แหล่งน้ำ เกิดขึ้นได้อย่างไร แม่น้ำ และทะเลสาบ มีบทบาทอย่างไรต่อการดำรงชีวิต

แหล่งน้ำ เกิดขึ้นได้อย่างไร แม่น้ำ และทะเลสาบ มีบทบาทอย่างไรต่อการดำรงชีวิต

น้ำ เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ก่อกำเนิดชีวิตและสร้างสมดุลของสสารบนโลก เป็นองค์ประกอบหลักของสิ่งมีชีวิต และ แหล่งน้ำ เป็นอีกหนึ่งทรัพยากรทางธรรมชาติที่สำคัญต่อการดำรงอาศัยอยู่ของทั้งมนุษย์ สัตว์และพืช

ดาวเคราะห์ดวงนี้ ถูกปกคลุมด้วย แหล่งน้ำ มากถึงร้อยละ 71 หรือราว 2 ใน 3 ของพื้นที่ผิวทั้งหมด โดยมี “วัฏจักรน้ำ” (Water Cycle) ทำหน้าที่เชื่อมต่อการเปลี่ยนแปลงสถานะทางธรรมชาติและการหมุนเวียนของน้ำบนโลก ตั้งแต่เมื่อ 3.8 พันล้านปีก่อน จากการเย็นตัวลงของโลกที่ก่อให้เกิดน้ำฝนและหยาดน้ำฟ้าที่ตกลงมาสู่พื้นแผ่นดิน เกิดเป็นแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ทั้งมหาสมุทรซึ่งรวบรวมปริมาณของน้ำบนโลกมากถึงร้อยละ 97 ธารน้ำแข็งและน้ำแข็งขั้วโลก (ร้อยละ 2) แม่น้ำ ทะเลสาบ รวมถึงน้ำในดิน (ร้อยละ 1) และน้ำ (ความชื้น) ในชั้นบรรยากาศโลก

แหล่งน้ำ, แหล่งน้ำบนโลก, ทรัพยากรน้ำ, การใช้น้ำ, น้ำ

ประเภทของแหล่งน้ำธรรมชาติ

 

  • แหล่งน้ำผิวดิน (Surface Water) คือ แหล่งน้ำกว่าร้อยละ 99 บนโลก ซึ่งสะสมน้ำฝนที่ตกลงมายังพื้นดิน ไหลตามความลาดชันของสภาพภูมิประเทศ ก่อนมาขังอยู่รวมกันจนก่อให้เกิดมหาสมุทร ทะเลสาบ แม่น้ำ ลำคลอง หนอง และบึง จากการเป็นแหล่งน้ำบนพื้นผิวโลก จึงส่งผลให้น้ำผิวดินง่ายต่อการสัมผัสและปนเปื้อนสารพิษต่าง ๆ

แหล่งน้ำ, แหล่งน้ำบนโลก, ทรัพยากรน้ำ, การใช้น้ำ, น้ำ

 

 

  • แหล่งน้ำใต้ดิน (Ground Water) คือ น้ำที่สะสมอยู่ในชั้นดิน หรือ “น้ำในดิน” และชั้นหิน หรือ “น้ำบาดาล” ของโลก ซึ่งเกิดจากการไหลซึมของน้ำบนผิวดิน ก่อนไปสะสมอยู่ในชั้นดินและชั้นหินต่าง ๆ หรือลึกลงไปกักเก็บอยู่ใต้พื้นดินใน “ชั้นหินอุ้มน้ำ” (Aquifer) น้ำใต้ดินมักสามารถคงคุณภาพของน้ำไว้ในระดับดีถึงดีเยี่ยม เนื่องจากสารแขวนลอยต่าง ๆ ถูกกรองโดยชั้นดินและหิน แต่แหล่งน้ำใต้ดินอาจมีโอกาสปนเปื้อนแร่ธาตุและสารเคมีบางอย่างจากชนิดของหินในชั้นหินใต้ดิน

 

  • น้ำในบรรยากาศ (Atmospheric Water) คือ น้ำในสถานะต่าง ๆ ในชั้นบรรยากาศโลก เช่น เมฆ ฝน และหยาดน้ำฟ้า (Precipitation) ไม่ว่าจะเป็นลูกเห็บ หิมะ ละอองน้ำ หมอก หรือไอน้ำ

แหล่งน้ำ, แหล่งน้ำบนโลก, ทรัพยากรน้ำ, การใช้น้ำ, น้ำ

 

 

นอกจากนี้ ยังมีแหล่งน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆทั้งเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า การอุปโภคบริโภค การกสิกรรมและเกษตรกรรม หรือเพื่อป้องกันอุทกภัย เช่น บ่อน้ำ บ่อบาดาล อ่างเก็บน้ำ และเขื่อนต่าง ๆ 

