กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และมีทักษะอะไรที่เราต้องเรียนรู้

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ทักษะการสังเกต (Observation) หมายถึง ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือปรากฏการณ์ต่างๆ โดยไม่ลงความเห็นของผู้สังเกต เป็นวิธีการพื้นฐานที่จะได้ข้อมูลมาตามความต้องการ

การสังเกต, กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
การสังเกตที่ดีควรหลีกเลี่ยงการใส่ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้สังเกต เพื่อให้เกิดความแม่นยำของข้อมูล

ทักษะการวัด (Measurement) หมายถึง ความสามารถในการใช้เครื่องมือวัดหาปริมาณของสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ความสามารถในการเลือกใช้เครื่องมืออย่างเหมาะสม และความสามารถในการอ่านค่าที่ได้จากการวัดได้ถูกต้องและใกล้เคียงกับความจริง พร้อมทั้งมีหน่วยกำกับเสมอ

ทักษะการคำนวณ (Using numbers) หมายถึง ความสามารถในการบวก ลบ คูณ หาร หรือจัดกระทำกับตัวเลขที่แสดงค่าปริมาณของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งได้จากการสังเกต การวัด การทดลองโดยตรง หรือจากแหล่งอื่น ตัวเลขที่คำนวณนั้นต้องแสดงค่าปริมาณในหน่วยเดียวกัน ตัวเลขใหม่ที่ได้จากการคำนวณจะช่วยให้สื่อความหมายได้ตรงตามที่ต้องการและชัดเจนยิ่งขึ้น

การจำแนกประเภท, กระบวรการทางวิทยาศาสตร์
ภาพตัวอย่างการใช้ทักษะการจำแนกประเภทในการจัดหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิต ขอบคุณภาพจาก Encyclopedia Britannica

ทักษะการจำแนกประเภท (Classification) หมายถึง ความสามารถในการจัดจำแนกหรือเรียงลำดับวัตถุ หรือสิ่งที่อยู่ในปรากฏการณ์ต่างๆ ออกเป็นหมวดหมู่โดยมีเกณฑ์ในการจัดจำแนก เกณฑ์ดังกล่าวอาจใช้ ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ โดยจัดสิ่งที่มีสมบัติบางประการร่วมกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

อ่านต่อหน้า 3 ทักษะการหาความสัมพันธ์

เรื่องแนะนำ

กิ้งก่าคาเมเลี่ยน ไม่ได้เปลี่ยนสีเพื่อพรางตัวอย่างเดียว

แม้ว่าภาพจำจากในภาพยนตร์หรือการ์ตูนจะบ่งบอกว่ากิ้งก่าคาเมเลี่ยนมีความสามารถพิเศษเพื่อการพรางตัว แต่นักวิทยาศาสตร์พบว่าแท้จริงแล้วพวกมันมีเหตุผลอื่นในการเปลี่ยนสีสันของผิวหนัง

รถยนต์ไร้คนขับ เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เป็นประโยชน์หรือความเสี่ยง

