ทำไม การระบาดโรคโควิด-19 ในอินเดีย ระลอกที่สอง จึงรุนแรงมากที่สุดในโลก

การระบาดโรคโควิด-19 ระลอกที่สองในอินเดีย กลายการระบาดที่รุนแรงที่สุดในโลก

จำนวนผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน สร้างภาระอันใหญ่หลวงให้แก่กระทรวงสาธารณะสุขอินเดีย เกิดภาวะขาดแคลนเตียงผู้ป่วย ออกซิเจน และยา อีกทั้งยังต้องจัดการกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ การระบาดโรคโควิด-19 ในอินเดีย

กรุงนิวเดลี – ตลอดสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา บัญชีโซเชียลมีเดียของชาวดินเดียเต็มไปด้วยข้อความขอความช่วยเหลือ โรงพยาบาลทวิตข้อความเกี่ยวกับปริมาณออกซิเจนที่ร่อยหรอ และแพทย์ที่ต้องทนเห็นผู้ป่วยค่อยๆ เสียชีวิต ทั้งๆ ที่สามารถป้องกันไม่ให้เสียชีวิตได้ การระบาดโรคโควิด-19 ในอินเดีย

นักข่าวที่ป่วยพยายามร้องขอเตียงที่โรงพยาบาลในขณะที่อาการเขาอาการย่ำแย่ลง แต่กลับถูกปฏิเสธเตียง เขาบันทึกสภาพความเป็นอยู่และอาการของตัวเองลงในทวิตเตอร์กระทั่งเขาเสียชีวิต สถานฌาปนกิจศพต้องทำงานทั้งวันทั้งคืนเพื่อเผาศพให้ทันกับจำนวนศพที่เพิ่มขึ้น จนเตาเผาละลายจากการใช้งานหนัก และเจ้าหน้าที่กำลังก่อสร้างเตาเผาเพิ่มเติมด้านนอก สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การระบาดระลอกที่สองนี้รุนแรงเพียงใด และการได้เห็นภาพนี้เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องหดหู่ใจ การระบาดโรคโควิด-19 ในอินเดีย โ ควิดในอินเดีย

กระทรวงสาธารณสุขอินเดียรายงานว่า จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นในอินเดียสัปดาห์นี้ทุบสถิติโลก โดยจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากกว่า 330,000 ราย เมื่อวันศุกร์ ที่ผ่านมา และยอดผู้เสียชีวิตใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาสูงถึง 2,263 ราย โดยทำลายเจ้าของสถิติเดิมคือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งบันทึกตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น 300,669 ราย ในหนึ่งวัน เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2021

การระบาดโรคโควิด-19 ในอินเดีย, โควิดในอินเดีย, การระบาดระลอกสอง, การระบาดโควิด-19, โควิด-19, โรคโควิด-19, การระบาดโรคโควิดในอินเดีย
ยอดตัวเลขผู้ติดเชื้อในอินเดีย :  อัตราการติดเชื้อในหนึ่งวันของอินเดียพุ่งสูงกว่าสถิติอัตราการติดเชื้อสูงสุดในโลกของสหรัฐฯ (กราฟเส้นสีเทา) เมื่อเดือนมกราคม 2021 (กราฟเส้นสีชมพู) จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นต่อวัน (ค่าเฉลี่ย 7 วัน) ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2020 ถึง 22 เมษายน 2021  / อ้างอิง: ศูนย์วิทยบริการโคโรนาไวรัสจอห์นฮอปกินส์

พวกเราคิดว่าการระบาดใหญ่จบไปแล้ว และปล่อยการ์ดตก ทีมเฝ้าระวังและควบคุมโควิดไม่เข้มงวดเท่าช่วงก่อนหน้า” เค. ศรีนาถ เรดดี ประธานมูลนิธิสาธารณะสุขอินเดีย กล่าวและเสริมว่า “ไม่เพียงแต่ประชากรจำนวนมากในเมืองใหญ่ที่เสี่ยงต่อการติดโรคโควิด-19 ประชากรในเมืองและหมู่บ้านที่ไม่เคยสัมผัสกับโรคโควิค-19 เมื่อปีที่แล้วก็กลายมาเป็นกลุ่มเสี่ยงในการระบาดครั้งนี้

ในขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อลดลงในช่วงเดือนกันยายน 2020 ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2021 รัฐบาลอินเดียนำโดย นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย เพิกเฉยต่อสัญญานของการระบาดระลอกที่สอง ถึงแม้ว่าจะพบไวรัสสายพันธ์ุใหม่ตามรายงานของสื่อตั้งแต่เดือนมกราคมแล้วก็ตาม

เราเตือนอยู่ตลอดว่าการระบาดยังไม่จบ แต่ไม่มีใครฟังเรา” ราเกช มิชรา นักวิทยาศาสตร์อาวุโส และผู้อำนวยการศูนย์ชีววิทยาเซลลูลาร์และโมเลกุลในไฮเดอราบาด ผู้กำลังศึกษาว่าโควิดสายพันธ์ใหม่ B.1.617 เป็นตัวการที่อยู่เบื้องหลังการระบาดระลอกที่สอง หรือไม่

มิชรากล่าวเสริมว่า หลังจากการระบาดรอบแรก ระบบสาธารณะสุขเปลี่ยนไปจัดการเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์อื่นๆ ที่ถูกละเลยในช่วงการระบาดรอบแรก สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จัดไว้สำหรับรับมือกับโรคโควิด-19 ก็ถูกเปลี่ยนไปใช้ทำหน้าที่อื่น

เดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ไม่กี่สัปดาห์ก่อนจำนวนผู้ติดเชื้อจะพุ่งสูงขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอินเดียและนายแพทย์ ฮาร์ช วาร์ธาน กล่าวว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ในอินเดียอยู่ในช่วง “ใกล้จบ” ส่งผลให้รัฐบาลอินเดียตัดสินใจส่งออกอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปยังประเทศอื่น การส่งออกออกซิเจนของอินเดียเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 734 ในเดือนมกราคม 2021 และยังส่งออกวัคซีน 193 ล้านโดส แต่สถานะการณ์ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นหลังวันที่ 15 เมษายน โดยมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 200,000 รายต่อวัน โรงพยาบาลขาดแคลนออกซิเจน และวันที่ 23 เมษายน สื่ออินเดียรายงานว่า ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการสาหัส 25 ราย เสียชีวิต เนื่องจากปัญหาขาดแคลนออกซิเจนที่โรงพยาบาลในเดลี

จำนวนผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้นโดยที่เราไม่ได้ตั้งตัว และตอนนี้ระบบก็รองรับไม่ไหวแล้ว” มิชรา กล่าว ชาวอินเดียถูกปฏิเสธการเข้ารับวัคซีนเนื่องจากวัคซีนไม่เพียงพอ

การระบาดโรคโควิด-19 ในอินเดีย, โควิดในอินเดีย, การระบาดระลอกสอง, การระบาดโควิด-19, โควิด-19, โรคโควิด-19, การระบาดโรคโควิดในอินเดีย
วันที่ 23 เมษายน 2021 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขขนย้ายผู้ป่วยหลังจากเหตุไฟไหม้ในโรงพยาบาลโควิด-19 วิเจย์วัลลภ ในเมืองวิราร์ ใกล้กับมุมไบของอินเดีย เหตุการณ์ไฟไหม้ดังกล่าวส่งผลให้ผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิต 13 ราย และด้วยยอดผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูง ส่งผลให้อินเดียขาดแคลนออกซิเจนและทรัพยากรทางการแพทย์ / ภาพถ่าย ราชันย์ คะเคด (RAJANISH KAKADE) สำนักข่าวเอพี

