ทำไมเราจึงหลงใหล ดาวอังคาร ได้ถึงเพียงนี้ - National Geographic Thailand

ทำไมเราจึงหลงใหลดาวอังคารได้ถึงเพียงนี้

ดาวอังคาร ดาวเคราะห์แดงฝุ่นคลุ้งดวงนี้ดึงดูดเรามาหลายศตวรรษแล้ว แม้ขณะที่เราเรียนรู้มากขึ้น ความลึกลับของมันยิ่งพาให้เราลุ้นระทึก

คืนอบอุ่นกลางเดือนตุลาคม ฉันขับรถวนไปตามทางขึ้นหอดูดาวแมกคอร์มิกของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ในภารกิจไขความลี้ลับที่ค้างคาใจมานานว่า ทำไมชาวโลกจึงหมกมุ่นกับ ดาวอังคาร ได้ขนาดนี้

โดมหอดูดาวบนยอดเขาเปิดอยู่ เห็นเป็นเสี้ยวสีอำพันในความมืดของฤดูใบไม้ร่วง ภายในโดมมีกล้องโทรทรรศน์ที่จะช่วยให้ฉันเห็นดาวอังคารอย่างที่ปรากฏแก่ผู้สังเกตเมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษมาแล้ว ครั้งที่นักดาราศาสตร์ ผู้กระตือรือร้นใช้กล้องนี้เมื่อปี 1877 เพื่อยืนยันการค้นพบดวงจันทร์จิ๋วสองดวงของดาวอังคาร ได้แก่ โฟบอส และดีมอส

คืนนี้นักดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เอ็ด เมอร์ฟี ขึ้นมาที่หอดูดาวเป็นกรณีพิเศษ เพราะหอดูดาว ปิดเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 จังหวะการโคจรของดาวเคราะห์ต่างๆ ทำให้ขณะนี้ดาวอังคารอยู่ในตำแหน่ง ที่ใหญ่และสว่างที่สุดบนท้องฟ้า และเมอร์ฟีก็คำนวณแล้วว่า ช่วงนี้เป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับดู ดาวอังคาร จากตอนกลางของรัฐเวอร์จิเนีย ที่ซึ่งอากาศปั่นป่วนสามารถทำให้การสังเกตท้องฟ้ายามค่ำคืนเป็นเรื่องยุ่งยาก

ดาวอังคาร, สำรวจดาวอังคาร, หุ่นยนต์สำรวจ
การส่งยานอวกาศไปดาวอังคารไม่ใช่เรื่องง่าย หลายภารกิจในยุคแรกประสบความล้มเหลว แต่เมื่อปี 1997 ภารกิจ แพทไฟน์เดอร์ขององค์การนาซาลงจอดได้สำเร็จ และปล่อยรถโซเจอร์เนอร์ รถสำรวจติดล้อคันแรกบนดาวอังคาร รถหุ่นยนต์รุ่นบุกเบิกคันนี้มีบทแสดงประกอบในภาพยนตร์เรื่อง ชาวดาวอังคาร หรือ The Matian เมื่อปี 2015 (ภาพถ่าย: NASA/JPL)

เขาปีนบันไดขึ้นไปยังฐานสังเกตการณ์ซึ่งเป็นนั่งร้านไม้สร้างมาตั้งแต่ปี 1885 เขาหมุนกล้องโทรทรรศน์ยักษ์ไปหาจุดสีส้มสว่างแจ่มจ้า ปรับปุ่มหมุนเพื่อดึงภาพดาวเคราะห์ให้ชัด “รอหลายอึดใจหน่อยนะครับ รอช่วงบรรยากาศนิ่ง แล้วคุณจะเห็นดาวอังคารที่คมชัดจริงๆ… ก่อนที่มันจะมัวลงอีก” เมอร์ฟีพูดผ่านหน้ากากอนามัยลายอวกาศ

