สมาร์ทโฟน กับบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นดาบสองคม

สมาร์ทโฟน ส่งผลอย่างไรต่อวิถีชีวิตของคนในสังคมปัจจุบัน

เจ้าคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา หรือที่เราเรียกกันจนติดปากว่า “สมาร์ทโฟน” สามารถเนรมิตสิ่งมหัศจรรย์มากมายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส แต่ผลการศึกษาล่าสุดกลับพบว่ามันส่งผลด้านลบต่อชีวิตประวันของเรา มากกว่าที่คิด

เรื่องโดย ยูธิจิต ภัตตาจาร์จี

สมาร์ทโฟน ทำให้พ่อกับผมนั้นรู้สึกเหมือนว่าอยู่ใกล้กันตลอดเวลา แม้ว่าในความจริงแล้วเราทั้งสองต่างอาศัยอยู่คนละฝากของประเทศ ซึ่งปกติแล้วพ่อเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบออกไปไหนสักเท่าไร คงจะเป็นเรื่องปกติของคนวัยนี้ด้วยแหละ พ่อผมอายุ 79 ปีแล้ว อาศัยอยู่ที่เมืองโกลกาตา ประเทศอินเดีย

เมื่อไม่นานมานี้ ในขณะที่ผมกำลังนั่งรถไฟจากประเทศเดนมาร์กเพื่อที่จะไปประเทศสวีเดน พ่อก็ได้วิดิโอคอลมาหาผมทางสไกป์ (Skype) และด้วยความที่สไกป์เป็นการโทรคุยกันแบบเห็นหน้า ผมเลยเอาโทรศัพท์แนบไปกับหน้าต่างเพื่อที่จะให้พ่อเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของประเทศสวีเดนแบบที่ผมเห็น ให้พ่อได้สัมผัสไปกับมันด้วย ผู้อ่านเชื่อหรือไม่ ความรู้สึกผมใน ณ ตอนนั้น มันสมจริงมากราวกับว่าพ่อได้มานั่งอยู่ข้างๆ ผมบนรถไฟ ทำให้ผมคิดว่าเทคโนโลยีสมัยนี้มันไปไกลมากแล้วจริงๆ

ผมควรจะรู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่โทรศัพท์ของผมสามารถทำให้ผมได้พูดคุยและเห็นหน้ากับพ่อได้ แม้ว่าจะอยู่คนละฝากฝั่งของโลกก็ตาม แต่ก็โทรศัพท์เครื่องเดียวกันนี่แหละที่เข้ามาก้าวก่ายชีวิตส่วนตัว พร้อมกับทำให้ผมมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างน้อยลง ผมยังจำได้ดีตอนที่ผมกลับไปเยี่ยมพ่อที่โกลกาตา ผมแทบจะไม่สามารถละสายตาออกจากโทรศัพท์ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว ทั้งที่ตอนนั้นพ่อก็อยู่ข้างหน้าผมแท้ๆ แต่ผมไม่สนใจ ผมกลับอยากรู้ว่ามีใครมากดไลก์รูปที่ผมเพิ่งโพสต์ล่าสุดบนเฟซบุ๊กหรือเปล่า (สรุปคือมีคนมากดไลก์เพิ่ม แถมมีมาแสดงความคิดเห็นอีกต่างหาก) ก็เป็นเรื่องที่น่าตลกเหมือนกัน ที่เทคโนโลยีทำให้คนที่อยู่ห่างไกลกัน รู้สึกเหมือนอยู่ใกล้กัน แต่ก็เทคโนโลยีตัวเดียวกันนี้ ที่ทำให้คนที่อยู่ใกล้กัน กลับรู้สึกเหมือนอยู่ห่างไกล

