การระบาดใหญ่ เปลี่ยนมนุษย์เราอย่างไร - National Geographic Thailand

การระบาดใหญ่เปลี่ยนมนุษย์เราอย่างไร

โลงบรรจุศพชาวต่างชาติคนหนึ่งที่เสียชีวิตช่วงโควิด-19 มี การระบาดใหญ่ ไปทั่วโลก เก็บไว้ในสถานที่เก็บศพแห่งหนึ่งที่เมืองมิลานเพื่อรอส่งกลับประเทศ สถานที่เก็บศพในแคว้นลอมบาร์ดีของอิตาลีมีศพแน่น จนต้องส่งไปเผาในภูมิภาคอื่น (ภาพถ่าย: กาบรีแอล กาลิมเบอร์ตี)


เราจะจดจำบทเรียนต่างๆ ที่ได้ หลังหายนะครั้งนี้ผ่านพ้นไปหรือไม่

เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่ การระบาดใหญ่ ของโควิด-19 ลุกลามอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก เรือตรวจการณ์ ไพก์ ของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ แล่นโต้คลื่นไปยังเรือสำราญ แกรนด์พรินเซส ที่จอดทอดสมออยู่ห่างจากชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย 23 กิโลเมตร เพื่อส่งทีมแพทย์กู้ภัยพิบัติไปคัดแยกผู้ป่วย ออกจากผู้โดยสารที่ดูปกติอื่นๆ ราว 3,500 คนบนเรือและเตรียมส่งผู้ป่วยขึ้นฝั่ง บนเรือ ไพก์ ไมเคิล คัลลาแฮน ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อผู้มีประสบการณ์หลายสิบปีใน “พื้นที่ระบาด” ทั่วโลก พร้อมทีมงานรออยู่

ไข้ทรพิษ
ภาพประกอบในต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นเรื่อง หลักสำคัญของไข้ทรพิษ ตีพิมพ์ราวปี 1720 แสดงภาพชัดเจนของผื่นที่เกิดจากโรค ไม่มีใครรู้ต้นตอของไวรัสที่ก่อโรคไข้ทรพิษ แต่เชื่อกันว่าโรคนี้เล่นงาน ชาวอียิปต์เมื่อกว่า 3,000 ปีก่อน หลังการรณรงค์ฉีดวัคซีนทั่วโลก ในที่สุดองค์การอนามัยโลกก็ประกาศว่า โรคนี้ได้ถูกขจัดหมดสิ้นแล้วเมื่อปี 1980 (ที่มา: WELLCOME COLLECTION, ATTRIBUTION 4.0 INTERNATIONAL)

ในตอนนั้น ทั้งโลกกำลังกระโจนเข้าสู่สภาวะที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน หรือควรจะเรียกว่าสภาวะที่ถูกลืมไปแล้วมากกว่า โรคระบาด (epidemic) สร้างความเจ็บปวดให้มนุษย์เสมอ และ การระบาดใหญ่ ทั่วโลก (pandemic) ก็เกิดตั้งแต่มนุษย์อพยพไปทั่วโลกแล้ว โรคเหล่านั้นสอนบทเรียนสำคัญๆ ให้เรา ถ้าเพียงแต่เราจะรู้จักจดจำไว้บ้าง ทั้งในยามเหนื่อยล้าและโล่งใจหลังอันตรายผ่านพ้นไปแล้ว การระบาดทั่วโลกชนิดใหม่ๆ เช่น โควิด-19 เตือนเราว่า เราแพร่เชื้อให้กันได้ง่ายเพียงใด โดยเฉพาะ สู่คนที่เรารัก ความกลัวว่าจะแพร่เชื้อทำให้เราต้องแยกจากกันอย่างไร การอยู่อย่างโดดเดี่ยวเลวร้ายขนาดไหน และผู้ป่วยมักต้องเสียชีวิตอย่างน่ารันทดตามลำพังเช่นไรด้วย เหนือสิ่งอื่นใด โรคระบาดใหญ่ทั่วโลกชนิดใหม่นี้เตือนเราว่า เราต้องพึ่งพาผู้กล้ากลุ่มเล็กๆ อย่างคัลลาแฮน ที่ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อต่อกรกับโรคต่างๆ มากเพียงใด

กระทั่งในตอนนั้น คัลลาแฮนก็จัดว่าเป็นผู้คร่ำหวอดเรื่องโควิด-19 ที่ระบาดทั่วโลกแล้ว เขาเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเล็กๆ ที่คุ้นเคยกันถึงโรคที่อุบัติขึ้นในเมืองอู่ฮั่นของจีนมาตั้งแต่เดือนมกราคม เขาเห็นผู้ป่วยในสิงคโปร์ตอนโรคเริ่มแพร่ไปถึงที่นั่น และเป็นผู้บรรยายสรุปแก่เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เขาช่วยอพยพคนในเรือสำราญที่โยโกฮามะ ประเทศญี่ปุ่น และรักษาผู้ป่วยคนแรกๆ ในสหรัฐฯ

