ฝนหิมะ คืออะไร แตกต่างจากฝนตกธรรมดาอย่างไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร

ฝนหิมะ (Sleet)

ฝนหิมะ หนึ่งในหยาดน้ำฟ้า ที่มักปรากฏขึ้นในฤดูหนาว ซึ่งก่อตัวขึ้นจากการผกผันของอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศโลกที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนสถานะกลับไปมาของหยาดน้ำฟ้าอย่างรวดเร็ว จากเกล็ดหิมะละลายกลายเป็นน้ำฝนและเย็นตัวลงจนเปลี่ยนสถานะกลับไปเป็นน้ำแข็งอีกครั้ง ก่อนตกลงสู่พื้นดิน

ฝนหิมะ (Sleet) หรือ “ฝนน้ำแข็ง” คือ หนึ่งในหยาดน้ำฟ้า (Precipitations) ที่มักปรากฏขึ้นในฤดูหนาว มีลักษณะเป็นก้อนน้ำแข็งกลมมนขนาดเล็ก ซึ่งก่อตัวขึ้นจากการผกผันของอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศโลกที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนสถานะกลับไปมาของหยาดน้ำฟ้าอย่างรวดเร็ว ขณะลอยตัวอยู่ในอากาศเหนือพื้นดิน จากเกล็ดหิมะละลายกลายเป็นน้ำฝนและเย็นตัวลงจนเปลี่ยนสถานะกลับไปเป็นน้ำแข็งอีกครั้ง ก่อนตกลงสู่พื้นดิน “ฝนหิมะ” จึงมีคุณสมบัติแตกต่างจากหยาดน้ำฟ้าในฤดูหนาวอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นหิมะ (Snow) ลูกเห็บ (Hail) หรือฝนเยือกแข็ง (Freezing Rain)

ฝนหิมะ

การเกิดฝนหิมะ

ฝนหิมะก่อตัวขึ้นจากกระบวนการทางธรรมชาติเช่นเดียวกับหยาดน้ำฟ้าประเภทอื่น ๆ จากปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion) ในชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งโดยปกติแล้ว อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) จะลดลงตามระดับความสูงเหนือพื้นดินในอัตรา 6.5 องศาเซลเซียสต่อความสูงทุก 1 กิโลเมตร แต่เมื่อเกิดการแทรกตัวของกระแสอากาศหรือมวลอากาศอุ่น (Warm Air Mass) ท่ามกลางมวลอากาศที่เย็นกว่าที่รายล้อมอยู่โดยรอบ ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่ดังกล่าวหรือเกิดจากการเย็นตัวช้าลงของพื้นแผ่นดินในฤดูหนาว ต่างส่งผลให้ลำดับชั้นของอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศ เกิดความแปรปรวนไปจากสภาวะปกติ

ฝนหิมะ

ฝนหิมะจึงก่อตัวขึ้นในสภาวะแวดล้อมเช่นนี้ที่ในชั้นบรรยากาศโลกมีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่ทำให้อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศเย็นตัวลง จนก่อให้เกิดผลึกน้ำแข็ง (Ice Crystals) ที่รวมตัวกันเป็นหิมะตกลงมาจากก้อนเมฆทั้งหลายบนท้องฟ้า ซึ่งจะถูกละลายกลายเป็นหยาดน้ำหรือเม็ดฝน เมื่อปะทะเข้ากับชั้นของมวลอากาศอุ่นที่แทรกตัวอยู่อย่างไม่หนาแน่นนัก ทำให้หยาดน้ำหรือเม็ดฝนเหล่านี้ มีเวลาเย็นตัวลงและเปลี่ยนสถานะกลับไปเป็นก้อนน้ำแข็งอีกครั้ง เมื่อเคลื่อนตัวผ่านชั้นอากาศดังกล่าว เม็ดฝนที่ตกลงมาจึงกลายเป็นก้อนน้ำแข็งกลมมนที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก ก่อนตกลงกระทบพื้นดิน ซึ่งกระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและผลลัพธ์ที่ได้ คือ เม็ดน้ำแข็งขนาดเล็กที่เรียกว่า “ฝนหิมะ” นั่นเอง

ฝนหิมะ
ฝนหิมะ (Sleet)

 ความแตกต่างระหว่างฝนหิมะ (Sleet) และฝนเยือกแข็ง (Freezing Rain)

ทั้งฝนหิมะ (Sleet) และฝนเยือกแข็ง (Freezing Rain) ต่างเป็นหยาดน้ำฟ้าที่เกิดจากปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผันเช่นเดียวกัน แตกต่างกันเพียงที่ในสภาวะซึ่งฝนเยือกแข็งก่อตัวขึ้น มวลอากาศอุ่นที่แทรกตัวอยู่มีขนาดค่อนข้างใหญ่และหนาแน่น ทำให้น้ำฝนที่ตกลงมามีเวลาไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนสถานะกลับไปเป็นน้ำแข็งอีกครั้งก่อนตกถึงพื้นดิน ฝนเยือกแข็งจึงอยู่ในสถานะของเหลวจนกระทั่งตกลงกระทบพื้นดินหรือสัมผัสเข้ากับพื้นผิวของวัตถุที่อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เย็นจัด ซึ่งทำให้ฝนเยือกแข็งแข็งตัวกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งที่เคลือบอยู่ตามพื้นผิวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกิ่งไม้ พื้นถนน หรือป้ายโฆษณาตามท้องถนนนั่นเอง

ฝนเยือกแข็ง (Freezing Rain)

