ทำไมเราจึงหลงใหล ดาวอังคาร ได้ถึงเพียงนี้ - National Geographic Thailand

ทำไมเราจึงหลงใหลดาวอังคารได้ถึงเพียงนี้

ดาวอังคาร ดาวเคราะห์แดงฝุ่นคลุ้งดวงนี้ดึงดูดเรามาหลายศตวรรษแล้ว แม้ขณะที่เราเรียนรู้มากขึ้น ความลึกลับของมันยิ่งพาให้เราลุ้นระทึก

คืนอบอุ่นกลางเดือนตุลาคม ฉันขับรถวนไปตามทางขึ้นหอดูดาวแมกคอร์มิกของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ในภารกิจไขความลี้ลับที่ค้างคาใจมานานว่า ทำไมชาวโลกจึงหมกมุ่นกับ ดาวอังคาร ได้ขนาดนี้

โดมหอดูดาวบนยอดเขาเปิดอยู่ เห็นเป็นเสี้ยวสีอำพันในความมืดของฤดูใบไม้ร่วง ภายในโดมมีกล้องโทรทรรศน์ที่จะช่วยให้ฉันเห็นดาวอังคารอย่างที่ปรากฏแก่ผู้สังเกตเมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษมาแล้ว ครั้งที่นักดาราศาสตร์ ผู้กระตือรือร้นใช้กล้องนี้เมื่อปี 1877 เพื่อยืนยันการค้นพบดวงจันทร์จิ๋วสองดวงของดาวอังคาร ได้แก่ โฟบอส และดีมอส

คืนนี้นักดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เอ็ด เมอร์ฟี ขึ้นมาที่หอดูดาวเป็นกรณีพิเศษ เพราะหอดูดาว ปิดเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 จังหวะการโคจรของดาวเคราะห์ต่างๆ ทำให้ขณะนี้ดาวอังคารอยู่ในตำแหน่ง ที่ใหญ่และสว่างที่สุดบนท้องฟ้า และเมอร์ฟีก็คำนวณแล้วว่า ช่วงนี้เป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับดู ดาวอังคาร จากตอนกลางของรัฐเวอร์จิเนีย ที่ซึ่งอากาศปั่นป่วนสามารถทำให้การสังเกตท้องฟ้ายามค่ำคืนเป็นเรื่องยุ่งยาก

ดาวอังคาร, สำรวจดาวอังคาร, หุ่นยนต์สำรวจ
การส่งยานอวกาศไปดาวอังคารไม่ใช่เรื่องง่าย หลายภารกิจในยุคแรกประสบความล้มเหลว แต่เมื่อปี 1997 ภารกิจ แพทไฟน์เดอร์ขององค์การนาซาลงจอดได้สำเร็จ และปล่อยรถโซเจอร์เนอร์ รถสำรวจติดล้อคันแรกบนดาวอังคาร รถหุ่นยนต์รุ่นบุกเบิกคันนี้มีบทแสดงประกอบในภาพยนตร์เรื่อง ชาวดาวอังคาร หรือ The Matian เมื่อปี 2015 (ภาพถ่าย: NASA/JPL)

เขาปีนบันไดขึ้นไปยังฐานสังเกตการณ์ซึ่งเป็นนั่งร้านไม้สร้างมาตั้งแต่ปี 1885 เขาหมุนกล้องโทรทรรศน์ยักษ์ไปหาจุดสีส้มสว่างแจ่มจ้า ปรับปุ่มหมุนเพื่อดึงภาพดาวเคราะห์ให้ชัด “รอหลายอึดใจหน่อยนะครับ รอช่วงบรรยากาศนิ่ง แล้วคุณจะเห็นดาวอังคารที่คมชัดจริงๆ… ก่อนที่มันจะมัวลงอีก” เมอร์ฟีพูดผ่านหน้ากากอนามัยลายอวกาศ