โรคระบาด, กาฬโรค
กระดูกและกะโหลกบางส่วนของผู้เสียชีวิตจากกาฬโรคจำนวน 30,000 คนในศตวรรษที่สิบสี่ ประดับอยู่ภายในโบสถ์เซดเลคออสซัวรีในสาธารณรัฐเช็ก (ภาพถ่าย: ชาร์ลี แฮมิลตัน เจมส์)

ตอนที่โรคแพร่ไปถึงบอสตัน ซึ่งเขาทำงานเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลแมสซาชูเซตส์ ขณะที่เฝ้าสังเกต ทำงาน และระดมสมองเรื่องปัญหาการขาดเครื่องช่วยหายใจ เขาก็ตระหนักว่าโรคนี้มี “ความสามารถแพร่เชื้อเป็นเลิศ”

ตลอดหลายสิบปีที่คัลลาแฮนเป็นผู้เชี่ยวชาญในแนวหน้าของโรคระบาดทุกหนแห่ง เขาทำงานเพื่อหยุดยั้งการระบาดของเชื้ออีโบลา, ซาร์ส, ไข้หวัดนกหรือ H5N1, และเชื้ออื่นๆ อีกสารพัด โดยเป็นที่ปรึกษาให้องค์กรต่างๆ มากมาย ตั้งแต่โรงพยาบาลและองค์กรสาธารณสุขไม่แสวงกำไรระดับโลก ไปถึงรัฐบาลสหรัฐฯ นานๆครั้งเขาจะกลับไปหาครอบครัวที่โคโลราโด นั่งทำงานผ่านโทรศัพท์และแล็บท็อป

คัลลาแฮนเลือกเส้นทางอาชีพนี้เพราะเคยสัมผัสความโหดร้ายทารุณระหว่างทำงานที่ค่ายผู้อพยพหลายแห่งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ประสบการณ์นั้นสอนเขาว่าโรคติดต่อในประเทศกำลังพัฒนาคือ “หายนะที่กลิ้งไปช้าๆ และเคลื่อนไปไม่รู้หยุด ความอยุติธรรมของเรื่องทั้งหมดนี้เป็นพลังขับเคลื่อนผมอย่างมาก”

หน้ากากอนามัย, โรคระบาด
หน้ากากเอ็น 95 ได้รับการฆ่าเชื้อเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างปลอดภัย ระบบที่พัฒนาโดยองค์กรไม่แสวงกำไรแบตเทลล์ในเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ นำไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในรูปของ ไอระเหยมาใช้ในกระบวนการที่อาจทำซ้ำได้ถึง 20 ครั้งกับหน้ากากเอ็น 95 (ภาพถ่าย: ไบรอัน ไคเซอร์, NEW YORK TIME/REDUX)

ประสบการณ์ต่อมากับอีโบลาและโรคระบาดอื่นๆ ในแอฟริกาตะวันตกสอนเขาด้วยว่า การรักษาผู้ป่วยทีละคนนั้นไม่พอ แต่การฝึกอบรมหรือมอบอุปกรณ์ให้เจ้าหน้าที่แพทย์ท้องถิ่น “จะสร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงในหมู่บ้าน ชุมชน หรือโรงพยาบาล และความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นจะยังคงอยู่เมื่อเรากลับไปแล้ว”

นั่นกลายเป็นปรัชญานำชีวิตของเขา ตอนทำงานให้โครงการหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ คัลลาแฮนช่วยให้แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกปลดจากโครงการวิจัยอาวุธเคมีและชีวภาพในรัสเซียยุคหลังโซเวียตได้รับการฝึกฝนเพื่อเป็นนักวิจัยโรคติดต่อในยามสงบ นั่นนำไปสู่การทำงานเกือบสิบปีในหน่วยงานวิจัยดาร์พาของเพนตากอน (Defense Advanced Research Projects Agency: DARPA) ซึ่งเขาได้พัฒนาโครงการพยากรณ์ (Prophecy) เพื่อคาดการณ์และป้องกันโรคอุบัติใหม่ต่างๆ