การเกิดลำน้ำ

ในปัจจุบัน แหล่งน้ำแต่ละแหล่ง หรือแหล่งน้ำในแต่ละพื้นที่ล้วนมีขนาดและลักษณะรูปร่างแตกต่างกันออกไป ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยต่าง ๆ ทางธรรมชาติ เช่น ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะโครงสร้างทางธรณีวิทยาของแต่ละพื้นที่ ความเร็วและปริมาณของกระแสน้ำในแต่ละฤดูกาล รวมไปถึงระยะเวลาของการเกิดและการกัดเซาะ

จากการไหลตามธรรมชาติของน้ำ เนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก การเกิดลำน้ำจึงเริ่มจากพื้นที่สูงไหลลงสู่ที่ต่ำ เมื่อฝนตกลงมายังพื้นดิน น้ำบางส่วนซึมลงสู่ชั้นดินและหิน ขณะน้ำที่เหลือจะไหลไปตามผิวหน้าดิน เกิดการกัดเซาะจนกลายเป็นร่องน้ำที่สามารถขยายจนกลายเป็นห้วย ลำธาร และแม่น้ำในท้ายที่สุด

ลำน้ำแต่ละสายสามารถจำแนก ตามอายุหรือตามระยะของการวิวัฒนาการของลำน้ำได้ ดังนี้ 

 

  • ลำนำ้เกิดใหม่ หรือ ระยะปฐมวัย (Youthful Stage) คือ ลำน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ผ่านภูเขาหรือหุบเขาลาดชัน จึงมีความแรงและทิศทางการไหลที่ไม่คดเคี้ยว ก่อให้เกิดการพังทลายของดินทั้ง 2 ฝั่งของลำน้ำอย่างรุนแรง และยังส่งผลให้หน้าตัดของลำน้ำมีลักษณะคล้ายรูปของอักษรวี (V) อีกทั้ง ยังเป็นต้นกำเนิดของเกาะแก่งและน้ำตกต่าง ๆ 

 

 

  • ลำนำ้วัยหนุ่ม หรือ ระยะมัชฌิมวัย (Mature Stage) คือ ลำน้ำที่เริ่มมีลักษณะลาดชันและความลาดเทของท้องน้ำลดลง รวมถึงการกัดเซาะและกระแสน้ำที่ไหลช้าลง มีความคดโค้งและมีการขยายตัวของลำน้ำที่มากยิ่งขึ้น เกิดลำน้ำสายย่อยต่าง ๆ และสามารถพบที่ราบน้ำท่วมในบางส่วนของลำน้ำ

 

  • ลำน้ำวัยชรา หรือ ระยะปัจฉิมวัย (Old Age Stage) คือ ลำน้ำที่ไหลจากที่ต่ำลงสู่พื้นที่ซึ่งมีระดับต่ำยิ่งกว่าหรือไหลลงสู่ทะเล จากการกัดเซาะที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลให้ลักษณะของท้องน้ำคล้ายรูปอักษรยู (U) มีการไหลของกระแสน้ำที่เชื่องช้าลงและคดเคี้ยวมากขึ้น เกิดเป็นลำน้ำสายใหญ่ที่ไม่มีน้ำตกและเกาะแก่งอีกต่อไป มีแต่ทางน้ำโค้งตวัดและทะเลสาบรูปแอก (Oxbow Lake) มากขึ้น รวมถึงที่ราบน้ำท่วมถึงอันกว้างขวาง และการสะสมตัวของตะกอนปริมาณมาก

ธรณีพิบัติภัย

ธรณีพิบัติภัย (Geohazard) คือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาของโลก เช่น การเคลื่อนตัวของแผ่นธรณีภาคและการระเบิดของภูเขาไฟ ซึ่งธรณีพิบัติภัยทั้งหลายเหล่านี้ อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน 

ประเภทของธรณีพิบัติภัย

  • ธรณีพิบัติภัยจากน้ำผิวดิน เช่น อุทกภัย หรือ น้ำท่วมที่เกิดจากทั้งน้ำท่วมขังและน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำป่า แผ่นดินถล่มที่เกิดจากการอิ่มตัวของดิน รวมถึงการกัดเซาะชายฝั่งที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นกระแสน้ำ คลื่นลม หรือเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์
  • ธรณีพิบัติภัยจากน้ำใต้ดิน เช่น การทรุดตัวของแผ่นดินที่เกิดจากการนำน้ำใต้ดินมาใช้ในปริมาณมากเกินควร หรือการเกิดหลุมยุบจากการก่อสร้างของมนุษย์ในพื้นที่ซึ่งมีภูมิประเทศใต้ผิวดินเป็นหินปูน หินโดโลไมต์ และหินอ่อน ซึ่งหินเหล่านี้ อาจพังทลายได้ง่ายจากการกัดเซาะของน้ำใต้ดิน 

