แพขยะ ในมหาสมุทรเกิดขึ้นได้อย่างไร และส่งผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตอย่างไร

แพขยะ ในมหาสมุทรแปซิฟิก

แพขยะ ใหญ่แปซิฟิก (Great Pacific Garbage Patch) หรือแพขยะตะวันออก (Eastern Garbage Patch) คือ หนึ่งในห้าแพขยะในมหาสมุทรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นแหล่งสะสมของขยะทางทะเล (Marine Litter) จากการเคลื่อนที่ของกระแสลมและกระแสน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือที่ได้พัดพาเอาเศษขยะและชิ้นส่วนพลาสติกมากมายจากในแผ่นดินมากักรวมกันไว้ จนกลายเป็นวงวนของขยะขนาดใหญ่บริเวณใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific Trash Vortex) ที่ครอบคลุมพื้นที่ราว 1.6 ล้านตารางกิโลเมตร หรือมีขนาดราว 3 เท่าของประเทศฝรั่งเศส

ภายในแพขยะใหญ่แปซิฟิก

จากการประเมินของนักวิทยาศาสตร์ ภายในแพขยะใหญ่แปซิฟิกมีมวลของชิ้นส่วนและเศษพลาสติกประมาณ 80,000 ตัน หรือมีน้ำหนักเทียบเท่าเครื่องบินเจ็ท 500 ลำ โดยใจกลางของแพขยะมีปริมาณและความหนาแน่นของขยะสูงสุด ซึ่งหากนำการกระจายตัวของขยะรอบนอกมาคำนวณร่วมด้วยแพขยะใหญ่แปซิฟิกอาจมีน้ำหนักมากถึง 100,000 ตัน หรือมีชิ้นส่วนพลาสติกมากกว่า 1.8 ล้านล้านชิ้นลอยอยู่เหนือน้ำ

อ่านเพิมเติม: แพลงก์ตอนในโลกที่ท่วมท้นไปด้วยไมโครพลาสติก

โดยกว่าร้อยละ 80 ของขยะทั้งหมดมาจากกิจกรรมของมนุษย์ในแผ่นดินใหญ่ ขณะที่อีกร้อยละ 20 เป็นขยะจากเรือประมงและกิจกรรมทางทะเล ส่งผลให้แพขยะสะสมขยะมากมายหลายชนิด ทั้งอวนตกปลาเก่า เส้นเชือกขาด ตาข่ายดักปลา ขวดน้ำพลาสติก รวมถึงลังพลาสติก ตะกร้า และรองเท้าแตะ

แพขยะ, ขยะพลาสติก, ขยะทะเล, ปัญหาสิ่งแวดล้อม, ปัญหาขยะ, ผลกระทบของขยะพลาสติก

การเกิดแพขยะในมหาสมุทร

ในแต่ละปี กิจกรรมของมนุษย์สร้างขยะลงแม่น้ำลำคลองกว่า 2 ล้านตัน โดยที่ขยะส่วนใหญ่มีองค์ประกอบของพลาสติก ส่งผลให้ขยะไม่จมลงสู่ก้นแม่น้ำ และขยะจากแม่น้ำลำคลองสายต่างๆ ล้วนมีปลายทางอยู่ที่ทะเล  อีกทั้ง พลาสติกยังเป็นสสารที่มีน้ำหนักเบาและมีความคงทนสูง (Persistency) ทำให้ขยะเหล่านี้สามารถเดินทางไปได้ไกลกับคลื่นน้ำและกระแสลมในมหาสมุทร

ขยะที่ถูกกักมารวมกันเป็นแพขยะใหญ่แปซิฟิก เกิดจากการพัดพาของกระแสน้ำและกระแสลมในร่องมรสุมเขตร้อนของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ (North Pacific Subtropical Convergence Zone) ซึ่งนำขยะเหล่านี้มารวมกันอยู่ภายในวงวนของกระแสน้ำ (North Pacific Subtropical Gyre) ในมหาสมุทร ซึ่งบริเวณใจกลางจะมีสภาพค่อนข้างสงบเงียบ ดังนั้น ขยะที่ถูกพัดพาเข้าสู่จุดศูนย์กลางการไหลเวียนของกระแสน้ำ จึงถูกกักให้หยุดอยู่นิ่งกับที่จนเกิดการสะสมรวมตัวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

