วิทยาศาสตร์แห่ง สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง กลุ่มสัตว์ที่มีจำนวนชนิดมากที่สุดในโลก

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrate)

ในบรรดาสรรพสัตว์ที่อยู่บนโลกนี้ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง มีจำนวนชนิดพันธุ์มากกว่าร้อยละ 97 ของอาณาจักรสัตว์

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrate) คือกลุ่มสัตว์ที่ไม่มีกระดูกเป็นแกนกลางภายในร่างกาย ไม่มีไขสันหลัง (Spinal Cord) หรือกระดูกสันหลัง (Vertebrae) ซึ่งทำหน้าที่พยุงโครงสร้างของร่างกาย รวมถึงไม่สามารถสร้างและพัฒนากระดูกขึ้นเองได้ นอกจากนี้ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังยังเป็นกลุ่มสัตว์ที่มีจำนวนชนิดมากที่สุดในโลกอีกด้วย คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 97 ของสัตว์ทั้งหมดบนโลก โดยส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ขาปล้อง เช่น แมลงมีจำนวนชนิดพันธุ์มากกว่าหนึ่งล้านชนิด ขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์ปีกในกลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลังมีเพียง 5,000 และ 10,000 ชนิด ตามลำดับ เท่านั้น

โครงสร้างของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังมีโครงสร้างทางร่างกายที่หลากหลาย การปราศจากกระดูกสันหลังและไขสันหลังเป็นแกนหลักของร่างกาย ส่งผลให้สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิดมีเปลือกแข็งห่อหุ้มอยู่ภายนอกร่างกายหรือที่เรียกว่า “ระบบโครงร่างแข็งภายนอก” (Exoskeleton) เพื่อป้องกันอวัยวะภายใน

ในสัตว์บางชนิดมีระบบกล้ามเนื้อและช่องว่างภายในที่เต็มไปด้วยของเหลวหรือที่เรียกว่า “ระบบโครงร่างของเหลว” (Hydrostatic Skeleton) เป็นแกนหลักในการคงรูปร่างและบังคับควบคุมการเคลื่อนไหว เช่น แมงกะพรุนและหนอน

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิดมีระบบประสาทและเซลล์ประสาท (Neuron) เช่นกัน ถึงแม้ไม่มีกระดูกสันหลังที่ทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะดังกล่าวเหมือนอย่างกลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลังก็ตาม

ดอกไม้ทะเล, ไฮดรา, สัตว์ทะเล, สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
ดอกไม้ทะเลตัวนี้ฝังตัวอยู่ในนํ้าแข็งแล้วปล่อยหนวดแกว่งไกวอยู่ในนํ้ามืดมิด แมรีเมแกน ดาลี นักชีววิทยาทางทะเล บอกว่า เท่าที่รู้ พวกมันเป็นดอกไม้ทะเลเพียงชนิดเดียวที่อาศัยอยู่ในนํ้าแข็ง

วิวัฒนาการของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

การย้อนรอยเพื่อศึกษาวิวัฒนาการของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังยังเป็นเรื่องยากสำหรับวงการวิทยาศาสตร์ เนื่องจากซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล (Fossil) ไม่สามารถคงสภาพเนื้อเยื่อไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ขาดหลักฐานในการสืบค้นไปจนถึงจุดกำเนิดของสัตว์กลุ่มนี้

แต่จากการค้นพบฟอสซิลของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังครั้งแรก ทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ฟอสซิลดังกล่าวเป็นสัตว์จำพวกฟองน้ำที่มีชีวิตอยู่เมื่อราว 660 ล้านปีก่อน เป็นสัตว์ที่มีองค์ประกอบเป็นเนื้อเยื่ออ่อนทั้งหมด จึงเกิดความเชื่อว่าในขณะนั้น สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังยังไม่ได้เกิดวิวัฒนาการจนมีโครงร่างแข็ง หรือเปลือกนอกห่อหุ้มเหมือนอย่างสัตว์จำพวกแมลงในปัจจุบัน แม้นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่าสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดแรกปรากฏขึ้นบนโลกตั้งแต่เมื่อหลายพันล้านปีก่อนก็ตาม

ปู, สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง, ฟองน้ำ
ปูฟองน้ำจากเซาท์ออสเตรเลียสวมใส่ฟองน้ำไว้บนกระดอง
ภาพถ่ายโดย Fred Bavendam

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำแนกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่

