ซิฟิลิส : กามโรคที่กลับมายังสังคมไทยอีกครั้ง - National Geographic Thailand

ซิฟิลิส: กามโรคที่ไม่เคยห่างหายไปจากมนุษย์

ภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนของเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ทรีโพนีมา แพลลิดัม (Treponema pallidum) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค ซิฟิลิส ขอบคุณภาพจาก Centers for Disease Control and Prevention, USA


หลังจากโรค ซิฟิลิส ได้ห่างหายจากสังคมไทยไปพักใหญ่ ก็กลับมาระบาดอีกครั้ง โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น เนื่องจากความเข้าใจผิด และความหย่อนยานในการป้องกันตัวเองจากโรคติดต่อนี้

หลังจากที่ซิฟิลิสโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ครั้งหนึ่งเคยแพร่ระบาดในสังคมไทย ได้ทำให้เกิดการตื่นตัวเรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จนสามารถควบคุมได้แล้ว กระแสความกลัวซิฟิลิสก็เริ่มจางหายไปในสังคม ผู้คนเริ่มสนใจกับโรคติดต่อประเภทเดียวกันที่ร้ายแรงกว่าอย่างเช่นโรคเอดส์แทน ซึ่งก็มีสัญญาณที่ดีในการควบคุมการแพร่ระบาดด้วยเช่นกัน

แต่ในวันนี้ซิฟิลิสกลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง แบบที่ไม่มีใครคาดคิด โดยข้อมูลการแพร่ระบาดเมื่อเร็วๆ นี้ อาจจะทำให้ผู้คนต่างงงงวยและไม่ทันตั้งตัว ว่าโรคระบาดที่ครั้งหนึ่งเชื่อกันว่าสามารถควบคุมได้แล้วกลับมาได้อย่างไร

กามโรคจากแดนไกล

ต้นกำเนิดของโรคซิฟิลิสนั้นไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด แต่มีทฤษฎีอยู่ 2 ทฤษฎีที่กล่าวถึงต้นกำเนิดของโรคนี้ โดยทฤษฎีแรกเชื่อว่าเป็นโรคในเขตร้อนที่มาจากการค้าทาสจากแอฟริกาไปยังยุโรปและทวีปอเมริกา อีกทฤษฎีหนึ่งคือ โรคนี้นำมาจากทวีปอเมริกาโดยลูกเรือของโคลัมบัส นักสำรวจทางทะเลชื่อดังผู้ค้นพบทวีปอเมริกา แล้วนำมาระบาดในยุโรป ซึ่งในสมัยนั้นเรียกกันว่า หัดอินเดียน

ซิฟิลิส
ภาพวาดแสดงการรักษาผู้ที่ติดเชื้อซิฟิลิสในยุคกลาง ขอบคุณภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Syphilis

อย่างไรก็ตาม การระบาดของโรคซิฟิลิสที่หนักจนนักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้อยู่ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่สิบห้า ในแถบทวีปยุโรป ซึ่งเป็นโรคที่เกิดกับบรรดานักเดินทาง โสเภณี ทหาร โดยเวลานั้น ทุกประเทศในยุโรปต่างมีผู้ป่วยติดเชื้อซิฟิลิสอยู่ทุกประเทศ และโรคดังกล่าวก็ได้มาถึงประเทศไทย (สยาม) จากการติดต่อกับชาวต่างชาติ ดังจะเห็นได้จากการตรา พระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค เมื่อ พ.ศ. 2451 ซึ่งมีจุดประสงค์หนึ่งเพื่อควบคุมโรคติดต่อจากนครโสเภณี อันน่าจะหมายความรวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างซิฟิลิสด้วย และโรคนี้ก็ได้ปรากฏในสังคมไทยเรื่อยมา และมีช่วงที่ระบาดรุนแรงเป็นครั้งคราว

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรค

ซิฟิลิสเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ทรีโพนีมา แพลลิดัม (Treponema pallidum) ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล หรือแม้กระทั่งรอยขีดข่วนบนผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ โดยอากาศโรคซิฟิลิส เมื่อได้รับเชื้อแล้วจะแบ่งอาการออกเป็น 3 ระยะ