แพขยะ, ขยะพลาสติก, ขยะทะเล, ปัญหาสิ่งแวดล้อม, ปัญหาขยะ, ผลกระทบของขยะพลาสติก

ขยะพลาสติกเหล่านี้ จะถูกย่อยสลายอย่างช้า ๆ กลายเป็นไมโครพลาสติก (Microplastics) ที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตรภายใต้แสงอาทิตย์ การกัดกร่อนของคลื่นลม และสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยที่อีกกว่าร้อยละ 70 ของขยะทะเลทั้งหมดจะค่อย ๆ จมลงสู่ก้นทะเลปนเปื้อนอยู่ในน้ำลึกหลายร้อยเมตร รวมไปถึงดินทรายใต้ท้องทะเล

การค้นพบแพขยะในมหาสมุทรแปซิฟิก

แพขยะ ใหญ่แปซิฟิกถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1997 โดยชาร์ลส์ มัวร์ (Charles Moore) กัปตันเดินเรือและนักวิจัยด้านสมุทรศาสตร์ ชาวอเมริกัน ซึ่งได้แล่นเรือยอชท์จากหมู่เกาะฮาวาย ผ่านวงวนใหญ่แปซิฟิกเหนือ เพื่อเดินทางกลับบ้านที่ลอสแองเจลิส ในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยการเดินทางครั้งนี้ ทำให้มัวร์และลูกเรือพบชิ้นส่วนและขยะพลาสติกหลายล้านชิ้นลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ก่อนที่แพขยะแห่งนี้ จะได้รับการขนานนามว่า “แพขยะตะวันออก” (Eastern Garbage Patch) และได้รับความสนใจอย่างมากจากนักข่าวและประชาชน ซึ่งทำให้สังคมตระหนักถึงปัญหามลภาวะทางทะเล (Marine Pollution) ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปีในเวลาต่อมา

แพขยะ, ขยะพลาสติก, ขยะทะเล, ปัญหาสิ่งแวดล้อม, ปัญหาขยะ, ผลกระทบของขยะพลาสติก
ชาร์ลส์ มัวร์ นักเดินเรือสมุทรที่พบแพขยะ

ผลกระทบ

  • ผลกระทบต่อสัตว์ทะเลและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ

จากขนาดและสีสันของขยะพลาสติกทำให้สัตว์ทะเลเข้าใจผิดคิดว่ามันคืออาหาร โดยเฉพาะขยะที่ถูกย่อยสลายกลายเป็นไมโครพลาสติก เมื่อแขวนลอยอยู่ในน้ำจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับแพลงก์ตอน (Plankton) หรือสาหร่ายขนาดเล็กที่เป็นจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) ส่งผลให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบนิเวศทางทะเล โดยเฉพาะสัตว์ทะเลจำพวกนกอย่างเช่น นกอัลบาทรอสเท้าดำ (Black-footed Albatross) รวมไปถึงเต่าทะเล วาฬ และปลาชนิดต่าง ๆ

แพขยะ, ขยะพลาสติก, ขยะทะเล, ปัญหาสิ่งแวดล้อม, ปัญหาขยะ, ผลกระทบของขยะพลาสติก

อีกทั้ง ขยะเหล่านี้กว่าร้อยละ 80 มีสารพิษ (Persistent Bio-accumulative Toxic: PBT) และยังสามารถดูดซับสารพิษอินทรีย์จากน้ำทะเลได้อีกด้วย เช่น สารพีซีบี(Polychlorinated biphenyl: PCB) และดีดีที (Dichlorodiphenyltrichloroethane: DDT) เมื่อสัตว์กลืนกินเศษขยะและชิ้นส่วนพลาสติกเหล่านี้เข้าไป จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ทำให้ขาดสารอาหารจนร่างกายอ่อนแอและเสียชีวิตไปในที่สุด

