ไข่มุก และ ไข่มุกเมโล อัญมณีล้ำค่าจากท้องทะเล

ทำความรู้จัก “ไข่มุก” และ “ไข่มุกเมโล” หนึ่งในไข่มุกธรรมชาติที่หายากที่สุด และแพงที่สุดของโลก

ไข่มุก หรือมุก เป็นอัญมณีที่เกิดจากสารอินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิต หรือที่เรียกว่า อัญมณีอินทรีย์ (organic gems) ชนิดหนึ่ง ที่มีราคาสูงที่สุด เป็นที่นิยม และเป็นอัญมณีที่มีความสวยงามในตัวเอง มีความวาวแบบมุก (pearly) และการเกิดสีเหลือบ (iridescence) โดยไม่ต้องตกแต่งเจียระไน ตามความเชื่อตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ ไข่มุกเป็นสัญญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ สมัยโบราณเชื่อกันว่าไข่มุกเป็นของที่มีค่าสูงส่งเหมาะสำหรับชนชั้นสูงเท่านั้น ตามนิยายปรัมปราหรือตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาเชื่อว่า ไข่มุกเป็นหยดน้ำตาแห่งความสุขของเทพธิดาที่หลั่งออกมาให้กับชะตาชีวิตของมนุษย์

ไข่มุก, อัญมนณี, ไข่มุกธรรมชาติ, ไข่มุกเลี้ยง, การเกิดไข่มุก, ไข่มุกเมโลไข่มุกเมโล

การจำแนกประเภทและการเกิดไข่มุก

ปัจจุบัน ในตลาดการค้าอัญมนี ไข่มุกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ไข่มุกธรรมชาติ (natural pearls) และไข่มุกเลี้ยง (cultured pearls)

1. ไข่มุกธรรมชาติ (natural pearl) คือไข่มุกเกิดขึ้นเองในหอยมุกซึ่งเป็นหอยสองฝามีทั้งชนิดน้ำจืดและน้ำเค็ม อาจเกิดเนื่องมาจากเซลล์เนื้อเยื่อเจริญปลายยอดชั้นนอก (mantle) บางส่วนหลุดเข้าไปในตัวของหอยมุกโดยบังเอิญหรืออาจเป็นสิ่งแปลกปลอม เช่น เม็ดทรายขนาดเล็ก กรวด หนอนทะเล หรือตัวเบียน (parasite) ถูกพัดพาเข้าไปภายในตัวหอยมุก แล้วทำให้ตัวหอยมุกเกิดความระคายเคืองจนหลั่งสารที่เป็นชั้นมุกที่เรียกว่า เนเคอร์ (nacre) ออกมาเคลือบสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นจนเป็นไข่มุก

จากโครงสร้างที่เป็นชั้น ๆ ของชั้นไข่มุกนี้เองที่ทำให้เกิดการหักเหและการสะท้อนกลับ เกิดการแทรกสอดของแสง (interference of light) ภายในชั้นต่าง ๆ จึงทำให้มองเห็นเป็นเหลือบมุก (orient) บนผิวมุก ดังนั้นโครงสร้างของชั้นมุกจึงมีความสำคัญมากต่อคุณภาพของไข่มุก ถ้าแผ่นแคลเซียมคาร์บอเนตชนิดอะราโกไนต์ (aragonite) ยิ่งบาง และเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ จะทำให้สมบัติการเหลือบมุกและความวาวสูง แต่ถ้าแผ่นอะราโกไนต์หนาเกินไปและเรียงตัวกันอย่างไม่เป็นระเบียบ จะทำให้ไข่มุกมีคุณภาพเหลือบมุก และความวาวต่ำเนื่องจากเกิดการแทรกสอดแบบหักล้างกันในคลื่นแสง ดังนั้นความสวยงามของผิวมุกอยู่ที่ความละเอียด และความหนาชั้น nacre ของไข่มุก ยิ่งชั้นมุกมีความหนามากไข่มุกก็จะมีความวาวมาก

