การศึกษาล่าสุดตั้งข้อสงสัยว่าอุกกาบาตที่ตกเมื่อปี 2014 อาจมาจากนอกระบบสุริยะ

อุกกาบาตที่ตกเมื่อปี 2014 อาจเป็นวัตถุที่มาจากนอกระบบสุริยะ

อุกกาบาต ที่พุ่งเข้าชนชั้นบรรยากาศของโลกในปี 2014 อาจเป็นวัตถุชิ้นที่สองที่มนุษย์ค้นพบ ว่ามีจุดกำเนิดมาจากนอกระบบสุริยะอันไกลโพ้น

อุกกาบาต ลึกลับ

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2014 เวลาประมาณตีสาม มีผู้คนพบเห็นวัตถุคล้ายลูกบอลไฟกำลังเผาไหม้อยู่บนท้องฟ้านอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศปาปัวนิวกีนี เป็นอุกกาบาตที่แตกสลายเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ด้วยชั้นบรรยากาศของโลก เช่นเดียวกับอุกกาบาตอื่นๆ จำนวนมาก แต่การวิจัยครั้งใหม่พบว่า วัตถุดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่หินอวกาศเก่าๆ หากแต่เป็นวัถตุที่มาจากนอกระบบสุริยะ

หากมีข้อมูลที่มากกว่านี้เพื่อจะมายืนยันข้อสันนิษฐานข้างต้น อุกกาบาต ลูกนี้จะเป็นวัตถุชิ้นที่สองที่มาจากนอกระบบสุริยะที่มนุษย์เห็น โดยชิ้นแรกคือหินอวกาศที่มีรูปร่างประหลาดที่ตอนนี้มีชื่อเรียกว่า “โอมูอามูอา” (‘Oumuanua) ที่เดินทางผ่านระบบสุริยะจักรวาลของเราเมื่อปี 2017 และขณะนี้มันกำลังกลับไปยังถิ่นกำเนิดของมัน

โดยอุกกาบาตในปี 2014 นั้นมีเส้นทางโคจรที่แตกต่างกันออกไป โดยสิ้นสุดการเดินทางอันแสนยาวไกลของมันที่นี่ (โลก) ทำให้กลายเป็นหินก้อนแรกจากนอกระบบสุริยะที่เรารู้จัก

“มันเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมาก ผมไม่ได้คาดหวังเลยว่าจะค้นพบอะไรแบบนี้” อาวี โลบ จากศูนย์ดาราศาสตร์ฟิสิกส์ฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียน อธิบายถึงการค้นพบในการศึกษาครั้งนี้ในวารสาร Astrophysical Journal Letters “แต่ก็เหมือนเช่นทุกครั้งที่มีการค้นพบอะไรเช่นนี้ มองมองย้อนกลับไปก็รู้สึกประมาณ “ทุกอย่างก็อยู่ตรงหน้าตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทำไมมองไม่เห็น”

วัตถุแปลกประหลาด

โลปและ อามีร์ ศิราช ทั้งคู่เป็นเพียงนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เห็นอุกกาบาตลูกนี้ใน catalog ที่ได้รับการรวบรวมโดยศูนย์ศึกษาวัตถุใกล้โลก ดูแลและเก็บรักษาโดยห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion ขององค์กรนาซา แคตตาล็อกดังกล่าวได้มีบันทึกมากมายของเวลา วันที่ สถานที่ และความเร็วของอุกกาบาตที่มีแนวโน้มว่าจะผ่านโลกของเรา

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ขณะที่ทั้งคู่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับลูกไฟอุกกาบาต ศิราช พบอุกกาบาตลูกหนึ่งที่มีความเร็วสูงผิดปกติ เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเกือบ  60 กิโลเมตรต่อวินาที เมื่อเทียบกับการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์และโลก ความเร็วของมันอยู่ในลักษณะที่ไวเกินไปที่จะอยู่ในวงโคจรของดวงอาทิตย์ สันนิษฐานว่าวัตถุดังกล่าวน่าจะมาจากนอกระบบสุริยะ จากนั้นพวกเขาก็ใช้แคตตาล็อกเป็นฐานข้อมูลในการหาวงโคจรของอุกกาบาตพิศวงนั้นต่อไป

“เรื่องการเคลื่อนที่ของโลก เราทราบกันเป็นอย่างดี จากนั้นพวกเราก็ใช้ข้อมูลในเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก ของดวงอาทิตย์ และของดาวเคราะห์ทุกดวงมาวิเคราะห์จุดกำเนิดที่เป็นไปได้ของอุกกาบาตลูกดังกล่าว” โลบ กล่าว

จนในที่สุด พวกเขาก็สามารถคำนวณว่าอุกกาบาตปริศนานั้นไม่ได้รับอิทธิพลที่ส่งผลต่อการเคลื่อนที่จากดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะของเรา ซึ่งนั้นเป็นวิธีที่นาซาใช้เป็นประจำในการส่งยานอวกาศออกไปนอกโลก นอกจากนี้ พวกเขายังพบว่าอุกกาบาตดังกล่าวอยู่ในวงโคจรที่ไกลออกไปอย่างมาก ซึ่งนั่นหมายความว่าอุกกาบาตลูกนั้นไม่ได้มีถิ่นฐานอยู่ที่ระบบสุริยะของเรา

