สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เป็นกลุ่มสัตว์ที่มี่ความหลากหลายทั้งจำนวนและชนิดพันธุ์

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrate)

ในบรรดาสรรพสัตว์ที่อยู่บนโลกนี้ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง มีจำนวนชนิดพันธุ์มากกว่าร้อยละ 97 ของอาณาจักรสัตว์

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrate) คือกลุ่มสัตว์ที่ไม่มีกระดูกเป็นแกนกลางภายในร่างกาย ไม่มีไขสันหลัง (Spinal Cord) หรือกระดูกสันหลัง (Vertebrae) ซึ่งทำหน้าที่พยุงโครงสร้างของร่างกาย รวมถึงไม่สามารถสร้างและพัฒนากระดูกขึ้นเองได้ นอกจากนี้ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังยังเป็นกลุ่มสัตว์ที่มีจำนวนชนิดมากที่สุดในโลกอีกด้วย คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 97 ของสัตว์ทั้งหมดบนโลก โดยส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ขาปล้อง เช่น แมลงมีจำนวนชนิดพันธุ์มากกว่าหนึ่งล้านชนิด ขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์ปีกในกลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลังมีเพียง 5,000 และ 10,000 ชนิด ตามลำดับ เท่านั้น

โครงสร้างของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังมีโครงสร้างทางร่างกายที่หลากหลาย การปราศจากกระดูกสันหลังและไขสันหลังเป็นแกนหลักของร่างกาย ส่งผลให้สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิดมีเปลือกแข็งห่อหุ้มอยู่ภายนอกร่างกายหรือที่เรียกว่า “ระบบโครงร่างแข็งภายนอก” (Exoskeleton) เพื่อป้องกันอวัยวะภายใน

ในสัตว์บางชนิดมีระบบกล้ามเนื้อและช่องว่างภายในที่เต็มไปด้วยของเหลวหรือที่เรียกว่า “ระบบโครงร่างของเหลว” (Hydrostatic Skeleton) เป็นแกนหลักในการคงรูปร่างและบังคับควบคุมการเคลื่อนไหว เช่น แมงกะพรุนและหนอน

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิดมีระบบประสาทและเซลล์ประสาท (Neuron) เช่นกัน ถึงแม้ไม่มีกระดูกสันหลังที่ทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะดังกล่าวเหมือนอย่างกลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลังก็ตาม

ดอกไม้ทะเล, ไฮดรา, สัตว์ทะเล, สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
ดอกไม้ทะเลตัวนี้ฝังตัวอยู่ในนํ้าแข็งแล้วปล่อยหนวดแกว่งไกวอยู่ในนํ้ามืดมิด แมรีเมแกน ดาลี นักชีววิทยาทางทะเล บอกว่า เท่าที่รู้ พวกมันเป็นดอกไม้ทะเลเพียงชนิดเดียวที่อาศัยอยู่ในนํ้าแข็ง

วิวัฒนาการของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

การย้อนรอยเพื่อศึกษาวิวัฒนาการของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังยังเป็นเรื่องยากสำหรับวงการวิทยาศาสตร์ เนื่องจากซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล (Fossil) ไม่สามารถคงสภาพเนื้อเยื่อไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ขาดหลักฐานในการสืบค้นไปจนถึงจุดกำเนิดของสัตว์กลุ่มนี้

แต่จากการค้นพบฟอสซิลของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังครั้งแรก ทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ฟอสซิลดังกล่าวเป็นสัตว์จำพวกฟองน้ำที่มีชีวิตอยู่เมื่อราว 660 ล้านปีก่อน เป็นสัตว์ที่มีองค์ประกอบเป็นเนื้อเยื่ออ่อนทั้งหมด จึงเกิดความเชื่อว่าในขณะนั้น สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังยังไม่ได้เกิดวิวัฒนาการจนมีโครงร่างแข็ง หรือเปลือกนอกห่อหุ้มเหมือนอย่างสัตว์จำพวกแมลงในปัจจุบัน แม้นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่าสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดแรกปรากฏขึ้นบนโลกตั้งแต่เมื่อหลายพันล้านปีก่อนก็ตาม