2. ไข่มุกเลี้ยง (cultured pearl) มุกแบบไม่มีนิวเคลียส นิยมผลิตมุกน้ำจืด มีวิธีการผลิตมุกโดยการผ่าเอาเนื้อเยื่อ mantle ชิ้นเล็ก ๆ จากหอยตัวหนึ่งมาฝังลงใน mantle ของหอยอีกตัวหนึ่ง ชิ้นเนื้อเยื่อจะแบ่งเซลล์ขยายตัวกลายเป็นถุงมุก (pearl sac) จะขับสารประกอบที่เป็นชั้นของเปลือกหอย โดยมีชั้น nacre อยู่นอกสุดเกิดเป็นมุกขึ้นภายในถุงมุก มุกที่ได้อาจมีรูปร่างได้หลายแบบ เนื่องจากไม่มีแกนกลางบังคับรูปร่างของมุกนั่นเอง

โดยปกติมุกจะมีสีขาวเหลือบสีรุ้งเล็กน้อยจนถึงขาวนวล แต่ก็มีสีอื่น ๆ อีกเช่น ชมพู เงิน ครีม ทอง เหลือง เทา และดำ เป็นต้น โดยจะขึ้นอยู่กับชนิดของหอยมุก น้ำ และสภาวะแวดล้อมในบริเวณที่หอยมุกอยู่อาศัย

สมบัติของไข่มุกทางอัญมณี ไข่มุกมีความแข็งประมาณ 2.5 – 3.5 เนื้ออ่อนกว่าแก้วแต่บดให้แตกเป็นผงค่อนข้างยากเนื่องจากมุกมีการจับตัวที่แน่นมาก องค์ประกองทางเคมีส่วนใหญ่เป็น Calcium Cabonate (CaCO3) 80 % ซึ่งปกติจะเป็นแร่ Aragonite, Conchiolin 10 – 14 % และน้ำ 2 – 4 % ไข่มุกมีค่าดัชนีหักเหประมาณ 1.53 – 1.69 ความวาวเป็นความวาวในตัวเองเรียกว่า วาวแบบมุก (Pearly luster) หรือ Orient ไข่มุกเป็นอัญมณีอินทรีย์ การดูแลรักษาจึงควรพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนกรด น้ำหอม สบู่ ครีมทาผิว หรือสเปรย์ใส่ผม เพราะอาจทำให้สีของมุกเปลี่ยนไป

แหล่งมุกที่สำคัญได้แก่ อิหร่าน อเมริกากลาง และทางตอนบนของออสเตรเลีย ส่วนไข่มุกเลี้ยงนั้นมีมากแถบญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาะตาฮิติ และเกาะหมู่เกาะอื่น ๆ ในแถบทะเลใต้ โดยปกติไข่มุกเลี้ยงจะมีขนาดโตได้ประมาณ 9 – 15 มิลลิเมตรมีหลายสี เช่น สีเหลือง ทอง ขาว เงิน และดำ เป็นต้น ในประเทศไทยมีฟาร์มเลี้ยงมุกในจังหวัดภูเก็ต พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานี และกาญจนบุรี

ไข่มุกเมโล หนึ่งในไข่มุกที่หายากและราคาสูง

จากกระแสข่าวเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีรายงานว่า ชายชาวบ้านในตำบลเกาะเพชร อำเภแหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช พบ “ไข่มุกเมโล” ซึ่งเป็นชื่อทางการค้าของไข่มุกประเภทหนึ่งในตลาดอัญมณี และมีราคาสูงถึง 10 ล้านบาท สร้างความสนใจให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก และทุกคนต่างหาคำตอบว่า มุกเมโลคืออะไร

ไข่มุกเมโล เป็นมุกประเภทหนึ่งที่หายาก และเป็นมุกที่ไม่ได้เกิดจากชั้น nacre โดยเกิดขึ้นในหอยสังข์ และหอยโข่งทะเล ซึ่งพบการกระจายพันธุ์ในแถบทะเลน้ำตื้นประเทศเมียนมา มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา และไทย

