กลุ่มดาวคนคู่ ประกอบด้วยดวงดาวอะไรบ้าง และมองเห็นได้ในช่วงใด

กลุ่มดาวคนคู่ (Gemini) หรือดาวฝาแฝด

กลุ่มดาวคนคู่ (Gemini) เป็น 1 ใน 88 กลุ่มดาวสากล (Constellations) ของโลก และเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มดาวจักรราศี (Zodiac) บนซีกฟ้าเหนือ หรือที่เรารู้จักกันในนามของ “กลุ่มดาวราศีเมถุน” ครอบคลุมพื้นที่ราว 514 ตารางองศาหรือมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 30 ของกลุ่มดาวสากลทั้งหมด

กลุ่มดาวคนคู่ยังเป็นกลุ่มดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดกลุ่มหนึ่งในน่านฟ้าโลก โดยสามารถพบเห็นได้ตั้งแต่ในช่วงฤดูหนาวไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิของฝั่งซีกโลกเหนือ หรือระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนพฤษภาคม ขณะที่บนท้องฟ้าฝั่งซีกโลกใต้สามารถพบเห็นกลุ่มดาวคนคู่ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน

อ่านเพิ่มเติมเรื่อง การศึกษากลุ่มดาว

นอกจากนี้ กลุ่มดาวคนคู่ยังเป็น 1 ใน 48 กลุ่มดาวดั้งเดิมที่ถูกจารึกอยู่ในบันทึกของปโตเลมี (Ptolemy) ในช่วงศตวรรษที่สอง เช่นเดียวกับกลุ่มดาวแมงป่อง (Scorpius) ซึ่งถูกทำการสำรวจมาตั้งแต่ในยุคอารยธรรมแรกเริ่มของมนุษยชาติ เป็นกลุ่มดาวที่ถูกบันทึกอยู่ในคัมภีร์ฤคเวท หรือ “พระเวท” ของอินเดียเมื่อราว 3,500 ปีก่อน โดยทั้งในอารยธรรมตะวันออกและตะวันตก ผู้คนเรียกขานกลุ่มดาวกลุ่มนี้ว่า “ดาวฝาแฝด” (Twins)

กลุ่มดาวคนคู่, กลุ่มดาว, แผนที่ดาว, ดวงดาว
แผนที่กลุ่มดาวคนคู่

องค์ประกอบของกลุ่มดาวคนคู่

กลุ่มดาวคนคู่ ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์สุกสว่างหลายสิบดวง เรียงตัวกันจนมีลักษณะคล้ายมนุษย์สองคนจับมือกัน โดยมี “ดาวพอลลักซ์” (Pollux) และ “ดาวคาสเตอร์” (Castor) ประกอบขึ้นเป็นส่วนศีรษะของพี่น้องฝาแฝดพอลลักซ์ และคาสเตอร์ตามตำนานกรีกโบราณ

โดย 8 ดวงดาวหลักในกลุ่มดาวคนคู่ ประกอบไปด้วย

  1. พอลลักซ์ (Pollux) เป็นดาวยักษ์แดง (Red giant star) ที่สว่างที่สุดดวงหนึ่งในน่านฟ้าโลก เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างจากโลก 34 ปีแสง มีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของเราราว 10 เท่า
  2. คาสเตอร์ (Castor) เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดเป็นลำดับที่ 2 ในกลุ่ม อยู่ห่างจากโลกราว 52 ปีแสง เป็นดาวในระบบดาวพหุ (Multiple star system) คือ มีดาวฤกษ์ถึง 6 ดวงโคจรรอบกันและกัน
  3. อัลเฮนา (Alhena) เป็นดาวแคระเล็กสีน้ำเงิน (Blue subdwarf star) ที่อยู่ห่างจากโลกประมาณ 105 ปีแสง
  4. เมบซูทา (Mebsuta) เป็นดาวยักษ์ใหญ่สีเหลือง (Yellow supergiant star) อยู่ห่างจากโลกราว 840 ปีแสง มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ราว 20 เท่า
  5. โพรพุส (Propus) เป็นดาวแปรแสง (Variable star)ที่มีความสว่างไม่คงที่และอยู่ในระบบดาวพหุ ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ 3 ดวง อยู่ห่างจากโลกราว 380 ปีแสง
  6. อัลซิร์ (Alzir) เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างจากโลกราว 60 ปีแสง มีความสว่างมากกว่าดวงอาทิตย์ราว 11 เท่า
  7. วาแซท (Wasat) เป็นดาวฤกษ์ในระบบดาวพหุ อยู่ห่างจากโลกราว 61 ปีแสง
  8. เมกบูดา (Mekbuda) เป็นดาวยักษ์ใหญ่สีเหลืองอยู่ห่างจากโลกราว 1,200 ปีแสง มีรัศมีกว้างกว่าดวงอาทิตย์ของเราถึง 60 เท่า
ดาวฤกษ์, กลุ่มดาว, กลุ่มดาวคนคู่
ดาวฤกษ์หลายสิบดวงในกลุ่มดาวคนคู่