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง

National Geographic Society – https://www.nationalgeographic.org/encyclopedia/water-cycle/

ทรูปลูกปัญญา – https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/33834

โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  – http://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=7&chap=7&page=t7-7-infodetail05.html

ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ – http://www.lesa.biz/earth/hydrosphere/water-resources


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : การเกิดแหล่งปิโตรเลียม

เรื่องแนะนำ

ประเภทของป่าไม้ (Type of Forests)

เนื่องจากโลกของเราประกอบด้วยภูมิอากาศ และภูมิประเทศที่หลากหลาย ส่งผลให้เกิดความรุ่มรวยใน ประเภทของป่าไม้ ปัจจุบัน โลกของเรามีป่าไม้ (Forest) ครอบคลุมพื้นที่ราว 1 ใน 3 ของพื้นผิวโลก โดยประกอบไปด้วยต้นไม้ราว 3 ล้านล้านต้น กระจายตัวอยู่ตามพื้นแผ่นดินในภูมิภาคต่างๆ ทั้งในดินแดนที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น ปกคลุมด้วยหิมะเกือบตลอดทั้งปี หรือในเขตพื้นที่ที่มีฝนตกหนัก มีสภาพอากาศร้อนจัด รวมไปถึงในดินแดนอันแห้งแล้ง ซึ่งทั้งสภาพอากาศและปัจจัยทางภูมิประเทศส่งผลให้ป่าไม้ในแต่ละพื้นที่มีองค์ประกอบและลักษณะเด่นทางพืชพรรณแตกต่างกันออกไป ประเภทของป่าไม้ ระยะห่างจากเส้นศูนย์สูตรหรือแถบเส้นละติจูด (Latitude) เป็นตัวกำหนดอาณาเขตและลักษณะทางภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ และความอุดมสมบูรณ์ของดินในแต่ละพื้นที่ ทำให้ป่าไม้ทั่วโลกสามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ป่าไม้เขตร้อน (Tropical Forest) หรือป่าฝนเขตร้อน (Tropical Rain Forest) คือป่าไม้ในแถบพื้นที่ใกล้เส้นศูนย์สูตร เช่น ทวีปอเมริกาใต้ แอฟริกา และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นป่าไม้ที่มีอุณหภูมิคงที่ตลอดทั้งปี (ราว 20 ถึง 27 องศาเซลเซียส) ได้รับน้ำฝนเฉลี่ยอย่างน้อย 200 เซนติเมตรต่อปี ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ส่งผลให้พืชพรรณต่างๆ […]

องค์ประกอบหลักของโลก : แผ่นดิน ผืนน้ำ และบรรยากาศ

องค์ประกอบหลักของโลก ต่างสัมพันธ์กันตั้งแต่พื้นดินไปจนถึงชั้นบรรยากาศ ต่างหลอมหลวมและมีปฏิสัมพันธ์กันก่อให้เกิดความมีชีวิต โลกเปรียบเสมือนระบบขนาดใหญ่ (Earth as a System) ที่ความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงกันขององค์ประกอบต่างๆ ส่งผลให้ดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้มีคุณสมบัติและเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งความหลากหลายและการก่อเกิดของชีวิต โลกเป็นดาวเคราะห์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (Dynamic Planet) และ องค์ประกอบหลักของโลก มีทั้งหมดหลัก 4 ส่วน คือ ธรณีภาค (Geosphere) คือส่วนที่เป็นแผ่นดินทั้งหมด รวมไปถึงหิน ดิน และแร่ธาตุ จากเปลือกโลกไปจนถึงแก่นดวงดาว ธรณีภาค คือส่วนที่ก่อให้เกิดลักษณะภูมิประเทศต่างๆ เช่น ภูเขาสูง ที่ราบ และหน้าผาสูงชัน รวมไปถึงการกำเนิดและพังทลายของหินชนิดต่างๆ ที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนของแร่ธาตุ เกิดวัฏจักรหิน (Rock cycle) สร้างองค์ประกอบของดินที่ส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติและสภาวะแวดล้อม สร้างถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต โลกมีหินทั้งหมด 3 ประเภท ได้แก่ 1) หินอัคนี (Igneous rocks) คือ หินที่เกิดจากการแข็งตัวของหินหนืด (Magma) จากชั้นเนื้อโลกที่เย็นตัวลงและเกิดการตกผลึก ทั้งบนผิวโลกและใต้พื้นโลก เช่น หินแกรนิต […]