ไข่มุกเมโลเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกับไข่มุกอื่น ๆ ในรูปหอย คือเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในตัวหอยพร้อมอาหาร หอยจะพยายามหลั่งสารในร่างกายมาปกคลุมสิ่งแปลกปลอมไว้ เพื่อลดความระคายเคือง โดยใช้เวลาหลายปีเพื่อก่อตัวเป็นรูปร่างไข่มุก

ไข่มุก, อัญมนณี, ไข่มุกธรรมชาติ, ไข่มุกเลี้ยง, การเกิดไข่มุก, ไข่มุกเมโล

เนื่องจากมุกเมโลไม่ได้จากชั้น nacre จึงไม่มีความแวววาวสีรุ้งเหมือนไข่มุกประเภทอื่นๆ แต่กลับมีสีส้มเปลวเพลิงไปจนถึงสีน้ำตาลส้ม แม้ว่าจะมีสารประกอบอะราโกไนต์ซึ่งพบได้ในไข่มุกน้ำจืด แต่ในไข่มุกเมโลมีการจัดเรียงแร่นี้ในลักษณะโครงสร้างที่แตกต่างออกไป โดยโครงสร้างของแร่อะราโกไนต์ในมุกเมโลมีลักษณะพันกันเป็นกลุ่มก้อน แทนที่จะเรียงตัวเป็นชั้นๆ

ในขณะที่หอยนางรมและหอยแมลงภู่สามารถเพาะเลี้ยงและบังคับให้สร้างไข่มุกได้ แต่มุกเมโลยังไม่ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยง แม้จะพยายามทดลองกันหลายครั้ง ขณะเดียวกัน ก็พบว่ามีไข่มุกเมโลปลอม โดยทำขึ้นจากตัวเปลือกของหอยเอง โดยการนำมาตัด กลึง และย้อมสี จนมีลักษณะเหมือนไข่มุกเมโล

ทำไมไข่มุกเมโลจึงราคาแพง

เนื่องจากความหายาก จึงไม่มีวิธีมาตรฐานในการกำหนดราคาไข่มุกเมโล โดยราคาจะขึ้นอยู่กับรายบุคคล คุณภาพ ลักษณะ และน้ำหนักกะรัต ไข่มุกเมบางชิ้นมีมูลค่าสูงถึงหลายพันดอลลาร์สหรัฐ เมื่อนำไปประกอบในเครื่องประดับที่สวยงาม ยิ่งเพิ่มมูลค่าให้กับไข่มุกเมโล และเครื่องประดับชิ้นนั้น

ในอดีต การประมูลไข่มุกเมโลในแหล่งประมูลชื่อดังอย่าง Christies เคยทำราคาได้สูงสุด 75,000 – 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 225,000 – 7,500,000 บาท

โดยทั่วไปแล้วไข่มุกเมโลมักถูกขายให้กับนักสะสม เนื่องจากช่วยสร้างความโดดเด่นและมูลค่าให้กับคอลเล็กชันอัญมณี ด้วยความต้องการสูงและหายากมาก ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงมีเพียงผู้ที่คร่ำหวอดในวงการอัญมณีเท่านั้น ที่สามารถรับซื้อไปได้ทันเวลา


ข้อมูลอ้างอิง

ไขข้อข้องใจ “มุกเมโล” ของแท้หายาก – https://news.thaipbs.or.th/content/301243
บทความเรื่องไข่มุก (Pearl) โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
รู้จริงเรื่องมุก – https://www.pembagems.com
WHAT’S A MELO MELO PEARL AND WHY IS IT SO VALUABLE? – https://pearlwise.pro/whats-a-melo-melo-pearl
Fact sheet of Melo Melo – http://www.wildsingapore.com/wildfacts/mollusca/gastropoda/volutidae/melo.htm


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : การตกผลึก (Crystallization)

การตกผลึก

 

เรื่องแนะนำ

การกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลก (Geographic Coordinate System)

