เบื้องหลังสึนามิเหนือความคาดหมายจาก แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย

เบื้องหลังสึนามิเหนือความคาดหมายจากแผ่นดินไหวอินโดนีเซีย

เบื้องหลังสึนามิเหนือความคาดหมายจาก แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย

เย็นวันศุกร์ 28 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา ตรงกับเวลา 17.02 น. ตามเวลาท้องถิ่น แผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7.5 แมกนิจูดสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซีย วิดีโอคลิปเผยภาพน่าพรั่นพรึงของกำแพงน้ำที่เคลื่อนตัวเข้าสู่อ่าวแห่งหนึ่งใกล้เมืองปาลู ก่อนจะถาโถมซัดฝั่งอย่างต่อเนื่องรุนแรง ขณะที่ฝูงชนที่เฝ้าดูอยู่บนอาคารพากันแตกตื่น

นักวิทยาศาสตร์พากันประหลาดใจกับสึนามิที่เกิดขึ้นตามมา ส่งผลให้ประกาศเตือนภัยที่ออกมาขัดแย้งกัน กระนั้นผู้เชี่ยวชาญก็ชี้ว่า ลักษณะทางธรณีสัณฐานซึ่งมีลักษณะเฉพาะของพื้นที่อาจเป็นสาเหตุของหายนภัยที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด

แผ่นดินไหวอินโดนีเซียครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นหลังแรงสั่นสะเทือนหลายระลอกตั้งแต่เวลาราว 14.00 น. เริ่มจากแผ่นดินไหวขนาด 6.1 แมกนิจูด  แผ่นดินไหวครั้งแรกนี้ไม่เพียงทำลายบ้านเรือนหลายสิบหลัง แต่ยังส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหนึ่งราย และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 10 ราย ตามรายงานของรอยเตอร์ แผ่นดินยังคงสั่นสะเทือนจากอาฟเตอร์ช็อกอีก 27 ครั้ง ก่อนจะส่งท้ายด้วยแรงสั่นสะเทือนรุนแรงที่เกิดขึ้นค่อนข้างตื้น นั่นคือแผ่นดินไหวขนาด 7.5 แมกนิจูดอยู่ลึกลงไปราว 10 กิโลเมตร ตามรายงานของสำนักงานธรณีวิทยาสหรัฐฯ นับจากนั้น ได้เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีก 31 ครั้ง

ความเสียหายจากแผ่นดินไหวรุนแรงหลายระลอกยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ดูเหมือนว่าการทำลายล้างจะกินบริเวณกว้าง หน่วยงานด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติของอินโดนีเซีย (Badan Nasional Penanggulangan Bencana: BNPB) ระบุว่า แผ่นดินไหวทำให้ไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลให้ระบบการสื่อสารขัดข้อง แต่เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นกำลังทำงานแข่งกับเวลาเพื่อกอบกู้สถานการณ์ รวมถึงกองทัพอินโดนีเซียได้จัดส่งกำลังพลลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือในภารกิจช่วยชีวิตและค้นหาผู้ประสบภัย

(สภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว ตัวการคร่าชีวิตในอนาคต?)

รายงานความเสียหายจนถึงค่ำวันอาทิตย์ตามเวลาในท้องถิ่น ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 832 คน และเจ้าหน้าที่เกรงว่า ตัวเลขอาจพุ่งสูงขึ้นอีก เนื่องจากทีมกู้ภัยและค้นหายังไม่สามารถเข้าถึงหลายพื้นที่ที่ประสบภัย ซึ่งรวมถึงเขต Donggala อันเป็นที่อยู่ของผู้คนถึง 300,000 คน เนื่องจากการติดต่อสื่อสารยังจำกัดและดินโคลนถล่มเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงพื้นที่

แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย
ในภาพถ่ายเมื่อวันที่ 30 กันยายน ชาวเมืองพากันไปยังสนามบินเมืองปาลู โดยหวังจะโดยสารไปกับเที่ยวบินช่วยเหลือและอพยพผู้ประสบภัยหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ
(ภาพถ่าย: YUSUF WAHIL, AFP, Getty Images)
แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย
ผู้สูงอายุรอขึ้นเครื่องบินที่สนามบินเมืองปาลู ซึ่งกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งหลังเหตุแผ่นดินไหว
(ภาพถ่าย: Ulet Ifansasti, AFP, Getty Images)