เราสลับที่กัน เมื่อมองจากกล้องโทรทรรศน์ ดาวอังคารเป็นลูกกลมสีชมพูหัวกลับที่เดี๋ยวชัดเดี๋ยวไม่ชัด ฉันร่างภาพมืดๆ ของดาวอังคารอย่างไม่สู้จะเต็มใจนักในช่วงไม่กี่อึดใจที่ภาพคมชัด พยายามอย่างที่สุดที่จะสวมวิญญาณนักวิชาการในสมัยศตวรรษที่ 19 ผู้เคยทำแผนที่ภูมิทัศน์ของดาวดวงนี้ บางคนถึงกับปักใจเชื่อว่า ภาพต่างพิภพนั้นประทับไว้ด้วยเครื่องหมายบ่งบอกถึงอารยธรรมล้ำยุค

ทุกวันนี้เรารู้ว่า ไม่มีร่องรอยหรือเส้นสายของงานวิศวกรรมมหึมาทาบทับกันไปมาบนพื้นผิวสีชาดของ ดาวอังคาร แต่นั่นไม่สำคัญจริงๆ หรอก ความสนใจที่มนุษย์มีต่อดาวอังคารนั้นไร้กาลเวลา ตลอดหลายสหัสวรรษ เราเข้าถึงดาวอังคารด้วยการยกให้เป็นเทพเจ้า บันทึกการเคลื่อนที่ของดาว และทำแผนที่พื้นผิวที่มองเห็น เราใส่ดาวอังคารในศิลปะ บทเพลง วรรณคดี และภาพยนตร์ ตั้งแต่เริ่มยุคอวกาศ เราเหวี่ยงสิ่งประดิษฐ์กว่า 50 ชิ้นซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม มูลค่ารวมหลายพันล้านดอลลาร์ เข้าใส่ดาวอังคาร หลายชิ้นล้มเหลวโดยเฉพาะในช่วงแรกๆ แต่ความคลั่งไคล้ในดาวอังคารของเรายังคงดำเนินต่อไป

เพอร์เซอเวียแรนซ์, หุ่นยนต์สำรวจ
กล่องแฝดที่เห็นเหนือเสาของรถเพอร์เซอเวียแรนซ์ คือกล้องหลักของรถสำรวจที่อยู่เหนือระดับพื้นดินสองเมตร และวางในตำแหน่งที่ให้ภาพแบบสเตอริโอหรือสามมิติ ภาพดาวอังคารที่รถส่งกลับมาจะ “ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนนั้น” จิม เบลล์ นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต กล่าว ที่ต่างจากตามนุษย์คือกล้องคู่นี้สามารถ “เห็น” ในหลายความยาวคลื่น (ภาพถ่าย: สเปนเซอร์ โลเวลล์)

ตอนฉันพบเมอร์ฟีเมื่อเดือนตุลาคม ยานอวกาศแปดลำกำลังปฏิบัติภารกิจในวงโคจรรอบดาวอังคาร หรือสำรวจพื้นผิวเปื้อนฝุ่นของมัน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ขณะบทความนี้ตีพิมพ์ ทูตในร่างยานหุ่นยนต์อีกสามลำ ก็มีกำหนดไปบรรจบกับดาวเคราะห์แดง รวมทั้งรถสำรวจคันใหญ่ขององค์การนาซาชื่อ เพอร์เซอเวียแรนซ์ ที่มุ่งค้นหา ชีวิต กับภารกิจที่มีศักยภาพในการสร้างประวัติศาสตร์อีกสองลำจากจีนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