ภูมิหลังเช่นนี้ทำให้คัลลาแฮนมีความเข้าใจเชิงลึกที่ไม่เหมือนใครถึงวิธีที่เราอาจปรับตัวให้อยู่กับโควิด-19 และโรคอุบัติใหม่อื่นๆที่จะเกิดขึ้นต่อไป เขาเสนอว่าการรักษาสุขภาพของเราอาจขึ้นอยู่กับการหาวิธีช่วยประเทศอื่นๆ ให้ตอบสนองความจำเป็นต่างๆ ได้ ถึงแม้รัฐบาลชาตินั้นๆ จะแสดงออกว่าเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน และความต้องการเหล่านั้นอาจดูเหมือนไม่สนองผลประโยชน์ของชาติใน ระยะสั้นของเราเสมอไป ทว่าเรื่องนี้เป็นการมองการณ์ไกลในระยะยาวมากกว่า

โรคระบาด, เชื้อโรค
ในช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้า ช่างภาพ แอนดรูว์ พริงเกิล ใช้กล้องจุลทรรศน์จับภาพ เชื้อวัณโรค เชื้อแอนแทรกซ์ และแบคทีเรียชนิดอื่นๆ (ที่มา: WELLCOME COLLECTION, ATTRIBUTION 4.0 INTERNATIONAL)

โรคระบาดทั่วโลกในปัจจุบันอย่างโควิด-19 จะเร่งความพยายามในการพยากรณ์และการควบคุมโรคระบาดทั่วโลกในอนาคตอย่างเกือบจะแน่นอน อย่างน้อยก็ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่มีใครรู้ว่า การป้องกันควรทำอย่างไร ต้องใช้เงินเท่าไร หรือเศรษฐกิจจะพังแค่ไหนเพื่อแลกมา

ประเทศต่างๆจะยอมเล่นเกมยาวด้วยการร่วมมือในระดับนานาชาติหรือไม่ หรือแนวโน้มของผลประโยชน์ระดับชาติในระยะสั้นจะเห็นได้ชัดกว่า สังคมจะยอมรับการทุ่มงบประมาณมหาศาล เพื่อป้องกันโรคระบาดต่างๆ หรือไม่

เรากำลังก้าวเข้าสู่โลกใหม่ที่น่าตระหนก หรือบางทีเราอาจกลับไปสู่โลกเก่าของบรรพบุรุษที่รุมเร้าไปด้วยโรคระบาด บทเรียนสำคัญบทหนึ่งที่เราควรได้จากประวัติศาสตร์ก็คือ เมื่อการระบาดทั่วโลก ที่เกิดขึ้นในตอนนี้สงบลงในที่สุด เราไม่อาจลืมได้ว่าเรื่องนี้เคยเกิดขึ้น เราไม่อาจแค่ก้าวต่อไปเฉยๆ เพราะที่ไหนสักแห่งบนโลก การระบาดทั่วโลกรุนแรงครั้งต่อไป หรือเทวทูตผู้ทำลายล้างองค์ถัดไป กำลังขยับปีกบินอีกแล้ว

เรื่อง ริชาร์ด คอนนิฟฟ์

ติดตามอ่านเรื่องราวฉบับสมบูรณ์ได้ในนิตยสารเนชั่นแนล จีดโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนสิงหาคม 2563

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/508393


อ่านเพิ่มเติม วิเคราะห์เจาะลึก โควิด-19 กับนักไวรัสวิทยาชาวไทย

เรื่องแนะนำ

ทําไมเราถึงชอบสิ่งที่เราชอบ

คุณคิดว่าตัวเองรสนิยมดีใช่ไหมกับ สิ่งที่ชอบ แต่ไม่ใช่ตัวคุณหรอกที่ควรได้รับคําชม นั่นเป็นเพราะพันธุกรรมของคุณ จุลินทรีย์ในตัวคุณ และสิ่งแวดล้อมของคุณต่างหาก คงไม่มีสิ่งใดบ่งบอกถึงความเป็นตัวเราได้ดีเท่ากับรสนิยมของเราอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ไวน์ คู่รัก หรือผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง รสนิยมของเราเป็นตัวแทนอัตลักษณ์ของเรา จึงฟังดูเข้าท่าถ้าผมจะคิดว่า ความชอบและไม่ชอบของผมก่อร่างสร้างจากการใคร่ครวญอย่างรอบคอบ และการตัดสินใจด้วยเหตุผล ผ่านทางเลือกต่างๆที่ผมพอจะควบคุมได้ แล้วผมก็ได้รู้จักกับ ท็อกโซพลาสมา กอนดิไอ ในงานวิจัยของผมที่โรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยอินดีแอนา ผมสังเกตว่าปรสิตเซลล์เดียว ที. กอนดิไอ นี้ สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของเจ้าบ้านที่มันอาศัยอยู่ได้ มันทำให้หนูไม่กลัวแมว ในงานวิจัยบางชิ้นบอกว่า มันอาจเปลี่ยนบุคลิกภาพในมนุษย์ด้วย การศึกษาเหล่านี้ทำให้ผมสงสัยว่า จะมีสิ่งอื่นๆที่เราไม่ได้สังเกต หล่อหลอมให้เราเป็นอย่างที่เราเป็น กำหนดสิ่งที่เราชอบและไม่ชอบหรือเปล่า ตอนผมค้นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ผมก็พบกับความจริงที่รบกวนใจว่า การกระทำของเราถูกควบคุมด้วยพลังทางชีวภาพที่ซุกซ่อนอยู่ พูดอีกอย่างคือ เราควบคุมรสนิยมส่วนตัวของเราได้น้อยมากหรือไม่ได้เลย พฤติกรรมและความพึงพอใจต่างๆ ของเราได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากองค์ประกอบทางพันธุกรรม จากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมของเราที่ส่งผลต่อยีน และจากยีนอื่นๆ ที่แทรกซึมเข้ามาในระบบร่างกายจากจุลินทรีย์นับไม่ถ้วนที่อาศัยอยู่ในตัวเรา ผมว่าเรื่องนี้อาจฟังดูไร้สาระ เราถูกสอนว่าเราสามารถเป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ เรารู้สึกเหมือนเราเลือกหยิบอาหารที่ชอบ เลือกคนที่เรามอบความรักให้ หรือเลือกกาบัตรเลือกตั้งไปตามสัญชาตญาณ การบอกว่าเราเป็นหุ่นยนต์มีเลือดเนื้อที่อยู่ใต้อิทธิพลของพลังที่มองไม่เห็นนั้นเป็นเรื่องบ้าบอคอแตก แต่หลังจากที่ผมถูกใครๆ ถามว่า ทำไมผมถึงไม่ชอบผักหลายชนิดที่คนส่วนใหญ่ชอบกัน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองมีบางอย่างผิดปกติ ทำไมผมถึงไม่ชอบบร็อกโคลีนะ […]

ซิฟิลิส: กามโรคที่ไม่เคยห่างหายไปจากมนุษย์

ภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนของเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ทรีโพนีมา แพลลิดัม (Treponema pallidum) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค ซิฟิลิส ขอบคุณภาพจาก Centers for Disease Control and Prevention, USA หลังจากโรค ซิฟิลิส ได้ห่างหายจากสังคมไทยไปพักใหญ่ ก็กลับมาระบาดอีกครั้ง โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น เนื่องจากความเข้าใจผิด และความหย่อนยานในการป้องกันตัวเองจากโรคติดต่อนี้ หลังจากที่ซิฟิลิสโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ครั้งหนึ่งเคยแพร่ระบาดในสังคมไทย ได้ทำให้เกิดการตื่นตัวเรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จนสามารถควบคุมได้แล้ว กระแสความกลัวซิฟิลิสก็เริ่มจางหายไปในสังคม ผู้คนเริ่มสนใจกับโรคติดต่อประเภทเดียวกันที่ร้ายแรงกว่าอย่างเช่นโรคเอดส์แทน ซึ่งก็มีสัญญาณที่ดีในการควบคุมการแพร่ระบาดด้วยเช่นกัน แต่ในวันนี้ซิฟิลิสกลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง แบบที่ไม่มีใครคาดคิด โดยข้อมูลการแพร่ระบาดเมื่อเร็วๆ นี้ อาจจะทำให้ผู้คนต่างงงงวยและไม่ทันตั้งตัว ว่าโรคระบาดที่ครั้งหนึ่งเชื่อกันว่าสามารถควบคุมได้แล้วกลับมาได้อย่างไร กามโรคจากแดนไกล ต้นกำเนิดของโรคซิฟิลิสนั้นไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด แต่มีทฤษฎีอยู่ 2 ทฤษฎีที่กล่าวถึงต้นกำเนิดของโรคนี้ โดยทฤษฎีแรกเชื่อว่าเป็นโรคในเขตร้อนที่มาจากการค้าทาสจากแอฟริกาไปยังยุโรปและทวีปอเมริกา อีกทฤษฎีหนึ่งคือ โรคนี้นำมาจากทวีปอเมริกาโดยลูกเรือของโคลัมบัส นักสำรวจทางทะเลชื่อดังผู้ค้นพบทวีปอเมริกา แล้วนำมาระบาดในยุโรป ซึ่งในสมัยนั้นเรียกกันว่า หัดอินเดียน อย่างไรก็ตาม การระบาดของโรคซิฟิลิสที่หนักจนนักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้อยู่ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่สิบห้า ในแถบทวีปยุโรป ซึ่งเป็นโรคที่เกิดกับบรรดานักเดินทาง โสเภณี ทหาร โดยเวลานั้น ทุกประเทศในยุโรปต่างมีผู้ป่วยติดเชื้อซิฟิลิสอยู่ทุกประเทศ และโรคดังกล่าวก็ได้มาถึงประเทศไทย (สยาม) […]

