กลุ่มดาวแมงป่อง ได้รับความสนใจจากผู้คนมานานหลายศตวรรษ เพราะอะไร

กลุ่มดาวแมงป่อง (Scorpius)

กลุ่มดาวแมงป่อง เป็นกลุ่มดาวเก่าแก่ที่ถูกค้นเมื่อ 3,000 ปีก่อน

กลุ่มดาวแมงป่อง (Scorpius) เป็น 1 ใน 88 กลุ่มดาวสากล (Constellations) ของโลก และเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มดาวจักรราศี (Zodiac) บนซีกฟ้าใต้ หรือที่เรารู้จักกันในนามของ “กลุ่มดาวราศีพิจิก” ซึ่งปรากฏขึ้นบนเส้นทางการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ หรือ “สุริยะวิถี” (Ecliptic) ในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี

โดยครอบคลุมพื้นที่ราว 497 ตารางองศาหรือมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 33 ของกลุ่มดาวสากลทั้งหมด กลุ่มดาวแมงป่องเป็นกลุ่มดาวฤกษ์ที่สามารถพบเห็นได้เฉพาะในช่วงฤดูร้อนของฝั่งซีกโลกเหนือ หรือระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม แต่จะมองเห็นได้ชัดเจนที่สุดบนท้องฟ้าฝั่งซีกโลกใต้ ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงต้นเดือนตุลาคม

นอกจากนี้ กลุ่มดาวแมงป่องยังเป็น 1 ใน 48 กลุ่มดาวดั้งเดิมที่ถูกจารึกอยู่ในบันทึกของปโตเลมี (Ptolemy) ในช่วงศตวรรษที่ 2 เช่นเดียวกับกลุ่มดาวหมีใหญ่อีกด้วย เป็นกลุ่มดาวเก่าแก่ที่ถูกค้นเมื่อ 3,000 ปีก่อน โดยชาวสุเมเรียน (Sumerian) ชาวกรีกโบราณและผู้คนทั่วไปเรียกกลุ่มดาวกลุ่มนี้ว่า “แมงป่อง” แต่ในอารยธรรมตะวันออก ชาวจีนโบราณเรียกกลุ่มดาวกลุ่มนี้ว่า “มังกรฟ้า” (Azure Dragon)

กลุ่มดาวแมงป่อง, กลุ่มดาว, ดวงดาว, แผนที่ดาว
แผนที่กลุ่มดาวแมงป่อง (Scorpius)

 องค์ประกอบของกลุ่มดาวแมงป่อง

กลุ่มดาวแมงป่องได้รับความสนใจจากผู้คนมานานหลายศตวรรษ จากการมีดาวฤกษ์ที่สุกสว่างมากกว่า 10 ดวง เรียงตัวกันจนมีลักษณะคล้ายตัวอักษร “J” หรือตะขอบนทรงกลมท้องฟ้าของโลก

โดย 7 ดวงดาวหลักในกลุ่มดาวแมงป่อง ประกอบไปด้วย

  1. แอนทาเรส (Antares) หรือที่คนไทยรู้จักในนามของ “ดาวปาริชาต” เป็นดาวยักษ์ใหญ่สีแดง (Red Supergiant Star) ที่สว่างที่สุดดวงหนึ่งในน่านฟ้าโลก อยู่ตรงใจกลางหรือ “หัวใจ” ของกลุ่มดาวแมงป่อง เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างจากโลกราว 550 ปีแสง มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราถึง 880 เท่า
  2. ชอลา (Shaula) เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดเป็นลำดับที่ 2 ในกลุ่ม อยู่ห่างจากโลกราว 700 ปีแสง เป็นดาวในระบบดาวพหุ (Multiple star system) คือ มีดาวฤกษ์หลายดวงโคจรรอบกันและกัน
  3. ซาร์กาซ (Sargas) เป็นดาวยักษ์เหลืองที่อยู่ห่างจากโลกประมาณ 300 ปีแสง มีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของเราราว 25 เท่า
  4. ดีชับบา (Dschubba) เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างจากโลกราว 490 ปีแสง
  5. กราฟฟิอัส (Graffias) เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ในระบบดาวพหุเช่นกัน ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ถึง 6 ดวง อยู่ห่างจากโลกราว 500 ปีแสง
  6. เรเซิทธ์ (Lesath) เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างจากโลกราว 600 ปีแสง มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ประมาณ 11 เท่าและสว่างมากกว่าถึง 10,000 เท่า
  7. อัลเนียท์ (Alniyat) เป็นดาวยักษ์สีน้ำเงิน อยู่ห่างจากโลกราว 470 ปีแสง มีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของเราราว 13 เท่า
ดาวฤกษ์, กลุ่มดาว, กลุ่มดาวแมงป่อง
ดาวฤกษ์สุกสว่างหลายสิบดวงในกลุ่มดาวแมงป่อง