ปู, สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง, ฟองน้ำ
ปูฟองน้ำจากเซาท์ออสเตรเลียสวมใส่ฟองน้ำไว้บนกระดอง
ภาพถ่ายโดย Fred Bavendam

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำแนกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่

  • ฟองน้ำ (Sponge)ลักษณะลำตัวเป็นโพรงและมีรูพรุนโดยรอบ เพื่อแลกเปลี่ยนสารอาหารและขับถ่าย ระบบสืบพันธุ์เป็นทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ ฟองน้ำส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทะเล มีลักษณะคล้ายพืชเนื่องจากในช่วงตัวเต็มวัยไม่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างสัตว์ชนิดอื่น
  • สัตว์จำพวกลำตัวเป็นปล้อง (Segmented worm)มีลำตัวยาวเป็นปล้องคล้ายวงแหวนเรียงต่อกัน มีผิวหนังเปียกชื้นเพื่อการแลกเปลี่ยนก๊าซในการหายใจ มีระบบประสาทและระบบทางเดินอาหาร มีการสืบพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ รวมถึงบางชนิดมี 2 เพศอยู่ภายในตัวเดียวกัน บางชนิดอาศัยอยู่บนพื้นดินที่ชื้นแฉะ ขณะที่บางชนิดอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำ เช่น ไส้เดือนดิน ปลิงน้ำจืด ทากดูดเลือด
ไส้เดือนดิน, สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
ลำตัวของไส้เดือนดินแบ่งเป็นข้อปล้อง (segment) อย่างชัดเจน
  • สัตว์จำพวกหอยและหมึก (Mollusk): มีลำตัวอ่อนนิ่ม บางชนิดมีเปลือกแข็งห่อหุ้มลำตัว มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ อาศัยอยู่ทั้งบนบกและในน้ำ ส่งผลให้ให้บางชนิดหายใจได้ทั้งทางเหงือกและทางปอด เช่น หอยชนิดต่างๆ รวมถึงการมีโครงแข็งอยู่ภายในลำตัว และมีหนวดที่ใช้ในการเคลื่อนที่ เช่น หอยฝาเดียว หอยสองฝา และหมึกชนิดต่างๆ

อ่านเพิ่มเติม: หมึกสาย : นักมายากลแปดหนวด

  • สัตว์พวกผิวหนาม (Echinoderm): มีลำตัวหยาบและขรุขระ มีสารประกอบของหินปูนเป็นองค์ประกอบหลัก ไม่มีส่วนหัว ใต้ลำตัวมีท่อขนาดเล็กจำนวนมากที่ใช้สำหรับการเคลื่อนที่ มีการสืบพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทะเล เช่น ดาวทะเล และหอยเม่น
เม่นทะเล, สัตว์ไม่มีระดูกสันหลัง
เม่นทะเล
  • สัตว์จำพวกลำตัวกลวงหรือลำตัวมีโพรง (Cnidarian)มีรูปร่างคล้ายทรงกระบอก มีลำตัวเป็นโพรงกลวง มีช่องเปิดออกจากปลายลำตัวเพียงช่องเดียว เพื่อการแลกเปลี่ยนสารอาหารเข้าและขับถ่ายของเสียส่วนใหญ่มีเข็มพิษในการป้องกันตัวและใช้แทงเหยื่อ มีการสืบพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทะเลเช่น ไฮดรา แมงกะพรุนและปะการัง