1. ระยะแรก จะปรากฏแผลขนาดเล็กที่เรียกว่าแผลริมแข็ง (Chancre) เป็นแผลที่ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด มีลักษณะเรียบและแข็งขึ้นตามร่างกาย โดยเฉพาะตามอวัยวะเพศและริมฝีปากหลังได้รับเชื้อราว 3 สัปดาห์ ก่อนแผลจะหายไป ซึ่งก็จะเป็นช่วงที่ผู้ที่ติดเชื้อนิ่งนอนใจ คิดว่าเชื้อหายไปเองและไม่เข้ารับการตรวจ

2. ระยะที่สอง หลังจากผ่านระยะแรกมาได้ราว 1-3 เดือน ผู้ที่ติดเชื้อจะมีผื่น ที่มีลักษณะตุ่มนูนขึ้นตามบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า อวัยวะเพศ หรือส่วนอื่นๆ เช่น ขาหนีบ ทวารหนัก ภายในช่องปาก เป็นไข้ ต่อมน้ำเหลืองบวม เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด ผมร่วง หรืออื่นๆ ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปโดยไม่ได้รับการรักษาได้

– และผู้ป่วยอาจมีอาการระยะสงบ (Latent Syphilis) กล่าวคือ เป็นช่วงที่ไม่ค่อยปรากฏอาการของโรคแสดงออกมา แต่ผู้ป่วยยังมีเชื้ออยู่ในตัวและสามารถตรวจพบได้

3. ระยะที่ 3 ถ้าในกรณีที่ผู้ป่วยไม่เข้ารับการรักษา ก็จะเข้าสู่ระยะสุดท้ายที่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เส้นประสาท หัวใจ สมอง หรืออวัยวะของร่ายกายที่มีเชื้อไปอยู่ ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะที่ร้ายแรงอื่นๆ เช่น ตาบอด สมองเสื่อม อัมพาต ไร้สมรรถภาพทางเพศ โรคหัวใจ จนสามารถเสียชีวิตได้ในที่สุด

โดยผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิสจะมีความเสี่ยงในติดเชื้อ HIV ได้ง่ายขึ้น 2-5 เท่า ด้วยเช่นกัน

ซิฟิลิส
ภาพที่แสดงถึงแผลบนผิวหนังฝ่ามือของผู้ป่วยที่ติดเชื้อซิฟิลิสในระยะที่สอง ขอบคุณภาพถ่ายจาก Centers for Disease Control and Prevention, USA

โดยโรคซิฟิลิสสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin) เป็นหลัก และถึงแม้ว่าจะมีระยะช่วงที่ไม่แสดงอาการ แต่ผู้ที่ติดเชื้อยังต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องจนหายขาด หากพบว่าระยะเวลาการติดเชื้อของผู้ป่วยไม่ถึง 1 ปี ก็สามารถหยุดการลุกลามได้โดยการฉีดยาเพนิซิลลิน 1 เข็ม แต่ถ้ามีอาการมากกว่า 1 ปี อาจต้องรับการฉีดยามากกว่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีโรคติดเชื้อซิฟิลิสโดยกำเนิด ซึ่งเป็นซิฟิลิสที่ติดต่อจากมารดาสู่ลูกในครรภ์ มีผลทำให้มารดาที่ติดเชื้อเกิดการคลอดก่อนกำหนด ทารกเสียชีวิตในครรภ์ หรือเกิดการเสียชีวิตในทารกแรกเกิดได้เช่นเดียวกัน

การกลับมาอีกครั้ง

ความน่ากลัวของ โรคซิฟิลิส นี้ ทำให้สังคมไทยเกิดการตื่นตัวเรื่องการรณรงค์การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไปพักหนึ่ง จนทำให้การแพร่ระบาดลดลงไปมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้คนทั่วไปเริ่มลดความกลัว และลดการป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ จนเกิดการแพร่ระบาดอีกครั้ง ตามรายงานที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก ของโรงพยาบาลบางรัก หรือศูนย์กามโรคบางรัก ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัดกรมควบคุมโรค เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา โดยกลุ่มที่ติดเชื้อมากที่สุดเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาถึงมหาวิทยาลัย หรืออายุราว 15-24 ปี