ดังนั้น การตกลงมาของทั้งฝนหิมะและฝนเยือกแข็งจึงเป็นอันตรายต่อผู้สัญจรไปมาบนท้องถนนอย่างมาก โดยเฉพาะฝนเยือกแข็งที่จับตัวเป็นน้ำแข็งตามพื้นถนน หรือตามสะพานลอยและทางยกระดับต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่สูงขึ้นเหนือพื้นดิน เนื่องจากมวลอากาศเย็นที่รายล้อมสิ่งก่อสร้างเหล่านี้มีส่วนเร่งให้ฝนเยือกแข็งที่ตกลงมากลายเป็นน้ำแข็งรวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะที่ฝนหิมะซึ่งเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดเล็กจะไม่เกาะตัวตามวัตถุหรือผิวสัมผัส แต่มักกระเด้งกระดอนเมื่อตกกระทบวัตถุต่าง ๆ จึงทำให้ผู้คนสังเกตอันตรายและหลบเลี่ยงจากมันได้ง่ายกว่า

นอกจากนี้ ฝนเยือกแข็งยังส่งผลต่อการรับน้ำหนักอย่างฉับพลันของกิ่งไม้ สายไฟ หรือ สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ อีกด้วย ทั้งการหักโค่นของต้นไม้และเสาไฟฟ้า รวมไปถึงการพังทลายของหลังคาหรือสิ่งปลูกสร้างขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ตามพื้นที่กลางแจ้ง เป็นต้น

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


อ้างอิง

National Geographic Society – https://www.nationalgeographic.org

National Oceanic and Atmospheric Administration – https://www.weather.gov

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) – https://www2.mtec.or.th

National Weather Service – https://www.metoffice.gov.uk


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : การเกิดลูกเห็บ

เรื่องแนะนำ

ความรู้ประจำวัน : ทำไมสมองเราจึงมีรอยหยัก?

หากมองไปที่สมองของคุณ คุณจะรู็สึกว่าสมองของฉันนี่ช่างยับย่นเป็นลอนคลื่นไม่ต่างจากแกรนด์แคนยอนเลยทีเดียว ทีนี้ลองมองไปที่สมองของหนูดูบ้าง คุณจะเห็นว่าพื้นผิวสมองของหนูนั้นเรียบ สำหรับเหตุผลที่สมองของเราเต็มไปด้วยรอยหยักก็เพราะ ในระหว่างการวิวัฒนาการมันสมองของเราพัฒนาจนมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับถูกบังคับให้บรรจุอยู่ในกระโหลกศีรษะที่มีขนาดจำกัด ดังนั้นสมองจึงสร้างรอยยับย่นเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อให้สามารถบรรจุอยู่ในกระโหลกศีรษะได้ตามเดิม ซึ่งหากนำสมองมากางออกล่ะก็จะพบว่ามันมีขนาดใหญ่กว่าเป็น 3 เท่า ของรูปร่างที่เห็นเลยทีเดียว   อ่านเพิ่มเติม : แกะสามารถจดจำใบหน้าคนได้, สุนัขเปลี่ยนสีหน้าเมื่อมนุษย์ให้ความสนใจ

ยานสำรวจนาซาลงจอดบนดาวอังคารสำเร็จ-พร้อมค้นหาร่องรอยสิ่งมีชีวิต

หลังจากมีช่วงเวลาอันน่าตื่นเต้นจากการลงจอดผ่านชั้นบรรยากาศอันเบาบางของดาวอังคาร หุ่นยนต์ เพอร์เซเวียแรนซ์ หรือ ‘เพอร์ซี่’ พร้อมเริ่มภารกิจค้นหาสัญญาณสิ่งมีชีวิตโบราณในที่แห่งนี้แล้ว นี่เป็นการแตะล้อลงจอดของหุ่นยนต์สำรวจตัวใหม่บนดาวอังคาร เมื่อเวลาราว 16:00 น. ของวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ตามเวลาท้องถิ่น (หรือราว 04:00 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ตามเวลาในประเทศไทย) หุ่นยนต์ตระเวนสำรวจขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการสร้างกว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.1 หมื่นล้านบาท) ของนาซา อย่าง เพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance) ได้ลงจอดอย่างปลอดภัยบนดาวเคราะห์สีแดงหลังจากผ่านการเดินทางมาเป็นระยะทางเกือบ 500 ล้านกิโลเมตรจากบนพื้นโลก หุ่นยนต์เพอร์เซเวียแรนซ์เริ่มออกเดินทางเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ปี 2020 เป็นเวลากว่า 7 เดือนที่มันล่องในอวกาศผ่านยานอากาศที่ห่อหุ้มมันไว้ราวราวกับแมลงที่มีเปลือกแข็งห่อหุ้มมันไว้ “ยืนยันการลงจอด เพอร์เซเวียแรนซ์อยู่บนพื้นผิวดาวอังคารได้อย่างปลอดภัย” Swati Mohan วิศวกรในทีมพัฒนาหุ่นยนต์เพอร์เซเวียแรนซ์ กล่าว หุ่นยนต์ที่มีน้ำหนัก 1 ตันและใช้พลังงานนิวเคลียร์ในการขับเคลื่อนอย่างเพอร์เซเวียแรนซ์เคลื่อนตัวลงสู่ชั้นบรรยากาศบางๆ ของดาวอังคาร ลงสู่แอ่งหลุมอุกกาบาตเยเซโร (Jezero Crater) […]

นักวิทยาศาสตร์หญิง : เวลานี้คือยุคทอง

อนาคตของแวดวงงานวิจัยกำลังมีผู้หญิงเพิ่มมากขึ้น  โครงการต่างๆ ซึ่งบ่มเพาะเยาวชนหญิงที่สนใจอาชีพทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์  ไม่เพียงท้าทายอุปสรรคที่เคยบั่นทอนกำลังใจผู้หญิงรุ่นก่อน แต่ยังผลักดันให้เกิดนักวิทยาศาสตร์หญิงรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน