ขยะพลาสติก: ภัยคุกคามใหม่แห่งท้องทะเล -- เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

ขยะพลาสติก :  ภัยคุกคามใหม่แห่งท้องทะเล

ขยะพลาสติก :  ภัยคุกคามใหม่แห่งท้องทะเล

ลูกปลาเกิดใหม่กำลังกิน ขยะพลาสติก ขนาดจิ๋วแทนอาหาร หากลูกปลาตาย ปลาใหญ่จะมีจำนวนน้อยลง และนั่นอาจสะเทือนห่วงโซ่อาหารได้

เมื่อไม่นานมานี้ ฉันไปดำน้ำแบบสนอร์เกิลในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะโอวาฮูราว 750 เมตร สันเกาะช่วงนี้ลาดชันทีเดียว และพื้นทะเลก็หายไปอย่างรวดเร็วใต้ท้องเรือที่กำลังแล่นไปยังจุดดำน้ำ ตามปกติทิวเขาจะช่วยบังผืนน้ำบริเวณนี้จากลมค้า แต่วันนั้นสายลมอ่อนก่อให้เกิดคลื่นเบาๆ ทำให้ฉันเกือบพลาดสิ่งที่ตั้งใจมาดู นั่นคือคราบมันบางๆบนผิวน้ำซึ่งอุดมไปด้วยอนุภาคอินทรีย์ ที่ลูกปลาเกิดใหม่ใช้เป็นแหล่งอาหารและดิ้นรนเอาชีวิตรอดในช่วงสัปดาห์แรกๆของชีวิต

ฉันจุ่มหน้าลงในคราบมันนั้น รู้สึกเหมือนกำลังมองเข้าไปในแหล่งอนุบาลปลา ไข่ปลาลอยฟ่องเหมือนโคมไฟดวงจิ๋ว ถุงไข่แดงวับวาวกลางแสงแดด ตัวอ่อนปลาขนาดเท่าแมลงเต่าทองพุ่งไปมา ปลาสลิดหินบั้งขนาดเท่าปลายนิ้วที่ว่ายผ่านไปดูตัวใหญ่ขึ้นมาทีเดียว เบื้องล่างเราคือฝูงปลาตาโตหน้าตาเหมือนปลาแมกเคอเรลแต่ตาโตกว่า ขนาด 30 เซนติเมตร พวกมันกินทุกอย่างที่โชคร้ายเกิดมามีขนาดเล็ก

มัคคุเทศก์ของฉันวันนั้นคือเจมิสัน โกฟ นักสมุทรศาสตร์ และโจนาทาน วิตนีย์ นักชีววิทยาด้านปลาจากสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือโนอา ในโฮโนลูลู พวกเขาทำโครงการวิจัยที่มุ่งศึกษาฉากอันสับสนวุ่นวายนี้มาเกือบสามปีแล้ว

สิ่งที่โกฟและวิตนีย์ค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ และสิ่งที่เดวิด ลิตต์ชวาเกอร์ ถ่ายภาพได้จากตัวอย่างน้ำที่พวกเขาเก็บมา คือคราบมันนอกชายฝั่งฮาวายไม่ได้มีแค่ปลากับอาหารปลาเท่านั้น แต่ยังมีไมโครพลาสติก หรือขยะพลาสติกขนาดเล็กจิ๋วของมนุษย์รวมอยู่ด้วย และมีมากเสียจนตัวอ่อนปลากินมันในวันแรกๆของชีวิต

สำหรับลูกปลาแรกเกิด การกินคือการอยู่รอดต่อไปอีกวัน แต่ถ้าอาหารมื้อแรกคือขยะพลาสติก พวกมันจะไม่ได้พลังงานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตพอที่จะอยู่รอดไปถึงวันที่สอง “พวกมันต่อสู้อย่างหนักกว่าจะมาได้ไกลขนาดนี้ครับ” โกฟบอกและเสริมว่า “พวกมันฟักออกจากไข่ พบคราบมัน กินและเติบโต นี่คือปลาหนึ่งในสิบของหนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่มาได้ขนาดนี้ พวกมันคือผู้โชคดี แล้วขยะพลาสติกก็ดันเข้ามาเสียนี่”