จากความสงบสู่ความโกลาหลบริเวณชานเมืองนิวเดลี

เช้ามืดของวันที่ 22 เมษายน ที่โรงพยาบาลไกรลาศ ในเขตที่ 71 ของนอยดา ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยอันสงบร่มรื่น มีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี 2 สิบราย รอการตรวจ HRCT ซึ่งเป็นการตรวจเอกซเรย์ปอดที่ซับซ้อน เพื่อตรวจสอบอาการอักเสบในปอดของผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มผู้ป่วยมีอายุตั้งแต่ 30 ถึงเกือบ 70 ปี และทุกคนกำลังรอการตรวจวิเคราะห์หาผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากไวรัสโควิด-19 และเมื่อเวลาบ่ายโมง จำนวนผู้รอตรวจพุ่งสูงขึ้นกว่า 50 ราย

ย่านชานเมืองหลวงอันร่มรื่นนี้ อยู่ติดกับรัฐอุตตรประเทศ ซึ่งมีประชากรประมาณ 637,000 คน และมีผู้ป่วยกว่า 3,700 ราย ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนตึกระฟ้าที่มีอยู่ทั่วทั้งเมือง เมื่อวันที่ 18 เมษายน มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 700 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขจำนวนผู้ป่วยรายวันเพิ่มขึ้นสูงสุดของรัฐอุตตรประเทศ นับตั้งแต่การระบาดเริ่มต้นขึ้นเมื่อปีก่อน

สถานการณ์วันนี้ตรงกันข้ามกับปีก่อน เจ้าหน้าที่ดูแลอะพาร์ตเมนต์ต้องคอยรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อ กลุ่มสนทนาออนไลน์เต็มไปด้วยการสั่งอาหาร การร้องขอการทำความสะอาดห้อง และการร้องขอยา และสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 โรงพยาบาลยังคงต้องปฏิเสธผู้ป่วยหนัก และร้านขายยาไม่สามารถจัดหายาสามัญได้ทันความต้องการ เช่น ยาพาราเซตามอล ยาต้านไวรัสฟาวิพีราเวียร์ ซึ่งใช้กับผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่แสดงอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง

เราต้องปฏิเสธผู้ป่วย 10 ถึง 15 คนต่อวัน” โมนู หนึ่งในพนักงานของโรงพยาบาลไกรลาศ กล่าวและเสริมว่า “ไม่มีเตียงว่างแล้ว

ศาลสูงเดลีได้จัดประชุมพิเศษ ตอนสองทุ่มของวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาคำร้องขอเร่งด่วนของโรงพยาบาลแม็กซ์ปัตปรคัญ หนึ่งในโรงพยาบาลที่ดีที่สุดของเดลี โรงพยาบาลแจ้งต่อศาลว่า ทางโรงพยาบาลเหลือออกซิเจนเพียง 3 ชั่วโมง ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยโรคโควิด-19 จำนวน 262 ราย จากผู้ป่วยทั้งหมด 400 ราย เสี่ยงต่อการเสียชีวิต

ไวรัสที่กลายพันธุ์สองขั้นในอินเดีย สายพันธุ์ B.1.617 เป็นตัวการที่ทำให้จำนวนผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้น จริงหรือไม่

การระบาดระลอกที่สองนี้ส่วนมากเป็นผลมากจากสายพันธุ์ B.1.1.7 ซึ่งพบครั้งแรกในสหราชอาณาจักร เป็นตัวการให้จำนวนผู้ป่วยสูงขึ้นในรัฐปัญจาบ อีกหนึ่งตัวการที่เป็นไปได้คือ สายพันธุ์ที่เกิดในอินเดีย B.1.617 ซึ่งกลายพันธุ์ไปสองขั้น มีต้นกำเนิดมากจากบริเวณที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ รัฐมหาราษฏระ