เราสลับที่กัน เมื่อมองจากกล้องโทรทรรศน์ ดาวอังคารเป็นลูกกลมสีชมพูหัวกลับที่เดี๋ยวชัดเดี๋ยวไม่ชัด ฉันร่างภาพมืดๆ ของดาวอังคารอย่างไม่สู้จะเต็มใจนักในช่วงไม่กี่อึดใจที่ภาพคมชัด พยายามอย่างที่สุดที่จะสวมวิญญาณนักวิชาการในสมัยศตวรรษที่ 19 ผู้เคยทำแผนที่ภูมิทัศน์ของดาวดวงนี้ บางคนถึงกับปักใจเชื่อว่า ภาพต่างพิภพนั้นประทับไว้ด้วยเครื่องหมายบ่งบอกถึงอารยธรรมล้ำยุค

ทุกวันนี้เรารู้ว่า ไม่มีร่องรอยหรือเส้นสายของงานวิศวกรรมมหึมาทาบทับกันไปมาบนพื้นผิวสีชาดของ ดาวอังคาร แต่นั่นไม่สำคัญจริงๆ หรอก ความสนใจที่มนุษย์มีต่อดาวอังคารนั้นไร้กาลเวลา ตลอดหลายสหัสวรรษ เราเข้าถึงดาวอังคารด้วยการยกให้เป็นเทพเจ้า บันทึกการเคลื่อนที่ของดาว และทำแผนที่พื้นผิวที่มองเห็น เราใส่ดาวอังคารในศิลปะ บทเพลง วรรณคดี และภาพยนตร์ ตั้งแต่เริ่มยุคอวกาศ เราเหวี่ยงสิ่งประดิษฐ์กว่า 50 ชิ้นซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม มูลค่ารวมหลายพันล้านดอลลาร์ เข้าใส่ดาวอังคาร หลายชิ้นล้มเหลวโดยเฉพาะในช่วงแรกๆ แต่ความคลั่งไคล้ในดาวอังคารของเรายังคงดำเนินต่อไป

เพอร์เซอเวียแรนซ์, หุ่นยนต์สำรวจ
กล่องแฝดที่เห็นเหนือเสาของรถเพอร์เซอเวียแรนซ์ คือกล้องหลักของรถสำรวจที่อยู่เหนือระดับพื้นดินสองเมตร และวางในตำแหน่งที่ให้ภาพแบบสเตอริโอหรือสามมิติ ภาพดาวอังคารที่รถส่งกลับมาจะ “ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนนั้น” จิม เบลล์ นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต กล่าว ที่ต่างจากตามนุษย์คือกล้องคู่นี้สามารถ “เห็น” ในหลายความยาวคลื่น (ภาพถ่าย: สเปนเซอร์ โลเวลล์)

ตอนฉันพบเมอร์ฟีเมื่อเดือนตุลาคม ยานอวกาศแปดลำกำลังปฏิบัติภารกิจในวงโคจรรอบดาวอังคาร หรือสำรวจพื้นผิวเปื้อนฝุ่นของมัน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ขณะบทความนี้ตีพิมพ์ ทูตในร่างยานหุ่นยนต์อีกสามลำ ก็มีกำหนดไปบรรจบกับดาวเคราะห์แดง รวมทั้งรถสำรวจคันใหญ่ขององค์การนาซาชื่อ เพอร์เซอเวียแรนซ์ ที่มุ่งค้นหา ชีวิต กับภารกิจที่มีศักยภาพในการสร้างประวัติศาสตร์อีกสองลำจากจีนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

แต่ ทำไมล่ะ ในบรรดาพิภพที่เรารู้จัก ดาวอังคารไม่มีอะไรสุดยอดสักอย่าง มันไม่ได้สว่างที่สุด ใกล้ที่สุด เล็กที่สุด หรือแม้แต่ไปง่ายที่สุด มันไม่ลึกลับเท่าดาวศุกร์ ไม่ได้มีลวดลายน่าทึ่งเหมือนดาวพฤหัสบดีผู้พราวสี หรือดาวเสาร์ที่มีวงแหวน หรือถ้าพูดถึงสถานที่ซึ่งน่าจะเจอชีวิตต่างพิภพ ก็เถียงได้ว่าดาวอังคารไม่ใช่อยู่ดี ต้องยกให้บรรดาดวงจันทร์น้ำแข็งของระบบสุริยะชั้นนอกต่างหาก

เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ว่า ทำไมดาวอังคารจึงเป็นเป้าหมายที่เร้าใจนั้นซับซ้อนและพัฒนาไปเรื่อยๆ ผลักดันด้วยคลังภาพและข้อมูลจากบรรดายานโคจรรอบ ยานลงจอด และรถสำรวจ ดาวอังคารเป็นปริศนาตลอดกาล เป็นสถานที่ซึ่งเราคิดว่าใกล้จะรู้ความลับของมันเต็มทีแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้สักที “นี่คือการค้นพบ ซึ่งกำลังเผยตัวยาวนานที่สุดเรื่องหนึ่งในโลก” แคทริน เดนนิง นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยยอร์ก บอก “เป็นความระทึกใจไม่สิ้นสุดจริงๆ ค่ะ”

และเหตุผลที่ดาวอังคารยังติดตรึงอยู่ในจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยอาจเรียบง่ายอย่างร้ายกาจ กล่าวคือ แม้เมื่อภาพหรือความเข้าใจในดาวอังคารของเราจะคมชัดขึ้นตามกาลเวลา เราก็ยังสามารถนึกภาพตัวเราบนนั้น ได้ง่ายๆ ไปสร้างบ้านใหม่ที่พ้นไปจากข้อจำกัดของโลก “มันว่างเปล่าและคุ้นตามากพอก็เท่านั้นเอง” เดนนิงกล่าว

ห้องปฏิบัติการอวกาศ, เพอร์เซอเวียแรนซ์, นาซา
วิศวกรที่ห้องปฏิบัติการแรงขับเคลื่อนไอพ่นหรือเจพีแอล (JPL) ขององค์การนาซา ในเมืองแพซาดีนา รัฐแคลิฟอร์เนีย ทำงานในห้องปลอดเชื้อเพื่อปรับเทียบมาตรฐานกล้องถ่ายรูป 23 กล้องบนรถสำรวจเพอร์เซอเวียแรนซ์ก่อนส่งขึ้น เนื่องจากเป้าหมายของรถสำรวจนี้คือการค้นหาร่องรอยชีวิตบนดาวอังคาร นักเทคนิคจึงระมัดระวังทุกวิถีทางไม่ให้รถปนเปื้อนจุลินทรีย์ในโลก (ภาพถ่าย: สเปนเซอร์ โลเวลล์)

ด้วยภาพของดาวอังคารซึ่งร่างหยาบๆ ในมือ ฉันคิดถึงช่วงเวลาหลายทศวรรษที่เราไล่ตามมนุษย์ดาวอังคาร เหล่าจุลชีพ และนิคมตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคโบราณ ตลอดจนหนทางที่ความคลั่งไคล้ในดาวอังคารหวนกลับมาใหม่ ได้ทุกครั้งหลังความล้มเหลว ในเวลาเดียวกัน ฉันรู้จักนักวิทยาศาสตร์หลายคนผู้พร้อมที่่จะหอบความฝันและ ยานหุ่นยนต์ของเราไปยังจุดหมายที่แสนจะน่าสนใจไกลออกไปในระบบสุริยะ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ต้องจัดสรร ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดและเผชิญการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า เราจะทิ้งดาวอังคารที่แสนจะดึงดูด ได้จริงๆ หรือ

ในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ดาวอังคารได้กลายเป็นเพื่อนบ้านที่คุ้นเคย ด้วยภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงได้ และความหวังที่ยังวนเวียนอยู่ว่าจะมีผู้อยู่อาศัยบนนั้นข้อมูลจากการสังเกตในเวลาต่อมาเผยว่า พืดนํ้าแข็งบนขั้วดาวอังคารหดและขยายได้ตามฤดูกาล ฉาบเป็นเงามืดที่คืบเข้าหาเส้นศูนย์สูตร นักวิทยาศาสตร์ในทศวรรษ 1950 บางคนคิดว่า พื้นที่สีคลํ้าเหล่านั้นอาจเป็นพืชพรรณที่งอกงามและแห้งตาย ทฤษฎีของพวกเขาได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำ

ความคึกคักในวงการวิทยาศาสตร์เป็นเชื้อไฟให้แก่งานเขียนเชิงจินตนาการมากมาย ตั้งแต่ สงครามล้างพิภพ (War of the Worlds) ของ เอช. จี. เวลส์ ไปจนถึง บันทึกชาวอังคาร (Martian Chronicles) ของเรย์ แบรดเบอรี

“ก่อนที่เราจะสำรวจดาวอังคารกันจริง ๆ ยุคก่อนทศวรรษ 1960 เป็นช่วงที่จินตนาการเราบรรเจิดกันมาก” แอนดี เวียร์ ผู้แต่งเรื่อง ชาวดาวอังคาร (The Martian) บอกและเสริมว่า “นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์อาจบอกได้ว่าผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับดาวอังคารเลยสักอย่าง ผมเลยจะพูดอะไรก็ได้ที่อยากพูดเกี่ยวกับดาวอังคาร”

ดาวอังคาร, หุ่นยนต์สำรวจ
แอนเจลา เมกี แห่งเมลินสเปซไซแอนซ์ซิสเตมส์ ทำชุดคำสั่งสำหรับกล้องถ่ายภาพบนรถคิวริออซิตี ซึ่งลงจอดบน ดาวอังคารเมื่อปี 2012 จนถึงตอนนี้ พื้นผิวดาวอังคารเป็นสถานที่ซึ่งมนุษย์สำรวจได้โดยระบบทางไกลเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ต้องเขียนโปรแกรมสั่งหุ่นยนต์ตัวแทนของพวกเขาว่าต้องทำอะไร ไปที่ไหน และอันตรายใดต้องหลีกเลี่ยง (ภาพถ่าย: เครก คัตเลอร์)

กระทั่งปี 1965 ยานมารีเนอร์ 4 ขององค์การนาซาบินผ่านดาวเคราะห์แดง และถ่ายภาพขาวดำระยะใกล้ชุดแรกของพื้นผิวดาวอังคาร เป็นภาพหยาบ ๆ ของภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต ความแล้งไร้ของดาวเคราะห์ที่ได้เห็นกันในที่สุดกลายเป็นความผิดหวังอย่างยิ่ง แต่ไม่นาน ความคิดเรื่องชีวิตบนดาวอังคารก็จุดประกายขึ้นใหม่ในจินตนาการของมนุษย์

ทว่าหากจะมีอะไรสักอย่าง ดาวอังคารได้สอนมนุษยชาติว่า เรามักตกเป็นเหยื่อของความคิดโลกสวยเกี่ยวกับชีวิตบนพื้นผิวดาวอังคาร จากคลองและพืชพรรณ ไปจนถึงการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนว่าด้วยเรื่องร่องรอยซากดึกดำบรรพ์ในอุกกาบาตดาวอังคาร ดาวเคราะห์แดงเหยียบยํ่าความหวังของเราด้วยความเป็นจริงอันมืดมนซํ้าแล้วซํ้าเล่า

ถ้าอย่างนั้น ทำไมเราจึงยังจะส่งยานอวกาศอีกลำหนึ่งไปค้นหาชีวิตบนดาวอังคารกันอีก แถมไม่ใช่จุลินทรีย์ที่มีชีวิตอยู่วันนี้ด้วยซํ้า แต่ไปหาร่องรอยของจุลินทรีย์ที่อาจเคยมีชุกชุมเมื่อหลายพันล้านปีก่อน แต่ภูมิประเทศดึกดำบรรพ์ยังคงอยู่ที่นั่น เป็นบันทึกวัยเยาว์ของดาวเคราะห์ และยุคสมัยที่เคยมีชีวิตคลาคลํ่าในช่วงที่ชุ่มชื้นกว่านี้ ล้อมรอบด้วยบรรยากาศที่หนากว่านี้