อ่านเพิ่มเติม: สวย ใส ไร้สมอง! แมงกะพรุนมีดีอะไรถึงอยู่มาได้หลายร้อยล้านปี

  • สัตว์ขาปล้อง (Arthropod)มีลักษณะขาต่อกันเป็นข้อ ลำตัวสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว อก และท้อง มีระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบประสาท และระบบทางเดินอาหารที่สมบูรณ์ มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ มีเปลือกแข็งห่อหุ้มร่างกาย โดยส่วนใหญ่สัตว์ขาปล้องจะผ่านการเจริญเติบโตโดยการลอกคราบ ขณะที่จำนวนขาสามารถแบ่งกลุ่มสัตว์ขาปล้องออกเป็นกลุ่มย่อย เช่น มี 6 ขาคือกลุ่มแมลง เช่นยุง มด ผีเสื้อ ส่วนสัตว์ที่มี 8 ถึง 10 ขา คือ กลุ่มแมง เช่น แมงมุม แมงป่อง และแมงดาทะเล เป็นต้น
มอธ, ผีเสื้อ, สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
มอธ เป็นหนึ่งในสมาชิกของสัตว์ขาปล้อง มีปีกขนาดใหญ่ และใช้เวลาหากินส่วนใหญ่ในช่วงกลางคืน

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิดสามารถพบเห็นได้ในทุกสภาพแวดล้อม ทั้งในแหล่งน้ำ บนบก ใต้พื้นดิน หรือแม้แต่ในอากาศ รวมถึงมีขนาดหลากหลาย เช่น แพลงก์ตอนสัตว์ขนาดเล็กที่เรียกว่า “โรติเฟอร์” (Rotifer) มีขนาดราว 50 ไมโครเมตร (µm) ซึ่งมนุษย์เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ขณะที่สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและลึกลับที่สุดในโลก คือ หมึกโคลอสซัล (Colossal Squid) คาดว่ามีความยาวมากกว่า 15 เมตร เนื่องจากมนุษย์เรายังไม่สามารถบันทึกภาพหมึกโคลอสซัลที่โตเต็มวัยและมีขนาดใหญ่ที่สุดได้เลยจนถึงทุกวันนี้

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง

ThoughtCo.com – https://www.thoughtco.com/facts-about-invertebrates-4095330

Ducksters Kids Site – https://www.ducksters.com/animals/invertebrates.php

โรงเรียนโยธินนุกูล – http://krootonwich.com/data-3800.html

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ – http://www.sesa10.go.th/e-learning/biology/contents/4animal/4.4.html


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : สัตว์มีกระดูกสันหลัง (Vertebrate)

เรื่องแนะนำ

วาฬเพชฌฆาตปะทะวาฬสีน้ำเงิน

ฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันโจมตีสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พวกมันคงไม่ได้กำลังล่าเหยื่อ เรื่อง ซาราห์ กิบเบ็นส์ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่เมืองมอนเตเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน (drone) บันทึกภาพฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันเข้าโจมตีวาฬสีน้ำเงิน วาฬออร์กาเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งคือ วาฬเพชฌฆาต อาหารของพวกมันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล เช่น โลมา และแมวน้ำ แต่ในกรณีนี้ ผู้ล่าที่น่าเกรงขามคงไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อกรกับวาฬสีน้ำเงินตัวเต็มวัย ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลก จากข้อมูลที่เคยบันทึกไว้ วาฬสีน้ำเงินมีความยาวลำตัวได้ถึงหนึ่งร้อยฟุต และหนักกว่า 200 ตัน จากภาพที่บันทึกได้ วาฬสีน้ำเงินสบัดตัวไปทางด้านข้างอย่างแรง คล้ายกับเป็นการสร้างกำแพงน้ำ และว่ายออกไปอย่างรวดเร็วให้พ้นวิถีของวาฬออร์กา แนนซี แบล็ก นักชีววิทยาทางทะเล กล่าว เธอบันทึกภาพเหตุการณ์นี้ได้จากดาดฟ้าเรือชมวาฬ เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการโจมตี “พวกมันอาจจะกำลังหยอกเล่นเฉยๆ ค่ะ” แบล็กกล่าว “วาฬออร์กาแหย่วาฬสีน้ำเงิน เหมือนอย่างที่แมวเล่นกับเหยื่อของมัน วาฬชนิดนี้มีนิสัยขี้เล่นและชอบเข้าสังคม” แบล็กดำเนินธุรกิจนำชมวาฬในชื่อ Monterey Bay Whale Watch ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เธอเฝ้าสังเกตวาฬออร์กาและสัตว์ชนิดอื่นๆ ในกลุ่มคีตาเชียน (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล) แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าวาฬออร์กา […]