สมาร์ทโฟน

ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก ซึ่งในตอนแรก จุดประสงค์หลักมีไว้โทรหรือส่งข้อความหากัน แต่ในปัจจุบัน ประโยชน์ของมันกลับมีมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเอาไว้นำทางเวลาออกทริปต่างจังหวัด เอาไว้เรียกแท็กซี่ เอาไว้ดูรีวิวเปรียบเทียบสินค้าและราคา เอาไว้ตามข่าว เอาไว้ดูหนัง เอาไว้ฟังเพลง เอาไว้เล่นเกม หรือแม้กระทั่งเอาไว้เก็บภาพไว้เป็นความทรงจำ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเข้ามาของสมาร์ทโฟนนั้นสร้างประโยชน์มากมายให้กับสังคมปัจจุบัน อาทิเช่น ออนไลน์แบงกิ้ง ที่ทำให้การออกจากบ้านไปธนาคารไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป อีกทั้งยังมีแอปพลิเคชันสำหรับการเช็กว่าวันนี้เราเดินไปกี่ก้าว หรือว่าเมื่อคืนเรานอนหลับอย่างมีคุณภาพหรือเปล่า อย่างไรก็ดี ประโยชน์จากเทคโนโลยีพวกนี้ก็ต้องแลกมาด้วยอะไรหลายๆ อย่าง สมาร์ทโฟนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันมากจนทำให้เรามีส่วนร่วมกับโลกภายนอกน้อยลง ที่เห็นได้ชัดที่สุดคงหนีไม้พ้นการใช้สมาร์ทโฟนเข้ามาช่วยในการนำทางจากสถานที่หนึ่งไปอีกสถานที่หนึ่ง จากที่แต่ก่อนเรามักจะใช้การจำเส้นทาง การถามผู้ที่เคยไปมาแล้ว หรือถามคนในละแวกพื้นที่นั้น แต่ปัจจุบันไม่เป็นแบบนั้นแล้ว และบางทีเราก็อาจจะใช้สมาร์ทโฟนนำทางเราทั้งๆ ที่เราเคยไปสถานที่แห่งนั้นหลายรอบแล้วก็ตาม

สมาร์ทโฟน
ฟีเจอร์ที่น่าสนใจของ Google Maps คือสามารถบ่งบอกได้ว่าเส้นทางไหนรถติด และควรเลี่ยงไปยังเส้นทางไหน

ไม่ว่าจะตามสนามบิน มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า หรือพื้นที่สาธารณะต่างๆ แทบจะทุกที่ ท่าทางที่เรามักจะพบเห็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง คือการก้มหน้าพร้อมกับเพ่งสายตาจ้องมองไปที่โทรศัพท์อย่างจริงจัง บางครั้งหากคุณเจอใครสักคนในร้านกาแฟ นั่งจิบกาแฟพร้อมกับสายตาที่จ้องมองออกนอกหน้าต่าง ความคิดแรกที่เข้ามาในหัวกลับเป็นว่า แบตเตอรี่โทรศัพท์ของเขาหมดหรือไม่ มากกว่าที่จะคิดว่าพวกเขากำลังมีความสุขกับการมองวิวจากนอกหน้าต่าง

สมาร์ทโฟน
การก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มากเกินไป เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคปวดคอเรื้อรังได้
ขอขอบคุณภาพจาก TIM HL LAI

เอเดรียน วอร์ด นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยเทกซัส ในเมืองออสติน รัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา ได้รวบรวมผู้ทดลองในการวิจัยครั้งนี้กว่า 800 คน พร้อมกับทิ้งโจทย์เชาว์ปัญญาไว้ให้หาคำตอบ 2 ข้อ ข้อแรกคือ ให้แก้โจทย์คณิตศาสตร์พร้อมกับให้จำตำแหน่งของตัวอักษรที่ปรากฏอยู่ในคำที่ถูกจัดขึ้นมาอย่างมั่วๆ ข้อที่สองคือมีตัวเลือกภาพให้เลือกไปใส่ให้สอดคล้องกับภาพที่มีไว้ให้อยู่แล้ว ทั้งนี้กฏกติกาคือผู้เข้าร่วมบางคนไม่สามารถนำสมาร์ทโฟนเข้าไปในห้องสอบได้ ในขณะที่บางคนได้รับอนุญาตให้เก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงได้ แต่ก็ยังมีบางคนที่ฝ่าฝืนกฏแล้วนำสมาร์ทโฟนวางไว้บนโต๊ะสอบ

ถึงแม้ว่าสมาร์ทโฟนจะไม่ได้มีผลอะไรต่อการทำโจทย์เชาว์ปัญญาครั้งนี้ เพราะถึงอย่างไรผู้เข้าร่วมก็ไม่สามารถนำมันออกมาหาคำตอบได้อยู่แล้ว กลับมีอิทธิผลต่อการทำแบบทดสอบครั้งนี้อย่างไม่น่าเชื่อ กล่าวคือผู้เข้าร่วมที่ไม่ได้พกสมาร์ทโฟนติดตัวไว้ มีคะแนนอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก ในขณะที่กลุ่มที่นำสมาร์ทโฟนเข้าไปกลับมีคะแนนอยู่ในกลุ่มรั้งท้าย ทำให้ได้ข้อสรุปว่าสมาร์ทโฟนนั้นเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ (Cognitive Capacity) นั้นต่ำลง