มนุษย์นำ ระบบพิกัดภูมิศาสตร์ มาใช้ในกำหนดและระบุตำแหน่งต่าง ๆ บนพื้นผิวทรงกลมของโลก โดยการอ้างอิงพิกัดที่เกิดจากค่าระยะเชิงมุมของละติจูด (Latitude) และลองจิจูด (Longitude) ระบบพิกัดภูมิศาสตร์ (Geographic Coordinate System) คือ ระบบอ้างอิง 3 มิติที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งมนุษย์นำมาใช้ในกำหนดและระบุตำแหน่งต่าง ๆ บนพื้นผิวทรงกลมของโลก โดยการอ้างอิงพิกัดที่เกิดจากค่าระยะเชิงมุมของละติจูด (Latitude) และลองจิจูด (Longitude) ซึ่งเคลื่อนออกห่างจากศูนย์กำเนิด (Origins) ที่กำหนดขึ้น สำหรับศูนย์กำเนิดของละติจูด (Origin of Latitude) คือ เส้นสมมติในแนวระนาบที่ตัดผ่านศูนย์กลางของโลกพร้อมทั้งตั้งฉากไปกับแกนหมุนหรือที่เราเรียกกันว่า “เส้นศูนย์สูตร” (Equator) ขณะที่ศูนย์กำเนิดของลองจิจูด (Origin of Longitude) คือ เส้นสมมติในแนวตั้งที่ลากผ่านแกนหมุนของโลกตรงบริเวณหอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ เมืองกรีนิช (Greenwich) ประเทศอังกฤษ ซึ่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรหรือที่เราเรียกกันว่า “เส้นพรามเมริเดียน” (Prime Meridian) ซึ่งเป็นเส้นเมริเดียนเริ่มแรกที่แบ่งโลกออกเป็นซีกโลกตะวันตกและซีกโลกตะวันออก ดังนั้น ตำแหน่งที่เกิดขึ้นบนโลกตามระบบพิกัดทางภูมิศาสตร์จึงมีหน่วยเป็นองศา ลิปดา และพิลิปดา พร้อมกับกำหนดอักษรที่ระบุทิศเหนือ-ใต้ (N/S) […]

สารอาหารใดบ้างที่มีส่วนช่วยให้ สมอง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สารอาหารเหล่านี้ต่างมีส่วนช่วยในการประมวลผลของ สมอง ให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น ว่าแต่สารอาหารเหล่านั้นมีอะไรบ้าง ไปหาคำตอบกัน

ฟอสซิลของไข่เต่ายักษ์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เผยให้เห็นตัวอ่อนที่อยู่ภายใน

เต่ายักษ์ที่มีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกับไดโนเสาร์อาจมีขนาดของกระดองยาวพอๆ กับความสูงของมนุษย์ ฟอสซิลไข่เต่า เมื่อฤดูร้อนปี 2018 นักบรรพชีวินวิทยา เฟิงหลู ฮัน และไหฉุ่ย เจียง กำลังยืนอยู่ที่บ้านของชาวนาในมณฑลเหอหนาน ประเทศจีน และมองลงไปยังกล่องที่บรรจุก้อนหินทรงกลมก้อนหนึ่ง ชาวนาผู้ค้นพบวัตถุหินนี้กล่าวว่า เขาเก็บมาจากพื้นที่อำเภอเน่ยเซียง ซึ่งรู้กันว่าเป็นแหล่งของไข่ไดโนเสาร์ ในกล่องใบนั้นมีหินทรงกลมก้อนหนึ่งที่ดึงดูดสายตานักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ เป็นหินที่มีขนาดและรูปร่างคล้ายกับลูกบิลเลียต และเป็นฟอสซิลไข่ไดโนเสาร์ที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน ฟอสซิลไข่เต่า ฮันและเจียง เป็นนักบรรพชีวิน ที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์พื้นพิภพแห่งชาติจีน เมืองอู่ฮั่น ตอนแรก พวกเขาคิดว่าอาจเป็นไข่ของไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ แต่จากการวิเคราะห์อย่างละเอียดเผยให้เห็นบางสิ่งที่หาพบได้ยากยิ่งกว่าซึ่งฝังอยู่ในหินของฟอสซิลไข่ นั่นคือ ซากตัวอ่อนของเต่ายักษ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ซากดึกดำบรรพ์ที่เพิ่งค้นพบนี้เป็นของเต่าบกที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Nanhsiungchelyidae จากข้อมูลการศึกษาใหม่ที่เผยแพร่ในวารสาร Proceedings of the Royal Society B. พบว่า สัตว์กลุ่มนี้มีขนาดใหญ่ เจริญเติบโตและท่องไปบนโลกพร้อมกับไดโนเสาร์ในยุคครีเทเชียส หรือช่วง 145 ถึง 66 ล้านปีก่อน ฟอสซิลของเปลือกไข่ที่พบนี้ ทีมนักวิจัยประเมินว่า เป็นเปลือกไข่ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่สำรวจพบในตอนนี้ และกระดองเต่าของจริงอาจมีความยาวเท่ากับความสูงเฉลี่ยของมนุษย์ “นี่ไม่ใช่ไข่ของเต่าตัวเล็กๆ แต่อย่างใด” ดาร์ลา ซาเลนิตสกี […]