ขยะพลาสติก
ถุงมือสีฟ้ายังอยู่ในน้ำไม่นานพอที่จะมีชะตากรรมเดียวกับพลาสติกในมหาสมุทรส่วนใหญ่ ซึ่งถูกคลื่นและแสงแดดกัดกร่อนจนกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย หรือไมโครพลาสติก ด้านล่างนิ้วโป้งคือตัวอ่อนปลาใบขนุน ส่วนตัวที่เป็นลายทางตรงโคนนิ้วชี้คือปลาอีโต้มอญ
ขยะพลาสติก
คราบมันที่เกิดตามธรรมชาติบนผิวน้ำ ซึ่งปลาในมหาสมุทรหลายชนิดอาศัยเป็นแหล่งหากินจนเจริญเติบโต อุดมไปด้วยแพลงก์ตอนและอาหารปลาอื่นๆ และตอนนี้ก็รวมถึงพลาสติกด้วย ในภาพนี้คือปลาวัวหางพัดที่อายุราว 50 วันและมีความยาวห้าเซนติเมตร กำลังแหวกว่ายอยู่ในซุปพลาสติก

ขยะพลาสติกซึ่งส่วนใหญ่มาจากแม่น้ำหรือถูกทิ้งขว้างบนบก ไหลลงสู่มหาสมุทรในอัตราเฉลี่ยประมาณปีละเก้าล้านตัน ตามผลการศึกษาเมื่อปี 2015 ของเจนนา แจมเบ็ก จากมหาวิทยาลัยจอร์เจีย แสงแดด ลม และคลื่น ค่อยๆกร่อนทำลายพลาสติกในมหาสมุทรให้เป็นเศษเสี้ยวที่มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น หนึ่งในสิ่งที่เรายังไม่รู้และเป็นข้อวิตกใหญ่หลวงที่สุดคือ ไมโครพลาสติกซึ่งมีขนาดไม่ถึงห้ามิลลิเมตรเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อปลาอย่างไรบ้าง

ปลาคือแหล่งโปรตีนสำคัญของผู้คนเกือบสามพันล้านคน รวมทั้งนกทะเลและสัตว์ทะเลอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน แต่ผลการสำรวจชี้ว่า ประชากรปลาทั่วโลกลดลงครึ่งหนึ่งตั้งแต่ปี 1970 การลดลงส่วนใหญ่เกิดจากการทำประมงเกินขนาด แต่มลพิษรวมถึงน้ำที่อุ่นขึ้นและกลายเป็นกรดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ส่งผลกระทบมากขึ้นด้วย

ปลาส่วนใหญ่ในมหาสมุทรเป็นพ่อแม่ที่แย่ พวกมันปล่อยไข่หลายพันหรือกระทั่งหลายล้านฟองกับสเปิร์มลงสู่มหาสมุทรอันไพศาลโดยไม่เคยเห็นหน้าลูกเลย เมื่อไข่ฟักเป็นตัวในอีกวันสองวันต่อมา ลูกปลาก็ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยตัวเอง

ปลาที่เพิ่งฟักเป็นตัวจะดูผิดรูปผิดร่าง หัวใหญ่เกินขนาด หางแทบไม่มี พวกมันต้องกินเป็นพายุบุแคมเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโต ขณะที่ลูกมนุษย์พัฒนาร่างกายในมดลูก พัฒนาการหลักๆของปลาจะเกิดหลังลืมตาออกมาดูโลกที่โหดร้ายแล้ว

“ปลาฟักตัวเร็วสุดๆครับ” วิตนีย์บอก “พวกมันมีสมองขนาดเล็ก ครีบบางส่วนยังไม่มีด้วยซ้ำ ตับก็ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ระบบการได้ยินหรือการเห็นก็ด้วย พวกมันพัฒนาแค่ครึ่งๆกลางๆเท่านั้น แต่ว่ายน้ำ กินอาหาร และป้องกันตัวเองได้เป็นอย่างดีครับ”

ลูกปลาส่วนใหญ่ตายเพราะสัตว์นักล่าหรือการอดอาหาร “นั่นคือเหตุผลที่ปลาวางไข่จำนวนมากมายมหาศาลค่ะ” ซู สปอนอเกิล นักนิเวศวิทยาทางทะเลจากมหาวิทยาลัยออริกอนสเตต ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชีวิตในระยะแรกๆของปลา บอก

ระยะตัวอ่อนนั้นอันตรายทุกย่างก้าว เริ่มจากความจำเป็นที่ตัวอ่อนปลาต้องหาอาหาร ซึ่งพวกมันจะหาได้จากคราบมันบนผิวน้ำที่ส่วนใหญ่ก่อตัวอยู่ในภูมิภาคชายฝั่งทั่วโลก ที่ใดก็ตามที่กระแสน้ำ น้ำขึ้นลง หรือคลื่นใต้น้ำทำให้ไขอินทรีย์ที่ลอยอยู่มารวมตัวและจับตัวกัน

ตัวอ่อนปลาบางส่วนว่ายน้ำไปหาคราบมัน บางส่วนลอยล่องไป เช่นเดียวกับไข่ที่ยังไม่ฟัก สัตว์นักล่ามารวมตัวกันบนคราบมันด้วย ถ้าลูกปลาหาทางหลบเลี่ยงการถูกกินและหาอาหารได้มากพอ มันจะมีความยาวราวห้าเซนติเมตรตอนบ่ายหน้ากลับไปยังถิ่นอาศัยถาวรของมัน หากกระแสน้ำเป็นใจ ก็จะพาพวกมันไปส่งถึงที่ หากกระแสน้ำไม่เป็นใจ ก็จะพัดพวกมันออกสู่ทะเล ชีวิตตัวอ่อนปลาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตั้งแต่ยังไม่เจอขยะพลาสติกแล้ว

ขยะพลาสติก
หยดน้ำที่ได้จากผิวน้ำในช่องแคบอังกฤษมีคริลล์หน้าตาคล้ายกุ้งที่ยาวราวแปดมิลลิเมตร ครัสเตเชียน ขนาดเล็กกว่าที่มีขาสิบขา และดาวทะเลสีส้มที่เพิ่งโผล่ออกจากระยะตัวอ่อนที่เป็นเยื่อบางๆลอยน้ำ แผ่นสีขาวและใยสีแดงลุ่ยๆทางขวาคือพอลิเอทิลีน แต่สำหรับลูกปลา นี่อาจดูคล้ายอาหารเช่นกัน
ขยะพลาสติก
ตารางที่วาดบนจานเพาะเลี้ยงช่วยให้เจ้าหน้าที่เทคนิคของโนอาตรวจตัวอย่างและจำแนกสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กได้ เช่น ตัวอ่อนปลาสลิดหินบั้งทางซ้าย ซึ่งอยู่นอกแถวกลาง ช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสทั้งหมดนี้กว้างหนึ่งเซนติเมตร
ขยะพลาสติก
นอกชายฝั่งฮาวาย  การลากตาข่ายดักปลานานแปดนาทีครั้งหนึ่งของนักวิจัยได้สิ่งมีชีวิต (ซ้าย) และพลาสติก (ขวา) จำนวนมาก ซึ่งถูกกระแสน้ำที่บรรจบกันพัดเข้าไปในคราบมันบนผิวน้ำ เจ้าหน้าที่เทคนิคจะใช้แหนบแยกพวกมันในห้องปฏิบัติการ โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะนับและวัดขนาดชิ้นส่วนพลาสติกแต่ละชิ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่เทคนิคใช้กล้องจุลทรรศน์จำแนกชนิดสัตว์ต่างๆ

วิทยาศาสตร์ยังไม่รู้แน่ชัดว่า พลาสติกเหล่านั้นก่ออันตรายอย่างไร แต่การทดสอบในห้องปฏิบัติการพบเงื่อนงำบางอย่าง พลาสติกลดความอยากอาหารและอัตราการเติบโตของปลาที่กินพลาสติกเข้าไป นั่นอาจส่งผลต่อการสืบพันธุ์และจำนวนประชากรได้ในที่สุด

ในห้องปฏิบัติการ วิตนีย์กับโกฟดูแลการผ่าตัวอ่อนปลากว่า 650 ตัว ส่วนใหญ่มีความยาวระหว่าง 8 ถึง 13 มิลลิเมตร พวกเขาพบพลาสติกในตัวอ่อนปลาร้อยละ 8.6 ที่จับได้ในคราบมัน นั่นฟังดูเหมือนไม่มาก และปลาที่อยู่ด้านนอกคราบมันก็มีพลาสติกน้อยกว่านั้นครึ่งหนึ่ง แต่นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในการเอาชีวิตรอดของตัวอ่อนปลา อาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงของประชากรปลาซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นทอดๆขึ้นไปตามห่วงโซ่อาหาร

เรื่อง ลอรา ปาร์กเกอร์ 

ภาพถ่าย เดวิด ลิตต์ชวาเกอร์

อ่านสารคดีฉบับเต็มได้จาก นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนพฤษภาคม 2562 

 


อ่านเพิ่มเติม

การทำความสะอาดชายหาดไม่อาจเก็บขยะพลาสติกจำนวนหลายล้านชิ้น

 

เรื่องแนะนำ

ขอบคุณกุ้งเหล่านี้ที่ช่วยให้น้ำใสสะอาด

ขอบคุณกุ้งเหล่านี้ที่ช่วยให้น้ำใสสะอาด ใครหลายคนสนใจที่จะอนุรักษ์ผืนมหาสมุทรไว้ ว่าแต่แหล่งน้ำอื่นๆ อย่างทะเลสาบ, แม่น้ำ, ลำธารและบึงล่ะ? แม้สัดส่วนของน้ำจืดจะมีน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำในมหาสมุทร แต่แหล่งน้ำเหล่านี้มีความสำคัญต่อระบบนิเวศทั้งยังช่วยให้มนุษย์สร้างเมืองและอารยธรรมขึ้นมาได้ นับเป็นโชคดีของเราที่ในแหล่งน้ำจืดเหล่านี้มีสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งที่ขยันขันแข็งทำงานอย่างหนักในทุกวัน เพื่อช่วยให้น้ำยังคงใสสะอาดต่อไป ในสารคดีสั้นที่ผลิตโดย Freshwaters Illustrated จะพาคุณผู้อ่านดำลงไปในบึงและหาคำตอบว่า บรรดาสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอย่างกุ้งและปูเหล่านี้ที่มีส่วนช่วยกำจัดซากขยะในน้ำ พวกมันมีความสำคัญอย่างไรต่อระบบนิเวศ?   อ่านเพิ่มเติม แพขยะพลาสติกแห่งแปซิฟิกไม่ใช่ในแบบที่คุณคิด

ความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลกำลังเปลี่ยนไป จากการบุกรุกแหล่งกำเนิดสัตว์ทะเล

เพราะเหตุใดเราจึงต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลมากขึ้น มากยิ่งขึ้นไปอีก ข้อมูลอ้างอิงจากกลุ่มสถิติการประมง กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง ณ วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564 ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2563 ค่าประมาณการการทำประมงทะเลฝั่งอันดามัน ทั้งการทำการประมงพาณิชย์ และการประมงพื้นบ้าน ได้ผลผลิตกว่า 524,498 ตัน และสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยได้กว่า 19,092 ล้านบาท ทว่าภัยเงียบที่น่ากังวลสวนทางกับรายได้มหาศาลจากท้องทะเลในแต่ละปีคือ ปัญหาทรัพยากรสัตว์น้ำที่กำลังถูกคุกคามโดยมนุษย์อย่างไม่มีขอบเขต ทั้งการจับปลาเกินจำนวน หรือ Overfishing การรุกล้ำพื้นที่หวงห้าม การจับสัตว์น้ำในฤดูวางไข่ เรื่อยไปจนการใช้เครื่องมือทำลายล้าง ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศอย่างไร รายงานผลกระทบด้านจำนวนสัตว์น้ำ อ้างอิงสถิติจาก World Development Indicators (WDI) ระบุว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 เป็นต้นมา ผลผลิตสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงมีปริมาณสูงกว่าการจับสัตว์น้ำจากธรรมชาติ โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิก 60% คือสัดส่วนของการจับสัตว์น้ำจากธรรมชาติ และ 94% คือสัดส่วนการจับสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยง หรือคิดเป็น 78% ของปริมาณผลผลิตสัตว์น้ำทั่วโลก โดยที่ประเทศไทยคือผู้ส่งออกอาหารทะเลแปรรูปรายใหญ่เป็นอันดับ 5 […]