แต่ ทำไมล่ะ ในบรรดาพิภพที่เรารู้จัก ดาวอังคารไม่มีอะไรสุดยอดสักอย่าง มันไม่ได้สว่างที่สุด ใกล้ที่สุด เล็กที่สุด หรือแม้แต่ไปง่ายที่สุด มันไม่ลึกลับเท่าดาวศุกร์ ไม่ได้มีลวดลายน่าทึ่งเหมือนดาวพฤหัสบดีผู้พราวสี หรือดาวเสาร์ที่มีวงแหวน หรือถ้าพูดถึงสถานที่ซึ่งน่าจะเจอชีวิตต่างพิภพ ก็เถียงได้ว่าดาวอังคารไม่ใช่อยู่ดี ต้องยกให้บรรดาดวงจันทร์น้ำแข็งของระบบสุริยะชั้นนอกต่างหาก

เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ว่า ทำไมดาวอังคารจึงเป็นเป้าหมายที่เร้าใจนั้นซับซ้อนและพัฒนาไปเรื่อยๆ ผลักดันด้วยคลังภาพและข้อมูลจากบรรดายานโคจรรอบ ยานลงจอด และรถสำรวจ ดาวอังคารเป็นปริศนาตลอดกาล เป็นสถานที่ซึ่งเราคิดว่าใกล้จะรู้ความลับของมันเต็มทีแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้สักที “นี่คือการค้นพบ ซึ่งกำลังเผยตัวยาวนานที่สุดเรื่องหนึ่งในโลก” แคทริน เดนนิง นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยยอร์ก บอก “เป็นความระทึกใจไม่สิ้นสุดจริงๆ ค่ะ”

และเหตุผลที่ดาวอังคารยังติดตรึงอยู่ในจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยอาจเรียบง่ายอย่างร้ายกาจ กล่าวคือ แม้เมื่อภาพหรือความเข้าใจในดาวอังคารของเราจะคมชัดขึ้นตามกาลเวลา เราก็ยังสามารถนึกภาพตัวเราบนนั้น ได้ง่ายๆ ไปสร้างบ้านใหม่ที่พ้นไปจากข้อจำกัดของโลก “มันว่างเปล่าและคุ้นตามากพอก็เท่านั้นเอง” เดนนิงกล่าว

ห้องปฏิบัติการอวกาศ, เพอร์เซอเวียแรนซ์, นาซา
วิศวกรที่ห้องปฏิบัติการแรงขับเคลื่อนไอพ่นหรือเจพีแอล (JPL) ขององค์การนาซา ในเมืองแพซาดีนา รัฐแคลิฟอร์เนีย ทำงานในห้องปลอดเชื้อเพื่อปรับเทียบมาตรฐานกล้องถ่ายรูป 23 กล้องบนรถสำรวจเพอร์เซอเวียแรนซ์ก่อนส่งขึ้น เนื่องจากเป้าหมายของรถสำรวจนี้คือการค้นหาร่องรอยชีวิตบนดาวอังคาร นักเทคนิคจึงระมัดระวังทุกวิถีทางไม่ให้รถปนเปื้อนจุลินทรีย์ในโลก (ภาพถ่าย: สเปนเซอร์ โลเวลล์)

ด้วยภาพของดาวอังคารซึ่งร่างหยาบๆ ในมือ ฉันคิดถึงช่วงเวลาหลายทศวรรษที่เราไล่ตามมนุษย์ดาวอังคาร เหล่าจุลชีพ และนิคมตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคโบราณ ตลอดจนหนทางที่ความคลั่งไคล้ในดาวอังคารหวนกลับมาใหม่ ได้ทุกครั้งหลังความล้มเหลว ในเวลาเดียวกัน ฉันรู้จักนักวิทยาศาสตร์หลายคนผู้พร้อมที่่จะหอบความฝันและ ยานหุ่นยนต์ของเราไปยังจุดหมายที่แสนจะน่าสนใจไกลออกไปในระบบสุริยะ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ต้องจัดสรร ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดและเผชิญการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า เราจะทิ้งดาวอังคารที่แสนจะดึงดูด ได้จริงๆ หรือ

ในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ดาวอังคารได้กลายเป็นเพื่อนบ้านที่คุ้นเคย ด้วยภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงได้ และความหวังที่ยังวนเวียนอยู่ว่าจะมีผู้อยู่อาศัยบนนั้นข้อมูลจากการสังเกตในเวลาต่อมาเผยว่า พืดนํ้าแข็งบนขั้วดาวอังคารหดและขยายได้ตามฤดูกาล ฉาบเป็นเงามืดที่คืบเข้าหาเส้นศูนย์สูตร นักวิทยาศาสตร์ในทศวรรษ 1950 บางคนคิดว่า พื้นที่สีคลํ้าเหล่านั้นอาจเป็นพืชพรรณที่งอกงามและแห้งตาย ทฤษฎีของพวกเขาได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำ

ความคึกคักในวงการวิทยาศาสตร์เป็นเชื้อไฟให้แก่งานเขียนเชิงจินตนาการมากมาย ตั้งแต่ สงครามล้างพิภพ (War of the Worlds) ของ เอช. จี. เวลส์ ไปจนถึง บันทึกชาวอังคาร (Martian Chronicles) ของเรย์ แบรดเบอรี

“ก่อนที่เราจะสำรวจดาวอังคารกันจริง ๆ ยุคก่อนทศวรรษ 1960 เป็นช่วงที่จินตนาการเราบรรเจิดกันมาก” แอนดี เวียร์ ผู้แต่งเรื่อง ชาวดาวอังคาร (The Martian) บอกและเสริมว่า “นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์อาจบอกได้ว่าผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับดาวอังคารเลยสักอย่าง ผมเลยจะพูดอะไรก็ได้ที่อยากพูดเกี่ยวกับดาวอังคาร”

ดาวอังคาร, หุ่นยนต์สำรวจ
แอนเจลา เมกี แห่งเมลินสเปซไซแอนซ์ซิสเตมส์ ทำชุดคำสั่งสำหรับกล้องถ่ายภาพบนรถคิวริออซิตี ซึ่งลงจอดบน ดาวอังคารเมื่อปี 2012 จนถึงตอนนี้ พื้นผิวดาวอังคารเป็นสถานที่ซึ่งมนุษย์สำรวจได้โดยระบบทางไกลเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ต้องเขียนโปรแกรมสั่งหุ่นยนต์ตัวแทนของพวกเขาว่าต้องทำอะไร ไปที่ไหน และอันตรายใดต้องหลีกเลี่ยง (ภาพถ่าย: เครก คัตเลอร์)

กระทั่งปี 1965 ยานมารีเนอร์ 4 ขององค์การนาซาบินผ่านดาวเคราะห์แดง และถ่ายภาพขาวดำระยะใกล้ชุดแรกของพื้นผิวดาวอังคาร เป็นภาพหยาบ ๆ ของภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต ความแล้งไร้ของดาวเคราะห์ที่ได้เห็นกันในที่สุดกลายเป็นความผิดหวังอย่างยิ่ง แต่ไม่นาน ความคิดเรื่องชีวิตบนดาวอังคารก็จุดประกายขึ้นใหม่ในจินตนาการของมนุษย์

ทว่าหากจะมีอะไรสักอย่าง ดาวอังคารได้สอนมนุษยชาติว่า เรามักตกเป็นเหยื่อของความคิดโลกสวยเกี่ยวกับชีวิตบนพื้นผิวดาวอังคาร จากคลองและพืชพรรณ ไปจนถึงการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนว่าด้วยเรื่องร่องรอยซากดึกดำบรรพ์ในอุกกาบาตดาวอังคาร ดาวเคราะห์แดงเหยียบยํ่าความหวังของเราด้วยความเป็นจริงอันมืดมนซํ้าแล้วซํ้าเล่า

