World Update: นาซายืนยัน ‘พบ ดาวหางดวงใหญ่ ที่สุดเท่าที่เคยพบมา’

World Update: นาซายืนยัน ‘พบ ดาวหางดวงใหญ่ ที่สุดเท่าที่เคยพบมา’

World Update: นาซายืนยัน ‘พบ ดาวหางดวงใหญ่ ที่สุดเท่าที่เคยพบมา’

นักดาราศาสตร์ เปโดร เบอร์นาร์ดดิเนลลิ (Pedro Bernardinelli) และ เกรี่ เบอรน์สไตน์ (Gary Bernstein) ได้ค้นพบ ดาวหางดวงใหญ่ ที่สุดเท่าที่เคยสังเกตกันมา โดยนาซาได้ยืนยันขนาดของมันอย่างเป็นทางการแล้ว ประเมินว่ามีมวลราว 500 ล้านล้านตันและนิวเคลียส (หรือแก่นกลางของแข็ง) ของดาวหางนั้นกว้างประมาณ 137 กิโลเมตร

ในตอนแรกมันถูกตรวจพบเมื่อปี 2010 แต่ยังไม่มีการยืนยันถึงขนาดของมันจนวันนี้ “เราสงสัยมาตลอดว่าดาวหางดวงนี้จะต้องมีขนาดใหญ่เพราะมันสว่างมาก” เดวิด เจวิตต์ (David Jewitt) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์และดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส (UCLA) กล่าว

นาซาบรรยายถึงดาวหางดวงนี้ไว้ว่าเป็นก้อนน้ำแข็งใหญ่ยักษ์ที่สกปรกเย็นยะเยือก ทำให้มันมีชื่อเล่นว่า “ก้อนหิมะสกปรก” (dirty snowball) ในขณะที่ชื่ออย่างเป็นทางการคือ “Bernardinelli-Bernstein” เป็นดาวหางที่ประกอบไปด้วยหิน น้ำแข็ง และเศษฝุ่นอื่นๆ มีอุณหภูมิ -211 องศาเซลเซียส โคจรรอบดวงอาทิตย์ในระยะห่างราว 1.6 ถึง 3.2 พันล้านกิโลเมตรด้วยความเร็วประมาณ 35,405 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

“ดาวหางดวงนี้เปรียบได้เป็น ‘ยอดภูเขาน้ำแข็ง’ อย่างแท้จริงสำหรับดาวหางหลายพันดวงที่สลัวเกินกว่าจะมองเห็นได้ในส่วนที่ห่างไกลของระบบสุริยะ” ศาสตราจารย์ เจวิตต์ กล่าว คาดกันวันว่า “ก้อนหิมะสกปรก” นี้มีจุดกำเนิดจากหมู่เมฆออร์ต (Oort cloud) ที่เป็นบริเวณอันห่างไกลที่สุดของระบบสุริยะและเป็นแหล่งที่อยู่ของดาวหางหลายดวง

เนื่องด้วยแรงโน้มถ่วงจากดาวเคราะห์ยักษ์เช่นดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดี อีกทั้งยังอาจถูกรบกวนจากดวงดาวนอกระบบสุริยะ ส่งผลให้มันโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรียาว 3 ล้านปีโคจรรอบดวงอาทิตย์ “มันถูกขับออกจากระบบสุริยะอย่างไม่เป็นระเบียบเหมือนการเล่นเกมพินบอลแรงโน้มถ่วงท่ามกลางดาวเคราะห์นอกระบบขนาดใหญ่” นาซาอธิบาย 

นักดาราศาสตร์หวังว่าจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับดาวหางดวงใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมานี้เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามมันกลายเป็น “วัตถุที่น่าอัศจรรย์” ตามคำกล่าวของ มานทู ฮุย (Man-To Hui) จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเก๊า หนึ่งในผู้เขียนรายงาน

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล

Photograph by NASA, ESA, MAN-TO HUI (MACAU UNIVERSITY OF SCIENCE  

ที่มา

https://www.space.com/hubble-space-telescope-largest-comet-nucleus-bernardinelli-berstein

https://iopscience.iop.org/article/10.3847/2041-8213/ac626a

https://www.bbc.com/news/science-environment-61097826

เรื่องแนะนำ

ในคืนวันคริสต์มาส ซานตาคลอสต้องเหนื่อยขนาดไหน?

อันที่จริงงานส่งของขวัญในคืนคริสต์มาสไม่ได้สบายอย่างที่คิด แล้วซานตาคลอสทำได้อย่างไร? เขาต้องไม่ใช่แค่ช่างทำของเล่นธรรมดาแน่ แต่ต้องเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์แบบสุดๆ โดยเฉพาะฟิสิกส์