 

คลื่นมรณะ

หน่วยงานพยากรณ์อากาศ ภูมิอากาศวิทยา และธรณีฟิสิกส์ (Agency for Meteorology, Climatology and Geophysics: BMKG) ออกประกาศเตือนเรื่องสึนามิในตอนแรก แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ยกเลิกประกาศเตือนโดยอิงการวิเคราะห์ข้อมูลในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม กำแพงคลื่นมหึมาก็เริ่มถาโถมขึ้นฝั่ง  ดังเห็นได้จากคลิปวิดีโอที่มีผู้บันทึกไว้ โดยเฉพาะคลิปที่ถ่ายจากอาคารจอดรถของห้างสรรพสินค้า Palu Grand Mall เผยให้เห็นมวลน้ำมหาศาลที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ฝั่ง ก่อนที่ฝูงชนจะพากันแตกตื่นเพื่อเอาชีวิตรอด

ปกติแล้ว สึนามึมักเกิดจากการเคลื่อนตัวอย่างรุนแรงในแผ่นดินไหวใต้ทะเลโดยเฉพาะบริเวณชายขอบของแผ่นเปลือกโลก แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องนอกเหนือความคาดหมายในอินโดนีเซีย เนื่องจากกลุ่มเกาะแห่งนี้ตั้งอยู่บนสิ่งที่เรียกว่า “วงแหวนอัคคี” หรือ Ring of Fire นั่นคือรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกรูปทรงคล้ายเกือกม้าในมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณนี้เป็นที่เกิดของแผ่นดินไหวมากถึงราวร้อยละ 90 ของโลก

ทว่าคลื่นยักษ์กลับเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายในเหตุแผ่นดินไหวลักษณะนี้

(พายุฝุ่นที่เกิดขึ้นในอินเดีย เหตุใดจึงส่งผลถึงตาย?)

แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย
ผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวและสึนามิรอการอพยพออกจากพื้นที่ประสบภัย
(ภาพถ่าย: Muhammad Adimaja, Antara Foto via REUTERS)
แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย
ผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวขับรถจักรยานยนต์ผ่านซากเรือที่คลื่นสึนามิพัดมาเกยตื้นบนถนนในเมืองปาลู
(ภาพถ่าย: JEWEL SAMAD, AFP, Getty Images)

แผ่นดินไหวขนาด 7.5 แมกนิจูดในครั้งนี้ดูจะเป็นผลมาจากสิ่งที่เรียกว่า รอยเลื่อนตามแนวระดับ (strike-slip fault) ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่สองฟากของรอยเคลื่อนตัวเบียดอัดกันซึ่งส่วนใหญ่เกิดในแนวราบ ขณะนี่สึนามิส่วนใหญ่เกิดจากการเคลื่อนตัวในแนวดิ่งของรอยเลื่อนที่ส่งแรงไปยังมวลน้ำด้านบนจนนำไปสู่การเกิดกำแพงน้ำเคลื่อนตัวเข้าหาฝั่ง

“เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายจริงๆ ครับ” Baptiste Gombert นักธรณีฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ยอมรับและเสริมว่า ลักษณะธรณีสัณฐานของอินโดนีเซียซับซ้อนมาก เครือข่ายใยแมงมุมของรอยเลื่อนหลายชนิดพาดผ่านภูมิภาค ดังนั้นการวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้นแน่นอนจึงเป็นความท้าทาย ผลการวิเคราะห์ในเบื้องต้นจึงให้เบาะแสความเป็นไปได้สองสามอย่าง

แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย
แผนที่แสดงศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหว และที่ตั้งของเมืองปาลู ซึ่งอยู่ในอ่าวแคบๆ นักวิชาการบางคนสันนิษฐานว่า ลักษณะทางธรณีสัณฐานเช่นนี้อาจส่งผลต่อการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิที่รุนแรง