เชื่อกันว่าสายพันธุ์ B.1.617 เป็นตัวการใหญ่ของการระบาดระลอกใหม่ในประเทศบังคลาเทศ และปากีสถาน ซึ่งทำให้หลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร แนะนำประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังภูมิภาคดังกล่าว

สถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพ (IHME) มหาวิทยาลัยวอชิงตัน รายงานว่า จากการสำรวจความชุกชุมของโรค ซึ่งวัดโดยการหาร้อยละของผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไวรัสซาร์ส-โควี 2 จากแบบจำลอง ชี้ให้เห็นว่า การระบาดระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นจาก “สายพันธุ์ที่หลุดรอด” (escape variants) ซึ่งสามารถทำให้ภูมิคุ้มกันจากสายพันธุ์ก่อนหน้าป้องกันไวรัสชนิดใหม่ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม จากากรทดลองที่สถาบันของมิชรา เมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา พบว่า สายพันธุ์ B.1.617 สามารถป้องกันได้โดยโควิดชีลด์ (หรือที่รู้จักกันในชื่อ วัคซีนแอสตราเซนเนกา) หนึ่งในวัคซีนที่อยู่ในโครงการฉีดวัคซีนของดินเดีย

การระบาดระลอกสองที่ระบาดหนักกว่ารอบแรกเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทั่วโลก” ราจิบ ดัสกุปตะ (Rajib Dasgupta) นักระบาดวิทยา ประธานศูนย์เวชศาสตร์สังคมและสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยจาวาฮาร์ลัลเนห์รู ในนิวเดลี กล่าวและเสริมว่า เมื่อพบสายพันธุ์ใหม่แล้ว ต้องตรวจสอบการระบาด และเคลื่อนย้ายทรัพยากรที่สำคัญไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการจัดการกับโรคในพื้นที่

จำนวนผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูงขึ้น มักเกิดขึ้นโดยเฉพาะบางเขตของแต่ละรัฐ “ต่างกับที่สหราชอาณาจักร ที่ผู้ป่วยติดเชื้อจากสายพันธุ์อังกฤษร้อยละ 70 ถึง 80 ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด” ดัสกุปตะ กล่าวและเสริมว่า “อินเดียมีพื้นที่กว้าง และมีความแตกต่างกันมากในแต่ละพื้นที่ สายพันธุ์ใหม่อาจเกิดขึ้นได้และถ้าหากเกิดขึ้น ต้องเร่งระบุสายพันธุ์และติดตาม

เมื่อไรก็ตามที่ไวรัสสายพันธุ์ใหม่อุบัติขึ้นมา มักสร้างการระบาดได้เร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่หลุดรอด การระบุสายพันธุ์และปรับเปลี่ยนวิธีรับมือไปตามสายพันธุ์สามารถช่วยให้การควบคุมโรคมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดัสกุปตะ อธิบายและเสริมว่า “การระบาดหนึ่งครั้งที่แท้จริงแล้วคือการระบาดหลายครั้งในประเทศอย่างอินเดีย ซึ่งจำเป็นต้องมีวิธีการจัดการโรคหลายวิธี

สถาบันของมิชรายังค้นพบอีกว่า ไวรัสที่กลายพันธุ์ไปแล้วสองขั้นเป็นเพียงสาเหตุของผู้ติดเชื้อเพียงร้อยละ 10 จากทั้งหมดในประเทศ ในรัฐมหาราษฏระที่สายพันธุ์แพร่ระบาดสูง ยังคิดเป็นจำนวนเพียงร้อยละ 30 ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดในรัฐ “การระบาดครั้งนี้ผมโทษพฤติกรรมของคนมากกว่า” มิชรากล่าว