โดยสาเหตุของการกลับมาระบาดอีกครั้ง คาดว่าน่าจะมีจากค่านิยมการป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ลดน้อยลง และความเข้าใจผิดว่าโอกาสการติดโรคนี้มาจากการซื้อบริการทางเพศเท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์กับใครก็มีโอกาสในการติดเชื้อได้ทั้งสิ้น รวมไปถึงความเข้าผิดว่าการมีเพศสัมพันธ์ผ่านทางปากหรือทวารหนักไม่ทำให้เกิดโรค ทั้งที่ความจริง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกือบทุกโรคสามารถติดกันได้ง่ายมากผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย

อีกสาเหตุหนึ่งของการระบาดคือ คือผู้ที่เป็นโรคนี้จะไม่รู้ตัว จึงกลายเป็นพาหะของโรคไปโดยไม่ตั้งใจ เมื่อรู้ตัวว่าติดเกิดความละอาย และไม่ยอมเข้ารับการรักษาตั้งแต่แรก และปล่อยให้อากาศรุนแรงขึ้นจนสามารถรักษาได้ยากแล้ว

การป้องกันโรคซิฟิลิส

บรรดาแพทย์ต่างลงความเห็นว่า การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เป็นป้องกันที่ดีที่สุด ถึงแม้อาจมีผู้หญิงไทยจำนวนไม่น้อยคิดว่าแค่กินยาคุมกำเนิดก็เพียงพอ แต่สิ่งนั้นก็ไม่สามารถป้องกันตัวเองจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ หรือถ้ามีเหตุให้สงสัยว่าตนมีอาการของโรค ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดให้ทราบว่ามีเชื้อซิฟิลิสในตัวหรือไม่ ก็จะช่วยรักษาทั้งตัวเองและลดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

และการป้องกันที่ดีที่สุด ต้องเริ่มจากการตระหนักและควบคุมพฤติกรรมให้ห่างไกลจากการติดต่อโรคนี้ด้วยตัวเอง

แหล่งอ้างอิง

ซิฟิลิส

ซิฟิลิส(Syphilis)คืออะไร?

ซิฟิลิสมันกลับมาแล้ว!

ซิฟิลิส:การกลับมาระบาดอีกครั้ง และกามโรคในไทยพุ่งกระฉูดโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นเหตุมาจากอัตราการใช้ถุงยางลดลง 

รู้จัก’ซิฟิลิส’โรคระบาดยอดฮิตที่รักษาได้ 

ผู้ชายกรุงเทพฯเกือบสูญพันธุ์ เป็นโรคบุรุษถึงร้อยละ ๗๕ ต้องให้ญี่ปุ่นเป็นครู!!!

