ขยะพลาสติก: ภัยคุกคามใหม่แห่งท้องทะเล -- เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

ขยะพลาสติก :  ภัยคุกคามใหม่แห่งท้องทะเล

ขยะพลาสติก :  ภัยคุกคามใหม่แห่งท้องทะเล

ลูกปลาเกิดใหม่กำลังกิน ขยะพลาสติก ขนาดจิ๋วแทนอาหาร หากลูกปลาตาย ปลาใหญ่จะมีจำนวนน้อยลง และนั่นอาจสะเทือนห่วงโซ่อาหารได้

เมื่อไม่นานมานี้ ฉันไปดำน้ำแบบสนอร์เกิลในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะโอวาฮูราว 750 เมตร สันเกาะช่วงนี้ลาดชันทีเดียว และพื้นทะเลก็หายไปอย่างรวดเร็วใต้ท้องเรือที่กำลังแล่นไปยังจุดดำน้ำ ตามปกติทิวเขาจะช่วยบังผืนน้ำบริเวณนี้จากลมค้า แต่วันนั้นสายลมอ่อนก่อให้เกิดคลื่นเบาๆ ทำให้ฉันเกือบพลาดสิ่งที่ตั้งใจมาดู นั่นคือคราบมันบางๆบนผิวน้ำซึ่งอุดมไปด้วยอนุภาคอินทรีย์ ที่ลูกปลาเกิดใหม่ใช้เป็นแหล่งอาหารและดิ้นรนเอาชีวิตรอดในช่วงสัปดาห์แรกๆของชีวิต

ฉันจุ่มหน้าลงในคราบมันนั้น รู้สึกเหมือนกำลังมองเข้าไปในแหล่งอนุบาลปลา ไข่ปลาลอยฟ่องเหมือนโคมไฟดวงจิ๋ว ถุงไข่แดงวับวาวกลางแสงแดด ตัวอ่อนปลาขนาดเท่าแมลงเต่าทองพุ่งไปมา ปลาสลิดหินบั้งขนาดเท่าปลายนิ้วที่ว่ายผ่านไปดูตัวใหญ่ขึ้นมาทีเดียว เบื้องล่างเราคือฝูงปลาตาโตหน้าตาเหมือนปลาแมกเคอเรลแต่ตาโตกว่า ขนาด 30 เซนติเมตร พวกมันกินทุกอย่างที่โชคร้ายเกิดมามีขนาดเล็ก

มัคคุเทศก์ของฉันวันนั้นคือเจมิสัน โกฟ นักสมุทรศาสตร์ และโจนาทาน วิตนีย์ นักชีววิทยาด้านปลาจากสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือโนอา ในโฮโนลูลู พวกเขาทำโครงการวิจัยที่มุ่งศึกษาฉากอันสับสนวุ่นวายนี้มาเกือบสามปีแล้ว

สิ่งที่โกฟและวิตนีย์ค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ และสิ่งที่เดวิด ลิตต์ชวาเกอร์ ถ่ายภาพได้จากตัวอย่างน้ำที่พวกเขาเก็บมา คือคราบมันนอกชายฝั่งฮาวายไม่ได้มีแค่ปลากับอาหารปลาเท่านั้น แต่ยังมีไมโครพลาสติก หรือขยะพลาสติกขนาดเล็กจิ๋วของมนุษย์รวมอยู่ด้วย และมีมากเสียจนตัวอ่อนปลากินมันในวันแรกๆของชีวิต

สำหรับลูกปลาแรกเกิด การกินคือการอยู่รอดต่อไปอีกวัน แต่ถ้าอาหารมื้อแรกคือขยะพลาสติก พวกมันจะไม่ได้พลังงานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตพอที่จะอยู่รอดไปถึงวันที่สอง “พวกมันต่อสู้อย่างหนักกว่าจะมาได้ไกลขนาดนี้ครับ” โกฟบอกและเสริมว่า “พวกมันฟักออกจากไข่ พบคราบมัน กินและเติบโต นี่คือปลาหนึ่งในสิบของหนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่มาได้ขนาดนี้ พวกมันคือผู้โชคดี แล้วขยะพลาสติกก็ดันเข้ามาเสียนี่”