คณะผู้วิจัยยังมีความกังวลอีกว่า การติดสมาร์ทโฟนมากเกินไปจะทำให้ทักษะความสามารถในการอ่านเขียนของเด็กรุ่นใหม่มีความถดถอยน้อยลง ซึ่งจะไปส่งผลกระทบต่อการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ต่อไปในอนาคต โดยคณะผู้วิจัยก็ไม่ได้กังวลกันไปเองแต่อย่างไร แต่พวกเขาได้อ้างอิงจากผลการศึกษาของแอนน์ แมนเกน นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยสตาแวนเจอร์ ในประเทศนอร์เวย์ พวกเขาได้แบ่งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ทั้งหมด 72 คนออกเป็น 2 กลุ่ม โดยให้แต่ละกลุ่มนั้นอ่านบทความทั้งหมด 2 ชิ้น แต่มีเงื่อนไขคือจะมีกลุ่มหนึ่งที่ได้อ่านผ่านกระดาษทั่วไป ในขณะที่อีกกลุ่มจะได้อ่านแบบเป็นไฟล์ PDF ผ่านทางหน้าจอแทน ข้อสรุปที่ได้คือ กลุ่มที่อ่านผ่านกระดาษมีทักษะการอ่านจับใจความได้ดีกว่าอีกกลุ่มที่อ่านผ่านทางหน้าจอ

ยังมีผลการศึกษาออกมาเปิดเผยอีกว่า การใช้โทรศัพท์ขณะที่กำลังรับประทานอาหารอยู่นั้นก็สามารถทำให้ความเพลิดเพลินในการรับประทานลดน้อยลงเช่นกัน Ryan Dwyer นักศึกษาปริญญาเอกในสาขาจิตวิทยาระบุว่า “เป็นเรื่องที่น่าตกใจมากที่คนที่เล่นโทรศัพท์ระหว่างมื้ออาหารนั้น กลับมีแนวโน้มที่จะรู้สึกเบื่อมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้นำโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น”

อีธาน ครอสส์ นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ในเมืองแอนน์อาร์เบอร์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ได้อธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมมันถึงเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ในการละตัวออกจากโทรศัพท์

“แผนอันแยบยลของโซเชี่ยลมีเดียก็คือ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเราจะมีคนมากดไลก์ หรืออีเมลจะเข้าเมื่อไหร่ เราไม่สามารถทราบในเรื่องของพวกนี้ได้เลย นั้นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องเช็คโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา เพราะอยากรู้ว่าจะมีคนมากดไลก์เพิ่ม หรือมีการแจ้งเตือนอะไรใหม่หรือเปล่า”

โดยมีสถิติออกมาว่าในปี 2018 จำนวนเฉลี่ยที่ผู้คนปลดล็อกโทรศัพท์มีมากถึง 73 ครั้งต่อวัน เยอะกว่าสองปีก่อนอยู่เกือบ 20 ครั้ง

ทั้งนี้สมาร์ทโฟนก็ยังคงมีประโยชน์อีกหลายข้อด้านที่จะทำให้การใช้ชีวิตของเรามีความสะดวกสบายและง่ายขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่ามัวแต่เล่นโทรศัพท์มากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพกันนะครับ

***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม : การพักผ่อน สำคัญกับร่างกายของเราอย่างไร

 