สึนามิที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลของการเคลื่อนตัวในแนวดิ่งบางส่วนตามแนวรอยเลื่อน Gombert ตั้งข้อสังเกต แต่เขาคิดว่า นี่ไม่สามารถอธิบายการเกิดคลื่นสูงใหญ่ในครั้งนี้ได้ทั้งหมด แบบจำลองบางชิ้นประมาณการว่าคลื่นอาจสูงถึงเกือบห้าเมตร “แม้จะมีการเคลื่อนตัวในแนวดิ่งเล็กน้อย แต่สึนามิในครั้งนี้นับว่าใหญ่มาก” เขากล่าว สาเหตุอื่นอาจมาจากแผ่นดินถล่มซึ่งอาจเกิดขึ้นใต้ทะเลหรือบริเวณชายฝั่ง ที่ส่งผลกระทบต่อมวลน้ำในอ่าว จนทำให้เกิดคลื่นยักษ์

ความเป็นไปได้อีกประการหนึ่งคือ รอยเลื่อนอาจพาดผ่านพื้นที่ลาดชันใต้ทะเล ดังนั้นการเคลื่อนตัวในแนวระนาบจึงก่อให้เกิดการเลื่อนไหลของแผ่นดินจนนำไปสู่คลื่นมรณะ “คุณลองนึกภาพอ่าวปาลูว่าเป็นเหมือนอ่างอาบน้ำ” Andreas Schafer นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีในเยอรมนี กล่าว “ถ้าคุณทำให้น้ำในอ่างครึ่งหนึ่งเคลื่อนตัวออกไป ในลักษณะเดียวกับการเคลื่อนที่ในแนวระนาบของพื้นทะเลที่ผลักน้ำออกไป และเมื่อมันเคลื่อนตัวกลับมา สิ่งที่ตามมาด้วยก็คือคลื่นสึนามิ”

ลักษณะภูมิประเทศของอ่าวก็อาจมีส่วนด้วยเช่นกัน เป็นความเห็นจาก Janine Krippner นักภูเขาไฟวิทยาที่มหาวิทยาลัยคองคอร์ด  “นั่นส่งผลต่อความสูงของคลื่นเมื่อเคลื่อนตัวเข้าสู่บริเวณที่เล็กหรือแคบลง” เธอเขียนในทวิตเตอร์

ทว่านักวิทยาศาสตร์หลายคนชี้ว่า ยังมีความไม่แน่นอนอื่นๆอีกมากที่ส่งผลต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้

เรื่อง Maya Wei-Haas

แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย
ชาวบ้านเดินสำรวจความเสียหายจากสึนามิบนชายหาดแห่งหนึ่งในปาลู
(ภาพถ่าย: ISMOYO, AFP, Getty Images)
แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย
ภาพถ่ายทางอากาศเผยความเสียหายของสะพานแห่งหนึ่งในเมืองปาลู
(ภาพถ่าย: Muhammad Adimaja, Antara Foto via REUTERS)

 

 

อ่านเพิ่มเติม

เปิดภาพความเสียหายจากไต้ฝุ่นมังคุด

เรื่องแนะนำ

สำรวจโลก : สาหร่ายทะเลกำลังมาแรง

เรื่อง แคเทอรีน ซักเคอร์แมน ถ้าไม่นับรวมญี่ปุ่นและอีกไม่กี่ประเทศในเอเชียแล้ว รสชาติและผิวสัมผัสอันเป็นเอกลักษณ์ของ สาหร่ายทะเล ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก นอกจากความชื่นชอบในรสชาติแล้ว ยังมีเหตุผลอื่นๆ ที่คนเราควรหันมาสนใจ “พืชผักแห่งท้องทะเล” เหล่านี้ สาหร่ายทะเลโดยเฉพาะ เคลป์ (kelp) มีศักยภาพในการช่วยลดความเป็นกรดของทะเลได้อย่างมาก เคลป์ที่เกิดตามธรรมชาติในน่านนํ้าแถบชายฝั่งทะเลอันหนาวเย็น เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ย ดูดซึมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นตัวการทำให้ภาวะโลกร้อนเลวร้ายลง ตลอดจนไนโตรเจน และฟอสฟอรัสส่วนเกินอีกด้วย ทว่าปัญหาคือสาหร่ายเคลป์มีไม่มากพอ การเพาะเลี้ยงสาหร่ายเคลป์จึงเป็นทางออก จีนเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ โดยผลิตสาหร่ายเคลป์ได้มากกว่าเจ็ดล้านตันเมื่อปี 2015 มุฮัมมัด โอยินโลลา นักชีววิทยาทางทะเลที่มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียกล่าวว่า การเพาะเลี้ยงเคลป์มีมานานหลายร้อยปีแล้วในญี่ปุ่นและเกาหลี หากการเพาะเลี้ยงสาหร่าย ทะเลขยายตัวมากขึ้น “ก็อาจช่วยกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์หลายพันล้านตันออกจากชั้นบรรยากาศได้เลยนะครับ” และการมีผู้เพาะเลี้ยงสาหร่ายมากขึ้นย่อมหมายถึงความหลากหลายทาง ชีวภาพที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น ลำพังแค่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย นักวิจัยพบว่า “ดง” สาหร่ายเคลป์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอาจเป็น บ้านให้กับสัตว์ทะเลมากกว่า 800 ชนิด สาหร่ายเคลป์และสาหร่ายทะเลชนิดอื่น ๆ มีแร่ธาตุและเส้นใยสูง และยังมีคุณสมบัติด้านความหนืด คุณลักษณะเหล่านี้ทำให้มีการนำสาหร่ายทะเลมาใช้ในเครื่องสำอางและวิตามิน อาหารปลาและอาหารปศุสัตว์มากขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : สำรวจโลก : สัตว์ก็มีหัวใจ, สำรวจโลก : […]