“ฉันคิดว่ามันเป็นไปได้ที่วัตถุความเร็วสูงอันนี้จะมาจากนอกระบบสุริยะ” แค็ต โวลก์ จากมหาวิทยาลัยแอริโซนากล่าว

ลูกบอลชายหาดที่มีน้ำหนักมาก

ก้อนอุกกาบาตมีขนาดประมาณกว่า 30 เมตร และมีพฤติกรรมการโคจรที่ผิดปกติจากนอกระบบสุริยะลูกแรกที่แวะเข้ามาทักทายระบบสุริยะของเราอย่างโอมูอามูอา กระตุ้นให้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมและทำให้มันได้รับความสนใจเพิ่มมากยิ่งขึ้นว่าแหล่งกำเนิดที่แท้จริงของมันมาจากไหนกันแน่ แต่กรณีของอุกกาบาตล่าสุดนั้นกลับมีความแตกต่างกันออกไป

ด้วยขนาดประมาณ 3 ฟุต และน้ำหนักกว่า 1,100 ปอนด์ ทำให้อุกกาบาตที่เพิ่งศึกษาล่าสุดนั้นมีขนาดเป็นเพียงเศษเสี้ยวของ Oumuamua เท่านั้น นั้นก็หมายความว่ามันมีขนาดที่เล็กเกินไปที่จะเอาตัวรอดจากการเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศของโลก หลังจากได้ถูกเผาไหม้ไปจนหมดบริเวณท้องฟ้าทางตอนเหนือของเกาะมนัส มันก็สายไปเสียแล้วที่จะศึกษาหรือจะหาคำตอบในเรื่ององค์ประกอบของอุกกาบาตลูกดังกล่าว

แต่โลปกลับกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่วัตถุดังกล่าวจะไม่ได้มาเดี่ยวๆ เพียงหนึ่งลูก แต่อาจจะมาในจำนวนมหาศาลทีเดียวพร้อมกัน หากนักดาราศาสตร์สามารถตรวจพบวัตถุผู้มาเยือนโลกได้ก่อนที่พวกมันจะกระทบกับชั้นบรรยากาศ พวกเขาก็อาจจะสามารถรวบรวมข้อมูลเชิงลึกทางวิทยาศาสตร์ได้มากยิ่งขึ้น

“หากเราทราบล่วงหน้าได้ก่อนพวกมันจะมาถึงชั้นบรรยากาศ” โลปกล่าว “เราอาจจะสามารถหาสเปกตรัมและองค์ประกอบของมันได้ตอนที่พวกมันถูกเผาไหม้โดยชั้นบรรยากาศของโลก”

บางทีการเดินทางกว่าหนึ่งพันปีแสงก็จบลงด้วยเปลวไฟลุกโชนบริเวณชั้นบรรยากาศ..

เรื่องโดย NADIA DRAKE

***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม : สิ่งมีชีวิตนอกโลก มีใครอยู่ข้างนอกนั่นไหม

สิ่งมีชีวิตนอกโลก

เรื่องแนะนำ

ประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของแก๊สน้ำตา

แก๊สน้ำตา ในทางเทคนิคคืออาวุธเคมี ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อร่างกายในระยะยาว ช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2562 เหตุการณ์ที่อยู่ในความสนใจของผู้คนเกือบทั้งโลกคือเหตุการณ์ที่ตำรวจฮ่องกงใช้ แก๊สน้ำตา และกระสุนยางใส่ผู้ประท้วงที่ต่อต้านการพิจารณากฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเข้าไปในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ แม้ผู้ชุมนุมต้องสลายตัวไปเนื่องจากเกรงกลัวอันตรายจากแก๊สน้ำตา แต่ก็มีผู้ชุมนมจำนวนไม่น้อยที่เตรียมตัวรับมือกับการใช้แก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เป็นอย่างดี การใช้ แก๊สน้ำตา กลายเป็นภาพจำของการสลายการชุมนุมของผู้ประท้วงทั่วโลกมาเนิ่นนาน แม้ว่าตามอนุสัญญาเจนีวาจะห้ามมิให้ใช้แก๊สน้ำตาในภาวะสงคราม แต่การใช้แก๊สน้ำตากับประชาชนยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลหลายประเทศมีการใช้แก๊สน้ำตาปราบปรามผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้บาดเจ็บ บางกรณีมีผู้สียชีวิต เพื่อให้เข้าใจอันตรายของแก๊สน้ำตาให้มากขึ้น เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้ติดต่อไปยัง สเวน-เอริก จอรด์ (Sven-Eric Jordt) ศาสตราจารย์ด้านเภสัชวิทยาที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยลมาให้ข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญด้าสแก๊สน้ำตามาให้ข้อมูล ในช่วงทศวรรษที่ 2000 เขาค้นพบว่าแก๊สน้ำตาส่งผลกับร่างกายโดยการกระตุ้นประสาทสัมผัสความเจ็บปวดของร่างกาย โดยร่างกายของเขาเคยได้รับแก๊สน้ำตาในช่วงทศวรรษ 1980 เมื่อครั้งเขายังเป็นนักศึกษาในประเทศเยอรมนีและเข้าร่วมการประท้วงเรื่องการกำจัดขยะนิวเคลียร์ รบกวนเล่าประวัติย่อของแก๊สน้ำตาให้กับเรา จริงๆ แล้วแก๊สน้ำตาไม่ใช่แก๊ส มันเป็นของแข็งหรือของเหลวที่กลายเป็นละอองของเหลว ซึ่งมีสารเคมีบางประเภทที่ถือว่าเป็นแก๊สน้ำตา ชนิดแก๊สน้ำตาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก มีชื่อว่า CS และ OC โดย OC คือ Oleoresin Capsicum (น้ำมันพริก, พริกไทย) อันเป็นส่วนประกอบในสเปรย์พริกไทย ซึ่งมีสารแคปเซอิซิน […]

ก่อนที่จะมี CSI เรามี “นักสืบ X

คริสเตน เฟเดริก-ฟรอสต์ ภัณฑารักษ์ ค้นหาจดหมายเหตุอยู่ที่ สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Institute of Standards and Technology – NIST) เพื่อนำมาจัดแสดง และพบสมุดบันทึก 9 เล่มที่เป็นของนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งทำงานอยู่ที่สถาบัน NIST เมื่อตอนต้นศตวรรษที่ยี่สิบ นักวิทยาศาสต์คนนั้นคือ วิลเมอร์ ซาวเดอร์ นักฟิสิกส์ของสถาบัน NIST ชายผู้เถรตรงผู้นี้เป็นลูกชาวไร่ชาวนาจากรัฐอินดีแอนาทางใต้ จบการระดับมหาวิทยาลัยและกลายมาเป็นนักฟิสิกส์ หลังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตในปี 1916 เขาเริ่มงานที่สถาบันมาตรฐานแห่งชาติ (National Bureau of Standards: NBS ซึ่งต่อมากลายเป็น NIST) ซึ่งทำหน้าที่วัดตวงทุกสิ่งในสหรัฐฯ  ซาวเดอร์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบันทึกทันตกรรมและในภายหลังยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์และระบุลายมือ (handwriting identification specialist) ผู้มีบทบาทสำคัญในการสืบสวนคดีของรัฐบาลกลาง รวมถึงการพิจารณาคดีในศาลของคดีลักพาตัวบุตรตระกูลลินด์เบิร์ก (บุตรชายของนักบิน ชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก อ่านคดีเด็กหายอันโด่งดังนีได้ที่ http://www.thairath.co.th/content/230569 หรือ https://www.fbi.gov/history/famous-cases/lindbergh-kidnapping  ) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 85 ปีก่อน […]

นักบินอวกาศจัดการกับประจำเดือนอย่างไร?

ณ ปัจจุบัน การใช้ยาคุมกำเนิดคือตัวเลือกที่ดีและปลอดภัยที่สุดสำหรับนักบินอวกาศที่ไม่ต้องการมี ประจำเดือน ในระหว่างการปฏิบัติภารกิจ

เสียงน้ำหยดมาจากไหน?

เสียงน้ำหยดมาจากไหน? หนึ่งในเสียงที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ในขณะเดียวกันก็สร้างความน่ารำคาญใจไม่น้อยให้แก่ใครหลายคนคือ “เสียงน้ำหยด” และขณะนี้นักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้แล้วว่าเสียงหยดติ๋ง ติ๋ง นั้นมีที่มาจากอะไร? ทีมนักฟิสิกส์และวิศวกรจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ของสหราชอาณาจักรใช้กล้องถ่ายวิดีโอความเร็วสูง และไมโครโฟนที่มีความไวมากเป็นพิเศษเพื่อบันทึกภาพสโลว์โมชั่นและเสียงขณะที่น้ำกำลังหยด ผลการวิจัยพบว่าแท้จริงแล้วเสียงติ๋งของน้ำนั้นเกิดขึ้นเมื่อหยดน้ำกระทบกับผิวของน้ำและเด้งกลับขึ้นมาเนื่องจากแรงตึงผิว และในเวลานั้นเองเกิดการสั่นสะเทือนของฟองอากาศส่งผลให้มีเสียง “ติ๋ง” เกิดขึ้น ผลการค้นพบครั้งนี้ช่วยชี้ให้เห็นว่าเสียงน้ำหยดไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อหยดน้ำกระทบกับผิวน้ำดังที่เคยเข้าใจกันมา…   อ่านเพิ่มเติม 9 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกของอีลอน มัสก์ เศรษฐีนักประดิษฐ์