นอกจากนี้ กลุ่มดาวแมงป่องยังเป็นกลุ่มดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้กับศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือก (The Milky Way) อีกด้วย ส่งผลให้มีวัตถุในห้วงอวกาศลึก (Deeps-sky objects) ที่น่ามหัศจรรย์มากมายอยู่ในขอบเขตของกลุ่มดาวกลุ่มนี้ เช่น กระจุกดาวผีเสื้อ (Butterfly Cluster) และกระจุกดาวปโตเลมี (Ptolemy Cluster) ซึ่งเป็นกระจุกดาวเปิดที่มีดาวฤกษ์รวมกันมากกว่า 80 ดวง รวมถึงเนบิวลาต่างๆ เช่น เนบิวลาอุ้งเท้าแมว (Cat’s Paw Nebula) เนบิวลาผีเสื้อ (Butterfly Nebula) และเนบิวลาสงครามและสันติภาพ (War and Peace Nebula) เป็นต้น

กระจุกดาว (Star cluster) คือ การรวมตัวกันของกลุ่มดาวฤกษ์เกิดใหม่ โดยมีรูปร่างต่างๆกันหรือที่เรียกว่า “กระจุกดาวเปิด” (Open cluster) ซึ่งหากการรวมตัวกันของดวงดาวเป็นกลุ่มก้อนทรงกลมขนาดใหญ่ จะถูกเรียกว่า “กระจุกดาวทรงกลม” (Globular Cluster)

ตำนานกลุ่มดาวแมงป่อง

กลุ่มดาวแมงป่องเป็นกลุ่มดาวที่มีตำนานและนิทานเล่าขานมากมาย โดยที่กลุ่มดาวแมงป่องนั้น คือ ตัวแทนของ “แมงป่องยักษ์” ที่ไกอา (Gaia) เทพีแห่งพื้นพิภพซึ่งทำหน้าที่ดูแลทุกสรรพชีวิตบนโลกในตำนานกรีกโบราณ ส่งไปตามล่าสังหารนายพรานหนุ่มนาม “โอไรออน” (Orion) ซึ่งโอ้อวดถึงความสามารถในการล่าสัตว์และปณิธานที่จะตามฆ่าสัตว์ทุกชนิดบนโลก ก่อนที่แมงป่องยักษ์จะถูกส่งขึ้นสู่สวรรค์กลายเป็นกลุ่มดาวแมงป่อง หลังสังหารนายพรานหนุ่มสำเร็จเพื่อเป็นเกียรติต่อความกล้าหาญที่ช่วยขจัดภัยให้โลก เช่นเดียวนายพรานโอไรออนที่ถูกส่งขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นกลุ่มดาวนายพรานเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจต่อความโอหังและถือดีของมนุษย์

นอกจากนี้ ในอีกบทหนึ่งของตำนานกรีกโบราณ กลุ่มดาวแมงป่อง คือตัวแทนของ “แมงป่องยักษ์” ที่อพอลโล (Apollo) เทพแห่งแสงสว่างหรือดวงอาทิตย์น้องชายฝาแฝดของเทพีอาร์ทิมิส (Artemis) เทพีแห่งดวงจันทร์และการล่าสัตว์ ส่งไปสังหารนายพรานหนุ่มนาม “โอไรออน” หลังพบว่าเทพีอาร์ทิมิสตกหลุมรักนายพรานหนุ่ม ซึ่งเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา และหลังการเสียชีวิตของนายพรานโอไรออนนั้น เทพีอาร์ทิมิสได้ทำการร้องขอให้เทพเจ้าซุส (Zeus) ส่งนายพรานหนุ่มขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ดังนั้น บนท้องฟ้าของฤดูหนาวจะมีกลุ่มดาวนายพรานปรากฏขึ้น แต่จะหายลับขอบฟ้าไปในทุกฤดูร้อนเมื่อกลุ่มดาวแมงป่องมาเยือน ถึงแม้แมงป่องยักษ์และนายพรานหนุ่มจะกลายเป็นกลุ่มดาวบนท้องฟ้าไปแล้ว การไล่ล่าและหลบหนีของทั้งคู่ยังไม่เคยยุติ ส่งผลให้กลุ่มดาวทั้งสองอยู่ในทิศทางตรงกันข้ามบนท้องฟ้าตลอดมา