ถ้าอย่างนั้น ทำไมเราจึงยังจะส่งยานอวกาศอีกลำหนึ่งไปค้นหาชีวิตบนดาวอังคารกันอีก แถมไม่ใช่จุลินทรีย์ที่มีชีวิตอยู่วันนี้ด้วยซํ้า แต่ไปหาร่องรอยของจุลินทรีย์ที่อาจเคยมีชุกชุมเมื่อหลายพันล้านปีก่อน แต่ภูมิประเทศดึกดำบรรพ์ยังคงอยู่ที่นั่น เป็นบันทึกวัยเยาว์ของดาวเคราะห์ และยุคสมัยที่เคยมีชีวิตคลาคลํ่าในช่วงที่ชุ่มชื้นกว่านี้ ล้อมรอบด้วยบรรยากาศที่หนากว่านี้

ดาวอังคาร, รถสำรวจ
แม้ความเชื่อเกี่ยวกับอารยธรรมทรงปัญญาบนดาวอังคารจะถูกหักล้างมาโดยตลอด ทว่ารถสำรวจอย่างคิวริออซิตี ก็ยังขับเคลื่อนการค้นหาจุลินทรีย์ดาวอังคารต่อไป (ภาพโมเสกประกอบขึ้นจากภาพถ่าย 57 ภาพ โดย NASA/JPL/ ไมเคิล แรวีน, MALIN SPACE SCIENCE SYSTEMS)

“เรารู้ว่าไม่มีคลอง เรารู้ว่าพีระมิดบนดาวอังคารไม่มีจริง ไม่มีอารยธรรมต่างดาว ไม่มีถ้วยโถโอชามอะไรเลย” แคบรอล นาตาลี แคบรอล จากสถาบันเซติ (SETI Institute) ผู้ศึกษาดาวอังคารมาหลายทศวรรษ กล่าว แต่ถ้าเราพบสารอินทรีย์ต้นกำเนิดชีวิตกระจายตัวบนพื้นผิวดาวอังคารตรงนั้น เราอาจได้เรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับวิวัฒนาการของชีวิตบนฝั่งทะเลที่เป็นหินในทุกที่ รวมทั้งในโลกด้วย

แล้วถ้ารถเพอร์เซอเวียแรนซ์ไม่พบหลักฐานซากดึกดำบรรพ์ดาวอังคาร หรือแม้แต่ร่องรอยว่าสถานที่อย่างหลุมอุกกาบาตเจเซอโรอาจเคยเป็นที่อาศัยของชีวิต เราจะสามารถเลิกหวังเสียทีว่ามีชีวิตอยู่บนดาวอังคารได้แน่หรือ – คงไม่

เดวิด กรินสปูน นักวิทยาศาสตร์อาวุโสแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ ยอมรับและเสริมว่า “มันยากมากที่จะล้มเลิกความคิดที่ว่า ดาวอังคารใช้วิธีอะไรสักอย่างซ่อนชีวิตไม่ให้เราเห็น เป็นความคิดที่ฝังแน่นมากครับ” ในแง่หนึ่ง ความดื้อรั้นนี้อาจบอกชัดมากถึงความปรารถนาในมิตรภาพของเรา การต้องรู้ให้ได้ว่าเราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในเอกภพ โดยมากมนุษย์จำเป็นต้องพึ่งมนุษย์คนอื่นเพื่อการอยู่รอด และเราอาจหวังให้นี่เป็นความจริงในระดับดาวเคราะห์ด้วย

“พวกเราไม่ใช่เผ่าพันธุ์รักสันโดษ” เวียร์บอก “ในระดับที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า เรา หมายถึงมนุษยชาตินะครับ เราไม่อยากอยู่เพียงลำพังครับ”

เรื่อง นาเดีย เดรก
ภาพถ่าย เครก คัตเลอร์ และ สเปนเซอร์ โลเวลล์

สามารถติดตามสารคดี ทำไมเราจึงหลงใหลดาวอังคาร ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนมีนาคม 2564
.
สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2