โรคส่งผ่านทางเพศสัมพันธ์: โรคเหตุความศิวิไลซ์

โลกโซเชียลแห่ให้ข้อมูล “ซิฟิลิส” ระบาด ไม่รีบรักษาอาจถึงตาย 


อ่านเพิ่มเติม สมาร์ทโฟน ส่งผลอย่างไรต่อวิถีชีวิตของคนในสังคมปัจจุบัน

เรื่องแนะนำ

เลเซอร์ : เทคโนโลยีเพื่อภาพคมชัดจากเบื้องบน

เลเซอร์ : เทคโนโลยีเพื่อภาพคมชัดจากเบื้องบน ภาพถ่ายดาวเทียมช่วยให้เราเห็นโลกจากเบื้องบน แต่เทคโนโลยีที่อยู่ใกล้โลกอย่าง เลเซอร์ กลับช่วยให้เรามองเห็นรายละเอียดได้มากกว่า และนี่คือที่มาของนวัตกรรมเพื่อเมืองที่อาศัยเลเซอร์ในการสร้างภาพ เทคโนโลยีสำรวจทางอากาศที่เรียกว่าไลดาร์ (LIDAR ย่อมาจาก Light Detection and Ranging) ทำงานโดยการยิงแสงเลเซอร์จากเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ หรือโดรน จากนั้นเครื่องมือจะรับข้อมูลที่สะท้อนกลับจากพื้นผิวเบื้องล่าง ในอดีต ความละเอียดสูงสุดที่ได้จากไลดาร์อยู่ที่ราว 50 จุดต่อตารางเมตร แต่ทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์กสามารถเพิ่มความละเอียดได้ถึง 335 จุดต่อตารางเมตร ส่งผลให้ได้ภาพจากเบื้องบนโดยเฉพาะพื้นที่ในเขตเมืองที่มีรายละเอียดมากกว่าที่ผ่านมา  ถึงขนาดเห็นรอยแตก ขอบถนน และรายละเอียดด้านหน้าของตึกรามบ้านช่อง ไลดาร์ไม่เพียงให้ภาพมุมสูง แต่ยังเผยภาพรูปทรงเรขาคณิตความละเอียดสูงของเมืองที่ดูราวกับเคลื่อนไหว ความลาดชันน้อยๆ บนทางเท้าสามารถบอกได้ว่า น้ำที่ท่วมขังจะไหลไปทางใด และอนุภาคที่รวมตัวกันเป็นกระจุกอาจหมายถึงมลพิษทางอากาศ ภาพจากไลดาร์ที่เห็นนี้มาจากย่านใจกลางเมืองดับลิน เมืองหลวงของไอร์แลนด์ “สมมุติว่าคุณทำงานด้านสาธารณสุขและรู้ว่า ย่านใดย่านหนึ่งของเมืองมีคนป่วยด้วยโรคหอบหืดมาก” เดบรา เลเฟอร์ อาจารย์ด้านสารสนเทศเขตเมืองที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก บอกและเสริมว่า คุณสามารถมองหาบริเวณที่รถบรรทุกจอดติดเครื่องยนต์อยู่ มลพิษเหล่านั้นไปไหน เราจะสามารถเปลี่ยนพืชพรรณบนหลังคาอาคารต่างๆ  ปรับเปลี่ยนเส้นทางการไหลของน้ำ ไปจนถึงถนนที่รถบรรทุกใช้งาน แม้การรวบรวมข้อมูลจากทางอากาศจะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่เครื่องสแกนไลดาร์ที่ใช้การยิงเลเซอร์สามารถติดตั้งกับอากาศยานที่ใช้งานในภารกิจอื่นๆ ได้ เช่น เฮลิคอปเตอร์ตำรวจหรือหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน เป็นต้น […]

จำลองการใช้ชีวิตบนดาวอังคาร

ชมบรรยากาศของการจำลองการใช้ชีวิตบนดาวอังคารในศูนย์ฝึกหลายแห่งทั่วโลก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งถื่นฐานยังดาวเคราะห์สีแดงในอนาคต

การค้นพบทางดาราศาสตร์: ดวงดาวบนฟ้ากำเนิดมาพร้อมกับกาแล็กซี

(ภาพปก) ภาพแสดงจากข้อมูลที่รวบรวมจากยานอวกาศไกอาแสดงให้เห็นการกระจายตัวของดวงดาว 150 ล้านดวงใน กาแล็กซี ทางช้างเผือก โดยดาวสีส้มและสีเหลืองแสดงถึงความหนาแน่นของดวงดาว ขณะนี้ ทีมนักดาราศาสตร์กำลังใช้ยานอวกาศไกอาเพื่อประมาณอายุที่ชัดเจนของดวงดาวบางส่วน และปักหมุดแหล่งที่อยู่ของดาวที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยรู้จัก ภาพถ่ายโดย ESA/GAIA/DPAC, A. KHALATYAN(AIP) & STARHORSE TEAM; GALAXY MAP: NASA/JPL-CALTECH/R. HURT (SSC/CALTECH)  พวกมันมีอายุพอๆ กับดาวที่เก่าที่สุดในจักรวาล – รายงานจากนักดาราศาสตร์ นักดาราศาสตร์ค้นพบว่า บางส่วนของดวงดาวที่ส่องประกายอยู่บนท้องฟ้าระยิบระยับในค่ำคืนนั้นเป็นวัตถุที่หลงเหลือจาก กาแล็กซี ทางช้างเผือกยุคเริ่มต้นที่เก่าแก่ที่สุด หลังจากที่ได้ก่อรูปร่างมาในช่วงเวลา 2-3 พันล้านปีของช่วงการระเบิดครั้งใหญ่ (บิ๊กแบง) โดยดวงดาวเหล่านี้ได้รวมตัวเป็นกลุ่มก้อน และในระหว่างช่วงเวลาที่ยาวนานนี้ พวกมันก็ได้เติบโตและขัดเกลาตัวเองมาเป็นกาแล็กซีทรงกังหัน อันเป็นพื้นที่ที่มนุษย์เราอาศัยอยู่ในทุกวันนี้ “ดวงดาวเหล่านี้มีอายุพอๆ กับดาวที่เก่าที่สุดในจักรวาล” Carme Gallart แห่งสถาบันฟิสิกส์ดาราศาสตร์แห่งเกาะคานารี กล่าว โดยรายงานของเขาได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Astronomy ซึ่งเผยว่าเป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์ได้ปักหมุดอายุของบรรดาดวงดาวโบราณซึ่งมีอายุราวหนึ่งหมื่นถึงหนึ่งหมื่นสามพันล้านปีแล้ว “การกำหนดประชากรของดาว (populations of stars) ที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งได้ก่อร่างของกาแล็กซีทางช้างเผือกนั้นค่อนข้างน่าสนใจ เพราะมันจะให้แนวทางเราไปสู่อดีตของกาแล็กซีของเรา” Chris Hayes […]