แพขยะ, ขยะพลาสติก, ขยะทะเล, ปัญหาสิ่งแวดล้อม, ปัญหาขยะ, ผลกระทบของขยะพลาสติก

นอกจากนี้ เศษขยะบางจำพวก เช่น เส้นเชือก อวนตกปลา และเอ็นเบ็ด ยังทำให้สัตว์ทะเลเกิดการติดพัน (Entanglement) ซึ่งเป็นอันตรายต่อการเคลื่อนไหว ทำให้สัตว์ทะเลเกิดการบาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก โดยในแต่ละปี มีสัตว์ทะเลล้มตายเพราะสาเหตุนี้มากกว่า 100,000 ตัว

แพขยะ, ขยะพลาสติก, ขยะทะเล, ปัญหาสิ่งแวดล้อม, ปัญหาขยะ, ผลกระทบของขยะพลาสติก

  • ผลกระทบต่อมนุษย์และสังคม

เมื่อพลาสติกและสารพิษจากขยะถูกนำเข้าสู่สายใยอาหาร (Food Web) ผ่านการสะสมอยู่ภายในร่างกายของพืชและสัตว์ ตามลำดับขั้นของการบริโภคในระบบนิเวศ จะส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารของมนุษย์เช่นเดียวกัน สารพิษและสารเคมีที่เป็นอันตรายต่าง ๆ จะถูกสะสมผ่านกระบวนการทางชีวภาพ (Bioaccumulation) ส่งผ่านไปยังผู้ล่าลำดับสุดท้ายในห่วงโซ่อาหารหรือมนุษย์เรา

แพขยะ, ขยะพลาสติก, ขยะทะเล, ปัญหาสิ่งแวดล้อม, ปัญหาขยะ, ผลกระทบของขยะพลาสติก

ดังนั้น หากในอนาคตมนุษย์ยังไม่สามารถยับยั้งการทิ้งขยะพลาสติกลงสู่แม่น้ำลำคลองและมหาสมุทร แพขยะใหญ่แปซิฟิกจะมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีเศษพลาสติกหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ขยะเหล่านี้ จนถูกย่อยสลายและทำให้เกิดการปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำในพืชและสัตว์ทะเลมากมาย ไม่เพียงส่งผลเสียต่อการบริโภคของมนุษย์ สายใยอาหารและระบบนิเวศของโลกอาจเสียสมดุลจนส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตอีกมากมายหลายชนิดบนโลกใบนี้

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง

National Geographic Society- https://es.education.nationalgeographic.com/encyclopedia/great-pacific-garbage-patch/12th-grade/

National Geographic – https://www.nationalgeographic.com/news/2018/03/great-pacific-garbage-patch-plastics-environment/

The Ocean Cleanup- https://theoceancleanup.com/great-pacific-garbage-patch/

สำนักข่าวสิ่งแวดล้อมสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย- https://greennews.agency/?p=16713


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ:  รู้หรือไม่ มนุษย์กินพลาสติกเข้าไปทีละนิดโดยไม่รู้ตัว

พลาสติก

เรื่องแนะนำ

13 สิ่งที่ทำให้กำเนิดชีวิตขึ้นบนโลก

13 สิ่งที่ทำให้กำเนิดชีวิตขึ้นบนโลก โลกเป็นดาวเคราะห์ซึ่งมีความพร้อมและอยู่ในที่อันเหมาะสมในระบบสุริยะและดาราจักรสำหรับรองรับชีวิตชนิดที่เรารู้จัก โลกของเราเป็นผลผลิตของการก่อสร้างระดับจักรวาลยาวนานราว 4,600 ล้านปี และเต็มไปด้วยชีวิตเพราะสภาพหลายอย่างเป็นใจ จากองค์ประกอบทางเคมีในแก่นโลกที่เหมาะสมที่สุดไปจนถึงระยะที่ปลอดภัยจากหลุมดำซึ่งซ่อนอยู่ ณ ใจกลางดาราจักรของเรา จุดเริ่มต้นจากหินประหลาดก้อนหนึ่ง 1.ดาวเคราะห์ของเรานำคาร์บอนหมุนเวียนกลับมาใหม่ตลอดเวลา คาร์บอนไดออกไซด์เป็นหนึ่งในบรรดาแก๊สเรือนกระจกที่กักความร้อนและรักษาพื้นผิวโลกให้อบอุ่นพอต่อการเอื้อแก่ชีวิต ต่างจากพื้นผิวที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของดาวศุกร์และดาวอังคารที่เพียงแค่เก็บคาร์บอนไว้ในอากาศและหิน แต่สำหรับโลกเป็นเวลาหลายล้านปีมาแล้วที่โลกหมุนเวียนธาตุสำคัญธาตุนี้อย่างมีพลวัตสู่อากาศ พื้นดินและทะเล ด้วยความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นตลอดเวลาจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก 2.เรามีชั้นโอโซนคอยกั้นรังสีมรณะ สิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์คล้ายพืชในมหาสมุทรช่วยเติมออกซิเจนในบรรยากาศ และสร้างชั้นโอโซนในระดับสูงที่ปกป้องชนิดพันธุ์สัตว์บกรุ่นแรกๆ จากรังสีมรณะ 3.เรามีดวงจันทร์ขนาดใหญ่ช่วยบังคับแกนโลกให้ไม่ส่ายมาก แกนโลกมีความเอียงเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ และหมุนด้วยอาการส่ายไปส่ายมาเล็กน้อย ซึ่งทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนจากร้อนเป็นเย็นเยือกทุก 41,000 ปี และอาจแปรปรวนมากขึ้น ถ้าไม่มีดวงจันทร์คอยกำกับให้เสถียรได้ขนาดนี้ 4.พื้นผิวหลากหลายของโลกรองรับรูปแบบชีวิตได้มากมาย ผลกระทบรุนแรงจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกก่อเกิดถิ่นอาศัยบนพื้นผิว และลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกันมากมาย ซึ่งกระตุ้นให้ต้องปรับตัว ชีวิตจึงเกิดความหลากหลายและรอดพ้นจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่หลายครั้ง 5.สนามแม่เหล็กของเราหักเหพายุสุริยะ แสงเหนือใต้อันเรืองรองด้วยอนุภาคมีประจุจากดวงอาทิตย์ คือภาพมหัศจรรย์ที่เตือนว่าเรามีสนามแม่เหล็กซึ่งสามารถหักเหรังสีอันตรายและการปะทุจากดวงอาทิตย์ได้เกือบทั้งหมด ไม่ร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไป ไม่ใช่ว่าดาวเคราะห์ทุกดวงจะเอื้อต่อชีวิตชนิดที่เรารู้จัก แม้ระบบสุริยะจะมีดาวเคราะห์ก่อตัวขึ้นถึงแปดดวง แต่โลกเป็นเพียงดวงเดียวที่เรารู้ว่าชีวิตเกิดขึ้นและรุ่งเรืองได้ การมีส่วนผสมถูกต้องมารวมกันในบริเวณถูกต้องรอบดาวที่สงบและอบอุ่นดูเหมือนเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างพิภพที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของชีวิต 6.เราอยู่ในระยะห่างที่ถูกต้องจากดวงอาทิตย์พอดี โลกโคจรอยู่ในเขตที่เอื้อต่อชีวิต คือไม่ใกล้เกินไปและไม่ไกลเกินไปจากดวงอาทิตย์ น้ำจึงยังคงสถานะของเหลวอยู่บนพื้นผิวได้ เปรียบเทียบกับดาวพุธ ดาวเคราะห์ดวงนี้เล็กเกินกว่าจะมีชั้นบรรยากาศไว้ปกป้อง และใกล้ดวงอาทิตย์เกินกว่าน้ำในสถานะของเหลวจะคงอยู่บนพื้นผิว 7.เราอยู่ในระยะปลอดภัยจากดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ ถ้าวงโคจรของดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่สุดของระบบสุริยะอยู่ใกล้กว่านี้ แรงดึงดูดจากความโน้มถ่วงมหาศาลของดาวเหล่านั้นอาจทำให้ระยะห่างจากโลกถึงดวงอาทิตย์เกิดความผันผวนจนถึงขั้นหายนะ 8.ดวงอาทิตย์เป็นดาวเสถียรอายุยืน ดาวที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์เผาไหม้ได้ร้อนกว่า และมักอยู่ไม่นานพอให้ดาวเคราะห์พัฒนาชีวิตขึ้นทัน […]

ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System)