วาด ต้นไม้ จากความทรงจำ

คนเมืองกรุงอย่างผมไม่ใส่ใจ ต้นไม้ มากนักตราบใดที่ต้นไม้เหล่านั้นไม่ใช่ต้นไม้หน้าบ้านเราเอง การได้เห็นต้นไม้ถูกตัดจนด้วนหรือแหว่งกลับกลายเป็นภาพชินตา “เดี๋ยวมันก็งอก” เราบอกกับตัวเองเช่นนั้น ผมเพิ่งมารับรู้ถึงความเจ็บใจก็เมื่อตอนที่พบว่าต้นไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้ามหน้าปากซอยบ้านอาจจะไม่มีวันแตกกิ่งใหม่ขึ้นมาอีกแล้ว ต้นไม้ต้นนี้ยืนต้นมานานแค่ไหนไม่มีใครทราบ แต่ทุกคนเพิ่งมาเริ่มเห็นคุณค่าของมันก็ตอนที่พระอาทิตย์ยามบ่ายสาดแสงลงมายังบรรดาพ่อค้าแม่ค้ากับลูกค้าที่กำลังรับประทานอาหารในบริเวณนั้น เนื่องจากไม่มีกิ่งไม้ใหญ่คอยบังให้ร่มเงาอีกต่อไป ถ้าต้นไม้เลือกสถานที่อยู่อาศัยได้ คงไม่มีต้นไม้ต้นไหนอยากที่จะเกิดหรือเติบโตในฐานะต้นไม้ในเมือง อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตใดๆ ที่ด้านล่างรากของมันต้องเผชิญกับฟุตบาทแข็งๆ หรือท่อระบายน้ำ บางต้นโชคร้ายกว่านั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตัดสินใจเทปูนล้อมรอบ ในขณะที่ด้านบนกิ่งก้านของมันถูกตัดทิ้งได้ทุกเมื่อหากเติบโตแผ่ขยายจนไปกินพื้นที่ของสายไฟ นั่นจึงทำให้ชาวกรุงอย่างผมชินตากับภาพของต้นไม้ที่ถูกตัดจนเหี้ยนเหล่านี้ เคราะห์ดีบางต้นรอดและยังคงเติบโตแตกกิ่งก้านสาขาออกไปได้ แม้จะไม่แข็งแรงเหมือนเดิมก็ตาม ในขณะที่บางต้นกลับไม่โชคดีเช่นนั้น การตัดต้นไม้โดยขาดองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ส่งผลให้พวกมันกลายเป็นต้นไม้พิการ ซึ่งในที่สุดแล้วต้นไม้เหล่านี้จะเติบโตช้าลงๆ อันเป็นผลมาจากใบและรากที่ไม่แข็งแรง ทำให้รับส่งอาหารและพลังงานได้ไม่เพียงพอ เมื่อต้นไม้อ่อนแอลงเรื่อยๆ ในที่สุดมันจะตายกลายเป็นแค่ซากไม้ยืนต้น หากบรรดาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงตัดต้นไม้อย่างขาดความรู้เช่นนี้ทุกปี ภาพถ่ายชุดนี้ได้แนวคิดมาจากการรำลึกถึงอดีตของต้นไม้เหล่านั้น ก่อนที่จะถูกตัด หรือบั่นกิ่ง ต้นไม้พิการที่กุดแหว่ง หรือบิดเบี้ยวเหล่านี้ เคยมีหน้าตาเป็นอย่างไร? แผ่กิ่งก้านสาขายิ่งใหญ่ขนาดไหน? มีดอกหรือไม่? ด้วยความช่วยเหลือจากผู้คนในพื้นที่นั้นๆ คอลัมน์ “The Perspective” เดินเท้าออกสำรวจต้นไม้พิการหลายจุดในเมืองกรุง และขอให้พวกเขาช่วยวาดมันขึ้นมาอีกครั้งจากความทรงจำ 1. สากล จงนิรักษ์ วินมอเตอร์ไซต์ประจำอยู่ที่วินหน้าห้างเซ็นจูรี่มานานกว่า 10 ปี เล่าให้ฟังว่า เห็นต้นไม้ต้นนี้มาตั้งแต่วันแรกของการทำงาน แต่ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์อายุกว่าทศวรรษต้นนี้กลับต้องถูกตัดจนกุดอีกครั้ง เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา […]

