เหตุใด ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ไปจากโลก - อาจไม่ใช่เพียงแค่อุกกาบาตชนโลกเท่านั้น

เหตุใด ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ไปจากโลก – ที่มาอาจไม่ใช่เพียงแค่อุกกาบาตชนโลกเท่านั้น

เรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์การที่ ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ครั้งใหญ่เมื่อ 66 ล้านปีก่อนและหลักฐานที่บ่งชี้การสิ้นสุดยุคของไดโนเสาร์

ฟอสซิลกระดูก ฟัน รอยเท้า และหลักฐานที่ชัดเจนอื่นๆ มากมายได้เปิดเผยว่า ไดโนเสาร์เป็นสัตว์สายพันธุ์หลักที่ครอบครองโลกมาในช่วงเวลาอย่างน้อยที่ 230 ล้านปีก่อน ทว่า ไม่มีการค้นพบร่องรอยหลักฐานของไดโนเสาร์ในชั้นหินใดๆ ที่มีอายุน้อยกว่า 66 ล้านปีจากในช่วงเวลานั้น หรือนับตั้งแต่ยุคครีเทเชียส (Cretaceous) ไปจนถึงยุคพาลีโอจีน (Paleogene) ดูเหมือนว่าจะไม่มีการปรากฎตัวของร่องรอยไดโนเสาร์ใหม่ๆ อย่างฉับพลัน เวลาหลังจากนั้นจึงนับว่าเป็นยุคของ ไดโนเสาร์สูญพันธุ์

สัตว์ที่มีลักษณะน่ากลัวซึ่งปรากฎในช่วงเวลาเดียวกันมีทั้งสัตว์เลื้อยคลานทางทะเล โมซาซอร์ (mosasaurs) อิกทิโอซอรัส (ichthyosaurus) เพลสิโอซอร์ (Plesiosaurs) และสัตว์เลื้อยคลานมีปีกอย่าง เทอร์โรซอร์ (Pterosaur) นอกจากนี้ ผืนป่ายุคโบราณในช่วงเวลานั้นก็ดูเหมือนว่าถูกเผาผลาญไปจนสิ้น ในขณะที่สัตว์เลี้ยงด้วยนมบางชนิด สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก ปลา และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกนั้นมีชีวิตรอด อันเป็นความหลากหลายในบรรดาชีวิตที่ยังลงเหลือซึ่งลดจำนวนลงมาเรื่อยๆ โดยสรุปแล้ว เหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งนั้นได้พรากเอา 3 ใน 4 ของสายพันธุ์สรรพชีวิตที่ปรากฎบนโลก

การปะติดปะต่อที่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความพยายามอันหนักหน่วงของนักบรรพชีวินวิทยา และทฤษฎีว่าสิ่งใดที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้โนเสาร์และสิ่งมีชีวิตในยุคยุคครีเทเชียสชนิดอื่นๆ ซึ่งได้มีการเสนอขึ้นมานั้นมีทั้งที่เป็นไปได้และเป็นแค่เรื่องตลกโดยแท้ ในปัจจุบัน มีทฤษฎี 2 ทฤษฎีซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในชุมชนนักวิทยาศาสตร์ นั่นคือ ไดโนเสาร์เป็นเหยื่อของความรุนแรงที่มาจากต่างดาว หรือเกิดจากมหันตภัยบนโลกเสียเอง

ไดโนเสาร์สูญพันธุ์, ไดโนเสาร์
ภาพกราฟฟิกของไดโนเสาร์ Mansourasaurus shahinae บนชายหาดเมื่อ 80 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันคือพื้นที่ทะเลทรายทางตะวันตกของอียิปต์ ภาพกราฟฟิกโดย Andrew Mcafee, พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา Carnegie

ความตายจากฟากฟ้า

หนึ่งในทฤษฎีที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือสมมติฐานของอัลวาเรซ (Alvarez hypothesis) ซึ่งตั้งชื่อตามพ่อลูก ลุยส์ และ วอลเตอร์ อัลวาเรซ ในปี 1980 นักวิทยาศาสตร์สองคนนี้เสนอแนวคิดว่ามีอุกกาบาตลูกหนึ่งที่มีขนาดเท่าภูเขาพุ่งเข้าชนโลกเมื่อ 66 ล้านปีที่แล้ว ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศโลกเต็มไปด้วยแก๊ส ฝุ่นผง และเศษซากที่เปลี่ยนภูมิอากาศของโลกไป

หลักฐานที่เป็นกุญแจสำคัญในแนวคิดของพวกเขาคือปริมาณของแร่โลหะอิริเดียมที่มีจำนวนสูงอย่างน่าประหลาดในสิ่งที่เรียกว่าชั้นดินยุค ยุคครีเทเชียส–พาลีโอจีน หรือ K-Pg อันเป็นพื้นที่ขอบเขตทางธรณีวิทยาที่บรรจุชั้นหินที่ประกอบไปด้วยฟอสซิลไดโนเสาร์ โดยแร่อิรีเดียมนั้นค่อนข้างพบได้ยากในเปลือกโลกแต่พบมากในหินอุกกาบาต ซึ่งทำให้พ่อลูกอัลวาเรซสรุปว่าการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่นี้เกิดจากวัตถุจากต่างดาว

ทฤษฎีนี้ได้เข้าสู่กระแสหลักมากขึ้นเมื่อบรรดานักวิทยาศาสตร์สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์การสูญพันธุ์ไปยังผลกระทบครั้งใหญ่จากหลุมอุกกาบาตตามชายฝั่งของคาบสมุทรยูกาตัน (Yucatan) ของแม็กซิโก หลุมอุกกาบาตชิกซูลูบ (the Chicxulub crater) ซึ่งมีความกว้างเกือบ 150 กิโลเมตรนั้นก็ดูเป็นขนาดและมีอายุอันเหมาะเจาะที่สามารถระบุว่าเป็นสาเหตุของการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ได้

อุกกาบาตทำลายล้างไดโนเสาร์, ไดโนเสาร์สูญพันธุ์
ภาพกราฟฟิกจากจินตนาการของ MARK GARLICK อุกกาบาตขนาดยักษ์ที่ตกลงในคาบสมุทรยูกาตันเมื่อ 66 ล้านปีก่อน คือสาเหตุหลักที่ทำให้ไดโนเสาร์ล้มตาย

ในปี 2016 นักวิทยาศาสตร์ได้ขุดแกนหินที่อยู่ในส่วนใต้น้ำของหลุมอุกกาบาตชิกซูลูบ และดึงเอาตัวอย่างซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ก้นทะเล การขุดค้นตัวอย่างลงไปในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการเกิดผลกระทบที่มีความรุนแรงมากพอที่ทำให้เกิดหินระเหย (vaporized rock) จำนวนมากและแก๊สหลากชนิดที่กระจายไปในบรรยากาศ และผลกระทบนั้นก็เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานนับปี

และในปี 2019 นักวิทยาศาสตร์ที่ขุดค้นในรัฐนอร์ทดาโคตาค้นพบขุมทรัพย์ฟอสซิลที่ใกล้กับพื้นที่ชั้นดินยุคครีเทเชียส–พาลีโอจีนซึ่งมีเศษซากของระบบนิเวศโดยรวมที่ปรากฎขึ้นสั้นๆ ในช่วงก่อนการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ โดยชั้นหินอุ้มฟอสซิลนี้ประกอบไปด้วยเศษแก้วเล็กๆ ที่เรียกว่า อุลกมณี (tektites) หรือก้อนของหินที่ละลายซึ่งเกิดขึ้นจากการหลอมละลายจากความร้อนจากการพุ่งชนของอุกกาบาต ขณะที่ทรายหลอมละลายจะกระเซ็นขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วเกิดการเย็นและแข็งตัวกลางอากาศ ก่อนจะตกกลับคืนสู่พื้นดิน

สึนามิ
ภูเขาไฟกรากะตัวระเบิดขึ้นในปี 1883 ส่งลให้มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน ขอบคุณภาพจาก http://ofthebox.org

ภูเขาไฟบ้าคลั่ง

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ยังคงเชื่อว่าหลักฐานของแนวคิดผลกระทบจากอุกกาบาตยักษ์นั้นยังไม่มีผลสรุปที่แน่ชัด และมีความเป็นไปได้มากกว่าสาเหตุที่แท้จริงนั้นเกิดจากโลกของเราเอง

ร่องรอยลาวาภูเขาไฟโบราณในอินเดียซึ่งเป็นที่รู้จักในนามกับดักแดคแคน (Deccan Traps) ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นอย่างเหมาะเจาะในจุดสิ้นสุดของยุคครีเทเชียส มันเป็นลาวาจำนวนมหึมาที่ไหลทะลักออกมาในช่วง 60 ถึง 65 ล้านปีที่แล้ว ในทุกวันนี้ ผลลัพธ์จากหินภูเขาไฟที่กินพื้นที่กว่า 518,000 ตารางกิโลเมตรในชั้นดิน ณ บริเวณนั้นและมีความหนากว่า 1,800 เมตร เหตุการณ์ปะทุของภูเขาไฟขนาดใหญ่เช่นนี้ทำให้ท้องฟ้าอัดแน่นไปด้วยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สชนิดอื่นๆ ที่ได้เปลี่ยนภูมิอากาศของโลกครั้งนั้นไปอย่างมาก