HandySense ระบบฟาร์มอัจฉริยะ (Smart Farm)

การเกษตรในประเทศไทยยังคงเป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงประชากรหลายล้านครัวเรือนทั่วประเทศ และยังเป็นสินค้าส่งออกที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมาอย่างยาวนาน แต่เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ที่ช่วยให้การเกษตรกรรมมีต้นทุนที่ลดลง และได้ผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้น HandySense ระบบฟาร์มอัจฉริยะ หรือ Smart Farm เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ประยุกต์และบูรณาการหลายศาสตร์มาใช้งานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปใช้งานในภาคเกษตรกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งในการลดต้นทุน ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น และความสะดวกสบาย ซึ่งในประเทศไทยได้นำระบบนี้มาใช้งานจริงแล้วในหลายพื้นที่HandySense ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ NECTEC ศูนย์วิจัยภายใต้ สวทช. เป็นองค์กรวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เปรียบเสมือน “เครื่องจักรสำคัญในการสร้างฐานรากทางเทคโนโลยีให้ประเทศ” รวมถึงเตรียมความพร้อมงานวิจัยเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยร่วมกับพันธมิตรผลักดันให้เกิดระบบนิเวศของการใช้เทคโนโลยีที่วิจัยและพัฒนาขึ้นให้เกิดประโยชน์ต่อคนหมู่มาก ที่ให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้เสมือนกับการเป็นสาธารณูปโภคที่ส่งให้ประชาชนทุกคนในบ้าน ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ กล่าว ในช่วงหลายปีปี่ที่ผ่านมา NECTEC ได้สนับสนุนงานและพัฒนางานวิจัยที่เกี่ยวกับระบบ Smart Farm มาโดยตลอด ปัจจุบัน NECTEC ได้เผยแพร่นวัตกรรมแฮนดีเซนส์ – HandySense ซึ่งเป็นอุปกรณ์ IoT (Internet of Thaings) เซนเซอร์ และแอปพลิเคชันควบคุมสภาวะแวดล้อมที่เป็นตัวแปรสำคัญในการเพาะปลูกของพืช โดยสามารถกำหนดตัวแปรควบคุมสภาวะแวดล้อม เพื่อให้ได้สภาวะที่เหมาะสมในกระบวนการเพาะปลูกมากที่สุด โดยอุปกรณ์สามารถใช้ได้ทั้งระบบการปลูกพืชในโรงเรือน และระบบการปลูกพืชกลางแจ้ง การทำงานของระบบ ระบบแฮนดีเซนส์ ทำงานร่วมกัน […]

เราได้อะไรบ้างจากภารกิจสำรวจดาวเสาร์โดยกัสซีนี

เมื่อยานสำรววจกัสซีนีเดินทางขึ้นสู่ห้วงอวกาศเมื่อปี 1997 ในตอนนั้นเรารู้จักดวงจันทร์ของดาวเสาร์แค่เพียง 18 ดวงเท่านั้น แต่ด้วยภารกิจการสำรวจ ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบดวงจันทร์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกรวมเป็น 53 ดวง ที่ยืนยันแล้วและมีอีก 9 ดวงที่รอการยืนยัน ดวงจันทร์ของดาวเสาร์บางดวง มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิต เช่นดวงจันทร์เอนเซลาดัส จากการสำรวจพบว่าภายในดวงจันทร์มีปล่องน้ำร้อนที่ก้นมหาสมุทร ทำให้เชื่อกันว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจพบสิ่งมีชีวิตในบริเวณนั้น อย่างไรก็ตามหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ได้รับหลังเสร็จสิ้นภารกิจการสำรวจอันยาวนาน 20 ปี ของยานกัสซีนีก็คือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับดาวเสาร์ ที่จะช่วยให้เรารู้จักดาวดวงนี้ได้ดียิ่งขึ้น…หลับให้สบายนะเจ้ายานน้อย ถึงเวลาได้พักผ่อนแล้ว   อ่านเพิ่มเติม : บอกลายานกัสซีนี,  ระบบสุริยะจักรวาลกว้างใหญ่แค่ไหน? ชายคนนี้จะมาจำลองให้ดู