นอกจากดาวฤกษ์สุกสว่างหลายสิบดวงแล้ว กลุ่มดาวคนคู่ยังประกอบไปด้วยวัตถุในห้วงอวกาศลึก (Deeps-sky objects) มากมาย เช่น กระจุกดาวเปิด M35 (Open Cluster) ที่มีดาวฤกษ์เกิดใหม่รวมกลุ่มกันมากกว่า 200 ดวง รวมถึงเนบิวลารูปร่างต่างๆ เช่น เนบิวลาเอสกิโม (Eskimo Nebula) เนบิวลาเมดูซา (Medusa Nebula) และเนบิวลาแมงกะพรุน (Jellyfish Nebula) ซึ่งเป็นเศษซากของดาวฤกษ์หลังการระเบิดครั้งใหญ่ หรือ “ซูเปอร์โนวา” (Supernova) เมื่อ 3,000 ถึง 30,000 ปีก่อน

ตำนานกลุ่มดาวคนคู่

ในตำนานกรีกโบราณ กลุ่มดาวคนคู่เป็นตัวแทนของพี่น้องฝาแฝดบุตรชายของราชินี “เลดา” (Leda) แห่งเมืองสปาร์ตา (Sparta) ทั้งคู่เป็นบุตรชายร่วมมารดาต่างบิดา โดยพอลลักซ์ (Pollux) เป็นบุตรที่เกิดจากเทพเจ้าซุส (Zeus) จึงมีสถานะเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพ (Demigod) ขณะที่คาสเตอร์ (Castor) เป็นมนุษย์ที่เกิดจากกษัตริย์สปาร์ตา “ทินดาริอุส” (Tyndareus)  ซึ่งหลังการเสียชีวิตของคาสเตอร์จากการทะเลาะวิวาทในงานเลี้ยงงานหนึ่ง ส่งผลให้พอลลักซ์

โศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก และจากการที่ตนเองมีชีวิตเป็นอมตะ จึงได้ทำการร้องขอต่อบิดาหรือเทพเจ้าซุส ให้แบ่งความเป็นอมตะของตนแก่คาสเตอร์  ซึ่งการกระทำดังกล่าว ทำให้เมื่อเทพเจ้าซุสเห็นถึงความผูกพันอันลึกซึ้งของพี่น้องคู่นี้ จึงนำพอลลักซ์และคาสเตอร์ขึ้นสู่สวรรค์ กลายเป็นกลุ่มดาวคนคู่บนท้องฟ้าที่ทำให้พวกเขาสามารถอยู่เคียงคู่กันตลอดไป

สืบค้นและเรียบเรียง

คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง

http://www.narit.or.th/index.php/astro-corner2/1071-2014-02

https://www.space.com/16816-gemini-constellation.html

https://in-the-sky.org/data/constellation.php?id=39

https://www.solarsystemquick.com/universe/gemini-constellation.htm

http://www.seasky.org/constellations/constellation-gemini.html

National Aeronautics and Space Administration (NASA) 


 

เรื่องแนะนำ

อากาศหนาว ของไทย ทำไมต้องพัดมาจากจีน

“ขณะนี้มวลอากาศเย็นจากจีนได้แผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนแล้ว” ทำไมต้องจีน และลมหนาวในจีนมาจากไหน? มาทำความเข้าใจการเดินทางของสายลมให้ลึกซึ้งมากขึ้นกัน

นักวิทยาศาสตร์พบแบบแผนสมองของผู้คิดฆ่าตัวตาย

ทีมนักวิทยาศาสตร์สแกนสมองพบแบบแผนความคิดฆ่าตัวตาย เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 เว็บไซต์ technologynetworks.com รายงานการค้นพบเรื่องสำคัญของมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน สหรัฐอเมริกา เมื่อทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยดังกล่าวนำโดยมาร์เซล จัสต์ และเดวิด เบรนต์ จากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมใหม่และวิธีการที่ช่วยระบุบุคคลที่คิดฆ่าตัวตาย โดยวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในสมองที่แสดงต่อความคิดต่างๆ เช่น ความตาย ความโหดร้าย และปัญหา ความเสี่ยงของการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องยากจะประเมินและทำนาย  ในสหรัฐอเมริกา การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุลำดับที่สองที่ทำให้เด็กวัยรุ่นเสียชีวิต  งานวิจัยดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Human Behaviour  เสนอวิธีการใหม่ที่จะประเมินอาการผิดปรกติทางจิตเวช “งานชิ้นล่าสุดของเราระบุการเปลี่ยนแปลงความคิดซึ่งสัมพันธ์กับกระบวนการก่อเกิดและเชื่อมโยงความคิดกับพฤติกรรมด้วยอัลกอริทึมการเรียนรู้จักรกล (machine-learning algorithm) เพื่อประเมินภาพแสดงของประสาทที่เกี่ยวกับแนวคิดเฉพาะซึ่งสัมพันธ์กับความตาย  มันเปิดหน้าต่างสู่สมองและความคิดให้เรา ทำให้เห็นว่าบุคคลที่คิดฆ่าตัวตายกับความคิดอื่นๆ และอารมณ์สัมพันธ์กันอย่างไร  สิ่งสำคัญของการศึกษาชิ้นนี้คือเราสามารถบอกได้ว่าใครจะคิดถึงการฆ่าตัวตาย โดยวิธีที่เขาคิดเกี่ยวกับหัวข้อที่เกี่ยวกับความตาย” จัสต์ ศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยา วิทยาลัยมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ดีทริค มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน กล่าว (เมื่อความตายเกิดขึ้นอย่างปริศนา กระบวนการชันสูตรจะถูกนำมาใช้เพื่อหาคำตอบ) จัสต์และเบรนต์ ผู้เป็นประธานงานวิจัยเรื่องการฆ่าตัวตายและเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตเวช,  กุมารเวชศาสตร์, ระบาดวิทยา, วิทยาศาตร์ทางคลินิกและการนำไปใช้ประโยชน์ ที่มหาวิทยาลัยพิตตส์เบิร์ก เสนอรายการคำ 10 คำที่เกี่ยวเนื่องกับความคิดเชิงบวก เช่น “อิสระเสรี” และอีก […]

การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต

การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต แต่ละชนิดแตกต่างกันออกไป ตามโครงสร้างทางสรีรวิทยาและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนที่เข้าหาสิ่งเร้า (Stimuli) เพื่อตอบสนองต่อปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น แหล่งอาหาร แหล่งน้ำ แหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งสืบพันธุ์ และการเคลื่อนที่ออกห่างเพื่อหลีกหนีภัยอันตราย เช่น ศัตรูตามธรรมชาติ สารเคมี และความร้อน เป็นต้น การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต สามารถจำแนกออกเป็น 4 กลุ่ม ตามโครงสร้างทางสรีรวิทยาของสิ่งมีชีวิต ดังนี้ การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ในอาณาจักรโพรทิสตา (Kingdom Protista) คือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่มีระบบเนื้อเยื่อและโครงกระดูกเหมือนสัตว์ชั้นสูงชนิดอื่น ๆ ดังนั้น การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องอาศัยโครงร่างค้ำจุนภายในเซลล์ที่เรียกว่า “ไซโทสเกเลตอน” (Cytoskeleton) ซึ่งประกอบด้วยเส้นใยโปรตีนจำนวนมาก เช่น ไมโครฟิลาเมนท์ (Microfilament) ที่ประกอบขึ้นจากโปรตีน 2 ชนิด ได้แก่ แอคติน (Actin) และไมโอซิน (Myosin) ทำหน้าที่คงรูปร่างไปพร้อมกับการกำหนดลักษณะการเคลื่อนไหว   การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว มี 2 ลักษณะ คือ การเคลื่อนไหวโดยอาศัยการไหลของไซโทพลาซึม หมายถึง […]

โครงสร้างของดอกไม้ อวัยวะสำคัญสำหรับการปฏิสนธิของพืช

โครงสร้างของดอกไม้ เป็นอวัยวะสำคัญสำหรับสืบพันธุ์ของพืชดอก โครงสร้างของดอกไม้ ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ 4 ส่วนหลัก โดยแต่ละส่วนจะเรียงตัวจากชั้นที่อยู่นอกสุดเข้าสู่ส่วนใน คือ กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย ตามลำดับ โดยส่วนประกอบทั้ง 4 นี้จะอยู่บนฐานรองดอก ซึ่งอยู่ปลายสุดของก้านชูดอก ดอกไม้ (Flower) คือ อวัยวะส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่ในการสืบพันธุ์ของพืชดอก (Angiosperm) เป็นส่วนโครงสร้างของพืชที่พัฒนามาจากกิ่งและใบ ดอกไม้แต่ละดอกมักมีขนาด รูปร่าง และสีสันแตกต่างกันไปตามชนิดของพันธุ์พืช ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เรามักเห็นดอกไม้มีสีสันสวยงามและส่งกลิ่นหอม หารู้ไม่ว่าลักษณะทางโครงสร้างที่โดดเด่นเหล่านี้ ช่วยส่งเสริมกระบวนการสืบพันธุ์ของพืช โดยการดึงดูดและล่อเหล่าแมลงนานาชนิดเข้ามาช่วยในการผสมเกสรนั่นเอง โครงสร้างหลักของดอกไม้สามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ชั้นกลีบเลี้ยง (Calyx) ชั้นกลีบดอก (Corolla) ชั้นเกสรเพศผู้ (Androecium) และชั้นเกสรเพศเมีย (Gynaecium) ซึ่งเรียงตัวจากชั้นนอกสุดเข้าสู่ด้านในของดอกไม้ โดยส่วนประกอบทั้ง 4 ตั้งอยู่บนฐานรองดอกที่บริเวณปลายสุดของก้านชูดอก ดังนี้ 1. ชั้นกลีบเลี้ยง (Calyx) หรือวงของกลีบเลี้ยงประกอบด้วยกลีบเลี้ยง (Sepal) ที่เป็นโครงสร้างห่อหุ้มด้านนอกสุดของตัวดอก […]