แม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กโลก

แม่เหล็ก มีแรงดึงดูดและแรงผลักต่อโลหะบางชนิด การค้นพบ แม่เหล็ก (Magnet) และสนามแม่เหล็กโลก แม่เหล็กถูกค้นพบครั้งแรก โดยชายเลี้ยงแกะในดินแดนแมกนีเซีย (Magnesia) พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศกรีซ เมื่อราว 5 พันปีก่อน แรงแม่เหล็ก หรือแรงดึง ที่ดูดโลหะแปลกปลอมเข้าหานั้น ถูกพบภายในก้อนหินสีดำใต้พื้นผิวโลก หินที่ถูกขนานนามว่า “แมกเนต” (Magnet) หรือ “แม่เหล็ก” หินแม่เหล็กในธรรมชาติเป็นสารประกอบออกไซด์ของเหล็ก (Fe3O4) หรือ “แมกนีไทต์” (Magnetite) เป็นวัตถุที่มีคุณสมบัติในการดึงดูดโลหะบางชนิด โดยเฉพาะวัตถุที่มีองค์ประกอบหลักเป็นเหล็ก (Fe) โครเมียม (Cr) แมงกานิส (Mn) และนิกเกิล (Ni) หรือที่เรียกกันว่า “สารแม่เหล็ก” (Ferromagnetic material) ในอดีต มนุษย์นำหินสีดำนี้มาใช้ประโยชน์มากมาย ทั้งการใช้เป็นหินนำทาง (Lodestone) ของชาวกรีกและโรมัน รวมถึงการนำมาใช้ประดิษฐ์เข็มทิศเพื่อนำทางและใช้ในศาสตร์พยากรณ์ของชาวจีนโบราณ โดยเข็มทิศเรือนแรกของโลกถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮั่นของจีน เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ก่อนได้รับการพัฒนาเรื่อยมาจนเป็นเข็มทิศในยุคปัจจุบัน แม่เหล็กและอำนาจแม่เหล็ก (Magnet and Magnetism) แม่เหล็กมีแรงดึงดูดและแรงผลักต่อโลหะบางชนิด ซึ่งเป็นผลมาจากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าภายในโครงสร้างของแม่เหล็กที่แตกต่างจากวัตถุทั่วไป […]

ปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชัน (Eutrophication)

ปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชัน หรือสาหร่ายสะพรั่ง ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้แหล่งน้ำบริเวณดังกล่าวเป็นมลพิษ และระบบนิเวศเสียหาย ปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชัน (Eutrophication) คือ “มลภาวะจากธาตุอาหารพืช” (Nutrient Pollution) ที่เกิดขึ้นจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของแพลงก์ตอนพืชและสาหร่ายในแหล่งน้ำจืดต่าง ๆ เช่น ในแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ทะเลสาบ หรือในอ่างเก็บน้ำ รวมถึงตามน่านน้ำและริมชายฝั่งทะเล ปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชันนับเป็นอีกหนึ่งปัญหามลพิษทางน้ำที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำต่าง ๆ ทั่วโลก ในธรรมชาติการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของสาหร่ายหรือ “การบลูม” (Bloom) แพลงก์ตอนพืชในแหล่งน้ำ คือ หนึ่งในปรากฏการณ์ของการเปลี่ยนแปลงแทนที่ทางระบบนิเวศ (Ecological Succession) ซึ่งใช้เวลาหลายสิบถึงหลายร้อยปีในการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทั้งทางกายภาพ เคมีและชีวภาพ ของแหล่งน้ำดังกล่าว แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา กิจกรรมของมนุษย์กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชันในแหล่งน้ำทั่วโลกเกิดขึ้นบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา สาเหตุของปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชัน ปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชัน คือ มลภาวะจากธาตุอาหารพืช ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่แหล่งน้ำได้รับธาตุอาหารหลัก โดยเฉพาะสารประกอบไนโตรเจน (Nitrogen) และฟอสฟอรัส (Phosphorus) ในปริมาณมากเกินควร ส่งผลให้สาหร่ายและแพลงก์ตอนพืชในแหล่งน้ำดังกล่าว สามารถเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากธาตุอาหารหลัก อย่างเช่น ไนโตรเจนมีส่วนสำคัญต่อการสร้างโปรตีนและกรดนิวคลีอิก ซึ่งเป็นองค์ประกอบของยีนในสิ่งมีชีวิต เช่นเดียวกับฟอสฟอรัสที่เป็นองค์ประกอบของกรดนิวคลีอิกและสารประกอบต่าง ๆ ภายในเซลล์ของพืช […]