เรื่องแนะนำ

ชินรินโยคุ การอาบป่าบำบัดแบบญี่ปุ่น

ชินรินโยคุ คือสะพาน เมื่อเราเปิดประสาทสัมผัส สะพานนี้จะเชื่อมเราสู่โลกแห่งธรรมชาติ ภาพถ่ายโดย DANIEL RAIK การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมืองอันห่างไกลธรรมชาติอาจบั่นทอนมนุษย์ได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ สำหรับชาวญี่ปุ่นมีวิธีการรักษาแบบใช้ธรรมชาติบำบัดที่เรียกว่า “การอาบป่า” หรือ ชินรินโยคุ ซึ่งได้รับการรับรองว่าได้ผล แม้ใช้เวลาเพียงไม่นาน มนุษย์ล้วนกำเนิดมาจากธรรมชาติ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะรู้สึกดีทุกครั้งเมื่อได้ไปท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสธรรมชาติ การได้ฟังเสียงธรรมชาติ ได้สูดกลิ่นป่า หายใจเอาอุ่นไอของอากาศบริสุทธิ์จากต้นไม้ที่ล้อมรอบนั้นล้วนส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจ ราวกับว่าร่างกายได้ฟื้นคืนพลังขึ้นมาใหม่ ซึ่งชาวญี่ปุ่นรับรู้ถึงข้อดีของการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติมานานจนเกิดเป็นวิถีการบำบัดที่เรียกว่าชินรินโยคุ คำว่าชินรินโยคุ (Shinrin-yoku / 森林浴) แยกออกเป็นคำว่า Shinrin (森林) แปลว่า ป่า และ yoku (浴) แปลว่า อาบ จึงแปลรวมกันว่า การอาบป่า หรือการรับรู้บรรยากาศป่าผ่านประสาทสัมผัสของเรา การอาบป่าในญี่ปุ่นมีประวัติการนำเสนอโดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานป่าไม้ในจังหวัดนางาโนะตั้งแต่ทศวรรษ 1980 อันเป็นยุครุ่งเรืองสุดขีดของเศรษฐกิจญี่ปุ่น รัฐบาลในตอนนั้นเริ่มเห็นผลเสียของการที่ประชาชนอยู่ในเมืองท่ามกลางเทคโนโลยีที่กำลังรุดหน้า ไม่ว่าจะเป็นภาวะซึมเศร้า อาการเสียสมาธิ รวมไปถึงอาการเจ็บปวดต่างๆในร่างกาย เมื่อเวลาผ่านไป อาการเหล่านี้ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ ซึ่งล้วนเกิดจากการที่ประชาชนอยู่ในเมืองที่มีการจราจรติดขัด ผู้คนหนาแน่น ชีวิตในออฟฟิศที่ใช้เวลายาวนาน พื้นที่สีเขียวในเมืองถูกลดทอน จึงมีการส่งเสริมให้ผู้คนไป “อาบป่า” ให้มากขึ้น ต่อมาได้มีการนำแนวคิดชินรินโยคุไปศึกษาผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และมีการวิจัยอย่างต่อเนื่อง […]

แรงเสียดทาน (Friction)

แรงเสียดทาน (Friction) คือแรงต้านการเคลื่อนที่บนผิวสัมผัสที่เกิดขึ้นระหว่างวัตถุ หรือแรงที่ต้านทานการเคลื่อนที่ของวัตถุไปบนพื้นผิวสัมผัส ซึ่งส่งผลให้วัตถุดังกล่าวเคลื่อนที่ช้าลงหรือหยุดนิ่งไปในท้ายที่สุด ดังนั้น แรงเสียดทานจึงมีทิศทางตรงกันข้ามกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ และมีขนาดขึ้นอยู่กับ ลักษณะของพื้นผิวสัมผัส และ แรงหรือน้ำหนัก ที่กระทำในลักษณะตั้งฉากต่อพื้นผิวดังกล่าว หากแรงกดตั้งฉากกับผิวสัมผัสมีขนาดมากเท่าใดย่อมส่งผลให้เกิดแรงเสียดทานมากขึ้นเท่านั้น ประเภทของแรงเสียดทาน แรงเสียดทานจำแนกออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ แรงเสียดทานชนิดแห้ง (Dry Friction) คือแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสกันของวัตถุที่มีสถานะเป็นของแข็ง โดยแรงเสียดทานชนิดแห้งสามารถจำแนกออกเป็น 2 ชนิดย่อย คือ แรงเสียดทานสถิต (Static Friction) คือแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุ ในสภาวะที่วัตถุได้รับแรงกระทำแล้วหยุดนิ่งอยู่กับที่ แรงเสียดทานจลน์ (Kinetic Friction) คือแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุ ในสภาวะที่วัตถุได้รับแรงกระทำแล้วเกิดการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ แรงเสียดทานในของไหล (Fluid Friction) คือแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของวัตถุในของไหล (Fluid) หรือการเคลื่อนที่ของวัตถุในสสารที่มีสถานะเป็นของเหลวและก๊าซ เช่น ความต้านทานของอากาศที่กระทำต่อเครื่องบินหรือการต้านทานของน้ำที่กระทำต่อเรือ เป็นต้น แรงเสียดทานจากการหมุน (Rolling Friction) คือแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของวัตถุทรงกลมหรือมีพื้นผิวกลมมนบนพื้นผิวสัมผัส เช่น การเคลื่อนที่ของลูกบอลหรือล้อรถบนถนน ประโยชน์ของแรงเสียดทาน แรงเสียดทานมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์มายาวนาน ตั้งแต่ยุคสมัยของการริเริ่มจุดไฟ การนำหินมากระทบกัน […]