ดาวอังคาร, รถสำรวจ
แม้ความเชื่อเกี่ยวกับอารยธรรมทรงปัญญาบนดาวอังคารจะถูกหักล้างมาโดยตลอด ทว่ารถสำรวจอย่างคิวริออซิตี ก็ยังขับเคลื่อนการค้นหาจุลินทรีย์ดาวอังคารต่อไป (ภาพโมเสกประกอบขึ้นจากภาพถ่าย 57 ภาพ โดย NASA/JPL/ ไมเคิล แรวีน, MALIN SPACE SCIENCE SYSTEMS)

“เรารู้ว่าไม่มีคลอง เรารู้ว่าพีระมิดบนดาวอังคารไม่มีจริง ไม่มีอารยธรรมต่างดาว ไม่มีถ้วยโถโอชามอะไรเลย” แคบรอล นาตาลี แคบรอล จากสถาบันเซติ (SETI Institute) ผู้ศึกษาดาวอังคารมาหลายทศวรรษ กล่าว แต่ถ้าเราพบสารอินทรีย์ต้นกำเนิดชีวิตกระจายตัวบนพื้นผิวดาวอังคารตรงนั้น เราอาจได้เรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับวิวัฒนาการของชีวิตบนฝั่งทะเลที่เป็นหินในทุกที่ รวมทั้งในโลกด้วย

แล้วถ้ารถเพอร์เซอเวียแรนซ์ไม่พบหลักฐานซากดึกดำบรรพ์ดาวอังคาร หรือแม้แต่ร่องรอยว่าสถานที่อย่างหลุมอุกกาบาตเจเซอโรอาจเคยเป็นที่อาศัยของชีวิต เราจะสามารถเลิกหวังเสียทีว่ามีชีวิตอยู่บนดาวอังคารได้แน่หรือ – คงไม่

เดวิด กรินสปูน นักวิทยาศาสตร์อาวุโสแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ ยอมรับและเสริมว่า “มันยากมากที่จะล้มเลิกความคิดที่ว่า ดาวอังคารใช้วิธีอะไรสักอย่างซ่อนชีวิตไม่ให้เราเห็น เป็นความคิดที่ฝังแน่นมากครับ” ในแง่หนึ่ง ความดื้อรั้นนี้อาจบอกชัดมากถึงความปรารถนาในมิตรภาพของเรา การต้องรู้ให้ได้ว่าเราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในเอกภพ โดยมากมนุษย์จำเป็นต้องพึ่งมนุษย์คนอื่นเพื่อการอยู่รอด และเราอาจหวังให้นี่เป็นความจริงในระดับดาวเคราะห์ด้วย

“พวกเราไม่ใช่เผ่าพันธุ์รักสันโดษ” เวียร์บอก “ในระดับที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า เรา หมายถึงมนุษยชาตินะครับ เราไม่อยากอยู่เพียงลำพังครับ”

เรื่อง นาเดีย เดรก
ภาพถ่าย เครก คัตเลอร์ และ สเปนเซอร์ โลเวลล์

สามารถติดตามสารคดี ทำไมเราจึงหลงใหลดาวอังคาร ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนมีนาคม 2564
.
สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2