เทอร์โมพลาสติก: พลาสติกที่รีไซเคิลได้

ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มนุษย์ใช้ประโยชน์อยู่ทุกวัน ต้องมีพลาสติกประเภท เทอร์โมพลาสติก เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่เราหยิบจับอย่างไม่รู้ตัว เช่น ขวดน้ำดื่ม บรรจุภัณฑ์เครื่องสำอาง ถึงบรรจุอาหาร และถุงหิ้ว เป็นต้น เทอร์โมพลาสติก (Thermoplastics) คือ พลาสติกพอลิเมอร์ (Plastic Polymer) ที่เกิดจากสารประกอบอินทรีย์หรือสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbons) ที่มีโครงสร้างเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่เรียงเชื่อมชิดติดกันเป็นสายโซ่ตรงยาว นอกจากนี้ เมื่อสัมผัสกับความร้อนยังมีคุณสมบัติเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ทางกายภาพได้ง่ายโดยเทอร์โมพลาสติกจะอ่อนตัวลงเมื่อได้รับความร้อนสูง โดยไม่สูญเสียสมบัติเฉพาะ และเมื่ออุณหภูมิลดต่ำลง เทอร์โมพลาสติกจะคืนกลับมามีโครงสร้างแข็งแรงทนทานอีกครั้ง ดังนั้น เทอร์โมพลาสติกจึงมีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงเป็น “พลาสติกรีไซเคิล” ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้ง หลังผ่านกระบวนการบด หลอมเหลว และขึ้นรูปด้วยความร้อน ทอร์โมพลาสติกสามารถจำแนกออกเป็น 7 ชนิด 1. พอลิเอทธิลีน เทเรฟธาเลท (Polyethylene Terephthalate: [1] PETE) คือ พลาสติกใสที่มีลักษณะแข็ง เนื้อเหนียว ทนทานต่อแรงกระแทก และไม่เปราะบางแตกหักง่าย มีคุณสมบัติในการป้องกันการแพร่ผ่านของก๊าซได้ดี ประโยชน์ : นิยมนำมาใช้ในการผลิตขวดน้ำดื่ม ขวดน้ำมันพืช และขวดเครื่องปรุงอาหารต่าง […]

แร่และหิน (Minerals and Rocks)

แร่และหิน เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่นำมาประยุตก์ใช้ในงานอุตสาหกรรมในวงกว้าง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับหลายประเทศ แร่ (Minerals) คือ ธาตุหรือสารประกอบอนินทรีย์ (Inorganic Compound) ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ประกอบด้วยอะตอมของธาตุตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป มีโครงสร้างภายในเป็นผลึก จึงมีสถานะเป็นของแข็ง อีกทั้งยังมีองค์ประกอบทางกายภาพและทางเคมีที่ค่อนข้างเสถียรและแน่นอน ซึ่งส่งผลให้แร่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างจำกัด คุณสมบัติทางกายภาพของแร่ ผลึก (Crystal) คือ โครงสร้างทางกายภาพที่เป็นผลมาจากการจัดเรียงตัวของอะตอมหรือโมเลกุลของธาตุที่ประกอบอยู่ภายในแร่ต่าง ๆ เกิดเป็นรูปทรงสามมิติที่มีระนาบ มีสมมาตร และมีการจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แร่บางชนิดประกอบขึ้นจากธาตุชนิดเดียวกัน แต่มีรูปทรงผลึกแตกต่างกันออกไป เช่น เพชร (Diamond) และกราไฟต์ (Graphite) แนวแตกเรียบ (Clevage) คือ รอยแตกระนาบที่เรียบไปตามโครงสร้างอะตอมในผลึกแร่ โดยทั่วไปรอยแตกนี้จะขนานไปตามผิวหน้าของแร่ รอยแตก (Fracture) คือ รอยแตกที่ไม่สม่ำเสมอหรือมีทิศทางไม่แน่นอนบนผิวของแร่ ความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) คือ อัตราส่วนระหว่างน้ำหนักของสสารต่อน้ำหนักของน้ำ ณ อุณหภูมิหนึ่ง โดยทั่วไป แร่โลหะจะมีความถ่วงจำเพาะมากกว่าแร่อโลหะ ความแข็ง (Hardness) คือ ความแข็งแรงทนทานต่อแรงกระทำจากภายนอกของแร่ […]

การเปลี่ยนแปลงทางธรณีภาค และแผ่นเปลือกโลก

การเปลี่ยนแปลงของ แผ่นเปลือกโลก และธรณีวิทยา เป็นหนึ่งในสาขาของวิชาวิทยาศาสตร์ และมนุษย์ได้นำความรู้เรื่องนี้มาประยุกต์ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรณีมาอย่างต่อเนื่อง หลังการเย็นตัวลงของพื้นผิวโลก เมื่อ 4 พันล้านปีก่อน เกิดการยกตัวขึ้นของชั้นหินเหนือผิวน้ำจนแผ่นดินผืนแรกถือกำเนิดในอีกราว 2.5 พันล้านปีต่อมา ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน การเคลื่อนที่ของ แผ่นเปลือกโลก และมหาสมุทรไม่เคยหยุดนิ่ง ภายใต้พื้นผิวโลกมีความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ก่อให้เกิดภูมิประเทศและทรัพยากรอันหลากหลาย รวมถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ จากการศึกษาหลักฐานทางธรณีวิทยา รวมถึงความพยายามในการจัดทำแผนที่โลกของนักวิทยาศาสตร์ในอดีต ส่งผลให้เกิดการลบล้างความเชื่อที่ว่า “แผ่นดินไม่เคยเกิดการเปลี่ยนแปลง” โดยเฉพาะการเสนอทฤษฎีการเลื่อนไหลของทวีป (Theory of Continental Drift) ในปี1915 โดย อัลเฟรด เวเกเนอร์  (Alfred Wegener) นักอุตุนิยมวิทยาชาวเยอรมัน ที่สังเกตเห็นถึงความสอดคล้องกันของรูปร่างชายฝั่งตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้และชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา ทำให้เกิดการตั้งสมมุติฐานที่ว่า เมื่อราว 200 ล้านปีก่อน โลกประกอบด้วยแผ่นดินผืนเดียวที่เรียกว่า “มหาทวีป” หรือ “พันเจีย” (Pangaea) ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยมหาสมุทรขนาดใหญ่ และมหาทวีปนี้ประกอบไปด้วยดินแดนลอเรเซีย (Laurasia) ทางตอนเหนือและดินแดนกอนด์วานา (Gondwana) ทางตอนใต้ จนกระทั่งมหาสมุทรแอตแลนติกเกิดการขยายตัว ทำให้แผ่นดินเคลื่อนที่และแยกตัวออกจากกัน จนกลายเป็นทวีปและมหาสมุทรดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ แนวคิดเรื่อง […]