ในช่วงพัฒนาการทางร่างกายของมนุษย์ ระบบประสาท (Nervous System) เป็นระบบแรกที่พัฒนาขึ้นมาหลังกระบวนการปฏิสนธิของสเปิร์มและไข่ ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย รวมถึงการรับรู้และการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก ระบบประสาทของมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System: CNS) และระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nervous System: PNS) ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) คือระบบศูนย์กลางการควบคุมการทำงานของร่างกาย ทั้งด้านกลไกการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อโครงร่างและกระดูก รวมถึงการตอบสนองทางปฏิกิริยาเคมีภายใต้อำนาจของจิตใจ ประกอบด้วยเส้นประสาทจำนวนหลายล้านเส้น ทำหน้าที่จัดส่งข้อมูลในรูปของกระแสประสาทจากศูนย์กลางการควบคุม ซึ่งประกอบด้วยอวัยวะสำคัญ 2 ส่วน คือ สมองและไขสันหลังที่ทำงานร่วมกันผ่านเซลล์ประสาท มีหน้าที่ประสานงานการรับและส่งข้อมูล หรือกระแสประสาท จากทุกส่วนของร่างกาย องค์ประกอบของระบบประสาทส่วนกลาง 1. สมอง (Brain) เป็นศูนย์กลางการควบคุมและการสั่งการของระบบภายในร่างกายทั้งหมด ทั้งควบคุมการเคลื่อนไหว การแสดงออกด้านพฤติกรรม รวมไปถึงการรักษาสมดุลภายในร่างกาย อีกทั้งสมองยังเป็นแหล่งที่มาของความสามารถทางด้านสติปัญญา ความคิด ความรู้สึก และการแสดงออกทางด้านอารมณ์ของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ การจดจำ การใช้เหตุผล และการตัดสินใจ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมองมนุษย์เริ่มขึ้นตั้งแต่ระยะตัวอ่อนภายในครรภ์มารดา […]

การเสื่อมสภาพของถิ่นฐานที่อยู่อาศัย

การเสื่อมสภาพของถิ่นฐานที่อยู่อาศัย เป็นผลมาจากหลายปัจจัยทั้งภัยธรรมชาติ อย่างไฟป่า และผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์  การเสื่อมสภาพของถิ่นฐานที่อยู่อาศัย (Habitat Degradation) หมายถึง ภาวะความเสื่อมโทรมของถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต จากทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ มลพิษและการปนเปื้อนที่มีสาเหตุมาจากกิจกรรมและการกระทำมนุษย์ ซึ่งเข้ามาคุกคามแหล่งที่อยู่อาศัยและส่งผลเสียต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในระบบนิเวศ จนนำไปสู่การถูกทำลายลงของถิ่นฐานที่อยู่อาศัย (Habitat Destruction) ตามธรรมชาติและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) ของโลกอย่างถาวร สาเหตุของการเสื่อมสภาพของถิ่นฐานที่อยู่อาศัย จากธรรมชาติ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยา เช่น ความผันผวนของการเกิดไฟป่าตามธรรมชาติ การขึ้นลงของระดับน้ำทะเลหรือการเปลี่ยนแปลงทิศทางของกระแสน้ำ หรือแม้แต่การเกิดโรคระบาดหรือรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น กิจกรรมและการกระทำของมนุษย์ หมายถึง การรุกรานพื้นที่ทางธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ทะเลสาบ ลำน้ำต่าง ๆ รวมไปถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเล เพื่อเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การแผ้วถางที่ดินเพื่อการเกษตร การขยายของตัวเมือง และการก่อสร้างเพื่อการพัฒนาอื่น ๆ รวมไปถึงการทำเหมือง การตัดไม้ทำลายป่า และมลภาวะต่าง ๆ ทั้งสารเคมีตกค้างจากการทำการเกษตร การปนเปื้อนของสารพิษในอากาศและแหล่งน้ำตามธรรมชาติทั้งหลาย โดยเฉพาะการสูญเสียป่าไม้มากกว่าครึ่งหนึ่งที่เคยปกคลุมพื้นผิวโลกจากกิจกรรมและผลจากการกระทำของมนุษย์ที่ทำให้ป่าไม้ถูกคุกคามและถูกทำลายลงในช่วงกว่า 2 ศตวรรษที่ผ่านมา และถึงแม้ว่าป่าไม้ทั่วโลกสามารถฟื้นฟูตัวเองและมนุษย์สามารถเข้ามาจัดการเพื่อการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน […]