เจาะลึกโควิด-19 สายพันธุ์ เดลตา ไวรัสสุดอันตรายที่ทั่วโลกยากจะรับมือ

เจาะลึกโควิด-19 สายพันธุ์ เดลตา ไวรัสสุดอันตรายที่ทั่วโลกยากจะรับมือ

รายงานฉบับใหม่เผยว่ามีเพียงการได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบสองโดส จึงสามารถป้องกันไวรัสโควิด – 19 สายพันธุ์ เดลตา ซึ่งกำลังระบาดอย่างหนักในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และอีกหลายสิบประเทศได้

ประชากรในสหรัฐฯ ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบสองโดส เพียงร้อยละ 48 ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ต่างดิ้นรนจัดหาวัคซีน ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณะสุขต่างกังวลว่า โควิด – 19 สายพันธุ์ เดลตา ซึ่งอันตรายที่สุดและแพร่ระบาดได้เร็วที่สุดในขณะนี้ จะทำให้มีผู้ที่ติดเชื้อและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลก

โควิด-19 สายพันธุ์ เดลตา ตรวจพบครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย และแพร่ระบาดภายทั้งในและนอกประเทศ มากกว่า 90 ประเทศ โดยพบผู้ติดเชื้อมากในอินเดีย สหราชอาณาจักร รัสเซีย อิสราเอล สิงคโปร์ และอีกกว่า 12 ประเทศ

สายพันธุ์เดลตามีอัตราการแพร่กระจายมากกว่าสายพันธุ์อัลฟา ที่มีการตรวจพบครั้งแรกในอังกฤษ มากถึงร้อยละ 60 “นี่เป็นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายเป็นวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว มันเป็นปัญหามากเลยละครับ” เอริก โทโพล ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการของสถาบัน  Scripps Research Translational Institute (SRTI) ในแคลิฟอร์เนีย กล่าว

สายพันธุ์เดลตามีคุณสมบัติในการหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ได้ “นอกจากนี้ มันยังมีอัตราการแพร่ระบาดที่สูงที่สุดเท่าที่เราเคยพบเจอมา มันรวมคุณสมบัติที่แย่ ๆ มาไว้บนพันธุกรรมครับ” เขากล่าวเสริม

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลทางด้านวัคซีน บ่งชี้ว่าการได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบสองโดส ยังมีประสิทธิภาพป้องกันความเจ็บป่วยจากการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา งานวิจัยระบุว่าวัคซีนที่มีเทคโนโลยี mRNA ทั้งโมเดอร์นาและไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค ดูเหมือนจะป้องกันไวรัสสายพันธุ์นี้ได้ ถึงแม้ว่าจะป้องกันได้ไม่ดีเท่าสายพันธุ์อื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้านี้

เดลตา, บุคลากรทางการแพทย์, แพทย์, โควิด-19
บุคลากรทางการแพทย์สวมชุดป้องกันเดินผ่านตู่ปลอดเชื้อในส่วนรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในโรงพยาบาล Mariinsky เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2021 PHOTOGRAPH BY OLGA MALTSEVA, AFP VIA GETTY IMAGES

งานศึกษาอื่นๆ ระบุว่า ผู้รับวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าและไฟเซอร์ฯ ครบสองโดสมีอัตราการป้องกันอาการป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาอยู่ที่ร้อยละ 60 และ 88 ตามลำดับ ตามข้อมูลจาก แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดต่อและภูมิแพ้แห่งชาติ สหรัฐฯ 

อย่างไรก็ตาม การได้รับวัคซีนประเภท mRNA เพียงโดสเดียว หรือมีประวัติการติดเชื้อตามธรรมชาติก่อนหน้า แทบไม่สามารถป้องกันไวรัสสายพันธุ์เดลตาได้ จากงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Nature

ประสิทธิผลของวัคซีนที่ป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้ลดลง ไฟเซอร์ฯ จึงมีแผนขออนุมัติการฉีดวัคซีนเพิ่มเพื่อเป็นบูสต์เตอร์การสร้างภูมิคุ้มกัน และทางไฟเซอร์ฯ ได้ประกาศว่า พวกเขาได้พัฒนาวัคซีนโควิด-19 ที่พัฒนาขึ้นเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายเพื่อรับมือสายพันธุ์เดลตาโดยเฉพาะ คาดว่าจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการทดสอบทางคลินิกในเดือนสิงหาคมนี้

 “ข้อสรุปเพียงอย่างเดียวที่เป็นเหตุเป็นผลมากที่สุดในขณะนี้ คือได้โปรดออกไปรับวัคซีนเถอะครับ มันจะช่วยคุณในการต่อต้านไวรัสสายพันธุ์เดลตาที่กำลังแพร่กระจายเพิ่มขึ้นขณะนี้” เฟาซี กล่าว

เหตุใดไวรัสสายพันธุ์เดลตาจึงน่ากลัว

ไวรัสที่แพร่กระจายอย่างอิสระ โดยเฉพาะไวรัสโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ ที่ถอดรหัสพันธุกรรมโดยใช้โมเลกุลของ RNA จะกลายพันธุ์ได้บ่อยครั้ง และไร้รูปแบบ (randomly) เนื่องจากความผิดปกติในกระบวนการจำลองตัวของไวรัสที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในเซลล์มนุษย์ การกลายพันธุ์บางแบบทำให้ไวรัสสามารถหลบเลี่ยงแอนติบอดี และเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าจับกับเซลล์โดยที่ไม่รู้ตัว

เชื้อราดำ
เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์โน้มตัวไปหาหญิงคนหนึ่งที่เป็นลมหลังจากเห็นการเก็บตัวอย่างจากจมูกของสามีเพื่อนำไปทดสอบหาโรคเชื้อราดำ (Black Fungus) ในห้องไอซียูที่โรงพยาบาลของรัฐในเมืองอัมบิคาเพอร์ รัฐฉัตติสครห์ (Chhattisgarh) ประเทศอินเดีย ภาพถ่ายโดย HARSHA VADLAMANI

ความสำเร็จในประสิทธิภาพของไวรัสโควิด -19 สายพันธุ์เดลตา คือการรวมกันของการกลายพันธุ์ (collection of mutations) บนสไปก์โปรตีนที่ปกคลุมผิวของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 การกลายพันธุ์นี้ได้เปลี่ยนสไปก์โปรตีนจนทำให้แอนติบอดีในร่างกายมนุษย์ ไม่สามารถเข้าจับกับไวรัสได้อย่างแข็งแรง มาร์คัส ฮอฟฟ์แมนน์ นักชีววิทยาโรคติดเชื้อ สถาบันวิจัยสัตว์ไพรเมทไลบ์นิซแห่งเยอรมนี กล่าว

สายพันธ์เดลตาได้กลายพันธุ์สไปก์โปรตีน โดยเปลี่ยนวิธีปฏิสัมพันธ์กับโปรตีนตัวรับ ACE2 (the ACE2 receptor protein) ซึ่งพบได้ในพื้นผิวของปอดและเซลล์อื่นๆ ของมนุษย์ และเป็นช่องทางการบุกรุกเข้าไปในในเซลล์ การกลายพันธุ์นี้ทำให้ไวรัสมีความสามารถในการกระจายตัวได้มากขึ้น และแพร่ไปยังกลุ่มประชากรต่างๆ เมฮุล สุธา นักภูมิคุ้มกันวิทยาแห่งศูนย์วัคซีนอีโมรี (Emory Vaccine Center) กล่าว 

หากการกลายพันธุ์ทำให้ไวรัสมีความสามารถในการขยายพันธุ์ การกลายพันธุ์จะมีแนวโน้มที่จะพัฒนาตัวเองอย่างอิสระในจุดต่าง ๆ ของโลก และการกลายพันธุ์รูปแบบนี้เองที่เป็นปัจจัยให้ไวรัสโควิด-19 แพร่กระจายไปทั่วโลก

นอกเหนือไปจากการกลายพันธุ์แล้ว งานวิจัยที่ศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้ว่า ส่วนหนามด้านนอกของไวรัสสายพันธุ์เดลตาทำให้ตัวไวรัสสามารถหนีแอนติบอดีที่ยับยั้งการเพิ่มจํานวนของไวรัส (neutralizing antibodies) ที่อ่อนแอได้ การกลายพันธุ์นี้พบได้อย่างแพร่หลายในสายพันธุ์ที่พบในสหรัฐอเมริกา แม็กซิโก และยุโรปนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2021 เป็นต้นมา

เดลตา, โควิด-19
เจ้าหน้าที่สวมชุดป้องกันกำลังพักผ่อนหลังจากฝังร่างผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในเมืองบันดุง จังหวัดชวาตะวันตก อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2021 PHOTOGRAPH BY ANTARA FOTO, RAISAN AL FARISI, VIA REUTERS

วัคซีนที่อ่อนประสิทธิภาพลงต่อไวรัสสายพันธุ์ใหม่

ในขณะที่วัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพต้านอาการรุนแรงและการรักษาในโรงพยาบาลจากไวรัสสายพันธุ์อัลฟาและเบตา ประสิทธิภาพดังกล่าวกลับลดลงในสายพันธุ์เดลตา ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ 1 หรือ 2 โดส สร้างแอนติบอดีเพื่อรับมือการสายพันธุ์เดลตาได้ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อัลฟาและเบตา 

เช่นเดียวกับงานศึกษาหนึ่งที่เผยว่า การได้รับวัคซีนไฟเซอร์ครบสองโดส มีประสิทธิภาพในการต้านอาการป่วยที่เกิดจากสายพันธุ์เดลตาที่ร้อยละ 88 ซึ่งเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อัลฟาจะอยู่ที่ร้อยละ 93 การได้รับวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าครบสองโดสก็มีประสิทธิภาพต้านอาการป่วยจากสายพันธุ์อัลฟาที่ร้อยละ 66 แต่ต้านอาการจากสายพันธุ์เดลตาได้เพียงร้อยละ 60 เท่านั้น 

ทว่า การได้รับวัคซีนทั้งสองยี่ห้อดังกล่าวเพียงโดสเดียว มีประสิทธิภาพในการต้านอาการป่วยจากสายพันธุ์อัลฟาที่ร้อยละ 51 และต้านอาการป่วยจากสายพันธุ์เดลตาที่ร้อยละ 33 ประสิทธิภาพดังกล่าวอยู่ต่ำกว่าที่องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกากำหนดไว้สำหรับการกำหนดค่าความปลอดภัยขั้นต่ำของวัคซีนโควิด-19 ที่ร้อยละ 50 ซึ่งหมายความว่า วัคซีนควรป้องกันได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับวัคซีนจากการมีอาการป่วยที่เกิดจากโรคติดเชื้อโควิด-19

อย่างไรก็ตาม การได้รับวัคซีนเพียงอย่างเดียวสามารถชะลอโรคติดต่อโดยการเพิ่มภูมิคุ้มกันหมู่ได้ ซึ่งจนกว่าจะถึงจุดนั้น มาตรการป้องกันตัวเองเช่นการรักษาระยะห่างทางสังคม และการใส่หน้ากากอนามัยยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ดีในการลดการแพร่กระจายของไวรัสชนิดนี้

เรื่อง ซานจัย มิชรา


อ่านเพิ่มเติม การระบาดโรคโควิด-19 ระลอกที่สองในอินเดีย กลายการระบาดที่รุนแรงที่สุดในโลก

เรื่องแนะนำ

ปรากฏการณ์ เอลนีโญ และลานีญา

ความแปรปรวนของกระแสลมและการไหลเวียนของกระแสน้ำที่ผันผวนที่เกิดจาก เอลนีโญ และลานีญา อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกอย่างรุนแรง เอลนีโญ (El Niño) และลานีญา (La Niña) เป็นปรากฏการณ์สุดขั้วตรงข้ามของวัฏจักรการหมุนเวียนกระแสอากาศและกระแสน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก(Eastern Tropical Pacific Ocean) ที่เรียกว่า “El Niño – Southern Oscillation” หรือ“เอนโซ่” (ENSO)ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาสมุทรกับชั้นบรรยากาศโลก ดังนั้นเมื่อกระแสลมเกิดการเปลี่ยนทิศและกระแสน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกเกิดการเปลี่ยนแปลง จึงก่อให้เกิดปรากฏการณ์สภาวะอากาศแปรปรวนฉับพลันที่เรียกว่า “เอลนีโญ” (El Niño) และ “ลานีญา”(La Niña) [ในภาษาสเปน เอลนีโญมีความหมายว่า “เด็กชาย” หรือ “บุตรของพระเยซู”ขณะที่ลานีญามีความหมายว่า “เด็กสาว”] การเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา มหาสมุทรแปซิฟิกในสภาวะปกติ บริเวณแถบเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกจะมีลมสินค้ากำลังแรงพัดจากทางด้านตะวันตกของชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ไปยังประเทศอินโดนีเซีย โดยนำเอากระแสน้ำอุ่นบนพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าสู่ชายฝั่งด้านทิศตะวันออกของออสเตรเลียทำให้น้ำทะเลบริเวณดังกล่าวสูงกว่าระดับทะเลปกติราว 60 ถึง70 เซนติเมตร และทำให้เกิดฝนตกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทางตอนเหนือของออสเตรเลีย ขณะที่ตามแนวชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้จะเกิดกระแสน้ำเย็นใต้มหาสมุทรไหลเข้ามาแทนที่กระแสน้ำอุ่นที่ถูกลมสินค้าพัดพาไป ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “น้ำผุด” (Upwelling) ซึ่งนำธาตุอาหารจากมหาสมุทรลึกขึ้นมายังเขตท้องทะเลที่แสงสว่างส่องถึง (Euphotic zone) ทำให้ทางชายฝั่งของทั้งประเทศเปรู เอกวาดอร์ และชิลี กลายเป็นแหล่งทรัพยากรทางทะเลที่สำคัญและสร้างรายได้มหาศาลให้กับชาวประมงท้องถิ่นอีกด้วย ปรากฏการณ์เอลนีโญ […]