ขยะพลาสติก
ถุงมือสีฟ้ายังอยู่ในน้ำไม่นานพอที่จะมีชะตากรรมเดียวกับพลาสติกในมหาสมุทรส่วนใหญ่ ซึ่งถูกคลื่นและแสงแดดกัดกร่อนจนกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย หรือไมโครพลาสติก ด้านล่างนิ้วโป้งคือตัวอ่อนปลาใบขนุน ส่วนตัวที่เป็นลายทางตรงโคนนิ้วชี้คือปลาอีโต้มอญ
ขยะพลาสติก
คราบมันที่เกิดตามธรรมชาติบนผิวน้ำ ซึ่งปลาในมหาสมุทรหลายชนิดอาศัยเป็นแหล่งหากินจนเจริญเติบโต อุดมไปด้วยแพลงก์ตอนและอาหารปลาอื่นๆ และตอนนี้ก็รวมถึงพลาสติกด้วย ในภาพนี้คือปลาวัวหางพัดที่อายุราว 50 วันและมีความยาวห้าเซนติเมตร กำลังแหวกว่ายอยู่ในซุปพลาสติก

ขยะพลาสติกซึ่งส่วนใหญ่มาจากแม่น้ำหรือถูกทิ้งขว้างบนบก ไหลลงสู่มหาสมุทรในอัตราเฉลี่ยประมาณปีละเก้าล้านตัน ตามผลการศึกษาเมื่อปี 2015 ของเจนนา แจมเบ็ก จากมหาวิทยาลัยจอร์เจีย แสงแดด ลม และคลื่น ค่อยๆกร่อนทำลายพลาสติกในมหาสมุทรให้เป็นเศษเสี้ยวที่มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น หนึ่งในสิ่งที่เรายังไม่รู้และเป็นข้อวิตกใหญ่หลวงที่สุดคือ ไมโครพลาสติกซึ่งมีขนาดไม่ถึงห้ามิลลิเมตรเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อปลาอย่างไรบ้าง

ปลาคือแหล่งโปรตีนสำคัญของผู้คนเกือบสามพันล้านคน รวมทั้งนกทะเลและสัตว์ทะเลอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน แต่ผลการสำรวจชี้ว่า ประชากรปลาทั่วโลกลดลงครึ่งหนึ่งตั้งแต่ปี 1970 การลดลงส่วนใหญ่เกิดจากการทำประมงเกินขนาด แต่มลพิษรวมถึงน้ำที่อุ่นขึ้นและกลายเป็นกรดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ส่งผลกระทบมากขึ้นด้วย

ปลาส่วนใหญ่ในมหาสมุทรเป็นพ่อแม่ที่แย่ พวกมันปล่อยไข่หลายพันหรือกระทั่งหลายล้านฟองกับสเปิร์มลงสู่มหาสมุทรอันไพศาลโดยไม่เคยเห็นหน้าลูกเลย เมื่อไข่ฟักเป็นตัวในอีกวันสองวันต่อมา ลูกปลาก็ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยตัวเอง

ปลาที่เพิ่งฟักเป็นตัวจะดูผิดรูปผิดร่าง หัวใหญ่เกินขนาด หางแทบไม่มี พวกมันต้องกินเป็นพายุบุแคมเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโต ขณะที่ลูกมนุษย์พัฒนาร่างกายในมดลูก พัฒนาการหลักๆของปลาจะเกิดหลังลืมตาออกมาดูโลกที่โหดร้ายแล้ว

“ปลาฟักตัวเร็วสุดๆครับ” วิตนีย์บอก “พวกมันมีสมองขนาดเล็ก ครีบบางส่วนยังไม่มีด้วยซ้ำ ตับก็ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ระบบการได้ยินหรือการเห็นก็ด้วย พวกมันพัฒนาแค่ครึ่งๆกลางๆเท่านั้น แต่ว่ายน้ำ กินอาหาร และป้องกันตัวเองได้เป็นอย่างดีครับ”

ลูกปลาส่วนใหญ่ตายเพราะสัตว์นักล่าหรือการอดอาหาร “นั่นคือเหตุผลที่ปลาวางไข่จำนวนมากมายมหาศาลค่ะ” ซู สปอนอเกิล นักนิเวศวิทยาทางทะเลจากมหาวิทยาลัยออริกอนสเตต ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชีวิตในระยะแรกๆของปลา บอก

ระยะตัวอ่อนนั้นอันตรายทุกย่างก้าว เริ่มจากความจำเป็นที่ตัวอ่อนปลาต้องหาอาหาร ซึ่งพวกมันจะหาได้จากคราบมันบนผิวน้ำที่ส่วนใหญ่ก่อตัวอยู่ในภูมิภาคชายฝั่งทั่วโลก ที่ใดก็ตามที่กระแสน้ำ น้ำขึ้นลง หรือคลื่นใต้น้ำทำให้ไขอินทรีย์ที่ลอยอยู่มารวมตัวและจับตัวกัน

ตัวอ่อนปลาบางส่วนว่ายน้ำไปหาคราบมัน บางส่วนลอยล่องไป เช่นเดียวกับไข่ที่ยังไม่ฟัก สัตว์นักล่ามารวมตัวกันบนคราบมันด้วย ถ้าลูกปลาหาทางหลบเลี่ยงการถูกกินและหาอาหารได้มากพอ มันจะมีความยาวราวห้าเซนติเมตรตอนบ่ายหน้ากลับไปยังถิ่นอาศัยถาวรของมัน หากกระแสน้ำเป็นใจ ก็จะพาพวกมันไปส่งถึงที่ หากกระแสน้ำไม่เป็นใจ ก็จะพัดพวกมันออกสู่ทะเล ชีวิตตัวอ่อนปลาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตั้งแต่ยังไม่เจอขยะพลาสติกแล้ว

ขยะพลาสติก
หยดน้ำที่ได้จากผิวน้ำในช่องแคบอังกฤษมีคริลล์หน้าตาคล้ายกุ้งที่ยาวราวแปดมิลลิเมตร ครัสเตเชียน ขนาดเล็กกว่าที่มีขาสิบขา และดาวทะเลสีส้มที่เพิ่งโผล่ออกจากระยะตัวอ่อนที่เป็นเยื่อบางๆลอยน้ำ แผ่นสีขาวและใยสีแดงลุ่ยๆทางขวาคือพอลิเอทิลีน แต่สำหรับลูกปลา นี่อาจดูคล้ายอาหารเช่นกัน
ขยะพลาสติก
ตารางที่วาดบนจานเพาะเลี้ยงช่วยให้เจ้าหน้าที่เทคนิคของโนอาตรวจตัวอย่างและจำแนกสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กได้ เช่น ตัวอ่อนปลาสลิดหินบั้งทางซ้าย ซึ่งอยู่นอกแถวกลาง ช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสทั้งหมดนี้กว้างหนึ่งเซนติเมตร
ขยะพลาสติก
นอกชายฝั่งฮาวาย  การลากตาข่ายดักปลานานแปดนาทีครั้งหนึ่งของนักวิจัยได้สิ่งมีชีวิต (ซ้าย) และพลาสติก (ขวา) จำนวนมาก ซึ่งถูกกระแสน้ำที่บรรจบกันพัดเข้าไปในคราบมันบนผิวน้ำ เจ้าหน้าที่เทคนิคจะใช้แหนบแยกพวกมันในห้องปฏิบัติการ โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะนับและวัดขนาดชิ้นส่วนพลาสติกแต่ละชิ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่เทคนิคใช้กล้องจุลทรรศน์จำแนกชนิดสัตว์ต่างๆ

วิทยาศาสตร์ยังไม่รู้แน่ชัดว่า พลาสติกเหล่านั้นก่ออันตรายอย่างไร แต่การทดสอบในห้องปฏิบัติการพบเงื่อนงำบางอย่าง พลาสติกลดความอยากอาหารและอัตราการเติบโตของปลาที่กินพลาสติกเข้าไป นั่นอาจส่งผลต่อการสืบพันธุ์และจำนวนประชากรได้ในที่สุด