ผู้เสนอทฤษฎีนี้ชี้ให้เห็นถึงข้อบ่งชี้หลายประการที่บอกว่าภูเขาไฟนั้นเป็นสาเหตุที่อธิบายได้อย่างเหมาะสมมากกว่า งานศึกษาบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิของโลกนั้นเปลี่ยนไปก่อนเหตุการณ์ผลกระทบดังกล่าว และมีงานศึกษาชิ้นอื่นที่พบหลักฐานของการตายครั้งใหญ่ในช่วงก่อน 66 ล้านปีก่อน ด้วยสิ่งที่บ่งชี้ว่าไดโนเสาร์นั้นมีจำนวนลดลงอย่างช้าๆ ในช่วงปลายยุคครีเตเชียสอยู่ก่อนแล้ว

นอกจากนั้น การมีกิจกรรมของภูเขาไฟซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งบนโลกในช่วงเวลานั้นอาจเป็นเหตุร้ายที่เป็นไปได้สำหรับการอธิบายสารเหตุการสูญพันธุ์ในยุคโบราณครั้งอื่นๆ ในขณะที่เหตุการณ์อุกกาบาตยักษ์โจมตีโลกเกิดขึ้นได้ยากกว่า ซึ่งบรรดาผู้สนับสนุนมองว่าทฤษฎีนี้มีความเป็นไปได้มากกว่าว่าการปะทุของภูเขาไฟหรือรากฐานของเหตุการณ์การสูญพันธุ์ในยุคยุคครีเทเชียส–พาลีโอจีน หรือ K-Pg

ไดโนเสาร์สูญพันธุ์, ไดโนเสาร์
ยุคจูราสสิค (199.6 ล้านปี – 145.5 ล้านปีก่อน) มีสภาพภูมิอากาศอบอุ่น และชุ่มชื้นเอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืชพรรณ และสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย ไดโนเสาร์หลายสายพันธุ์อุบัติขึ้นในช่วงเวลานี้ ในจำนวนนี้ได้แก่ สเตโกซอรัส, บราคิโอซอรัส, อัลโลซอรัส และอื่นๆ อีกมากมาย

หรืออาจจะเกิดจากทั้งสองสาเหตุ?

นักวิทยาศาสตร์ที่พยายามไขปมเรื่องราวลึกลับในยุคก่อนประวัติศาสตร์กำลังมองหาพื้นที่การรวมกันของแนวคิดเหล่านี้ มีความเป็นไปได้ว่าไดโนเสาร์เป็นผู้โชคร้ายที่ได้รับผลกระทบจากธรณีวิทยาทั้งสองเหตุการณ์ นั้นคือผลกระทบจากภูเขาไฟที่ทำให้ระบบนิเวศของโลกอ่อนแอเสียจนเปราะบางต่ออุกกาบาตที่พุ่งเข้าชนโลก

แต่แนวคิดการรวมกันนี้ขึ้นอยู่กับการระบุอายุของกับดักแดคแคนและหลุมอุกกาบาตชิกซูลูบในปี 2019 มีงานศึกษา 2 งานที่ตรวจสอบร่องรอยของธรณีเคมี (Geochemistry) จากลาวาของกับดักแดคแคนและได้ผลสรุปที่ต่างกันออกไปเล็กน้อย โดยงานศึกษาชิ้นแรกแนะว่าภูเขาไฟมีส่วนสนับสนุนการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์โดยการก่อให้เกิดผลกระทบในการลดจำนวน (ของไดโนเสาร์) ก่อนหน้านี้ และงานศึกษาอีกชิ้นระบุว่าการปะทุของภูเขาไฟเกิดขึ้นหลังจากการตกกระทบของวัตถุจากนอกโลก (Impact event) ที่อาจส่งผลเพียงเล็กน้อยไปจนถึงช่วงเวลาสิ้นสุดการปะทุ

การโต้เถียงถึงสาเหตุนี้เกิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายปี และนักวิทยาศาสตร์ได้พยายามขุดค้นและพัฒนาเทคนิควิธีการในการเข้าใจอดีต แต่ไม่ว่าผลจะเกิดจากการบุกรุกของวัตถุจากนอกโลกหรือลาวาภูเขาไฟ ก็เป็นที่ชัดเจนว่านักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาช่วงเวลาสุดท้ายของไดโนเสาร์กำลังเปิดเผยบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบอันรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลก

เรื่อง VICTORIA JAGGARD 


อ่านเพิ่มเติม วิทยาการพลิกโฉมหน้าไดโนเสาร์

ไดโนเสาร์

เรื่องแนะนำ

เจน กูดดอลล์ กับภารกิจส่งต่อความหวังสู่คนรุ่นใหม่

ในโลกที่รุมเร้าไปด้วยปัญหา เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ผู้สร้างแรงบันดาลใจ ค้นพบความหวังในคนรุ่นใหม่ สมองอันปราดเปรื่องของมนุษย์ ความสามารถในการฟื้นตัวของธรรมชาติ โชเชียลมีเดีย และจิตวิญญาณที่ไม่เคยยอมแพ้ของเรา

ความรู้ประจำวัน: ทำไมลิงเหล่านี้ถึงมีตูดใหญ่สีชมพู?

ความรู้ประจำวัน: ทำไมลิงเหล่านี้ถึงมีตูดใหญ่สีชมพู? รู้ได้อย่างไรว่าลิงแมนดริลตัวไหนรูปหล่อที่สุดในฝูง คำตอบคือลิงตัวที่มีสีสันโดดเด่นสะดุดตามากที่สุด เช่นเดียวกับลิงสายพันธู์อื่นๆ ในฝูงของลิงมีลำดับชั้นทางสังคม ลิงตัวผู้ที่มีสีสันบนใบหน้าและบนก้นจัดจ้านโดดเด่นที่สุดจะได้อยู่ในลำดับสูงที่มีอำนาจเหนือลิงตัวผู้ตัวอื่นๆ การจะยกตัวเองขึ้นมาสู่ลำดับสูง พวกมันต้องโค่นลิงตัวผู้เดิมให้ได้ และเมื่อทำได้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของมันจะถูกหลั่งออกมามากขึ้น ส่งผลให้สีสันบนใบหน้าเข้มขึ้น และขนที่ก้นจะร่วงเพื่อที่จะได้ขับสีแดงของก้นให้เห็นเด่นชัดมากกว่าเดิม คุณลักษณะเหล่านี้คือสัญลักษณ์ของการเป็นลิงตัวผู้ที่มีสุขภาพดี และมียีนที่ดี ซึ่งจะดึงดูดลิงตัวเมียในฝูงให้อยากผสมพันธุ์กับมัน เพื่อให้กำเนิดลูกที่แข็งแรง   อ่านเพิ่มเติม ในโลกของลิงงวงช้าง จมูกยิ่งใหญ่เท่าไหร่ยิ่งดี

เมฆยอดเขา ปรากฏการณ์ความงามบนที่สูง

เมฆยอดเขา (Cap Cloud) เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2563 เฟซบุ๊กแฟนเพจร้านกาแฟ All day coffee – Chiang Dao ได้เผยแพร่ภาพดอยหลวงเชียงดาวที่มีเมฆรูปทรงคล้ายหมวกปกคุลมที่บริเวณยอดดอย หรือ เมฆยอดเขา สร้างความประทับใจแก่ผู้ติดตาม มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก และมีผู้ติดตามท่านหนึ่งสอบถามมายังเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร เมฆยอดเขา (Cap Cloud) คือ หนึ่งในเมฆแนวนอน (Stratiform) ของกลุ่มเมฆภูเขา (Orograhic Cloud) ที่ก่อตัวขึ้นจากการที่กระแสอากาศหรือมวลอากาศในแนวระดับ ซึ่งมีความชื้นสูงถูกบังคับให้ยกตัวสูงขึ้น เมื่อเคลื่อนที่ไปปะทะเข้ากับเนินเขาหรือเทือกเขา ก่อนเย็นตัวลงจนเกิดเป็นกลุ่มเมฆขนาดใหญ่แผ่ปกคลุมยอดเขา โดยไม่เคลื่อนที่ไปไหน (Stationary Cloud) เมฆยอดเขายังมีชื่อเรียกอื่น ๆ ในทางอุตุนิยมวิทยาว่า เมฆหมวก เมฆหมวกแก๊ป หรือเมฆคลุม ซึ่งโดยทั่วไปเมฆยอดเขามักถูกเรียกรวมไปกับหมวกเมฆ (Pileus Cloud) ซึ่งเป็นหนึ่งในเมฆประกอบ (Accessory Cloud) ตามการจัดจำแนกกลุ่มเมฆขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) จากการที่หมวกเมฆ หรือเมฆไพลีอัสมีชื่อเรียกมาจากรากศัพท์ในภาษาละตินที่แปลว่า […]