การเสื่อมสภาพของถิ่นฐานที่อยู่อาศัย เกิดจากปัจจัยใดบ้างและส่งผลกระทบอย่างไร

การเสื่อมสภาพของถิ่นฐานที่อยู่อาศัย

การเสื่อมสภาพของถิ่นฐานที่อยู่อาศัย เป็นผลมาจากหลายปัจจัยทั้งภัยธรรมชาติ อย่างไฟป่า และผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ 

การเสื่อมสภาพของถิ่นฐานที่อยู่อาศัย (Habitat Degradation) หมายถึง ภาวะความเสื่อมโทรมของถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต จากทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ มลพิษและการปนเปื้อนที่มีสาเหตุมาจากกิจกรรมและการกระทำมนุษย์ ซึ่งเข้ามาคุกคามแหล่งที่อยู่อาศัยและส่งผลเสียต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในระบบนิเวศ จนนำไปสู่การถูกทำลายลงของถิ่นฐานที่อยู่อาศัย (Habitat Destruction) ตามธรรมชาติและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) ของโลกอย่างถาวร

การเสื่อมสภาพของถิ่นฐานที่อยู่อาศัย

สาเหตุของการเสื่อมสภาพของถิ่นฐานที่อยู่อาศัย

จากธรรมชาติ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยา เช่น ความผันผวนของการเกิดไฟป่าตามธรรมชาติ การขึ้นลงของระดับน้ำทะเลหรือการเปลี่ยนแปลงทิศทางของกระแสน้ำ หรือแม้แต่การเกิดโรคระบาดหรือรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น

กิจกรรมและการกระทำของมนุษย์ หมายถึง การรุกรานพื้นที่ทางธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ทะเลสาบ ลำน้ำต่าง ๆ รวมไปถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเล เพื่อเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การแผ้วถางที่ดินเพื่อการเกษตร การขยายของตัวเมือง และการก่อสร้างเพื่อการพัฒนาอื่น ๆ รวมไปถึงการทำเหมือง การตัดไม้ทำลายป่า และมลภาวะต่าง ๆ ทั้งสารเคมีตกค้างจากการทำการเกษตร การปนเปื้อนของสารพิษในอากาศและแหล่งน้ำตามธรรมชาติทั้งหลาย

การเสื่อมสภาพของถิ่นฐานที่อยู่อาศัย

โดยเฉพาะการสูญเสียป่าไม้มากกว่าครึ่งหนึ่งที่เคยปกคลุมพื้นผิวโลกจากกิจกรรมและผลจากการกระทำของมนุษย์ที่ทำให้ป่าไม้ถูกคุกคามและถูกทำลายลงในช่วงกว่า 2 ศตวรรษที่ผ่านมา และถึงแม้ว่าป่าไม้ทั่วโลกสามารถฟื้นฟูตัวเองและมนุษย์สามารถเข้ามาจัดการเพื่อการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน แต่อัตราการสูญเสียที่เกิดขึ้นยังคงสูงกว่าอัตราการฟื้นฟูมากถึง 10 เท่า

ผลกระทบของความเสื่อมโทรมที่เกิดขึ้น

แหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายตกอยู่ภาวะเสื่อมโทรมจากการคุกคามโดยตรง ทั้งจากการแผ้วถางที่ดินเพื่อทำการเกษตรและปศุสัตว์ การขุดเจาะ การก่อสร้าง และการขยายตัวของเมืองในด้านต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อถิ่นฐานที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทั่วโลกมากกว่าร้อยละ 80

อีกทั้ง ทุกปียังมีการตัดต้นไม้มากถึง 15 พันล้านต้น ซึ่งนอกจากการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยแล้ว การตัดไม้ทำลายป่ายังทำลายนิเวศบริการ (Ecological Services) ของป่าไม้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ หรือการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก

การเสื่อมสภาพของถิ่นฐานที่อยู่อาศัย

นอกจากนี้ ผลกระทบจากมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงคุณภาพของอากาศ น้ำ และดินให้แย่ลง จนกลายเป็นแหล่งปนเปื้อนของสารเคมีที่เป็นอันตราย ยังส่งผลโดยตรงต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตท้องถิ่น (Native Species) โดยเฉพาะจากภาวะการปนเปื้อนของสารเคมีในแหล่งน้ำและแหล่งอาหาร ซึ่งคุณภาพของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่เปลี่ยนแปลงไปกำลังทำลายสมดุลของห่วงโซ่อาหารและการหมุนเวียนสสารในระบบนิเวศลงอย่างช้า ๆ

อีกทั้ง ยังนำไปสู่การรุกรานของสายพันธุ์ต่างถิ่นที่จะเข้ามาแข่งขันและแย่งชิงทรัพยากรที่เหลืออยู่ เพื่อเข้ามาแทนที่สิ่งมีชีวิตดั้งเดิมทีละเล็กทีละน้อยจนระบบนิเวศเก่าก่อนถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นส่งผลให้สิ่งมีชีวิตบางชนิดสูญพันธุ์ไปจากโลก ไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศบนบกหรือทางทะเล ภายในอีก 50 ปีข้างหน้า นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าอาจมีสัตว์บกและชนิดพันธุ์พืชอย่างน้อย 1 ใน 4 ของโลกที่จะสูญพันธุ์ไปอย่างถาวร หากการคุกคามของมนุษย์ยังคงดำเนินต่อไปด้วยอัตราคงที่เฉกเช่นที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง

Everything Connects – https://www.everythingconnects.org/main-types-of-habitat-loss.html

National Geographic – https://blog.nationalgeographic.org/2019/09/25/the-global-impacts-of-habitat-destruction/

Michael Evans – http://www.earthtimes.org/encyclopaedia/environmental-issues/habitat-loss-degradation/


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต ในระบบนิเวศ

เรื่องแนะนำ

เมฆรูปธง ปรากฏการณ์ความงามของมวลเมฆ

 เมฆรูปธง หนึ่งในกลุ่มเมฆภูเขา (Orograhic Cloud) ที่ก่อตัวขึ้นจากการเคลื่อนที่ของกระแสอากาศหรือมวลอากาศในแนวระดับที่ยกตัวสูงขึ้น เมฆรูปธง (Banner Cloud) หรือ “เมฆป้าย” คือ หนึ่งในกลุ่มเมฆภูเขา (Orograhic Cloud) ที่ก่อตัวขึ้นจากการเคลื่อนที่ของกระแสอากาศหรือมวลอากาศในแนวระดับที่ยกตัวสูงขึ้น เมื่อเคลื่อนที่ปะทะเข้ากับสิ่งกีดขวาง โดยเฉพาะเทือกเขาสูงชัน และจะคงตัวอยู่ (Stationary Cloud) ด้านหลังลมของยอดเขาก่อนจะสลายตัวไป เมฆรูปธงจึงถูกพบเห็นบ่อยครั้งตามเทือกเขาสูงที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว โดยเฉพาะภูเขาที่มียอดเขาแหลมคมและมีรูปทรงคล้ายพีระมิด ทำให้เมฆพิเศษชนิดนี้ เมื่อปรากฏขึ้นจึงดูคล้ายคลึงกับการมีธงหรือป้ายขนาดใหญ่โบกสะบัดอยู่เหนือยอดเขา และยังทำให้เมฆรูปธงส่วนใหญ่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงหิมะบนยอดเขาที่ถูกพัดลงมาตามกระแสลมเท่านั้น การก่อตัวของเมฆรูปธง เมฆรูปธงมีกลไกการก่อตัวคล้ายคลึงกับเมฆยอดเขา (Cap Cloud) ที่ได้รับอิทธิพลมาจากการยกตัวของภูมิประเทศ (Orographic Influence) ทำให้เกิดเมฆทางด้านรับลม (Windward Side) ของแนวเทือกเขาที่จะค่อย ๆ สลายตัวไป เมื่อกระแสลมเคลื่อนที่ลงไปตามด้านหลังลม (Leeward Side) ของเทือกเขาดังกล่าว แต่เมฆรูปธงมักก่อตัวขึ้นและคงตัวอยู่ทางด้านหลังลมของภูเขาเท่านั้น เมื่อกระแสลมพัดผ่านเทือกเขาโดดเดี่ยวที่มีลักษณะของปลายยอดแหลม ทำให้กระแสอากาศที่มีความร้อนสูงพัดพาเอาความชื้นจากบริเวณที่ราบหรือพื้นที่ในระดับต่ำกว่า เคลื่อนที่ขึ้นไปตามแนวเทือกเขา ก่อนเย็นตัวลงและก่อให้เกิดการกลั่นตัวของไอน้ำ กลายเป็นกลุ่มเมฆที่ก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการแบ่งชั้นของกระแสลมเหนือยอดเขาด้านบน การยกตัวขึ้นของมวลอากาศบางส่วนหลังเทือกเขา (Leeside Upwelling) และกระแสลมรอบเทือกเขาที่ทำให้เกิดการไหลวนของกระแสอากาศบริเวณปลายยอดในด้านหลังลม ก่อตัวเป็นเมฆรูปธงจากการไหลของกระแสอากาศที่เคลื่อนที่ด้านหลังเทือกเขานั่นเอง […]

ถอดรหัส แพทย์แผนจีน : ตำรายาหลวงจักรพรรดิมังกร

วิทยาศาสตร์และการแพทย์แผนปัจจุบันกำลังพยายามถอดรหัสเพื่อเรียนรู้ศาสตร์เก่าแก่โบราณอย่าง แพทย์แผนจีน ที่ช่วยชีวิตผู้คนมานานนับพันปี สิ่งที่พวกเขาค้นพบอาจช่วยหลอมรวมศาสตร์การแพทย์จากตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยชีวิตผู้คนในยุคศตวรรษที่ 21

“ถ้ำ” สถานที่ฝึกทีมเวิร์คของนักบินอวกาศ

เครือข่ายถ้ำที่ยาวเหยียดและสลับซับซ้อนในอิตาลี คือสถานที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการฝึกฝนให้นักบินอวกาศเรียนรู้ถึงวิธีการทำงานร่วมกันก่อนภารกิจสำรวจโลกใหม่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต

อากาศหนาว ของไทย ทำไมต้องพัดมาจากจีน

“ขณะนี้มวลอากาศเย็นจากจีนได้แผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนแล้ว” ทำไมต้องจีน และลมหนาวในจีนมาจากไหน? มาทำความเข้าใจการเดินทางของสายลมให้ลึกซึ้งมากขึ้นกัน