นักวิจัยไทย คิดค้นโปรตีนทางเลือกจากขนไก่

อาหารแห่งอนาคต หรือ Future food เป็นแนวโน้มเรื่องการศึกษาวิจัยมาตลอดช่วงไม่กี่ปี่ที่ผ่านมา บริษัทอาหารหลายแห่งกำลังเร่งศึกษานวัตกรรมด้านการผลิตอาหารเพื่ออนาคต เช่น โปรตีนทางเลือก เนื้อสัตว์ที่ปลูกจากห้องปฏิบัติการ และเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากพืช ภายในบรรยากาศสบายและอบอุ่นในร้านอาหารแห่งหนึ่งภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันนี้เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย มีโอกาสพบกับ กัน-ศรวุฒิ กิตติบัณฑร นักศึกษาปริญญาโทด้าน Material Futures ที่สถาบัน Central Saint Martins กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ผู้แปรรูปขนไก่ซึ่งเป็นขยะเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมอาหารและปศุสัตว์ ให้กลายมาเป็น โปรตีนทางเลือก หลังจากจบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรม จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้ทำงานในบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องกับสาขานี้ เขาค้นพบตัวเองว่า เขาคือคนหนึ่งที่ชอบสร้างชิ้นงานจากสิ่งเล็กๆ แล้วไปประกอบเป็นภาพใหญ่ และนี่คือจุดเปลี่ยนทางความคิดที่อยากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ เพื่อสร้างความแตกต่างจากสถาปนิกคนอื่นๆ ศรวุฒิสนใจการทำวิจัยด้านวัสดุศาสตร์ จึงเลือกไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษที่เขาได้ศึกษาเรื่อง “การออกแบบวัสดุเพื่ออนาคต” จนมาพบขนไก่ซึ่งกลายเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานปศุสัตว์ และเป็นวัสดุที่กลายเป็นขยะมากที่สุดชนิดหนึ่งในลอนดอน ในช่วงแรก เขาตั้งใจนำขนไก่มาผลิตเป็นวัสดุเพื่อสร้างอาคาร ด้วยคุณสมบัติที่ขนไก่สามารถเก็บอุณหภูมิได้และมีความแข็งแรง แต่เนื่องจากมีงานวิจัยได้ศึกษาหัวข้อนี้ไปแล้วหลายฉบับ เขาจึงต้องเปลี่ยนหัวข้องานวิจัยไปในทิศทางอื่น “สาขาที่ผมเรียนเป็นการเรียนที่ประยุกต์หลายศาสตร์เข้าด้วยกันทั้งเรื่องการออกแบบ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี” ศรวุฒิกล่าวและเสริมว่า “ดังนั้น การคิดหัวข้อวิจัยจึงต้องเกี่ยวโยงกับทั้งสามหัวข้อนี้ เพื่อให้เกิดเป็นผลงานขึ้นมา” […]