ในห้องปฏิบัติการ วิตนีย์กับโกฟดูแลการผ่าตัวอ่อนปลากว่า 650 ตัว ส่วนใหญ่มีความยาวระหว่าง 8 ถึง 13 มิลลิเมตร พวกเขาพบพลาสติกในตัวอ่อนปลาร้อยละ 8.6 ที่จับได้ในคราบมัน นั่นฟังดูเหมือนไม่มาก และปลาที่อยู่ด้านนอกคราบมันก็มีพลาสติกน้อยกว่านั้นครึ่งหนึ่ง แต่นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในการเอาชีวิตรอดของตัวอ่อนปลา อาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงของประชากรปลาซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นทอดๆขึ้นไปตามห่วงโซ่อาหาร

เรื่อง ลอรา ปาร์กเกอร์ 

ภาพถ่าย เดวิด ลิตต์ชวาเกอร์

อ่านสารคดีฉบับเต็มได้จาก นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนพฤษภาคม 2562 

 


อ่านเพิ่มเติม

การทำความสะอาดชายหาดไม่อาจเก็บขยะพลาสติกจำนวนหลายล้านชิ้น

 

เรื่องแนะนำ

10 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเฮอร์ริเคน-ไต้ฝุ่น

ทราบหรือไม่ว่าทั้งไต้ฝุ่นและเฮอร์ริเคนคือชื่อเรียกของ "พายุหมุนเขตร้อน" เหมือนกัน ทั้งยังมีชื่อเรียกอื่นอีก มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวของพายุหมุนเขตร้อนนี้ให้มากขึ้นกัน

แมลง หายไปไหนกันหมด

มวลหมู่ แมลง กำลังหายไปอย่างรวดเร็วจนน่าตระหนก และนั่นอาจหมายถึงหายนะของเราเองด้วย เหล่าผีเสื้อบินเข้ามาเรื่อยๆ ตอนแรกหลายพันตัว ตามมาด้วยเรือนหมื่นเรือนแสน ปีกด้านล่างของพวกมันสีน้ำตาล ส่วนปีกด้านบนเป็นสีส้มสดใส ตอนที่ แมลง ชนิดนี้บินกรูเข้ามา ภาพที่เห็นช่างน่าอัศจรรย์ ชวนตื่นตะลึง และทำให้สับสนอยู่ไม่น้อย ฉันพบ “ก้อนเมฆ” ผีเสื้อนี้หรือฝูงผีเสื้อกระดองเต่าแคลิฟอร์เนียในวันหนึ่งของฤดูร้อนที่ท้องฟ้าสดใสบนเทือกเขาเซียร์ราเนวาดาฉันกับแมตต์ ฟอริสเตอร์ นักชีววิทยาไปเดินเขาแคเซิลพีก ซึ่งเป็นภูเขาทรงมน ผีเสื้อในแคเซิลพีกเป็นหนึ่งในประชากรแมลงที่มีการเฝ้าสังเกตอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก ในฤดูร้อนจะมีการนับจำนวนประชากรผีเสื้อที่นี่ทุกสองสัปดาห์มานานเกือบ 45 ปีแล้วข้อมูลส่วนใหญ่รวบรวมโดยอาจารย์ของฟอริสเตอร์ ที่บันทึกข้อมูลลงบนกระดาษแข็งขนาดสามคูณห้านิ้ว หลังจากฟอริสเตอร์และทีมงานประมวลผลการสำรวจด้วยคอมพิวเตอร์และวิเคราะห์ข้อมูล ก็พบว่าตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมาผีเสื้อในแคเซิลพีกมีจำนวนลดลง  เรากำลังคุยกันว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ตอนที่เราใกล้ถึงยอดเขาซึ่งสูง 2,775 เมตร และถูกกลุ่มเมฆหมอกสีส้มที่ว่าแผ่เข้าปกคลุม “ความคิดที่ว่าเหล่าแมลงกำลังตกที่นั่งลำบากดูเหมือนทำให้ใครๆตกใจครับ ซึ่งผมเข้าใจดี” ฟอริสเตอร์พูดพลางชี้ไปยังผีเสื้อที่พากันบินกรูเข้ามาไม่ขาดสาย “ก็พวกแมลงทำแบบนี้ มันถึงดูแปลกๆ ไงครับ” ว่ากันว่าเราใช้ชีวิตอยู่ในสมัยแอนโทรโปซีน (Anthropocene) หรือสมัยที่ถูกนิยามจากผลกระทบที่มนุษย์มีต่อโลก  กระนั้น เมื่อประเมินด้วยตัวชี้วัดต่างๆ แล้ว แมลงก็ยังถือเป็นสัตว์ที่ครองโลกอยู่ดี  ประเมินกันว่ามีแมลง 10 ล้านล้านล้านตัว ในแง่ของความหลากหลายแมลงก็มีจำนวนชนิดที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน  ในบรรดาชนิดพันธุ์สัตว์ทั้งมวล เป็นแมลงคิดเป็นสัดส่วนสูง ถึงราวร้อยละ 80 […]