  • ฟองน้ำ (Sponge)ลักษณะลำตัวเป็นโพรงและมีรูพรุนโดยรอบ เพื่อแลกเปลี่ยนสารอาหารและขับถ่าย ระบบสืบพันธุ์เป็นทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ ฟองน้ำส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทะเล มีลักษณะคล้ายพืชเนื่องจากในช่วงตัวเต็มวัยไม่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างสัตว์ชนิดอื่น
  • สัตว์จำพวกลำตัวเป็นปล้อง (Segmented worm)มีลำตัวยาวเป็นปล้องคล้ายวงแหวนเรียงต่อกัน มีผิวหนังเปียกชื้นเพื่อการแลกเปลี่ยนก๊าซในการหายใจ มีระบบประสาทและระบบทางเดินอาหาร มีการสืบพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ รวมถึงบางชนิดมี 2 เพศอยู่ภายในตัวเดียวกัน บางชนิดอาศัยอยู่บนพื้นดินที่ชื้นแฉะ ขณะที่บางชนิดอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำ เช่น ไส้เดือนดิน ปลิงน้ำจืด ทากดูดเลือด
ไส้เดือนดิน, สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
ลำตัวของไส้เดือนดินแบ่งเป็นข้อปล้อง (segment) อย่างชัดเจน
  • สัตว์จำพวกหอยและหมึก (Mollusk): มีลำตัวอ่อนนิ่ม บางชนิดมีเปลือกแข็งห่อหุ้มลำตัว มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ อาศัยอยู่ทั้งบนบกและในน้ำ ส่งผลให้ให้บางชนิดหายใจได้ทั้งทางเหงือกและทางปอด เช่น หอยชนิดต่างๆ รวมถึงการมีโครงแข็งอยู่ภายในลำตัว และมีหนวดที่ใช้ในการเคลื่อนที่ เช่น หอยฝาเดียว หอยสองฝา และหมึกชนิดต่างๆ

อ่านเพิ่มเติม: หมึกสาย : นักมายากลแปดหนวด

หมึก, สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

  • สัตว์พวกผิวหนาม (Echinoderm): มีลำตัวหยาบและขรุขระ มีสารประกอบของหินปูนเป็นองค์ประกอบหลัก ไม่มีส่วนหัว ใต้ลำตัวมีท่อขนาดเล็กจำนวนมากที่ใช้สำหรับการเคลื่อนที่ มีการสืบพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทะเล เช่น ดาวทะเล และหอยเม่น
เม่นทะเล, สัตว์ไม่มีระดูกสันหลัง
เม่นทะเล
  • สัตว์จำพวกลำตัวกลวงหรือลำตัวมีโพรง (Cnidarian)มีรูปร่างคล้ายทรงกระบอก มีลำตัวเป็นโพรงกลวง มีช่องเปิดออกจากปลายลำตัวเพียงช่องเดียว เพื่อการแลกเปลี่ยนสารอาหารเข้าและขับถ่ายของเสียส่วนใหญ่มีเข็มพิษในการป้องกันตัวและใช้แทงเหยื่อ มีการสืบพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทะเลเช่น ไฮดรา แมงกะพรุนและปะการัง

อ่านเพิ่มเติม: สวย ใส ไร้สมอง! แมงกะพรุนมีดีอะไรถึงอยู่มาได้หลายร้อยล้านปี

แมงกะพรุน, สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

  • สัตว์ขาปล้อง (Arthropod)มีลักษณะขาต่อกันเป็นข้อ ลำตัวสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว อก และท้อง มีระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบประสาท และระบบทางเดินอาหารที่สมบูรณ์ มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ มีเปลือกแข็งห่อหุ้มร่างกาย โดยส่วนใหญ่สัตว์ขาปล้องจะผ่านการเจริญเติบโตโดยการลอกคราบ ขณะที่จำนวนขาสามารถแบ่งกลุ่มสัตว์ขาปล้องออกเป็นกลุ่มย่อย เช่น มี 6 ขาคือกลุ่มแมลง เช่นยุง มด ผีเสื้อ ส่วนสัตว์ที่มี 8 ถึง 10 ขา คือ กลุ่มแมง เช่น แมงมุม แมงป่อง และแมงดาทะเล เป็นต้น
มอธ, ผีเสื้อ, สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
มอธ เป็นหนึ่งในสมาชิกของสัตว์ขาปล้อง มีปีกขนาดใหญ่ และใช้เวลาหากินส่วนใหญ่ในช่วงกลางคืน