อาหารคีโตจีนิก : อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ – ไขมันสูง

งานวิจัยทางวิชาการหลายฉบับยังรายงานผลการทดลอง ที่ขัดแย้งกันระหว่างข้อดีและผลกระทบระยะยาวของ อาหารคีโตจีนิก ที่กำลังเป็นกระแสนิยมในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา  อาหารคีโตจีนิก คืออะไร อาหารคีโต หรือ อาหารคีโตจีนิก (Ketogenic diets) เป็นรายการอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ แต่มีไขมันสูง ซึ่งส่งผลให้ร่างกายใช้พลังงานทางเลือกจากไขมันแทนการใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานหลักคือคาร์โบไฮเดรต ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า คีโตซิส (Ketosis) กระบวนการคีโตซิสจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายรับรู้ว่าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง จึงจำเป็นเผาผลาญพลังงานจากไขมันแทน กระบวนการคีโซซิสเกิดขึ้นที่ตับ โดยไขมันที่เก็บสะสมไว้ในช่องท้องจะถูกเปลี่ยนให้เป็นกรดไขมัน และได้ผลผลิตสุดท้ายเป็นสารประเภทคีโตน (Ketones) ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้ บทสรุป: เมนูอาหารคีโต คือ อาหารที่คาร์โบไฮเดรตต่ำ และมีไขมันสูง ซึ่งส่งผลให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลและอินซูลินในเลือดต่ำ ร่างกายจึงใช้พลังงานจากไขมัน ผ่านสารให้พลังงานที่เรียกว่า คีโตน ประเภทของอาหารคีโตจีนิก 1. Standard ketogenic diet (SKD): เป็นรายการอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก มีโปรตีนปานกลาง และมีไขมันสูง โดยสัดส่วนของอาหารหนึ่งมื้อคือ ไขมันร้อยละ 75 โปรตีนร้อยละ 20 และคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 5 2. Cyclical ketogenic diet (CKD): เป็นการเลือกรับประทานอาหารคีโตจีนิกเป็นส่วนใหญ่ […]

รู้จักกับ “เฮอร์ริเคน” เจ้าแห่งพายุ

รู้จักกับ เฮอร์ริเคน เจ้าแห่งพายุ แรงลมกรรโชก ฝนกระหน่ำ คลื่นกลืนกิน นี่คือสัญญาณมรณะของเฮอร์ริเคน … พายุเฮอร์ริเคน (hurricane) คือพายุหมุนเขตร้อนที่เกิดในมหาสมุทรแอตแลนติก เหนือทะเลแคริบเบียน อ่าวเม็กซิโก และในมหาสมุทรแปซิฟิก แถบฝั่งทะเลด้านตะวันตกของประเทศเม็กซิโก พายุเช่นเดียวกันนี้ที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกและในทะเลจีนใต้เรียกว่า ไต้ฝุ่น (typhoon) หากเกิดในอ่าวเบงกอลและมหาสมุทรอินเดียเรียกว่า ไซโคลน (cyclone) โดยพายุเฮอร์ริเคนลูกหนึ่งอาจปลดปล่อยพลังงานในหนึ่งวันเทียบเท่ากับระเบิดนิวเคลียร์ขนาดเล็กถึง 500,000 ลูก พายุเฮอร์ริเคนก่อตัวขึ้นในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง  เมื่อดวงอาทิตย์ทำให้ผืนน้ำกว้างใหญ่ในเขตร้อนอุ่นขึ้นกว่า 27 องศาเซลเซียส (82 องศาฟาเรนไฮต์) อากาศที่อุ่นและชื้นลอยตัวสูงขึ้นเหนือจุดร้อนเหล่านี้ ทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ขณะที่อากาศในระดับสูงขึ้นไปและอากาศเหนือพื้นผิวมารวมตัวกัน ก่อให้เกิดรูปแบบการเคลื่อนที่แบบวงกลมของกลุ่มเมฆที่รู้จักกันในชื่อ พายุดีเปรสชัน (tropical depression) หรือพายุหมุนกำลังอ่อน เมื่อกำลังลมมีความเร็วมากกว่า 39 ไมล์ต่อชั่วโมง (62 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) พายุโซนร้อน (tropical storm) ก็ก่อตัวขึ้น และหากกำลังลมทวีขึ้นเป็น 74  ไมล์ต่อชั่วโมง (119 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) พายุเฮอร์ริเคนก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ   ภายในพายุ แถบฝนยาวถึง […]