เลือดข้นความรู้เข้ม! การเก็บลายนิ้วมือบนวัตถุพยาน

เลือดข้นความรู้เข้ม! การเก็บลายนิ้วมือบนวัตถุพยาน ในกลางศตวรรษที่ 18 ก่อนที่โลกจะรับรู้ว่า “ลายนิ้วมือ” ของมนุษย์เรานั้นไม่มีใครมีรอยเหมือนกันเลย อาชญากรที่พ้นโทษไปแล้วและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้มักเปลี่ยนรูปลักษณ์หน้าตา และทรงผมของพวกเขาให้ต่างจากเดิม ทว่ามีหลักเกณฑ์หนึ่งที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดได้คือ “มานุษยมิติ” (Anthropometry) คิดค้นขึ้นโดย อัลโฟงส์ แบร์ติยอง (Alphonse Bertillon) นักอาชญาวิทยาชาวฝรั่งเศส ด้วยแนวคิดที่ว่ามนุษย์แต่ละคนมีขนาดสัดส่วนของอวัยวะต่างๆ ไม่เท่ากัน และการวัดส่วนสูง ความยาวลำตัว ความกว้างของหัว ความยาวเมื่อเหยียดแขน สีปาก สีตา ไปจนถึงลักษณะจมูกและคิ้ว ฯลฯ สามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการชี้ตัวบุคคลได้ หลังแนวคิดดังกล่าวถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายไม่นาน วิธีการระบุตัวอาชญากรนี้กลับก่อความสับสนเมื่อนักโทษใหม่มีขนาดของร่างกายตรงกับนักโทษเก่าที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันมาก่อน ฉะนั้นในเวลาต่อมาแนวคิดนี้จึงถูกลบล้างไป ต่อมาในทศวรรษ 1890 Sir William Herschel ข้าราชการอังกฤษในอินเดียค้นพบว่ารอยประทับนิ้วมือบนสัญญากู้ยืมเงินสามารถนำมาระบุอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคลได้ อันที่จริงการใช้รอยนิ้วมือยืนยันตัวเกิดขึ้นมานานแล้ว ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีการพบหลักฐานลายนิ้วมือประทับลงบนเอกสารเก่าแก่ของจีนอายุ 220 ปีก่อนคริสต์กาล และในจักรวรรดิโรมันเองมีบันทึกเกี่ยวกับการสะสางคดีความคืนความบริสุทธิ์ให้แก่ชายตาบอด เมื่อรอยฝ่ามือที่ประทับบนคราบเลือดได้รับการพิสูจน์ว่าไม่ใช่ฝีมือของเขา ลายนิ้วมือคือส่วนของผิวหนังที่นูนขึ้นมาจนมองเห็นเป็นลายเส้น แม้ความสูงและร่องลึกของมันจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทว่าวิวัฒนาการที่มีขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มความฝืดในการยืดจับ และเพิ่มประสิทธิภาพของประสาทสัมผัสนี้กลับทรงพลังอย่างน่าทึ่งในการระบุอัตลักษณ์ของบุคคล เพราะบนโลกใบนี้ไม่มีใครที่มีลายนิ้วมือเหมือนกันเลยแม้แต่ฝาแฝดก็ตาม อันที่จริงในทางสถิติ จากการศึกษาของ Sir Francis Galton บุคคลแรกที่พบว่าลายนิ้วมือเป็นลักษณะเฉพาะตัวชี้ว่ามีโอกาสที่คนๆ […]