องค์ประกอบหลักของโลก : แผ่นดิน ผืนน้ำ และบรรยากาศ

องค์ประกอบหลักของโลก ต่างสัมพันธ์กันตั้งแต่พื้นดินไปจนถึงชั้นบรรยากาศ ต่างหลอมหลวมและมีปฏิสัมพันธ์กันก่อให้เกิดความมีชีวิต โลกเปรียบเสมือนระบบขนาดใหญ่ (Earth as a System) ที่ความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงกันขององค์ประกอบต่างๆ ส่งผลให้ดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้มีคุณสมบัติและเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งความหลากหลายและการก่อเกิดของชีวิต โลกเป็นดาวเคราะห์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (Dynamic Planet) และ องค์ประกอบหลักของโลก มีทั้งหมดหลัก 4 ส่วน คือ ธรณีภาค (Geosphere) คือส่วนที่เป็นแผ่นดินทั้งหมด รวมไปถึงหิน ดิน และแร่ธาตุ จากเปลือกโลกไปจนถึงแก่นดวงดาว ธรณีภาค คือส่วนที่ก่อให้เกิดลักษณะภูมิประเทศต่างๆ เช่น ภูเขาสูง ที่ราบ และหน้าผาสูงชัน รวมไปถึงการกำเนิดและพังทลายของหินชนิดต่างๆ ที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนของแร่ธาตุ เกิดวัฏจักรหิน (Rock cycle) สร้างองค์ประกอบของดินที่ส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติและสภาวะแวดล้อม สร้างถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต โลกมีหินทั้งหมด 3 ประเภท ได้แก่ 1) หินอัคนี (Igneous rocks) คือ หินที่เกิดจากการแข็งตัวของหินหนืด (Magma) จากชั้นเนื้อโลกที่เย็นตัวลงและเกิดการตกผลึก ทั้งบนผิวโลกและใต้พื้นโลก เช่น หินแกรนิต […]

เทคโนโลยีไลดาร์ ช่วยให้ภาพที่ดีกว่าเดิม

เทคโนโลยีไลดาร์ ช่วยให้ภาพที่ดีกว่าเดิม เทคโนโลยีไลดาร์ (LIDAR) ซึ่งย่อมาจาก light detection and ranging กำลังเป็นเครื่องมือทรงประสิทธิภาพที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์, นักวางผังเมือง, นักโบราณคดี ตลอดจนศาสตร์สาขาอื่นๆ ได้ข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้น การทำงานของไลดาร์นั้น เครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ หรือโดรนจะยิงลำแสงเลเซอร์ลงไปยังพื้นผิวเบื้องล่างที่ต้องการเก็บข้อมูล หลักการก็คือการวัดระยะเวลาในการเดินทางของลำแสงเลเซอร์จากจุดเริ่มต้นไปยังวัตถุเป้าหมายและระยะเวลาที่ลำแสงเลเซอร์สะท้อนกลับมายังเซ็นเซอร์เริ่มต้น ซึ่งจะช่วยให้ทีมนักวิจัยสามารถสร้างภาพสามมิติจากข้อมูลที่พวกเขาเก็บได้ รวมทั้งยังได้ภาพของพื้นผิวที่มีรายละเอียดมากกว่าภาพถ่ายดาวเทียมอีกด้วย ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ ช่วยให้นักโบราณคดีค้นพบร่องรอยของอารยธรรมเขมรและมายาซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนป่า และเศษซากของความยิ่งใหญ่เหล่านี้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า   อ่านเพิ่มเติม ค้นพบอาณาจักรมายาซ่อนตัวใต้ผืนป่ากัวเตมาลา