อ่านเพิ่มเติม ยานสำรวจนาซาลงจอดบนดาวอังคารสำเร็จ-พร้อมค้นหาร่องรอยสิ่งมีชีวิต

เพอร์เซเวียแรนซ์

เรื่องแนะนำ

นักบินอวกาศหญิง :ส่งทีมหญิงล้วนเดินทางสู่อวกาศดีกว่า

ผู้หญิงมีคุณสมบัติเหมาะสมทั้งทางร่างกายและจิตใจสําหรับภารกิจอันยาวนานในอวกาศ แล้วทําไมถึงส่งแต่พวกผู้ชายไปล่ะ หากคุณกำลังวางแผนภารกิจอวกาศระหว่างดวงดาว ซึ่งเป็นภารกิจที่ใช้เวลายาวนาน และอาจเกี่ยวข้องกับการสร้างนิคมประชากรในโลกอันไกลโพ้นแล้วล่ะก็ การส่งทีม นักบินอวกาศหญิง ล้วนน่าจะเป็นตัวเลือกอันชาญฉลาด ก่อนที่คุณจะเลิกคิ้วสงสัยกับความเป็นไปได้นี้ โปรดอย่าลืมว่านาซาเลือกรับและให้แต่ลูกเรือเพศชายบินมาหลายทศวรรษแล้ว ความจริงในรอบ 58 ปีที่เราส่งมนุษย์ขึ้นสู่วงโคจร ราวร้อยละ 11 ของทั้งหมด หรือคิดเป็น 63 คน เป็นผู้หญิง “ภารกิจหญิงล้วนดูจะเป็นสิ่งที่นาซาหลีกเลี่ยง เพราะอาจดูเหมือนเป็นการสร้างภาพมากไปหน่อย” มากาเร็ต ไวต์แคมป์ ภัณฑารักษ์ที่พิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแห่งชาติ กล่าว แต่ในบางแง่ ผู้หญิงเหมาะกับการเดินทางไปอวกาศมากกว่าผู้ชาย ลองพิจารณาปัจจัยสี่ประการเหล่านี้ ผู้หญิงโดยทั่วไปตัวเล็กกว่า ผู้หญิงได้รับผลกระทบทางกายภาพน้อยกว่าจากการเดินทางไปกับยานอวกาศ ผู้หญิงมีบุคลิกตามธรรมชาติที่เหมาะกับภารกิจระยะยาว แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน การสร้างประชากรในอีกโลกจำเป็นต้องอาศัยการสืบพันธุ์ ซึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้ถ้าขาดผู้หญิงที่มีชีวิตเลือดเนื้อ ขณะที่งานของพวกผู้ชายอาจตามมาทีหลังก็ได้ ประการแรก ข้อได้เปรียบด้านนํ้าหนัก การส่งมนุษย์ที่ตัวเบากว่าไปอวกาศเป็นเรื่องฉลาด เพราะการส่งจรวดสู่อวกาศและบินไปที่ต่างๆ นั้น จำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงซึ่งมีราคาค่างวด “พวกเราบางคนเล็งเห็นนานแล้วว่า การมีลูกเรือหญิงล้วน หรืออย่างน้อยมีสักคนที่ตัวเล็กกว่า ย่อมเป็นข้อได้เปรียบในแง่นํ้าหนักของภารกิจทั้งหมด” เวย์น เฮล อดีตวิศวกรนาซาและผู้จัดการโครงการกระสวยอวกาศ กล่าว การส่งผู้หญิงที่ตัวเล็กกว่าหกคนสู่อวกาศนานหลายเดือนหรือหลายปี อาจแพงน้อยกว่าการส่งผู้ชายกำยำลํ่าสันหกคนมาก และนํ้าหนักของร่างกายที่น้อยกว่าก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ความแตกต่างนอกจากนั้น ได้แก่ […]

กลุ่มดาวค้างคาว หรือกลุ่มดาวแคสซิโอเปีย (Cassiopeia)

กลุ่มดาวค้างคาว มีประวัติการบันทึกมาอย่างยาวนานพร้อมๆ กับดาวหมีใหญ่ กลุ่มดาวแคสซิโอเปีย (Cassiopeia) หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม กลุ่มดาวค้างคาว เป็น 1 ใน 88 กลุ่มดาวสากลของโลก เป็นกลุ่มดาวฤกษ์ที่ง่ายต่อการสังเกตและจดจำ จากการมีดาวฤกษ์สุกสว่างห้าดวง ประกอบกันเป็นรูปร่างคล้ายตัวอักษร “W” บนซีกฟ้าเหนือตรงข้ามกับกลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ราว 598 ตารางองศาหรือมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 25 ของกลุ่มดาวทั้งหมด กลุ่มดาวค้างคาวเป็นกลุ่มดาวที่สามารถพบเห็นได้ตลอดทั้งปีในท้องฟ้าฝั่งซีกโลกเหนือ แต่จะมองเห็นได้ชัดเจนที่สุดในเดือนพฤศจิกายนหรือช่วงฤดูหนาว และจะปรากฏขึ้นให้เห็นบนท้องฟ้าของฝั่งซีกโลกใต้ในบางพื้นที่ของช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น อ่านเพิ่มเติม : การศึกษาเรื่องกลุ่มดาวบนท้องฟ้า นอกจากนี้ กลุ่มดาวแคสซิโอเปียยังเป็น 1 ใน 48 กลุ่มดาวดั้งเดิมที่ถูกจารึกอยู่ในบันทึกของปโตเลมี (Ptolemy) ในช่วงศตวรรษที่สอง เช่นเดียวกับกลุ่มดาวหมีใหญ่อีกด้วย โดยถูกตั้งชื่อตามราชินีแคสซิโอเปีย (Cassiopeia) ในตำนานเทพนิยายกรีกปรัมปรา ก่อนที่กลุ่มดาวกลุ่มนี้จะถูกรับรองและตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ราชินีแคสซิโอเปีย” (Cassiopeia the Queen) จากสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (International Astronomical Union: IAU) ในปี 1930 ขณะที่คนไทยมองเห็นกลุ่มดาวฤกษ์ […]