ไอศกรีมจากขยะพลาสติก

ไอศกรีมจากขยะพลาสติก ใครๆ ก็ชื่นชอบไอศกรีม แต่หากมาได้เห็น ไอศกรีมจากขยะพลาสติก เหล่านี้คงกินไม่ลง อันที่จริงมันกินไม่ได้ด้วย แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหาขยะล้นเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปัญหาขยะพลาสติก ผลงานไอศกรีมที่กินไม่ได้เหล่านี้เป็นฝีมือของนักศึกษาศิลปะชาวไต้หวัน พวกเขาตระเวนรวบรวมตัวอย่างของน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ กว่าร้อยแห่งทั่วประเทศ จากนั้นนำมาแช่แข็งเอาไว้ในแม่พิมพ์ และเคลือบด้วยเรซิ่นเพื่อให้คงรูปถาวร แน่นอนว่าดูด้วยตาก็พอจะรู้ว่าของหวานเหล่านี้ไม่น่าลิ้มลอง แต่พึงระวังไว้ให้ดี หากมนุษย์เรายังคงไม่เปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคที่มากเกินจำเป็นกันตั้งแต่ตอนนี้ นี่อาจเป็นอนาคตของไอศกรีมที่ลูกหลานเราจะได้กินก็เป็นได้ ชมวิดีโอ ไอศกรีมจากขยะพลาสติก ได้ที่นี่   อ่านเพิ่มเติม แพขยะพลาสติกแห่งแปซิฟิกไม่ใช่ในแบบที่คุณคิด

วาฬเพชฌฆาตปะทะวาฬสีน้ำเงิน

ฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันโจมตีสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พวกมันคงไม่ได้กำลังล่าเหยื่อ เรื่อง ซาราห์ กิบเบ็นส์ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่เมืองมอนเตเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน (drone) บันทึกภาพฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันเข้าโจมตีวาฬสีน้ำเงิน วาฬออร์กาเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งคือ วาฬเพชฌฆาต อาหารของพวกมันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล เช่น โลมา และแมวน้ำ แต่ในกรณีนี้ ผู้ล่าที่น่าเกรงขามคงไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อกรกับวาฬสีน้ำเงินตัวเต็มวัย ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลก จากข้อมูลที่เคยบันทึกไว้ วาฬสีน้ำเงินมีความยาวลำตัวได้ถึงหนึ่งร้อยฟุต และหนักกว่า 200 ตัน จากภาพที่บันทึกได้ วาฬสีน้ำเงินสบัดตัวไปทางด้านข้างอย่างแรง คล้ายกับเป็นการสร้างกำแพงน้ำ และว่ายออกไปอย่างรวดเร็วให้พ้นวิถีของวาฬออร์กา แนนซี แบล็ก นักชีววิทยาทางทะเล กล่าว เธอบันทึกภาพเหตุการณ์นี้ได้จากดาดฟ้าเรือชมวาฬ เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการโจมตี “พวกมันอาจจะกำลังหยอกเล่นเฉยๆ ค่ะ” แบล็กกล่าว “วาฬออร์กาแหย่วาฬสีน้ำเงิน เหมือนอย่างที่แมวเล่นกับเหยื่อของมัน วาฬชนิดนี้มีนิสัยขี้เล่นและชอบเข้าสังคม” แบล็กดำเนินธุรกิจนำชมวาฬในชื่อ Monterey Bay Whale Watch ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เธอเฝ้าสังเกตวาฬออร์กาและสัตว์ชนิดอื่นๆ ในกลุ่มคีตาเชียน (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล) แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าวาฬออร์กา […]