ปราการมองไม่เห็นที่แบ่งเขาแบ่งเรา

เราถูกกำหนดมาตั้งแต่ลืมตาดูโลกให้แบ่งแยกระหว่างเรากับคนอื่นและเอนเอียงเข้าข้างกลุ่มของตัวเอง วิทยาศาสตร์มีทางออกให้กับเรื่องนี้หรือไม่

ความหมายและความสำคัญของ พื้นที่ชุ่มน้ำ

พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetlands) คือ พื้นที่ซึ่งมีน้ำเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดหรือควบคุมสภาพแวดล้อมและลักษณะการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต โดยทั่วไปแล้ว พื้นที่ชุ่มน้ำ เกิดจากการที่ระดับน้ำใต้ดิน (Water Table) อยู่ใกล้กับผิวดินมาก ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวมีน้ำเอ่อล้นขึ้นมาหรืออาจถูกน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง ดังนั้น ความหมายของพื้นที่ชุ่มน้ำจึงครอบคลุมถึงทุกพื้นที่ซึ่งมีลักษณะทางภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม พื้นที่ชื้นแฉะ หรือเป็นแหล่งน้ำที่มีระดับน้ำเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มีการไหลเวียนของน้ำตามฤดูกาล หรืออาจมีระดับน้ำขังคงที่ถาวร รวมไปถึงบริเวณริมชายฝั่งทะเลและพื้นที่ในทะเลบางส่วนที่มีความลึกหรือระดับน้ำไม่เกิน 6 เมตร เมื่อกระแสน้ำลดลงถึงจุดต่ำสุด จากลักษณะทางกายภาพที่กล่าวมา ส่งผลให้พื้นที่ชุ่มน้ำมีองค์ประกอบของพืชพรรณและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่หลากหลาย เนื่องจากมีระบบนิเวศที่อยู่ทั้งในเขตน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม รวมถึงพื้นที่ชุ่มน้ำที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ เช่น  นาข้าว นากุ้ง และอ่างเก็บน้ำ เป็นต้น พื้นที่ชุ่มน้ำสามารถจำแนกออกเป็น 6 ประเภท ดังนี้   พื้นที่ชุ่มน้ำทางทะเลและชายฝั่ง (Marine and Coastal Wetlands) หมายถึง บริเวณในทะเลและริมชายฝั่งทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของกระแสน้ำจากแม่น้ำ เช่น ทะเลสาบน้ำเค็ม (Lagoon) หาดทราย (Beach) และแนวปะการัง (Coral Reef) […]

ร่วมโหวตไอเดียเปลี่ยนโลกที่ดีที่สุด

โดย คริสติน่า นูเนซ หากหัวข้อข่าวล่าสุดที่คุณกำลังมองหาคือข่าวดีที่เต็มไปด้วยความหวัง คุณต้องทำความรู้จักกับแคมเปญที่จัดขึ้นโดยเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก แคมเปญนี้ “Chasing Genius” โครงการประกวดออนไลน์ที่เฟ้นหาสุดยอดไอเดียในการเปลี่ยนแปลงโลก ขณะนี้ดำเนินมาถึงรอบสุดท้ายแล้ว และผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านเข้าสู่รอบตัดสินจำนวนกว่า 40 คนก็ได้ถูกประกาศรายชื่อให้ได้ทราบกัน พวกเขาแข่งขันกันนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ดีที่สุด เพื่อช่วยเหลือโลก คณะกรรมการของโครงการจะคัดเลือกสุดยอดไอเดียที่ดีที่สุดของที่สุดจากทั้งหมด ผู้ชนะ 4 คนจะได้รับเงินรางวัลคนละ 25,000 ดอลล่าร์สหรัฐ และ 1 ใน 4 จะได้รับรางวัล People’s Choice จากคะแนนโหวต ในบรรดาผู้เข้าแข่งขันมีทั้งนักเรียน นักศึกษา ครูอาจารย์ นักวิจัย ผู้เกษียณอายุ ตลอดจนบุคคลที่คลั่งไคล้วิทยาศาสตร์ทั่วไป พวกเขามาพร้อมกับไอเดียการแก้ปัญหาตั้งแต่น้ำเสีย, การผลิตอาหารเพื่อเพียงพอต่อประชากรโลก ไปจนถึงการป้องกันโรคระบาด อย่างไรก็ตามคอนเซ็ปของการประกวดในครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่แนวคิดเรียบง่ายแต่ส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อด้วยกัน ได้แก่ การพัฒนาโลกอย่างยั่งยืน, สุขภาพของโลก และอาหารเลี้ยงประชากรโลก 9 พันล้านคน ขณะนี้การแข่งขันดำเนินมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว คุณเองสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการโหวตไอเดียที่ชื่นชอบหรือคิดว่าคู่ควรแก่ชัยชนะ ได้ที่นี่ โดยคะแนนโหวตจะรวมผลภายในวันที่ 15 […]