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิดสามารถพบเห็นได้ในทุกสภาพแวดล้อม ทั้งในแหล่งน้ำ บนบก ใต้พื้นดิน หรือแม้แต่ในอากาศ รวมถึงมีขนาดหลากหลาย เช่น แพลงก์ตอนสัตว์ขนาดเล็กที่เรียกว่า “โรติเฟอร์” (Rotifer) มีขนาดราว 50 ไมโครเมตร (µm) ซึ่งมนุษย์เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ขณะที่สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและลึกลับที่สุดในโลก คือ หมึกโคลอสซัล (Colossal Squid) คาดว่ามีความยาวมากกว่า 15 เมตร เนื่องจากมนุษย์เรายังไม่สามารถบันทึกภาพหมึกโคลอสซัลที่โตเต็มวัยและมีขนาดใหญ่ที่สุดได้เลยจนถึงทุกวันนี้

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง

ThoughtCo.com – https://www.thoughtco.com/facts-about-invertebrates-4095330

Ducksters Kids Site – https://www.ducksters.com/animals/invertebrates.php

โรงเรียนโยธินนุกูล – http://krootonwich.com/data-3800.html

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ – http://www.sesa10.go.th/e-learning/biology/contents/4animal/4.4.html


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : สัตว์มีกระดูกสันหลัง (Vertebrate)

เรื่องแนะนำ

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrate)

ในบรรดาสรรพสัตว์ที่อยู่บนโลกนี้ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง มีจำนวนชนิดพันธุ์มากกว่าร้อยละ 97 ของอาณาจักรสัตว์ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrate) คือกลุ่มสัตว์ที่ไม่มีกระดูกเป็นแกนกลางภายในร่างกาย ไม่มีไขสันหลัง (Spinal Cord) หรือกระดูกสันหลัง (Vertebrae) ซึ่งทำหน้าที่พยุงโครงสร้างของร่างกาย รวมถึงไม่สามารถสร้างและพัฒนากระดูกขึ้นเองได้ นอกจากนี้ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังยังเป็นกลุ่มสัตว์ที่มีจำนวนชนิดมากที่สุดในโลกอีกด้วย คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 97 ของสัตว์ทั้งหมดบนโลก โดยส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ขาปล้อง เช่น แมลงมีจำนวนชนิดพันธุ์มากกว่าหนึ่งล้านชนิด ขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์ปีกในกลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลังมีเพียง 5,000 และ 10,000 ชนิด ตามลำดับ เท่านั้น โครงสร้างของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังมีโครงสร้างทางร่างกายที่หลากหลาย การปราศจากกระดูกสันหลังและไขสันหลังเป็นแกนหลักของร่างกาย ส่งผลให้สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิดมีเปลือกแข็งห่อหุ้มอยู่ภายนอกร่างกายหรือที่เรียกว่า “ระบบโครงร่างแข็งภายนอก” (Exoskeleton) เพื่อป้องกันอวัยวะภายใน ในสัตว์บางชนิดมีระบบกล้ามเนื้อและช่องว่างภายในที่เต็มไปด้วยของเหลวหรือที่เรียกว่า “ระบบโครงร่างของเหลว” (Hydrostatic Skeleton) เป็นแกนหลักในการคงรูปร่างและบังคับควบคุมการเคลื่อนไหว เช่น แมงกะพรุนและหนอน สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิดมีระบบประสาทและเซลล์ประสาท (Neuron) เช่นกัน ถึงแม้ไม่มีกระดูกสันหลังที่ทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะดังกล่าวเหมือนอย่างกลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลังก็ตาม วิวัฒนาการของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง การย้อนรอยเพื่อศึกษาวิวัฒนาการของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังยังเป็นเรื่องยากสำหรับวงการวิทยาศาสตร์ เนื่องจากซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล (Fossil) ไม่สามารถคงสภาพเนื้อเยื่อไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ขาดหลักฐานในการสืบค้นไปจนถึงจุดกำเนิดของสัตว์กลุ่มนี้ แต่จากการค้นพบฟอสซิลของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังครั้งแรก […]