การระบาดโรคโควิด-19 ในอินเดีย, โควิดในอินเดีย, การระบาดระลอกสอง, การระบาดโควิด-19, โควิด-19, โรคโควิด-19, การระบาดโรคโควิดในอินเดีย
ภาพแรงงานอพยพรอรถไฟอยู่ด้านนอกสถานีเพื่อกลับภูมิลำเนา ที่สถานีโลกมันยาติลักษณ์ ในมุมไบ ประเทศอินเดีย ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2021 ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเกรงว่าการกลับภูมิลำเนาจำนวนมากนี้จะเร่งการระบาดของโรค ในพื้นที่ที่มีอุปกรณ์การการแพทย์ไม่เพียงพอ / ภาพถ่าย อะตุล โล้ก / นิวยอร์กไทมส์

การนิ่งนอนใจภูมิคุ้มกันหมู่ที่เร็วเกินไป

เป็นเรื่องปกติของโลก เมื่อเกิดการรระบาดระลอกที่สอง ผู้คนมักจะกล่าวโทษว่ามีสาเหตุจากพฤติกรรมมนุษย์ ในช่วงการระบาดระลอกที่สองในสหรัฐฯ ที่กินเวลา 45 วัน ลิสา มารากาคิส ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ เขียนลงในบทความว่า “หลังจากถูกยกเลิกกิจกรรมต่างๆ มากมาย พร้อมกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ และความเครียด ทำให้ผู้คนหงุดหงิดและเบื่อหน่ายกับการเฝ้าระวังโรคโควิด-19” และปัจจัยเหล่านี้ “ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 พุ่งสูงขึ้น

ในอินเดียก็เช่นกัน ความอ่อนล้าหลังจากประสบกับโควิดมาเป็นเวลาหนึ่งปี ทำให้ผู้คนนิ่งนอนใจกับภูมิคุ้มกันหมู่มากเกินไปในขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงในช่วงมกราคม อย่างไรก็ตาม ตามที่เรดดีเคยกล่าวไว้ว่า “ในโลกที่การคมนาคมเป็นเรื่องง่าย ภูมิคุ้มกันหมู่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เว้นแต่ว่าทั้งโลกจะมีภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว

แต่การเตือนเหล่านี้ถูกผู้คนกล่าวหาว่าเป็น “การมองโลกในแง่ร้าย” เรดดีกล่าว มิชราก็ถูกกล่าวหาโดยคนรู้จักของเขาเช่นกันว่า เขาทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูมเกี่ยวกับการระบาดระลอกที่สอง เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา เทศกาลทางศาสนาประจำปี กุมภเมลา ได้รับการอนุญาตให้จัดขึ้น จึงมีผู้คนกว่า 3.5 ล้านคนจากทั่วประเทศอินเดีย เข้ามาร่วมเทศกาลดังกล่าวในรัฐอุตตรันชัล เพื่อเอาตัวจุ่มลงในแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กลายเป็นซูเปอร์สเปรเดอร์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ผลกระทบเต็มรูปแบบจากเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงภายในสองสามสัปดาห์ให้หลัง จากเดิมที่มีผู้ติดเชื้อเพียง 30 ถึง 60 รายในเดือนกุมภาพันธ์ กลายเป็น 2,000 ถึง 2,500 ในเดือนเมษายน

โควิดในอินเดีย, การระบาดระลอกสอง, การระบาดโควิด-19, โควิด-19, โรคโควิด-19, การระบาดโรคโควิดในอินเดีย
ประชาชนชาวอินเดียเดินทางเข้าร่วมพิธิกุมภเมลา อย่างเนืองแน่น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลานคนในอินเดียกล่าวว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการระบาดอันเลวร้ายในรอบที่สอง

โรงภาพยนต์ โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า บาร์ และร้านอาหาร ได้รับอนุญาตให้เปิดได้ช่วงเดือนตุลาคมปีก่อน มีการผ่อนปรนข้อห้ามเกี่ยวกับผู้เข้าร่วมงานแต่งงาน และนักการเมืองออกไปหาเสียงได้อย่างอิสระ เพราะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นในสี่รัฐของอินเดีย