เบอร์นี เคราส์ กับสรรพเสียงธรรมชาติที่เงียบงันลงทุกที

ครั้งหน้าเมื่อออกไปในธรรมชาติ ลองหยุดนิ่ง หลับตา และเงี่ยหูฟังสิ เบอร์นี เคราส์ อยากให้เราทำอย่างนั้น ก่อนสายเกินไปที่จะฟังเสียงซิมโฟนีแห่งโลกธรรมชาติ  เคราส์เป็นนักดนตรีแจ๊สผู้โด่งดัง ระหว่างเรียนปริญญาเอกสาขา Bioacoustics เขาก่อตั้งสาขา “นิเวศวิทยาของเสียงจากสิ่งแวดล้อม” เคราส์อัดเสียงต่างๆ จากป่าดงพงไพร ทั้งบนบกและในทะเล มาตั้งแต่ พ.ศ. 2511  เขารวบรวมเสียงจากถิ่นที่อยู่ต่างๆ มากกว่า 5 พันชั่วโมง บันทึกเสียงจากสิ่งมีชีวิตอย่างน้อย 15,000 ชนิด  บางคนถือว่าห้องสมุดเสียงของเขาเป็นสมบัติของชาติ  แต่ที่น่าเศร้าคือการรบกวนของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นทุกทีกำลังทำให้เสียงธรรมชาติเหล่านั้นแผ่วลง  จากเสียงนกร้องถึงเสียงหมาป่าหอนและเสียงขยับจังหวะของแมลง และเสียงที่บันทึกจากระบบนิเวศหลายแห่งที่เคราส์เรียกว่า “biophonies”—เสียงสรรพชีวิต—ก็หยุดบรรเลงไปตลอดกาลเสียแล้ว  “ออร์เคสเตรธรรมชาติกำลังสาบสูญไป ไม่ใช่แค่เสียง แต่เป็นตัวผู้บรรเลงเองด้วย”  เคราส์ เคยให้สัมภาษณ์ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ว่าทำไมเสียงของธรรมชาติจึงสำคัญ   เสียงจากสิ่งแวดล้อม (soundscape) บอกอะไรเราต่างไปจากภูมิทัศน์ (landscape) ? แน่นอน  มีตัวอย่างหนหนึ่งที่บริษัทตัดไม้เข้าไปยังเซียราเนวาดา เมื่อ พ.ศ. 2531  ผมบันทึกเสียงธรรมชาติตอนรุ่งอรุณทั้งก่อนและหลังการตัดไม้  ถ้ามองด้วยตาเปล่า ป่าดูเหมือนเดิมหลังจากต้นไม้ที่ถูกเลือกตัดบางต้นถูกขนย้ายออกไป แต่เสียงนกที่เคยร้องหายไปอย่างมากและแม้อีกทศวรรษให้หลัง เสียงนกร้องแบบที่เคยมีดั้งเดิมก็ยังไม่หวนกลับมาอีกเลย […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.