นักวิจัยเปลี่ยนกรุ๊ปเลือดของไตได้สำเร็จ ความหวังใหม่ในการปลูกถ่ายอวัยวะ

นักวิจัยเปลี่ยนกรุ๊ปเลือดของไตได้สำเร็จ สร้างความหวังใหม่ในการปลูกถ่ายอวัยวะ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักรประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนกรุ๊ปเลือดใดก็ได้ของไตให้เป็นกรุ๊ปเลือดโอ ซึ่งช่วยเพิ่มความหวังให้กับผู้รอรับบริจาคไตที่มีกรุ๊ปเลือดเข้ากันได้ อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ยังไม่ได้เริ่มศึกษาในมนุษย์จริง ๆ แต่ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะแก้ปัญหาการปลูกถ่ายที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ชนกลุ่มที่พบไตที่เข้ากันได้น้อยมาก “ความจริงที่ว่าคุณต้องมีกลุ่มเลือดที่เข้ากันได้คือหนึ่งในข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับผู้ที่บริจาคไต” ไมค์ นิโคลสัน (Mike Nicholson) ศาสตราจารย์ด้านการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะและผู้นำการวิจัยกล่าว ไตที่มาจากคนที่มีเลือดกรุ๊ปเลือดเอ ไม่สามารถปลูกถ่ายให้กับคนที่มีเลือดกรุ๊ปเลือดบี ดังนั้นการเปลี่ยนเป็นกรุ๊ปโอได้จะทำให้มีโอกาสปลูกถ่ายกับกลุ่มคนที่รอรับการบริจาคกว้างขึ้น ทีมวิจัยได้ใช้เครื่องให้เลือดไหลปกติ (normothermic perfusion machine) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับไตของมนุษย์เพื่อส่งเลือดที่เติมออกซิเจนแล้วเข้าไปในอวัยวะ แต่แทนที่จะเติมเลือดปกติ พวกเขาเพิ่มเอนไซน์พิเศษเฉพาะลงไปด้วยเพื่อทำหน้าที่เหมือน ‘กรรไกรโมเลกุล’ ตัดเครื่องหมายกรุ๊ปเลือดหรือแอนติเจนภายในหลอดเลือดของไตออก ผลลัพธ์ที่ได้คือการล้างกรุ๊ปเลือดที่เคยมีอยู่ออกไป กลายเป็นไตที่กรุ๊ปโอที่มีความเป็นสากล “ความมั่นใจของเราเพิ่มขึ้น หลังจากที่เราใช้เอนไซม์กับเนื้อเยื่อไตของมนุษย์ และมองเห็นว่าแอนติเจนถูกกำจัดออกไปอย่างรวดเร็ว” เซเรน่า แมคมิลแลน (Serena MacMillan) นักศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และหนึ่งในทีมวิจัยกล่าวและอธิบายเพิ่มว่า “การใช้ไตของมนุษย์กรุ๊ปบีและปั้มเอนไซม์ผ่านอวัยวะโดยใช้เครื่องให้เลือดไหลปกติของเรา จึงเห็นได้ว่าในเวลาเพียงไม่กี่ช่วงโมงเราได้เปลี่ยนไตกรุ๊ปบีเป็นกรุ๊ปโอแล้ว”  พวกเขากล่าวว่าผู้คนจากชนกลุ่มน้อยมักรอการปลูกถ่ายนานกว่าหนึ่งปี นานกว่าผู้ป่วยผิวขาว เนื่องจากหลายปัจจัยเช่นความหายากของเลือด จำนวนผู้บริจาคที่น้อยกว่ามาก รวมทั้งข้อห้ามทางวัฒนธรรม ความเชื่อ หรือศาสนา “การจำแนกกลุ่มเลือดถูกกำหนดโดยเชื้อชาติด้วย และชนกลุ่มน้อยมีแนวโน้มที่จะมีกรุ๊ปบีประเภทหายากมากกว่าด้วย” นิโคลสันกล่าว ด้วยเหตุเหล่านี้ การวิจัยนี้จึงอาจมีความหมายที่พิเศษสำหรับพวกเขา (ชนกลุ่มน้อย) “หลังจากเรารู้ว่ากระบวนการเหล่านี้นั้นเป็นไปได้ เราจึงต้องการขยายโครงการเพื่อใช้เอนไซม์กับไตมนุษย์ปกติ” แมคมิลแลนกล่าว […]

