 2018 ได้ไหม รู้หรือไม่ว่าลักษณะของภูมิประเทศมีผลให้คลื่นทวีความรุนแรงขึ้น)

สึนามิ
ภูเขาไฟกรากะตัวระเบิดขึ้นในปี 1883 ส่งลให้มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน
ขอบคุณภาพจาก http://ofthebox.org

 

ติดตามอีก 6 อันดับได้ที่หน้าถัดไป

เรื่องแนะนำ

แรร์เอิร์ธ แร่ที่กุมชะตาแห่งสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ

หน่วยการผลิต แร่แรร์เอิร์ธ neodymium ทั่วโลก ต้องเพิ่มการผลิตถึง 5 เท่า เพื่อนำไปใช้สำหรับผลิตกังหันลม ซึ่งจะเป็นพลังงานทดแทนได้ในอนาคต ภาพถ่ายโดย NELSON CHING, BLOOMBERG/GETTY IMAGES แร่แรร์เอิร์ธ (Rare-Earth Element) หรือกลุ่มแร่หายาก คือสินแร่ของโลกที่เป็นส่วนสำคัญในการผลิตสินค้าเทคโนโลยีต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งบัดนี้อาจกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญในศึกสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา เมื่อประเทศใหญ่ของโลกอย่างจีนและสหรัฐอเมริกาขยับตัว โลกก็สั่นไหว ขณะนี้ ทั่วโลกกำลังเฝ้าจับตามอง สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาที่ดำเนินมาอย่างยืดเยื้อ หลายมาตรการที่ทั้งสองประเทศนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกำแพงภาษีการนำเข้าจากทั้งสองประเทศ หรือที่สร้างความฮือฮาไปไม่น้อย คือการที่สหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการใช้งานอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีและการสื่อสารจากบริษัทที่ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าหมายถึงบริษัทเทคโนโลยีการสื่อสารจากประเทศจีน และเมื่อเร็วๆ นี้ ท่าทีในการตอบโต้ครั้งใหม่ของจีน คือการแสดงออกว่าจะระงับการส่งแร่ธาตุสำคัญซึ่งจำเป็นในการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี (โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ) ของทั้งสองประเทศ ที่เรียกว่า แรร์เอิร์ธ (Rare-Earth) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลายคนมองว่า เป็นการตอบโต้ที่น่ากลัวไม่น้อย แร่ที่พร้อมสั่นสะเทือนโลกทั้งใบ แร่แรร์เอิร์ธ หรือชื่อเต็มคือ Rare-Earth Element เป็นสินแร่ชนิดโลหะธาตุ เป็นแร่ธาตุ 17 ชนิดที่เรียกว่า กลุ่มธาตุแลนทาไนด์ (Lanthanide) ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายโลหะ แต่ไม่ได้เอามาผลิตเป็นโลหะโดยตรง โดยเหตุที่เรียกว่าเป็นแร่หายาก […]

แรดขาวเหนือ : บทเรียนจากความตายของสัตว์ตัวสุดท้าย

เอมี วิทาเล ช่างภาพหญิงผู้บันทึกภาพในพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลก เช่น โคโซโว, แองโกลา, ฉนวนกาซา, อัฟกานิสถาน และแคชเมียร์ ค้นพบจุดเปลี่ยนในชีวิตเมื่อเธอได้พบกับ "ซูดาน" แรดขาวเหนือเพศผู้ตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ในโลก นี่คือเรื่องราวที่หลอมรวมเราไว้ด้วยกันในฐานะมนุษย์

บรรดาสัตว์น้ำในท้องทะเลกำลังสูญพันธุ์เร็วกว่าที่คิด

ดูเหมือนว่า บรรดาสัตว์เลือดเย็นใต้ทะเลสามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างขมขื่น   เพราะอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ บรรดา สัตว์น้ำ จึงอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อกว่าสูญพันธุ์ยิ่งกว่าสัตว์ที่อยู่บนพื้นดิน นี่คือข้อสรุปจากการศึกษาสายพันธุ์สัตว์น้ำเลือดเย็นกว่า 400 ชนิด เนื่องจากบรรดา สัตว์น้ำ แทบไม่มีทางเลือกที่จะหลบหนีไปจากอุณหภูมิของน้ำที่กำลังสูงขึ้นมากนัก พวกมันจึงมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์มากเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับสัตว์ที่อาศัยอยู่บนพื้นดิน คือข้อสรุปจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature เมื่อวันพุธที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา การศึกษาครั้งนี้นำโดยเหล่านักวิจัยจากมหาวิทยาลัย New Jersey’s Rutgers ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการเปรียบเทียบผลกระทบของอุณหภูมิของมหาสมุทรและพื้นดินที่สูงขึ้นกับบรรดาสัตว์เลือดอุ่นและสัตว์เลือดเย็น ตั้งแต่ปลา มอสลัสก์ (mollusks – สัตว์จำพวกไม่มีกระดูกสันหลัง มีลำตัวนิ่ม เช่น หอย ปลาหมึก) ไปจนถึงสัตว์เลื้อยคลานและแมลงปอ งานวิจัยก่อนหน้ากล่าวว่า สัตว์เลือดอุ่นนั้นสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าสัตว์เลือดเย็น แต่การศึกษานี้กลับเน้นไปที่ความเสี่ยงของบรรดาสัตว์ทะเล เนื่องจากมหาสมุทรนั้นดูดซึมความร้อนจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ เป็นเหตุให้น้ำอยู่ในจุดที่อุ่นที่สุดในรอบทศวรรษ “ตามประวัติศาสตร์ บรรดาสัตว์น้ำอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมากขนาดนี้ ตอนนี้เหมือนกับสัตว์น้ำกำลังเดินผ่านตรงช่องแคบของภูเขาแล้วเจอกับอุณหภูมิหน้าผาที่พาให้มันร่วงหล่นไปยังอีกด้าน” มาลิน พินสกี นักนิเวศวิทยาและนักพัฒนาการชีวภาพ ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยนี้ กล่าว ช่วงของอุณหภูมิที่ปลอดภัย (Thermal safety margins) นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณ ช่วงของอุณหภูมิที่ปลอดภัย […]