สืบค้นและเรียบเรียง

คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง

https://www.iau.org/public/images/detail/sco/
http://www.seasky.org/constellations/constellation-scorpius.html
https://earthsky.org/astronomy-essentials/scorpius-heres-your-constellation
https://www.space.com/16947-scorpius-constellation.html
https://www.constellation-guide.com/constellation-list/scorpius-constellation/
https://www.thoughtco.com/how-to-find-the-scorpius-constellation-4173782
https://www.solarsystemquick.com/universe/scorpius-constellation.html
https://in-the-sky.org/data/constellation.php?id=74http://www.astronomytrek.com/scorpius-the-scorpion/


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : กลุ่มดาวค้างคาว

เรื่องแนะนำ

ค้นพบออโรราชนิดใหม่เป็นสีม่วง

ค้นพบออโรราชนิดใหม่เป็นสีม่วง ออโรราชนิดใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบนี้เป็นสีม่วง และมันถูกตั้งชื่อว่า “STEVE” ซึ่งย่อมาจาก Strong Thermal Emission Velocity Enhancement ปกติแล้วออโรราที่เราคุ้นเคยกันมักจะถูกเรียกว่าแสงเหนือหรือแสงใต้ ปรากฏในรูปลำแสงวูบวาบสีเขียวอมเหลือง และบางครั้งมีชอบสีม่วงหรือชมพู แต่ครั้งนี้ออโรราดังกล่าวมีลักษณะแปลกออกไป การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นโดยนักดูดาวสมัครเล่นคนหนึ่ง เขาได้เก็บภาพถ่ายของออโรรารูปแบบใหม่นี้เอาไว้ และส่งต่อให้กับนักฟิสิกส์ ในออโรราทั่วไปเกิดจากอนุภาคคองดวงอาทิตย์กระทบเข้ากับสนามแม่เหล็กของโลก นักฟิสิกส์คาดการณ์ว่าในกรณีของออโรรา STEVE นั้นแตกต่าง มันน่าจะเกิดจากอนุภาคของพลาสมาร้อนที่ไหลมาตามสนามแม่เหล็กของโลก โดยเกิดขึ้นที่ความสูงราว 100 ไมล์ ซึ่งสูงกว่าการเกิดออโรราทั่วไปถึง 40 ไมล์ ส่วนสาเหตุการเกิดที่แน่ชัดนั้นยังไม่สามารถระบุได้ และทำไมมันจึงปรากฏเป็นสีม่วงนั้น นี่ก็เป็นอีกปริศนาหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต้องหาคำตอบกันต่อไป   อ่านเพิ่มเติม ดอกไม้เรืองแสง

ภาพถ่ายดาวเสาร์ภาพท้ายๆ จากยานกัสซีนี

ภาพถ่ายดาวเสาร์ภาพท้ายๆ จากยานกัสซีนี แพซาดินา, แคลิฟอร์เนีย ไม่กี่ชั่วโมงก่อนรุ่งเช้า (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ) ของวันศุกร์ที่ 15 กันยายน 2017 ยานกัสซีนี (Cassini) ขององค์การนาซามุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางสุดท้ายที่มันใช้เวลาสำรวจอยู่นานถึง 13 ปี นั่นคือดาวเสาร์ ขณะที่ยานมุ่งหน้าสู่ดาวเสาร์จุดหมายปลายทาง นักวิทยาศาสตร์ในศูนย์ควบคุมภารกิจที่ห้องปฏิบัติการเครื่องยนต์ขับดัน (Jet Propulsion Laboratory) ในเมืองแพซาดินา ต่างจับตาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แน่นอนว่า พวกเขารู้ตอนจบของเรื่องทั้งหมด หลังจากใช้เวลาสำรวจดาวเสาร์และดวงจันทร์บริวารอยู่นานกว่าสิบปี ยานกัสซีนีก็มุ่งหน้าเข้าสู่บรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงนั้น เก็บรวบรวมข้อมูลและส่งกลับมายังโลกให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้น จรวดขับดันของยานก็เริ่มล้มเหลวจากแรงกระทำมหาศาลของแรงโน้มถ่วงและการเสียดสีกับบรรยากาศ ยานเริ่มหมุนคว้าง สูญเสียการติดต่อกับโลก ก่อนจะสิ้นเสียงไปตลอดกาล ณ เวลาราว 04.55น. ตามเวลาในสหรัฐฯ แม้นักวิทยาศาสตร์จะไม่สามารถสังเกตการณ์จุดจบนี้ได้ พวกเขาก็รู้ว่าภายในหนึ่งหรือสองนาทีหลังสัญญาณจากยานกัสซีนีขาดหายไป ดาวเสาร์จะฉีกยานออกเป็นชิ้นๆ และลุกไหม้ผ่านบรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงนั้น ไม่ต่างอะไรจากดาวตกที่พาดผ่านฟากฟ้า จุดจบนั้นสั้นและรวดเร็ว ยานกัสซีนีที่ช่วยสร้างความกระจ่างมากมายเกี่ยวกับดาวเสาร์ ได้กลายเป็นอดีตอย่างสวยงาม ย้อนหลังไปเมื่อปี 2004 ยานกัสซีนีเริ่มสำรวจระบบดาวเสาร์และดวงจันทร์บริวาร ตลอดระยะเวลา 13 ปี กัสซีนีส่งภาพกลับมายังโลกมากกว่า 450,000 ภาพ ยานกัสซีนียังปล่อยยานลงจอด (lander) […]