ในรัฐเบงกอลตะวันตก การเลือกตั้งกินเวลาตั้งแต่ 27 มีนาคม ถึง 29 เมษายน และยังคงมีการชุมนุมหาเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 1 เมษายน มีผู้ติดเชื้อต่อวันเพิ่มขึ้นในรัฐดังกล่าวถึง 6,519 ราย และ 12,000 ในวันที่ 25 เมษายน ซึ่งคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 20,000 ราย ในช่วงปลายสัปดาห์ ที่กำลังจะมาถึง

เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เบงกอล เป็นเชื้อที่กลายพันธุ์สามขั้น ซึ่งติดเชื้อได้ง่ายกว่าถูกพบในรัฐเบงกอลตะวันตกและเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในผู้ป่วยหลายราย นายกรัฐมนตรี โมดี ยกเลิกการชุมนุมหาเสียงในรัฐเบงกอลตะวันตกเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ

‘แข่งกับเวลา’

หรือจริงๆ แล้วการระบาดระลอกที่สองสามารถป้องกันได้ ผู้เชี่ยวชาญตอบว่า ไม่ แต่สามารถจำกัดไม่ให้เชื้อแพร่กระจายเป็นวงกว้างได้ “โดยปกติแล้ว การระบาดระลอกที่สองมักจะรุนแรงกว่าการระบาดระลอกแรก เนื่องจากผู้ติดเชื้อระลอกที่สอง มักเป็นคนหนุ่มสาว” ดัสกุปตะกล่าว

การบรรยายสรุปโดยสถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพ (IHME) องค์กรอิสระเกี่ยวกับการวิจัยด้านสุขภาพ ที่มีศูนย์อยู่ในมหาวิทยาลัยวอชิงตัน รายงานว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวันจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับการระบาดใหญ่ครั้งก่อนในเดือนกันยายน 2020 และคาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิดจะเพิ่มเป็นสองเท่า หรือ 665,000 คนภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2021

“หากไม่มีมาตรการจัดการที่เข้มงวดเพื่อลดการติดต่อของโรค และเพิ่มการสวมใส่หน้ากากอนามัยแล้ว สถานะการณ์ในอินเดียตอนนี้ดูค่อนข้างน่ากลัวทีเดียว” สถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพกล่าวในการบรรยายสรุป

สถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพคาดว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตรายวันจะสูงถึง 5,600 ราย ในวันที่ 10 พฤษภาคม และกล่าวว่า ถ้าหากอินเดียสามารถให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัยได้ จะสามารถป้องกันไม่ไห้มีผู้เสียชีวิตได้ถึง 70,000 ราย

วันที่ 1 พฤกษภาคม ที่จะถึงนี้ ชาวอินเดียอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไปมีสิทธิ์รับวัคซีน ถ้าหากเป็นไปตามแผน สถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพ คาดเดาว่าจะสามารถช่วยชีวิตคนได้ถึง 85,600 คน ภายในวันที่ 1 สิงหาคม

เรดดีกล่าวว่า สองสามสัปดาห์ถัดจากนี้จะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างมากในการจำกัดการติดเชื้อ “นี่เป็นการแข่งกับเวลา

เรื่อง นิลันจนา โบว์มิก

แปลและเรียบเรียงโดย ไท พฤฒิธาดา
โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษไทย


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ทำไมการฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19 ประจำปี อาจกลายเป็นเรื่องปกติ

เรื่องแนะนำ

วิทยาศาสตร์ว่าด้วย ความเจ็บปวด

วิทยาศาสตร์ว่าด้วยความเจ็บปวด: ความสามารถในการรู้สึกเจ็บปวดเป็นหนึ่งในของขวัญที่ธรรมชาติมอบแก่มนุษยชาติและสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์  เราวิวัฒน์ขึ้นมาให้รู้สึกเจ็บปวดเพราะความเจ็บปวด ทำหน้าที่เป็นระบบเตือนภัยอันเป็นกุญแจสำคัญในการเอาตัวรอด ถึงกระนั้น ความเจ็บปวดก็ไม่เคยเป็นที่พึงปรารถนา นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามค้นหาวิธีใหม่ๆ ในการจัดการหรือบรรเทาความเจ็บปวด