รถยนต์ไร้คนขับ เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่คาดว่าจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตมนุษย์ในช่วงทศวรรษ 2020 ผู้ผลิตรถยนต์หลายบริษัทกำลังพัฒนานวัตกรรมนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่เราจะสามารถเชื่อมั่นเทคโนโลยีนี้ได้มากแค่ไหน หนึ่งในการคิดค้นนวัตกรรมของมนุษยชาตินับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคือเรื่องของการเดินทาง นับตั้งแต่สัตว์พาหนะ การเทียมเกวียนสัตว์ รถจักรไอน้ำ มาจนถึงเทคโนโลยีรถยนต์ในปัจจุบัน ซึ่งดูเหมือนเป็นสิ่งที่มนุษย์ขาดไปไม่ได้เสียแล้ว และในปัจจุบันก็ได้มีการพูดถึงการพัฒนา รถยนต์ไร้คนขับ นวัตกรรมล้ำสมัยที่ปรากฏเป็นภาพจินตนาการในภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่อง จนเราคาดหวังว่ารถยนต์ไร้คนขับจะเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกไปไม่ต่างจากโทรศัพท์สมาร์ตโฟน แต่ในช่วงเวลา 3 – 4 ปีที่ผ่านมาก็ได้ปรากฏข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุในการทดสอบรถยนต์ไร้คนขับขึ้นอยู่บ้าง หลายคนจึงอาจเกิดคำถามว่าเทคโนโลยีนี้จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น หรือเราต้องคอยระวังอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่น ๆ หลักกิโลเมตรที่หนึ่งในการเดินทางของรถยนต์ไร้คนขับ คำนิยามสำคัญของนวัตกรรมชนิดนี้คือยานพาหนะใดๆ ก็ตามที่สามารถทำงานได้เองโดยไม่ต้องมีผู้ควบคุมดังที่เราอาจเคยจินตนาการกันไว้ ตามประวัติศาสตร์ปรากฏหลักฐานว่ามีการทดลองรถยนต์ไร้คนขับ มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1920 ในประเทศสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งในปี 1977 The Tsukuba Mechanical Engineering Lab in Japan ได้ประดิษฐ์รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองเต็มรูปแบบได้สำเร็จ ทำความเร็วได้ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมรถยนต์ไร้คนขับนี้เริ่มมีการพูดถึงมากขึ้นเมื่อ Google บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีได้ตัดสินใจพัฒนารถยนต์ไร้คนขับในปี 2009 ด้านเทสลามอเตอร์ บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดังก็ตั้งเป้าหมายที่จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ในขณะที่บริษัทผลิตรถยนต์ชั้นนำอื่น ๆ ก็ประกาศว่าจะพัฒนารถยนต์ไร้คนขับเป็นของตัวเองเช่นเดียวกัน […]

ความรู้ประจำวัน: มหาสมุทรบนดาวอังคารหายไปไหน?

ความรู้ประจำวัน: มหาสมุทรบนดาวอังคารหายไปไหน? ภาพความแห้งแล้งของดาวเคราะห์สีแดงคือภาพที่คุ้นตาของดาวอังคาร แต่ย้อนกลับไปราว 3,500 ล้านปีก่อนดาวอังคารปกคลุมด้วยมหาสมุทร และมีชั้นบรรยากาศที่อบอุ่นไม่ต่างจากโลกของเรา เมื่อ 4,500 ล้านปีก่อน ในช่วงเวลาที่ระบบสุริยะจักรวาลของเราถือกำเนิดขึ้น โลกและดาวอังคารก่อตัวขึ้นพร้อมๆ กันด้วยสารประกอบเดียวกันอย่าง คาร์บอน ไนโตรเจน ออกซิเจน แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างกันก็คือขนาด หากเทียบกันแล้วดาวอังคารมีขนาดเพียงลูกซอฟต์บอลเท่านั้น ในขณะที่โลกมีขนาดเท่าลูกโบว์ลิ่ง นั่นทำให้กว่าที่ดาวเคราะห์ทั้งสองดวงจะเย็นตัวลงนั้นต้องใช้เวลาที่ต่างกันมาก และเมื่อดาวอังคารเย็นตัวลงแล้ว โลกของเรายังเต็มไปด้วยหินร้อนหลอมละลายอยู่เลย อีกหนึ่งความแตกต่างก็คือดาวอังคารไม่มีสนามแม่เหล็กที่คอยปกป้องตัวมันเช่นโลก นั่นทำให้ลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ปะทะเข้ากับดาวอังคารตลอดเวลาและพัดพาเอาโมเลกุลขนาดเล็กออกไป จึงทำให้ดาวอังคารค่อยๆ สูญเสียมหาสมุทรไปเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไปหลายล้านปี ในที่สุดดาวอังคารก็มีสภาพดังที่เราเห็นในปัจจุบัน   อ่านเพิ่มเติม จำลองการใช้ชีวิตบนดาวอังคาร

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.