อ่านเพิ่มเติม ยานสำรวจนาซาลงจอดบนดาวอังคารสำเร็จ-พร้อมค้นหาร่องรอยสิ่งมีชีวิต

เพอร์เซเวียแรนซ์

เรื่องแนะนำ

ช่วงวัยที่ลูกสุนัขน่ารักที่สุด

ลูกสุนัขมีช่วงวัยที่เรียกได้ว่า "น่ารักที่สุด" อยู่ระหว่างอายุ 6 - 8 สัปดาห์ งานวิจัยชิ้นนี้บ่งชี้ว่าสุนัขวิวัฒนาการขึ้นมาเพื่ออยู่เคียงข้างมนุษย์อย่างแท้จริง

หมึกสายวงฟ้า ตัวเล็กจิ๋วแต่พิษร้ายแรง

ตั้งแต่กบลูกดอกสีเขียวนีออนไปจนถึงผีเสื้อจักรพรรดิ สิ่งมีชีวิตสีสันฉูดฉาดที่สุดในธรรมชาติบางชนิด วิวัฒนาการสีสันขึ้นมาเพื่อเป็นคำเตือนกับผู้ล่าว่า “อย่ายุ่งกับฉันนะ” เช่นเดียวกับ หมึกสายวงฟ้า หรือหมึกบลูริง ซึ่งมีสีสันสดใส และพบได้บ่อยที่นอกชายฝั่งเคียมา รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ หมึกสายวงฟ้า ถูกคุกคามจากผู้ล่า วงแหวนสีน้ำเงินจะกะพริบวาววามไปทั่วร่างกายของพวกมัน เพื่อเป็นคำเตือนที่แสดงออกตามวิวัฒนาการ สำหรับผู้ล่าที่อาจจะกำลังคิดว่า หมึกบลูริงจะเป็นมื้ออาหารมื้อถัดไป หรือในกรณีของมนุษย์ สีน้ำเงินโดดเด่นฉูดฉาดดึงดูดความอยากรู้อยากเห็นของเราได้เสมอ ตั้งแต่ทะเลญี่ปุ่นจนถึงออสเตรเลีย มีหมึกสายวงฟ้ากระจายพันธุ์อยู่อย่างน้อย 10 ชนิดพันธุ์ บางชนิดพบได้ตามชายฝั่งน้ำตื้น ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับมนุษย์มักลงไปใช้ประโยชน์จากบริเวณนั้น ในประเทศไทย สามารถพบหมึกสายวงฟ้าได้ทั่วทะเลไทย ส่วนใหญ่อยู่ตามพื้นท้องทะเล หรือบางครั้งพวกมันติดมากับเรืออวนลาก สำหรับหมึกสายวงฟ้าที่พบในแนวปะการัง เป็นชนิดที่ไม่พบหรือมีน้อยมากในเมืองไทย https://pmdvod.nationalgeographic.com/NG_Video/331/259/00000159-651a-d262-a5d9-659fda590000-161222-specials-tos-blue-ring-octopus-841742__971967.mp4 แม้จะมีรูปร่างขนาดเล็กและลำตัวนุ่มนิ่ม แต่หมึกสายวงฟ้า (Hapalochlaena fasciata) เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในมหาสมุทร มันสามารถฆ่ามนุษย์ได้ด้วยการกัดเพียงครั้งเดียว ในน้ำลายของหมึกชนิดนี้มีส่วนผสมของพิษ เทโตรโดท็อกซิน (tetrodotoxin) เช่นเดียวกับที่พบในปลาปักเป้า ซึ่งออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทอย่างรุนแรง ส่งผลให้ระบบหายใจล้มเหลว จากรายงานที่ผ่านมาพบว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยสามรายในออสเตรเลียเนื่องจากปลาหมึกบลูริง แต่ในประเทศไทยยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากหมึกสายวงฟ้า (ชมวิดีโอเพิ่มเติมได้ที่ https://video.nationalgeographic.com/video/news/00000161-e2c1-dcda-a37f-f3d792a70000) อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า มนุษย์ควรกลัวพวกมัน “เช่นเดียวกับสัตว์ส่วนใหญ่ พวกมันจะโจมตีมนุษย์ก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าตกอยู่ในอันตรายหรือถูกคุกคาม […]