ผงชูรส อันตรายต่อสุขภาพ จริงหรือ

ผงชูรส เป็นสารเติมแต่งรสชาติที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร มีข้อมูลอยู่มากมายที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันในเรื่องความปลอดภัยของ ผงชูรส บางรายงานชี้ว่าผงชูรสเป็นสาเหตุของอาการวิงเวียนศีรษะ หอบหืด หรือร้ายแรงถึงขั้นทำลายสมอง ในทางกลับกัน ก็มีข้อมูลจากองค์กรต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ อย่างองค์การอาหารและยา ชี้ว่า ผงชูรสไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในบทความนี้จะกล่าวถึงผลกระทบของผงชูรสต่อสุขภาพ “ทั้งสองด้าน” ผงชูรสคืออะไร ผงชูรส มีชื่อทางเคมีว่า monosodiumglutamate (MSG) เป็นสารเติมแต่งเพื่อเพิ่มรสชาติของอาหาร ผงชูรสเกิดจากการกรดอะมิโนชื่อ กลูตาเมต ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่พบมากที่สุดในธรรมชาติ กลูตาเมตเป็นกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น หมายความว่า ร่างกายของเราสามารถผลิตได้เอง กลูตาเมตมีหลายบทบาทหน้าที่ในระบบการทำงานของร่างกาย และสามารถพบได้ในอาหารแทบทุกชนิด กระบวนการผลิตผงชูรสเกิดขึ้นจากกระบวนการหมักแป้ง ทำให้เกิดกรดกลูตามิก โครงสร้างของกลูตาเมตที่พบในผงชูรสพบว่าไม่มีความแตกต่างกับกลูตาเมตที่พบในอาหารชนิดอื่น โดยในผงชูรส กลูตาเมตจะรวมอยู่กับเกลือ (โซเดียมคลอไรด์) อย่างไรก็ตาม กลูตาเมตในผงชูรสอาจถูกดูดซึมได้ง่ายกว่า เนื่องจาก ร่างกายไม่จำเป็นต้องย่อยโปรตีนโมเลกุลใหญ่ๆ ก่อนการดูดซึมสารอาหาร ผงชูรสช่วยเพิ่มรสชาติของอาหาร หรือสร้างรสกลมกล่อมให้กับอาหาร ในประเทศญี่ปุ่นเรียกรสชาตินี้ว่า อูมามิ (Umami) หมายถึง ความผสมผสานหลอมรวมของรสชาติเปรี้ยว หวาน เค็ม ขม อย่างลงตัว โดยได้รับความนิยมอย่างสูงสำหรับการปรุงอาหารในแถบเอเชีย รวมถึงอาหารบางประเภทในฝั่งตะวันตก ในแต่ละประเทศมีการกำหนดปริมาณผงชูรสที่ได้รับต่อวันแตกต่างกัน เช่น […]

ปราการมองไม่เห็นที่แบ่งเขาแบ่งเรา

เราถูกกำหนดมาตั้งแต่ลืมตาดูโลกให้แบ่งแยกระหว่างเรากับคนอื่นและเอนเอียงเข้าข้างกลุ่มของตัวเอง วิทยาศาสตร์มีทางออกให้กับเรื่องนี้หรือไม่