ยลโฉมชุดอวกาศแห่งอนาคต

ยลโฉม ชุดอวกาศ แห่งอนาคต แฟชั่นใหม่จากอีลอน มัสก์ ชุดอวกาศ ล่าสุดจาก SpaceX ออกแบบได้อย่างน่าทึ่ง ภาพถ่ายของชุดอวกาศแบบใหม่นี้ถูกเผยแพร่ผ่านทางอินสตาแกรมของเขา เมื่อช่วงเช้าของวันพุธที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา นับเป็นการเปิดตัวชุดอวกาศครั้งแรกโดย SpaceX ตัวชุดเห็นเฉพาะแค่ด้านบนจากเอวขึ้นไปเท่านั้น ออกแบบด้วยสีดำและสีขาว แตกต่างจากชุดอวกาศอันใหญ่โต เทอะทะ ที่เราคุ้นตากันจากนาซ่าโดยสิ้นเชิง ที่อวกาศ เมื่อปราศจากการปกป้องจากชั้นบรรยากาศของโลก ชุดอวกาศมีหน้าที่ควบคุมแรงดันและอุณหภูมิ ให้ออกซิเจน ตลอดจนปกป้องร่างกายมนุษย์จากรังสีต่างๆ และยังต้องเอื้อให้เคลื่อนไหวร่างกายและติดต่อสือสารได้อีกด้วย เมื่อถามมัสก์ว่ายากแค่ไหนกับการผนวกแฟชั่นและการใช้งานเข้าด้วยกัน เขาตอบว่ายากมาก แต่ในที่สุดแล้วแม้ชุดอวกาศรุ่นใหม่นี้จะดูมีความเป็นแฟชั่นสูง แต่ก็เพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติทุกอย่างช่นที่ชุดอวกาศควรมี “และผ่านการทดสอบภายใต้แรงดันสูงแล้ว” เขากล่าว อย่างไรก็ตามชุดอวกาศที่ดูบอบบางนี้ไม่ได้ถูกใช้สำหรับการออกไปยังนอกอวกาศ แต่ชุดนี้จะช่วยปกป้องลูกเรือที่เดินทางไปกับยานสำรวจ ในกรณีที่ความดันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในห้องโดยสาร ส่วนสำหรับนักบินระดับสูงเองก็จะสวมใส่ชุดที่คล้ายกัน เพื่อไม่ให้ร่างกายของเขาได้รับอันตรายจากแรงดันที่ลดลง มีแนวโน้มว่าชุดอวกาศรุ่นใหม่นี้จะถูกสวมใส่โดยนักบินอวกาศจาก SpaceX ที่มีเป้าหมายเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติหรือไกลกว่านั้น บรรดาผู้ที่สนใจต่างรอคอยที่จะยลโฉมชุดอวกาศนี้ แผนงานเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2015 และมัสก์เองก็กล่าวกับฝ่ายดีไซเนอร์และวิศวกรว่าตัวเขาต้องการให้ชุดนี้เป็น “ชุดที่เจ๋งที่สุด” ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2016 มัสก์จ้าง โจส เฟอร์นานเดส นักออกแบบเครื่องแต่งกายประจำฮออลลีวูด ผู้อยู่เบื้องหลังเครื่องแต่งกายของภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Batman, The […]

การแพร่ของสาร (Diffusion)

วิทยาศาสตร์น่ารู้ เรื่อง การแพร่ของสาร (Diffusion) การแพร่ของสาร (Diffusion) คือการเคลื่อนที่ของโมเลกุลหรือการกระจายตัวของอนุภาคภายในสสาร จากบริเวณที่มีความเข้มข้นสูงไปยังบริเวณที่มีความเข้มข้นต่ำ โดยอาศัยพลังงานจลน์ (Kinetic Energy) ของโมเลกุลหรือไอออนของสาร ให้เกิดการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างสมดุลให้ทั้งสองบริเวณมีความเข้มข้นของสารเท่ากันหรือที่เรียกว่า “สมดุลของการแพร่” (Diffusion Equilibrium) โดยการแพร่นั้นเกิดขึ้นได้ในทุกสถานะของสสาร ทั้งของแข็ง ของเหลว และก๊าซ ในชีวิตประจำวันของเรามีตัวอย่างของกระบวน การแพร่ของสาร เกิดขึ้นมากมาย เช่น การเติมน้ำตาลลงในกาแฟ การแพร่กระจายของกลิ่นน้ำหอม การฉีดพ่นยากันยุง การแช่อิ่มผลไม้ หรือแม้แต่การจุดธูปบูชาพระ เป็นต้น  ประเภทของการแพร่ 1. การแพร่ธรรมดา (Simple Diffusion) คือการเคลื่อนที่ของสาร โดยไม่อาศัยตัวพาหรือตัวช่วยขนส่ง (Carrier) ใดๆ เช่น การแพร่ของผงด่างทับทิมในน้ำ จนทำให้น้ำมีสีม่วงแดงทั่วทั้งภาชนะ การได้กลิ่นผงแป้ง หรือการได้กลิ่นน้ำหอม เป็นต้น 2.การแพร่โดยอาศัยตัวพา (Facilitated Diffusion) ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเท่านั้น คือการเคลื่อนที่ของสารบางชนิดที่ไม่สามารถแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้โดยตรง จึงต้องอาศัยโปรตีนตัวพา (Protein Carrier) ที่ฝังอยู่บริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ทำหน้าที่รับส่งโมเลกุลของสารเข้า-ออก […]