กระแสน้ำในมหาสมุทร การไหลเวียนแห่งชีวิต

กระแสน้ำในมหาสมุทร และสายพานแห่งมหาสมุทร (The Great Ocean Conveyor Belt) กระแสน้ำในมหาสมุทร (Ocean Currents) มีทิศทางการไหลเวียนและหลักการในการเคลื่อนที่เฉกเช่นเดียวกับกระแสลมในชั้นบรรยากาศ หากแต่การไหลเวียนของกระแสน้ำนั้นมีภูมิประเทศหรือพื้นแผ่นดินที่ครอบคลุมราว 1 ใน 3 ของพื้นผิวโลกเป็นอุปสรรคขวางกั้น ส่งผลให้กระแสน้ำในมหาสมุทรไม่ปรากฏรูปแบบการไหลเวียนที่ชัดเจนเหมือนดังการเคลื่อนที่ของกระแสลมในชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อทิศทางและลักษณะการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรทั่วโลก ได้แก่แรงโน้มถ่วงของโลก (Gravity) และลมประจำถิ่นหรือกระแสลมจากการเคลื่อนที่หมุนรอบตัวเองของโลก (Coriolis Effect) ซึ่งส่งผลต่อการไหลของน้ำบริเวณพื้นผิวมหาสมุทร โดยเฉพาะอิทธิพลจากลมสินค้า (Trade Winds) ที่ทำให้กระแสน้ำในมหาสมุทรบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรเคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันตก และกระแสน้ำในมหาสมุทรแทบขั้วโลกเคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันออก อีกทั้ง ยังส่งผลให้การไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรทางฝั่งซีกโลกเหนือมีทิศทางการเคลื่อนที่หมุนไปตามเข็มนาฬิกา และในทางกลับกัน กระแสน้ำในมหาสมุทรทางฝั่งซีกโลกใต้ จะมีทิศทางการเคลื่อนที่โดยหมุนย้อนทวนเข็มนาฬิกานั่นเอง นอกจากนี้ ประกอบกับรูปร่างลักษณะของโลก ซึ่งเป็นทรงกลมสมบูรณ์ จึงส่งผลให้น้ำทะเลในแต่ละบริเวณของมหาสมุทรได้รับความร้อนและแสงแดดไม่เท่ากัน พลังงานจากดวงอาทิตย์จะตกกระทบบริเวณเส้นศูนย์สูตรมากกว่าบริเวณอื่น ๆ ดังนั้น น้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรจึงมีอุณหภูมิสูงกว่า ส่งผลให้โมเลกุลของน้ำเกิดการแยกตัวออกห่างจากกัน น้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงจึงลอยตัวขึ้นเกิดเป็น “กระแสน้ำอุ่น” (Warm Currents) ในขณะที่บริเวณขั้วโลก น้ำทะเลมีอุณหภูมิต่ำ มีความหนาแน่นสูงจึงเกิดการจมตัวลงเกิดเป็น “กระแสน้ำเย็น” (Cold Currents) ดังนั้น ความแตกต่างด้านอุณหภูมิและความหนาแน่นของน้ำจึงส่งผลให้เกิดการไหลเวียน […]

นักวิจัยไทยถึงขั้วโลกเหนือแล้ว พบน้ำทะเลขั้วโลกอุ่นขึ้น 5 องศาฯ

ทีมนักวิจัยไทยดำน้ำสำรวจขั้วโลกเหนือ พบวิกฤติโลกร้อน ทำพฤติกรรมการกินของสัตว์เปลี่ยนไป สาหร่าย แมงกะพรุนเพิ่มจำนวนขึ้น และพบขยะพลาสติก