รถยนต์ไฟฟ้า – รวมคำถามที่ต้องสนใจก่อนตัดสินใจใช้งาน

รถยนต์ไฟฟ้า กับกระแสยอดจองภายในงานเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 10% บ่งบอกความสนใจในยนตกรรมแห่งอนาคต ในแวดวงยานยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า เป็นที่จับตามองมาตลอดในฐานะผู้เล่นรายใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนรถยนต์เครื่องสันดาปแบบเดิม โดยเฉพาะแง่มุมของการอนุรักษ์พลังงาน และนวัตกรรมทางด้านวิศวกรรมที่เติบโตแบบก้าวกระโดด สำหรับในประเทศไทยเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปีนี้เป็นปีทองของแวดวงรถยนต์ไฟฟ้า เห็นได้จากกระแสยอดจองรวมในงานมอเตอร์โชว์ปี 2565 จำนวน 33,936 คัน ที่เพิ่มขึ้นคิดเป็น 10% ซึ่งเหตุผลมาจากหลายประการรวมกัน ทั้งเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นรายวัน การตื่นตัวของระบบสาธารณูปโภคสถานีชาร์จไฟฟ้าทั้งจากภาครัฐและเอกชน สมรรถนะของรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีขึ้นมากกว่าแต่ก่อน และเหตุผลที่สำคัญคือ ความเร่งด่วนด้านสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนต้องรีบร่วมมือกันแก้ไข รถยนต์ไฟฟ้าจึงกลายมาเป็นตัวเลือกใหม่ของผู้บริโภครถยนต์ที่กำลังจะตัดสินใจซื้อรถคันใหม่ หากแต่ยังมีหลายคำถามข้องใจเกี่ยวกับรถไฟฟ้า ซึ่งคำถามเหล่านี้ หลายคำถามเป็นเรื่องราวเบสิกทั่วไป แต่สะท้อนได้ถึงมุมมองและพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความใส่ใจกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้นกว่าแต่ก่อน 01 รถยนต์ไฟฟ้ารักโลกจริงไหม? เรื่องที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ากับการรักโลก คือเรื่องการใช้พลังงานจากกระแสไฟฟ้า ซึ่งมั่นคงกว่าจากน้ำมันที่มีแต่จะลดน้อยลงไป ไปจนถึงการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ ที่ต่างจากเครื่องยนต์สันดาปแบบเดิมที่จะต้องเครื่องยนต์จะต้องเผาไหม้ และระบายออกเป็นไอเสีย นำไปสู่มลภาวะทางอากาศ ย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้นของแหล่งพลังงานไฟฟ้า หลายประเทศในยุโรปเริ่มใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้า ทั้งจากพลังงานแสงอาทิตย์ น้ำ และลม ผสมผสานกับการใช้ถ่านหินแบบดั้งเดิมเพื่อให้มีกำลังการผลิตเพียงพอสำหรับการใช้งานไฟฟ้าภายในประเทศ แม้ในปัจจุบัน การผลิตไฟฟ้าอาจจะยังไม่ใช้พลังงานหมุนเวียนแบบเต็มร้อย หากแต่การใช้รถยนต์จากพลังงานก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นอันดีในการช่วยลดการใช้พลังงานจากน้ำมันของเครื่องยนต์เอง ในส่วนของการปลดปล่อยไอเสียสู่ชั้นบรรยากาศ เพราะรถยนต์ไฟฟ้าใช้แบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนมอเตอร์ มลภาวะที่ถูกปลดปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศจึงเกือบเท่ากับศูนย์ ซึ่งตัวแบตเตอรี่ รวมถึงของเหลวที่ใช้กับระบบเครื่องยนต์ อย่างน้ำมันเครื่อง […]

ชีวิตสมัยใหม่เปลี่ยนโลกธรรมชาติอย่างไร

เรื่อง แดเนียล สโตน ภาพ เอ็ดเวิร์ด เบิร์นไทนสกี้ เมื่อ  4 – 5 พันปีก่อน ในยุคสำริด มนุษย์เริ่มที่จะรู้จักนำทรัพยากรที่มีค่าจากโลกมาใช้ ขณะที่การทำงานด้วยสำริด ทอง หรือ ทองแดง หมายถึงการทำงานด้วยมือ และเป็นแรงงานที่แรงของคน ๆ หนึ่งจะสามารถทำได้ แต่ในศตวรรษที่ 20 จนถึง 21 สิ่งที่เรียกว่า การปะทะของอุตสาหกรรมนำเราไปสู่เส้นทางใหม่ที่จะตักตวงธรรมชาติโลกได้ ซึ่งมันเปลี่ยนภูมิทัศน์ไปอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งของชีวิตสมัยใหม่สัมผัสกับเทคโนโลยี และทุกส่วนของเทคโนโลยี ต้องการบางสิ่งที่มาจากพื้นดิน ซิลิคอนไดออกไซด์(silicon dioxide) ในมือถือ ฟอสฟอรัสที่ช่วยให้ธัญญาหารเติบโต ทองแดงในสายไฟซึ่งนำบทความนี้มาสู่สายตาของผู้อ่าน และตัวอย่างอีกหลายพันอย่าง นี่คือรอยประทับซึ่งช่างภาพ เอ็ดเวิร์ด เบิร์นไทนสกี้ อดใจไม่ได้ที่จะจับภาพเหล่านี้ไว้ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาที่ชื่อว่า Essential Elements เบิร์นไทนสกี้ อายุ 61 ปี ใช้อาชีพช่างภาพของเขาเปลี่ยนโลก และอย่างไรก็ตาม เขายังคงจับภาพของการเปลี่ยนแปลงของโลกจากเราด้วยเช่นกัน เขาไม่ได้พยายามที่จะแสดงความโหยหาของการทำลายล้างที่น่าสิ้นหวัง แต่เพื่อบันทึกร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจลบเลือนได้ แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นไปในทางที่ไม่ดีก็ตาม การสำรวจนำเขาไปสู่ทั่วมุมโลก เขาบันทึกภาพเหมืองหิน  […]