นักโบราณคดี ค้นพบลูกธนูอายุราว 6,000 ปี เนื่องจากพืดน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว

แผ่นน้ำแข็งที่นอร์เวย์ละลาย เผยให้เห็นลูกธนูอายุ 6,000 ปี

นักโบราณคดี ค้นพบอาวุธจำนวน 68 ชิ้นจากยุคหินใหม่ถึงยุคไวกิ้ง ช่วยเสริมแนวคิดเกี่ยวกับ วิธีที่น้ำแข็งทั้งรักษาและทำลายหลักฐานทางโบราณคดี

นักโบราณคดี ในนอร์เวย์ค้นพบลูกศรหลายสิบดอกซึ่งมีอายุย้อนไปถึง 6,000 ปี การค้นพบครั้งนี้เป็นผลมาจากการละลายของแผ่นน้ำแข็งขนาด 242,811 ตารางเมตร บนภูเขาสูงของภูมิภาค

การเดินทางออกสำรวจพืดน้ำแข็ง Langfonne ในปี 2014 และ 2016 โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่อากาศอบอุ่นเป็นพิเศษ เผยให้เห็นกระดูกกวางเรนเดียร์และเขากวางจำนวนมาก ซึ่งบ่งชี้ว่านักล่าสัตว์ใช้ประโยชน์ในพื้นที่แห่งนี้ช่วงหนึ่งพันปีที่ผ่านมา กลยุทธ์การล่าสัตว์ของพวกเขายังคงเดิม แม้กระทั่งอาวุธที่เลือกใช้ ซึ่งประดิษฐ์มาจากหินแม่น้ำ และเหล็กแหลม

ขณะนี้ ทีมวิจัยรายงานการค้นพบในวารสาร Holocene ในเนื้อหารายงานว่า ค้นพบลูกศรทั้งที่สมบูรณ์และเสียหายบางส่วนทั้งหมด 68 ดอก (และหัวลูกศรห้าดอก) ที่กระจัดกระจายอยู่ทั้งในบริเวณและรอบ ๆ แผ่นน้ำแข็งที่กำลังละลาย ซึ่งมีจำนวนมากกว่าแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในพืดน้ำแข็งแหล่งอื่นๆ ของโลก ชิ้นส่วนของอาวุธบางชิ้นมีอายุย้อนไปถึงยุคหินใหม่ ในขณะที่การค้นพบ “ล่าสุด” อาวุธส่วนใหญ่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในศตวรรษที่สิบสี่

พืดน้ำแข็ง, โบราณคดี, แหล่งโบราณคดี, การค้นพบทางโบราณคดี, วัตถุโบราณ, นอร์เวย์, นักโบราณคดี
ส่วนบนของพืดน้ำแข็ง Langfonne ที่กำลังละลาย ถ่ายโดยช่งภาพที่นั่งอยู่ในเฮลิคอปเตอร์ นักวิจัยคาดว่า Langfonne ในปัจจุบันมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของช่วงปลายทศวรรษ 1990 และคิดเป็นหนึ่งในสิบของขอบเขตพืดนำแข็งในช่วงยุค Little Ice Age ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิโลกที่ลดลงเป็นเวลาหลายศตวรรษ ในช่วงประมาณปี 1300 ถึง 1800
ภาพถ่าย GLACIER ARCHAEOLOGY PROGRAM, INNLANDET COUNTY COUNCIL

ในขณะที่จำนวนของอาวุธโบราณเหล่านี้สร้างความประหลาดใจต่อนักโบราณคดี การสำรวจพบโบราณวัตถุในพืดน้ำแข็ง Langfonne ยังได้เพิ่มน้ำหนักให้กับแนวคิดที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปเกี่ยวกับวัตถุทางประวัติศาสตร์ที่ถูกฝังอยู่ใต้น้ำแข็ง และเป็นหลักฐานชิ้นใหม่เกี่ยวกับประสิทธิภาพของน้ำแข็งในเรื่องการรักษาและทำลายโบราณวัตถุตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา

น้ำแข็งคือเครื่องย้อนเวลา

นับตั้งแต่นักโบราณคดีเริ่มสำรวจอย่างเป็นระบบในแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในพื้นที่น้ำแข็งเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา พืดน้ำแข็งจากนอร์เวย์ที่ยาวไปถึงอเมริกาเหนือ เป็นแหล่งเก็บรักษาซากสิ่งประดิษฐ์โบราณที่เกือบสมบูรณ์ ซึ่งเผยข้อมูลเกี่ยวกับงานฝีมือของคนในยุคนั้น และประเพณีการล่าสัตว์ที่มีมาอย่างยาวนาน

พืดน้ำแข็ง, โบราณคดี, แหล่งโบราณคดี, การค้นพบทางโบราณคดี, วัตถุโบราณ, นอร์เวย์, นักโบราณคดี

ตามข้อเท็จจริง Langfonne เป็นหนึ่งในพืดน้ำแข็งแห่งแรกที่เผยร่องรอยทางประวัติศาสตร์ หลังจากค้นพบรองเท้าหนังของนักปีนเขาอายุ 3,300 ปี ซึ่งถูกพบในปี 2006 และเรื่องนี้ก็ไปถึงมือนักโบราณคดี Lars Pilø นักวิจัยในคณะมรดกทางวัฒนธรรม สถาบัน Innlandet County Council และเป็นผู้เขียนร่วมในการค้นพบครั้งล่าสุดนี้

นับตั้งแต่การค้นพบครั้งนั้น Pilø รู้สึกถึงความเป็นไปได้ที่จะพบสิ่งประดิษฐ์ที่ฝังอยู่ในแผ่นน้ำแข็งบนภูเขา ดังเช่นนักวิจัยในนอร์เวย์และที่อื่น ๆ เคยค้นพบ เช่น ในยูคอน ประเทศแคนาดา เทือกเขาร็อกกี ในสหรัฐอเมริกา และเทือกเขาแอลป์ ในยุโรป เขาจึงตั้งขอสันนิษฐานว่า การกระจายตัวของวัตถุบนน้ำแข็งอาจเป็นหลักฐานเกี่ยวกับวิธีและเวลาที่มีมนุษย์เคยดำรงอยู่ในพื้นที่แห่งนี้

พืดน้ำแข็งแตกต่างจากธารน้ำแข็งที่ค่อยๆ ละลายกลายเป็นสายน้ำ พืดน้ำแข็งเป็นชั้นของหิมะและน้ำแข็งที่ไม่ละลาย ซึ่งอาจขยายหรือหดตัวเมื่อเวลาผ่านไป นักวิจัยสันนิษฐานว่า พื้นที่อย่าง Langfonne มีลักษณะคล้ายกับหิมะในช่วงปลายฤดูหนาว กล่าวคือ เมื่อหิมะละลาย มักจะเผยวัตถุที่ถูกแช่แข็งอยู่ข้างใต้นั้น

น้ำแข็งเปรียบเหมือนเครื่องย้อนเวลา วัตถุที่ฝังจมอยู่ในนั้นจะได้รับการปกป้อง” Pilø กล่าว

นั่นหมายความว่า สิ่งของที่เก่าแก่ที่สุดจะพบได้ในส่วนที่ลึกที่สุดของแผ่นน้ำแข็ง แบบเดียวกับที่นักโบราณคดีที่ทำงานกับสิ่งประดิษฐ์ที่ฝังอยู่ในดิน ถือว่าซากถับถมที่อยู่ชั้นล่างมีสิ่งประดิษฐ์ที่อายุเก่าแก่กว่า และสืบเนื่องจากอุดมคติที่ว่า แผ่นน้ำแข็งจะเพิ่มความหนาขึ้นเรื่อย ๆ ตามปริมาณหิมะในแต่ละฤดูหนาว ดังนั้น วัตถุที่ถูกพบอยู่ใกล้ผิวหน้าของน้ำแข็ง จึงถูกตั้งสมมติฐานว่ามีอายุน้อยกว่า

หากแผ่นน้ำแข็งเกิดการแข็งตัวตรงจุดที่มีวัตถุของมนุษย์ตกหล่นพอดี นักโบราณคดีจึงมักตั้งทฤษฎีว่า วัตถุเหล่านั้นอาจจะช่วยปะติดปะต่อเรื่องราวของผู้คนในอดีตได้ และศึกษาอายุของน้ำแข็งร่วมด้วย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบเรื่องช่วงเวลา

ลูกศรที่ถูกพบใน Langfonne เหมือนจะเป็นวิธีทดสอบทฤษฎีเครื่องย้อนเวลา

ลูกศรและกระดูกกวางเรนเดียร์ช่วยยืนยันข้อสงสัยก่อนหน้านี้ว่า แผ่นน้ำแข็งบนภูเขาสูงของนอร์เวย์ในอดีตเคยเป็นจุดล่ากวางเรนเดียร์ จากพฤติกรรมของกวางเรนเดียร์ที่มักหลบหลีกจากแมลงรำคาญ ขึ้นไปบนภูเขาสูงในช่วงฤดูร้อน ดังนั้น มนุษย์จึงตามพวกมันขึ้นไปพร้อมกับอาวุธที่ใช้ล่าสัตว์ เช่น ธนู ลูกศร และมีด

แต่หลังจากผ่านกระบวนระบุอายุด้วยวิธีเรดิโอคาร์บอนกับลูกศรทั้งหมด และซากกวางเรนเดียร์ นักวิจัยกลับพบว่า ทฤษฎีเรื่องเครื่องย้อนเวลาไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากโบราณวัตถุที่เก่าแก่ที่สุดที่พบใน Langfonne มีอายุย้อนไปถึงยุคหินใหม่ อยู่ในสภาพแตกบิ่น ราวกับมันตากแดดตากลม และถูกปั่นรวมกับน้ำแข็งมานานหลายปี

ลูกศรที่มีอายุในช่วงหลังยุคหินใหม่ เช่น ลูกศรอายุ 1,500 ปี ที่สร้างจากเปลือกหอยแมลงภู่ลับคม กลับดูเหมือนว่าเพิ่งถูกยิงเมื่อวานนี้ “นั่นทำให้เกิดความสงสัยว่า มีบางอย่างเกิดขึ้นภายในน้ำแข็ง” Pilø กล่าว

และดูเหมือนว่า ลูกศรที่ถูกแช่แข็งไม่ได้เกิดขึ้นตามลำดับเวลา “ความคิดที่ว่า คุณจะพบหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดเมื่อแผ่นน้ำแข็งมีขนาดเล็กที่สุดนั้น ไม่เป็นความจริงเลย”  ราเชล เรคิน นักโบราณคดีจากรัฐมอนทานา กล่าวและเสริมว่า “ดูเหมือนว่าแรงโน้มถ่วงของโลกและน้ำกำลังเคลื่อนย้ายวัตถุลงสู่เบื้องล่าง

ผู้เขียนงานวิจัยร่วม Atle Nesje นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัย Bergen กล่าวว่า หลายพันปีก่อน ฤดูร้อนที่อบอุ่นอาจทำให้วัตถุที่ถูกแช่อยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งหลุดลอยไปพร้อมการละลาย ก่อนมวลน้ำจะแข็งตัวอีกครั้ง น้ำหนักของน้ำและน้ำแข็งที่กดทับลงบนวัตถุอาจเป็นสาเหตุของร่องรอยความเสียหายบนโบราณวัตถุซึ่งสร้างจากไม้และหิน หรือในอีกกรณี ลูกศรและด้ามไม้อาจถูกพัดไปกับกระแสน้ำและติดอยู่ใต้หิน ก่อนที่หิมะและน้ำแข็งจะปกคลุมอีกครั้ง ดังนั้น ลูกศรที่ถูกฝังในหิมะเมื่อเร็ว ๆ นี้ อาจยังคงสภาพได้ดีกว่า

เนื่องจากลูกศรที่มีอายุเก่าแก่อาจถูกชะล้างไปกับการละลายของน้ำแข็ง แล้วกลับมาแข็งตัวอีกครั้ง จุดที่พบอาจอยู่ห่างจากจุดที่พวกมันตกลงพื้นในตอนแรก นั่นหมายถึง การทำแผนที่ความสัมพันธ์ระหว่างอายุของลูกศรและแผ่นน้ำแข็งเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ “นักวิชาการด้านธารน้ำแข็งและนักโบราณคดีแผ่นน้ำแข็ง ต่างหวังว่าสิ่งประดิษฐ์จะช่วยให้เราทราบถึงขนาดของพืดน้ำแข็งเมื่อเวลาผ่านไป แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น” Reckin กล่าว

วูล์ฟเวอรีนและไวกิ้ง

นักวิจัยรู้สึกประหลาดใจอย่างมากที่ลูกศรใน Langfonne ที่ระบุอายุแล้ว สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับ วิถีชีวิตที่ผู้คนเคยใช้ประโยชน์จากพื้นที่แห่งนี้ ในบางช่วง ทีมงานพบกระดูกกวางเรนเดียร์จำนวนมาก แต่มีลูกศรน้อยมาก นั่นแสดงให้เห็นว่า ผู้คนไม่ได้ล่าสัตว์บนน้ำแข็ง กวางเรนเดียร์น่าจะถูกฆ่าโดยวูล์ฟเวอรีน (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวูล์ฟเวอรีน https://www.nationalgeographic.com/animals/mammals/w/wolverine/) ซึ่งฝังซากไว้ในหิมะเพื่อเป็นอาหารในภายหลัง

ระหว่างคริสต์ศักราช 600 ถึง 1300 ซึ่งคาดว่าเป็นยุคของชาวไวกิ้ง การตรวจสอบอายุของวัตถุโดยวิธีเรดิโอคาร์บอนเผยให้เห็นกิจกรรมของมนุษย์ประเภทต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นบนพืดน้ำแข็ง Langfonne “เราพบลูกศรจำนวนมาก แต่ไม่พบชิ้นส่วนของกวางเรนเดียร์เลย” Pilø กล่าวและเสริมว่า “นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” มนุษย์ในยุคนั้นทำงานอย่างหนัก เพื่อจัดการกับกวางเรนเดียร์และส่งออกชิ้นส่วน เช่น หนังกวาง และเขากวาง เป็นสินค้า

ความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในเรื่องการเกิดน้ำแข็ง และความลับที่มีอยู่นั้น แปรผกผันกับความเร็วของน้ำแข็งที่กำลังละลาย “ฉันศึกษาธารน้ำแข็งของนอร์เวย์มาตลอด 40 ปีที่ผ่านมา มันมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย” Nesje กล่าว “มันค่อนข้างน่ากลัวที่เราพบว่า น้ำแข็งละลายเร็วแค่ไหนเพียงชั่วข้ามวัน

ข้อมูลจากการสำรวจไลเคนบนหินรอบๆ แผ่นน้ำแข็ง Nesje คาดการณ์ว่า ขนาดของพืดน้ำแข็ง Langfonne ในปัจจุบันมีขนาดเล็กกว่าในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงครึ่งหนึ่ง และมีขนาดเพียงหนึ่งในสิบของขอบเขตพืดนำแข็งทั้งหมดในช่วง Little Ice Age ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิโลกที่ลดลงนานหลายศตวรรษจากประมาณปี 1300 ถึง 1800

หากการละลายยังคงอัตราเร็วเช่นนี้ นั่นหมายความว่า นักโบราณคดีต้องทำงานอย่างรวดเร็ว เพื่อเก็บรักษาข้อมูลทางโบราณคดีให้มากที่สุด “เวลาเป็นสิ่งสำคัญและเราพยายามที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดี ในขณะที่เราทำงานอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยข้อมูลที่เรามี” Reckin กล่าวและปิดท้ายว่า “ปริศนาทุกชิ้นที่ช่วยให้เราเข้าใจความซับซ้อนของกระบวนการเหล่านี้มีประโยชน์มาก

เรื่อง แอนดรูว์ เคอร์รี


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ภาพสะท้อนอดีตกาล ยุคโรมัน

โบราณคดี, สโลวีเนีย, ยุคโรมัน

เรื่องแนะนำ

เต่ามะเฟือง ขึ้นวางไข่บนชายหาดไทยเพิ่มขึ้น สะท้อนธรรมชาติกำลังฟื้นฟู

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมวิจัยและสำรวจประชากร เต่ามะเฟือง เพื่อเป็นข้อมูลและความหวังใหม่แห่งท้องทะเลไทย ปัจจุบัน ประชากร เต่ามะเฟือง ทั่วโลกกำลังมีจำนวนลดลงมาก จากการประเมินบัญชีชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN Red List) เต่ามะเฟืองจึงจัดเป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable: VU) ประเทศไทย จากการสำรวจในอดีตไม่พบการวางไข่ของเต่ามะเฟืองเป็นระยะเวลามากกว่า 5 ปี จนกระทั่ง 2 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พบเต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่บนชายหาดจังหวัดภูเก็ตและพังงาจำนวนกว่า 20 รัง ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สร้างความยินดีแก่ทุกคนเป็นอย่างมาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยศูนย์วิจัยชีวศาสตร์ทางสัตวแพทย์ ภาควิชาชีวศาสตร์ทางสัตว์แพทย์และสัตวแพทย์สาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ นำโดยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.กรกฎ งานวงศ์พาณิชย์ หัวหน้าศูนย์วิจัยฯ ร่วมกับศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน กรมทรัพยากรชายทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำโดย ดร. ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ ได้เข้าศึกษาวิจัยโครงสร้างด้านพันธุศาสตร์ประชากรของเต่ามะเฟืองจากการวางไข่อย่างใกล้ชิด เต่ามะเฟืองมีลักษณะทางพันธุกรรมเฉพาะตัว จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพน้อย เป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติน้อยลงไปด้วย ทีมวิจัยศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลฯ จึงต้องการสำรวจแม่เต่ามะเฟืองที่เข้ามาวางไข่ที่ภูเก็ตและพังงาในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา เพื่อคาดการณ์ถึงจำนวนประชากรของเต่ามะเฟืองที่มีอยู่ในธรรมชาติในบริเวณชายฝั่งประเทศไทยได้ ทีมนักวิจันจึงเริ่มต้นศึกษาโครงสร้างด้านพันธุศาสตร์ของเต่ามะเฟือง โดยนำเอาเนื้อเยื่อของลูกเต่าที่เสียชีวิตตั้งแต่ในรัง จำนวน […]

จุดราตรีเสมอภาคคืออะไร แล้วเหตุใดจึงเกิดขึ้น?

วิษุวัต เป็นปรากฏการณ์ที่ช่วงเวลากลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทุกๆ 6 เดือน โดยครั้งแรกจะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม และครั้งที่สองเกิดขึ้นในเดือนกันยายน

ประเทศไทยเดินหน้าด้วยเทคโนโลยีจากอวกาศ

กว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดภัยพิบัติในด้านต่างๆ หลายครั้ง ทั้งน้ำท่วม ไฟป่า ฝุ่นละออง PM2.5 รวมไปถึงภัยพิบัติทางทะเล เราบันทึกทุกเหตุการณ์เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วย “ภาพถ่ายดาวเทียม” ชื่อของ “GISTDA” หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมในการติดตามสถานการณ์ต่างๆ และบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เมื่อโลกเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก็เปลี่ยนตาม องค์กรและหน่วยงานต่างๆ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัพใหม่ เพื่อก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านนโยบายประเทศ การเข้าถึง การแข่งขัน การตลาด และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทำให้ทุกองค์กรไม่สามารถหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้ GISTDA ก็เช่นเดียวกันจะต้องปรับบทบาทเข้าสู่การพัฒนาวิธีการแก้ปัญหาให้กับประเทศ แม้ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนแบบก้าวกระโดด แต่ด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 สิ่งที่เรามี คือข้อมูล เทคโนโลยี และกำลังคน ถือเป็นกลไกที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศอย่างเต็มที่ ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า จากวันนี้เราต้องมองไปอีก 20 ปีข้างหน้าว่า โลกกำลังจะไปในทิศทางไหน […]

ความรู้ประจำวัน: มหาสมุทรบนดาวอังคารหายไปไหน?

ความรู้ประจำวัน: มหาสมุทรบนดาวอังคารหายไปไหน? ภาพความแห้งแล้งของดาวเคราะห์สีแดงคือภาพที่คุ้นตาของดาวอังคาร แต่ย้อนกลับไปราว 3,500 ล้านปีก่อนดาวอังคารปกคลุมด้วยมหาสมุทร และมีชั้นบรรยากาศที่อบอุ่นไม่ต่างจากโลกของเรา เมื่อ 4,500 ล้านปีก่อน ในช่วงเวลาที่ระบบสุริยะจักรวาลของเราถือกำเนิดขึ้น โลกและดาวอังคารก่อตัวขึ้นพร้อมๆ กันด้วยสารประกอบเดียวกันอย่าง คาร์บอน ไนโตรเจน ออกซิเจน แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างกันก็คือขนาด หากเทียบกันแล้วดาวอังคารมีขนาดเพียงลูกซอฟต์บอลเท่านั้น ในขณะที่โลกมีขนาดเท่าลูกโบว์ลิ่ง นั่นทำให้กว่าที่ดาวเคราะห์ทั้งสองดวงจะเย็นตัวลงนั้นต้องใช้เวลาที่ต่างกันมาก และเมื่อดาวอังคารเย็นตัวลงแล้ว โลกของเรายังเต็มไปด้วยหินร้อนหลอมละลายอยู่เลย อีกหนึ่งความแตกต่างก็คือดาวอังคารไม่มีสนามแม่เหล็กที่คอยปกป้องตัวมันเช่นโลก นั่นทำให้ลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ปะทะเข้ากับดาวอังคารตลอดเวลาและพัดพาเอาโมเลกุลขนาดเล็กออกไป จึงทำให้ดาวอังคารค่อยๆ สูญเสียมหาสมุทรไปเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไปหลายล้านปี ในที่สุดดาวอังคารก็มีสภาพดังที่เราเห็นในปัจจุบัน   อ่านเพิ่มเติม จำลองการใช้ชีวิตบนดาวอังคาร