อุกกาบาตทำลายล้างไดโนเสาร์ ตกลงในจุดสังหารพอดิบพอดี

อุกกาบาตทำลายล้างไดโนเสาร์ ตกลงในจุดสังหารพอดิบพอดี

อุกกาบาตทำลายล้างไดโนเสาร์ ตกลงในจุดสังหารพอดิบพอดี

ในโลกยุคโบราณ บริเวณคาบสมุทรยูกาตัง ของเม็กซิโก คือจุดเลวร้ายที่สุดหากอุกกาบาตดันตกลงมา

หลักฐานดังกล่าวถูกแสดงให้เห็นแล้วผ่านเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อ 66 ล้านปีก่อน หลังอุกกาบาตความกว้าง 12 กิโลเมตรพุ่งเข้าชนกับโลก จนปรากฏเป็นหลุมอุกกาบาตชีคซูหลุบบริเวณเมืองท่าของเม็กซิโกในปัจจุบัน ผลกระทบจากเหตุการณ์นั้นส่งผลให้อาณาจักรของไดโนเสาร์ที่ครองโลกมานานต้องถึงกาลอวสาน ประมาณการณ์ว่าสิ่งมีชีวิตราว 3 ใน 4 จากทั้งหมดบนโลกสูญพันธุ์ไปจากอุกกาบาตลูกนั้น

จากการศึกษาระบุว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เป็นผลมาจากเขม่าควันจากการพุ่งชนที่ลอยขึ้นปกคลุมชั้นบรรยากาศ จนทำให้อุณหภูมิของโลกเย็นลง ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิในตอนนั้นอยู่ที่ -10 ถึง -7.8 องศาเซลเซียส ลดลงจากเดิมที่ -7.8 ถึง -1.7 องศาเซลเซียส

ทั่วพื้นผิวโลกมีเพียง 13% เท่านั้นที่เป็นผืนดิน นั่นหมายความว่าหากอุกกาบาตลูกนั้นตกห่างไปจากจุดเดิม ไดโนเสาร์อาจไม่ล้มหายตายจากไปหมดก็ได้

“ความน่าสนใจก็คือในรายงานระบุว่า ต่อให้อุกกาบาตมีขนาดใหญ่กว่านี้ ผลกระทบจากการทำลายล้างก็อาจไม่รุนแรงเท่าหากอุกกาบาตไปตกที่อื่น” Paul Chodas ผู้จัดการศูนย์การศึกษาวัตถุใกล้โลก จากนาซ่ากล่าว “เราตั้งข้อสังเกตหลายครั้งมากว่าบรรดาไดโนเสาร์โชคร้ายขนาดไหน และพวกเราโชคดีแค่ไหน ในฐานะที่ปัจจุบันเราอยู่เหนือสุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตที่เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งปวง”

โครงกระดูกของไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ ตั้งตระหง่านอยู่ในศูนย์ความหลากหลายทางชีววิทยาในธรรมชาติ ประเทศเนเธอร์แลนด์

 

ธรณีวิทยาเป็นเหตุ

Kunio Kaiho หัวหน้าการศึกษาวิจัยครั้งนี้เปิดเผยว่า การพุ่งชนของอุกกาบาตดังกล่าวก่อให้เกิดการเผาไหม้น้ำมันที่อยู่ในชั้นหิน ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศเต็มไปด้วยเขม่าควันดำที่มีปริมาณมากถึง 1.7 พันล้านตัน หรือมากพอที่จะเติมลงในสนามกีฬาเบสบอลจนเต็ม

แม้ว่าฝนที่ตกตามลงมาอย่างรวดเร็วจะช่วยชะล้างเขม่าควันออกไปจากชั้นบรรยากาศ แต่ยังคงเหลืออีกราว 385 ล้านตัน ซึ่งทำให้แสงแดดไม่สามารถสาดส่องผ่านลงมาได้

ข้อมูลเหล่านี้เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์แผนที่ทางธรณีวิทยาซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริเวณจุดตกของอุกกาบาต ในปลายยุคครีเตเชียสเต็มไปด้วยตะกอนของไฮโดรคาร์บอนในชั้นหิน สอดคล้องกับการที่ชายฝั่งในภูมิภาคนี้เต็มไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในปัจจุบัน

Kaiho ยังมองหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพุ่งชนในชั้นหินอื่นๆ ทั่วโลก เขาพบว่าตัวอย่างตะกอนของเขม่าควันที่พบในเฮติมีความคล้ายคลึงกับที่พบในบริเวณหลุมอุกกาบาตชีคซูหลุบ และยังพบรูปแบบเดียวกันนี้ในสเปน ซึ่งห่างออกไปไกลหลายพันไมล์

“ความคล้ายคลึงกันของตะกอนที่พบเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากอุกกาบาตที่พุ่งชนในครั้งนั้น” เขากล่าว “ปริมาณของไฮโดรคาร์บอนที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากการพุ่งชนอาจทำให้อุณหภูมิของผืนดินและน้ำทะเลทั่วโลกเย็นลง”

อย่างไรก็ตามทฤษฎีปัจจุบันอ้างว่าการที่พบตะกอนเขม่าควันดังกล่าวในหลายพื้นที่เป็นผลมาจากไฟป่าที่เกิดขึ้น ซึ่งลุกลามไปทั่วโดยมีสาเหตุจากหินร้อนที่ตกลงมาจากท้องฟ้าเมื่อเกิดการระเบิด ซึ่ง Kaiho รายงานว่าการศึกษาของเขาปฏิเสธทฤษฎีนี้ เนื่องจากลำพังไฟป่าไม่สามารถทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกลดลงได้ ทั้งนี้เขากล่าวเพิ่มเติมว่าเขม่าควันไม่ได้ถูกกระจายออกไปทั่วโลกในปริมาณที่เท่าๆ กัน เนื่องจากข้อมูลจากการศึกษาในนิวแฮมเชียร์ ที่ตั้งอยู่ทางซึกโลกเหนือเผชิญกับอากาศหนาวที่มากกว่า ในขณะที่ซีกโลกใต้มีการฟื้นตัวที่รวดเร็วกว่า

 

กำมะถันต่างหาก ไม่ใช่เขม่าควัน?

หนึ่งในปัญหาใหญ่ของการศึกษานี้ก็คือ ผลการวิเคราะห์ชั้นหินในบริเวณหลุมอุกกาบาตชีคซูหลุบ ไม่พบปริมาณของตะกอนไฮโดคาร์บอนมากนัก ฉะนั้นแล้วเป็นไปได้หรือไม่ว่า การที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกลดลงอาจเกิดขึ้นจากกำมะถัน ไม่ใช่เขม่าควัน รายงานจาก Sean Gulick นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยเทกซัสออสติน ผู้เป็นส่วนหนึ่งของการขุดเจาะเอาชั้นดินจากหลุมอุกกาบาตส่วนที่จมอยู่ในทะเลมาตรวจกล่าว

ในอีกการศึกษาหนึ่ง ที่เพิ่งถูกเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Joanna Morgan ผู้ช่วยของเขาพบว่าการพุ่งชนก่อให้เกิดกำมะถันปริมาณมากถึง 325 กิกกะตัน ซึ่งมากพอที่จะลดอุณหภูมิโลก และการคาดการณ์ดังกล่าวนี้ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ

Gulick เชื่อว่า การที่เขม่าควันในเฮติคล้ายกับในชีคซูหลุบ น่าจะเป็นผลมาจากไฟป่า ซึ่งผลการวิเคราะห์จากชั้นดินของแกนกลางจุดพุ่งชนในซีคซูหลุบจะช่วยไขความกระจ่างต่อหลายข้อสงสัยมากขึ้น

อย่างไรก็ตามตัวเขายอมรับทฤษฎีของ Kaiho ที่ว่าอุกกาบาตดันตกลงในจุดที่โชคร้ายที่สุดของโลกเพราะก่อนหน้านี้โลกเองก็เคยเผชิญกับการตกของอุกกาบาตที่ใหญ่กว่านี้มาแล้ว เช่นหลุมอุกกาบาต  Chesapeake bay ทางตะวันตกของแคว้นบาวาเรีย ในเยอรมนี และไม่ก่อให้เกิดการสูญพันธุ์แต่อย่างใด

“มีพื้นที่บนโลกที่ค่อนข้างน้อยที่คุณจะปล่อยอุกกาบาตขนาด 12 กิโลเมตรลงไปแล้วหวังผลว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกเหมือนในตอนนั้น” Gulick กล่าว

อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะเป็นเพราะกำมะถันหรือเขม่าควัน การศึกษาของ Kaiho ก็เป็นประโยชน์มากสำหรับการศึกษาสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกยุคโบราณ “เราจะใช้ปัจจัยเหล่านี้ในการจำลองเพื่อหาคำตอบว่าจะเป็นอย่างไรกับสภาพอากาสในปัจจุบันของเราหากถูกปกคลุมไปด้วยกำมะถัน, เขม่าควัน หรือคาร์บอนไดออกไซด์” Gulick กล่าว “มันเป็นเรื่องสำคัญที่จะหาคำตอบว่าจะเกิดผลกระทบอะไรบ้างกับอากาศในตอนนี้”

เรื่อง Michelle Z. Donahue

อ่านเพิ่มเติม : ไดโนเสาร์วางไข่เป็นสีฟ้า!ไดโนเสาร์มีขนพันธุ์ใหม่ มีสี่ปีกแต่บินไม่ได้

เรื่องแนะนำ

ปรากฎการณ์ ข้างขึ้นข้างแรม

ปรากฏการณ์ ข้างขึ้นข้างแรม เกิดขึ้นได้อย่างไร ส่งผลอย่างไรต่อโลก และเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างไร  ข้างขึ้นข้างแรม (The Moon’s Phases) เกิดจากดวงจันทร์มีรูปร่างเป็นทรงกลม ไม่มีแสงในตัวเอง ด้านสว่างได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ ส่วนด้านตรงข้ามไม่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ การโคจรของดวงจันทร์รอบโลกทำให้มุมระหว่างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก เปลี่ยนเปลี่ยนแปลงไป เมื่อมองดูดวงจันทร์จากพื้นโลก เราจึงมองเห็นเสี้ยวของดวงจันทร์มีขนาดเปลี่ยนไปเป็นวงรอบ โดยเราเรียกว่า ข้างขึ้น และข้างแรม เดือนมืด (New Moon) ตรงกับแรม 15 ค่ำ เป็นตำแหน่งที่ดวงจันทร์อยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ในวันนี้ ผู้สังเกตที่อยู่บนโลกจะมองเห็นดวงจันทร์ด้านที่ไม่มีแสงอาทิตย์มาตกกระทบ จึงดูเหมือนดวงจันทร์ไม่ส่องแสง เราจึงเรียกว่าคืนเดือนมืด หรือจันทร์ดับ วันเพ็ญ (Full Moon) ตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เป็นตำแหน่งที่ดวงจันทร์อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ซึ่งแสงจากดวงอาทิตย์จะตกกระทบตั้งฉากกับดวงจันทร์พอดี ผู้สังเกตที่อยู่บนโลกจะเห็นดวงจันทร์ส่องแสงเต็มดวง ข้างขึ้น (Waxing) เป็นช่วงที่เกิดขึ้นระหว่างคืนเดือนมืดจนถึงคืนวันเพ็ญ โดยใช้ด้านสว่างของดวงจันทร์เป็นตัวกำหนด แบ่งออกเป็น 15 ส่วน เริ่มจาก ขึ้น 1 ค่ำ จนถึง […]

เสียงน้ำหยดมาจากไหน?

เสียงน้ำหยดมาจากไหน? หนึ่งในเสียงที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ในขณะเดียวกันก็สร้างความน่ารำคาญใจไม่น้อยให้แก่ใครหลายคนคือ “เสียงน้ำหยด” และขณะนี้นักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้แล้วว่าเสียงหยดติ๋ง ติ๋ง นั้นมีที่มาจากอะไร? ทีมนักฟิสิกส์และวิศวกรจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ของสหราชอาณาจักรใช้กล้องถ่ายวิดีโอความเร็วสูง และไมโครโฟนที่มีความไวมากเป็นพิเศษเพื่อบันทึกภาพสโลว์โมชั่นและเสียงขณะที่น้ำกำลังหยด ผลการวิจัยพบว่าแท้จริงแล้วเสียงติ๋งของน้ำนั้นเกิดขึ้นเมื่อหยดน้ำกระทบกับผิวของน้ำและเด้งกลับขึ้นมาเนื่องจากแรงตึงผิว และในเวลานั้นเองเกิดการสั่นสะเทือนของฟองอากาศส่งผลให้มีเสียง “ติ๋ง” เกิดขึ้น ผลการค้นพบครั้งนี้ช่วยชี้ให้เห็นว่าเสียงน้ำหยดไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อหยดน้ำกระทบกับผิวน้ำดังที่เคยเข้าใจกันมา…   อ่านเพิ่มเติม 9 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกของอีลอน มัสก์ เศรษฐีนักประดิษฐ์

ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)

ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) คือ คำจำกัดความของการมีสิ่งมีชีวิตนานาชนิดบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงอยู่ของพืช สัตว์ แบคทีเรีย เชื้อรา หรือมนุษย์ ต่างล้วนอาศัยอยู่ในถิ่นฐานเฉพาะของตนตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ดำเนินชีวิตอยู่ภายในระบบนิเวศที่มีสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย จากการสะสม ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ตลอดจนถึงการวิวัฒนาการ เพื่อความอยู่รอดตลอดระยะเวลาหลายล้านปีที่ผ่านมา ทำให้การคงอยู่ของความแตกต่างในสิ่งมีชีวิตแต่ละสายพันธุ์และความหลากหลายภายในชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น กลายเป็นองค์ประกอบและพื้นฐานสำคัญของธรรมชาติและระบบนิเวศของโลก ความหลากหลายทางชีวภาพ สามารถจำแนกออกเป็น 3 ระดับ คือ ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic Diversity) หมายถึง ความแปรผันทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นภายในประชากรของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน เป็นความแตกต่างของสารพันธุกรรมภายในสิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิตที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษผ่านทางหน่วยพันธุกรรมหรือ “ยีน” (Gene) ซึ่งส่งผลให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์ ลักษณะเด่น หรือความแตกต่างขึ้นภายในประชากรของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้น ๆ เช่น การมีสีสันและลวดลายที่หลากหลายของหอยทาก “โกลฟว์ สเนล” (Grove Snail) รวมถึงการมีสีของเส้นผม สีของผิวหนัง และสีของนัยน์ตาแตกต่างกันออกไปในประชากรของมนุษย์    ความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ (Species Diversity) หมายถึง ความแปรผันทางชนิดพันธุ์ (Species) ที่เกิดขึ้นในระดับกลุ่มของสิ่งมีชีวิต […]

กล้องโทรทรรศน์ (telescope)

การศึกษาดาราศาสตร์จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือที่ทันสมัยและหลากหลาย และในปัจจุบันเทคโนโลยีการสำรวจอวกาศเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว หนึ่งในเครื่องมือที่นักดาราศาสตร์ใช้ศึกษาอวกาศมาอย่างยาวนานคือ กล้องโทรทรรศน์ กล้องโทรทรรศน์ (Telescope) คือ ทัศนูปกรณ์ที่สำคัญในการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ เนื่องจากวัตถุท้องฟ้าทั้งหลาย (Celestial Objects) ไม่ว่าจะเป็นดวงดาวต่าง ๆ กาแล็กซี เนบิวลา หรือหลุมดำ ต่างดำรงอยู่ในห้วงอวกาศที่มืดมิดและห่างไกลจากโลกหลายล้านกิโลเมตร ดังนั้น กล้องโทรทรรศน์จึงถูกออกแบบมาให้สามารถดึงภาพของวัตถุท้องฟ้าเหล่านี้ให้เข้ามาใกล้ขึ้นและสว่างขึ้น รวมถึงความสามารถในการบันทึกและถ่ายทอดวัตถุท้องฟ้าในย่านสเปกตรัมอื่น ๆ ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ดวงตาของมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นอีกด้วย กล้องโทรทรรศน์จึงถูกเรียกโดยทั่วไปว่า “กล้องดูดาว” นั่นเอง หลักการเบื้องต้น กล้องโทรทรรศน์มีหลักการการทำงานเบื้องต้นอยู่บนพื้นฐานของการรวมแสงและการหักเหของแสงผ่านเลนส์นูนหรือกระจกเว้าที่ทำงานร่วมกัน 2 ชุด คือ เลนส์ชุดหน้า (ใกล้วัตถุ) มีขนาดใหญ่ เรียกว่า “เลนส์วัตถุ” (Objective Lens) ทำหน้าที่รวมแสงหรือเพิ่ม “กำลังรวมแสง” ให้สามารถมองเห็นวัตถุได้มากกว่าการมองเห็นด้วยตาเปล่า เลนส์ชุดหลัง (ใกล้ดวงตา) มีขนาดเล็ก เรียกว่า “เลนส์ตา” (Eyepiece) ทำหน้าที่ขยายภาพหรือเพิ่ม “กำลังขยาย” ให้สามารถสังเกตรายละเอียดของวัตถุท้องฟ้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น กำลังขยายต่ำที่ 10 ถึง 20 เท่า […]