เมื่อ หุ่นยนต์ แทนที่มนุษย์

ถ้าคุณเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ คุณอาจไม่มีวันได้เจอ หุ่นยนต์ แต่คุณจะได้เจอ ผมเจอ หุ่นยนต์ ตัวหนึ่งในวันฟ้าใสและลมแรงเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา บนทุ่งหญ้าแพรรีต้นสั้นๆ ใกล้พรมแดนรัฐโคโลราโดกับรัฐแคนซัส ที่บริษัทของโนอาห์ เรดดี-แคมป์เบลล์ ชายร่างผอมเพรียว วัย 31 ปีจากแซนแฟรนซิสโก เมื่อมองไปทางใต้ เราเห็นกังหันลมทอประกายวาววับเป็นทิวแถว ทอดไกลสุดสายตา เบื้องหน้าผมคือหลุมที่กำลังจะเป็นฐานของกังหันลมอีกตัว เรื่อง เดวิด แบร์เรบี ภาพถ่าย สเปนเซอร์ โลวล์ รถแบ็กโฮกำลังขุดหลุมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 19 เมตร ซึ่งมีผนังลาดขึ้นทำมุม 34 องศา และมีก้นลึกสามเมตรที่เกือบเรียบสนิท มันตักดินขึ้นมากองไว้ตรงจุดที่ไม่เกะกะ และจะเริ่มกองใหม่  เมื่อจำเป็น ทุกครั้งที่กดหัวตักลง ขุด ยก หมุน และเท เครื่องจักรหนัก 37 ตันต้องใช้การควบคุมที่มั่นคงและการตัดสินใจที่ดี ในอเมริกาเหนือ คนบังคับรถขุดเก่งๆมีรายได้สูงถึงปีละ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ที่นั่งในรถขุดคันนี้กลับว่างเปล่า “คนสั่งการ” อยู่บนหลังคาห้องควบคุม มันไม่มีแขน แต่มีสายเคเบิลสีดำคดเคี้ยวสามสายเชื่อมต่อกับระบบควบคุมรถโดยตรง หูหรือตาก็ไม่มีเช่นกัน เพราะใช้ระบบเลเซอร์ จีพีเอส […]

ความรู้ประจำวัน: ทำไมลิงเหล่านี้ถึงมีตูดใหญ่สีชมพู?

ความรู้ประจำวัน: ทำไมลิงเหล่านี้ถึงมีตูดใหญ่สีชมพู? รู้ได้อย่างไรว่าลิงแมนดริลตัวไหนรูปหล่อที่สุดในฝูง คำตอบคือลิงตัวที่มีสีสันโดดเด่นสะดุดตามากที่สุด เช่นเดียวกับลิงสายพันธู์อื่นๆ ในฝูงของลิงมีลำดับชั้นทางสังคม ลิงตัวผู้ที่มีสีสันบนใบหน้าและบนก้นจัดจ้านโดดเด่นที่สุดจะได้อยู่ในลำดับสูงที่มีอำนาจเหนือลิงตัวผู้ตัวอื่นๆ การจะยกตัวเองขึ้นมาสู่ลำดับสูง พวกมันต้องโค่นลิงตัวผู้เดิมให้ได้ และเมื่อทำได้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของมันจะถูกหลั่งออกมามากขึ้น ส่งผลให้สีสันบนใบหน้าเข้มขึ้น และขนที่ก้นจะร่วงเพื่อที่จะได้ขับสีแดงของก้นให้เห็นเด่นชัดมากกว่าเดิม คุณลักษณะเหล่านี้คือสัญลักษณ์ของการเป็นลิงตัวผู้ที่มีสุขภาพดี และมียีนที่ดี ซึ่งจะดึงดูดลิงตัวเมียในฝูงให้อยากผสมพันธุ์กับมัน เพื่อให้กำเนิดลูกที่แข็งแรง   อ่านเพิ่มเติม ในโลกของลิงงวงช้าง จมูกยิ่งใหญ่เท่าไหร่ยิ่งดี