เทียบกันตาต่อตา

การจำลองภาพการมองเห็นของสัตว์อย่างสมบูรณ์แบบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ช่างภาพของเราสร้างภาพให้ใกล้เคียงได้โดยใช้ชุดอุปกรณ์ของเขาผสมผสานข้อมูลจากห้องปฏิบัติการ เช่น ความหนาแน่นของตัวรับแสงและปฏิกิริยาต่อแสง จากภาพเปรียบเทียบนี้ ภาพด้านซ้ายคือการมองเห็นของมนุษย์ เทียบกับภาพด้านขวาแทนการมองเห็นของสัตว์ หนอนตัวแบน (พลานาเรีย) (Dugesia dorotocephala) ตาของหนอนตัวแบนประกอบด้วยเซลล์ ตัวรับแสงรูปทรงคล้ายถ้วยขนาดเล็กที่สามารถระบุได้ว่า แสงมาจากทิศทางใด หนอนจำเป็นต้องใช้เบาะแสนี้ในการระบุถิ่นอาศัยที่เหมาะสม ซึ่งต้องมีที่กำบังแสงอาทิตย์ แมงกะพรุนกล่อง (Tripedalia cystophora) แมงกะพรุนกล่องไม่มีสมองสำหรับแปลผลข้อมูล ที่ได้จากประสาทรับความรู้สึก แต่มันตอบสนองต่อภาพความคมชัดตํ่าแบบเรียบง่ายได้ ดวงตาที่มีเลนส์สี่ดวงมองขึ้นด้านบนเพื่อรับรู้ร่มเงาพืชชายเลนซึ่งเป็นบริเวณที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ ดวงตาที่มีเลนส์อีก สี่ดวงมองลงด้านล่างผ่านร่างกายโปร่งใสเพื่อช่วยให้มันหลบหลีกสิ่งกีดขวางด้านล่างได้ ผีเสื้อเหยี่ยวงวงช้าง (Deilephila elpenor) รูม่านตาขนาดใหญ่ของผีเสื้อเหยี่ยวงวงช้างเอื้อให้แสงปริมาณมากผ่านเข้าสู่ดวงตา ช่วยให้มันแยกแยะสีได้แม้แต่ในแสงสลัวของดวงดาวในคืนข้างแรม ดังนั้นผีเสื้อที่หากินในเวลากลางคืนและมีเครื่องนำทางชนิดนี้จึงสามารถเสาะหานํ้าต้อยในดอกไม้ ซึ่งมีสีสันที่มนุษย์มองไม่เห็นในเวลากลางคืนได้ แมว (Felis catus) ดวงตาของแมวบ้านมีเซลล์รูปแท่งที่ไวต่อสภาวะแสงน้อยดีกว่าของมนุษย์ และรูม่านตาแบบช่องเล็กยาวเปิดได้กว้างในความมืด ช่วยให้แมวล่าสัตว์ขนาดเล็กในเวลากลางคืนได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตาม ความที่มีเซลล์รูปกรวยที่ไวต่อสีน้อยกว่า แมวจึงแยกแยะสีเขียวกับสีแดงไม่ได้ นกอินทรีหัวล้าน (Haliaeetus leucocephalus) ถ้าอยากมองหาดวงตาที่มีความคมชัดสูงเป็นพิเศษ (2.5 เท่าของดวงตามนุษย์) ให้ดูนกอินทรีหัวล้าน เป็นตัวอย่าง ขณะที่จอตาของมนุษย์มีบริเวณที่มี ตัวรับแสงหนาแน่นอยู่บริเวณเดียว นกอินทรีมี สองบริเวณ ซึ่งช่วยให้มันเห็นตรงด้านหน้าและ ด้านข้างได้ในเวลาเดียวกัน […]