ลิ้นและการรับรส มีความสำคัญอย่างไร และมนุษย์รับรสได้อย่างไร

ลิ้นและการรับรส

ลิ้นและการรับรส เป็นระบบหนึ่งในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องโภชนาการ และระบบย่อยอาหารของมนุษย์

ลิ้นและการรับรส – ลิ้น (Tongue) คือ อวัยวะรับสัมผัสที่พิเศษอย่างยิ่งของมนุษย์ ประกอบขึ้นจากชุดกล้ามเนื้อที่สามารถเคลื่อนไหวได้ดี มีเส้นเลือดและเส้นประสาทจำนวนมาก กล้ามเนื้อลิ้นมีรูปร่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 10 เซนติเมตร ปกคลุมด้วยชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective Tissue) หนาแน่นและเยื่อบุพิเศษหรือเยื่อเมือกสีชมพูที่เรียกว่า “มิวโคซา” (Mucosa) ทำหน้าที่รักษาความชุ่มชื้นบนพื้นผิวของลิ้น

โครงสร้างของลิ้นสามารถจำแนกออกเป็น 3 ส่วนย่อย คือ

ปลายลิ้นและด้านข้างของลิ้น : ส่วนของกล้ามเนื้อที่สามารถเคลื่อนไหวได้ดี

ด้านหลังของลิ้น : พื้นผิวด้านบนของลิ้น ประกอบด้วยเซลล์ประสาทจำนวนมาก ทำหน้าที่รับสัมผัสและรับรู้รสชาติต่าง ๆ

ฐานหรือโคนลิ้น : ส่วนของกล้ามเนื้อที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมต่อกับฐานของช่องปาก มีกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นต่าง ๆ ทำหน้าที่ยึดลิ้นกับกระดูกไฮออยด์ (Hyoid Bone) ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในลำคอ

พาพิลลาและตุ่มรับรส

บริเวณผิวลิ้นที่มีลักษณะขรุขระประกอบขึ้นจากปุ่มขนาดเล็กที่เรียกว่า “พาพิลลา” (Papillae) กระจายตัวอยู่ทั่วทั้งลิ้น ทำหน้าที่เพิ่มผิวสัมผัสในการรับความรู้สึกจากอาหารและรับรู้รสชาติต่าง ๆ ผ่าน “ตุ่มรับรส” (Taste Buds) ขนาดเล็ก 4 ชนิด โดยที่ตุ่มรับรสแต่ละชนิดทำหน้าที่รับรสชาติที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นรสหวาน รสขม รสเค็ม และรสเปรี้ยว

ลิ้นและการรับรส, ลิ้น, การรับรส, ต่อมรับรส, ทางเดินอาหาร, ระบบย่อยอาหาร
ลิ้นและตุ่มรับรส ภาพประกอบ : Study.com

ในอดีต ผู้คนจำนวนมากเข้าใจว่าตุ่มรับรสแต่ละชนิดมีตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจงบนลิ้น เช่น เราจะรับรู้รสหวานได้จากบริเวณปลายลิ้นที่มีตุ่มรับรสหวาน ตุ่มรับรสเค็มจะอยู่บริเวณด้านข้างลิ้น หรือตุ่มรับรสขมอยู่บริเวณโคนลิ้น

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตุ่มรับรสทั้ง 4 ชนิดกระจายตัวอยู่ทั่วทุกบริเวณของลิ้น ตั้งแต่ 2,000 ถึง 10,000 ตุ่ม โดยที่บริเวณต่าง ๆ ที่เฉพาะเจาะจงเหล่านั้นเป็นเพียงส่วนที่สามารถรับรสชาติดังกล่าวได้ไวกว่าบริเวณอื่นเท่านั้น อีกทั้ง ตุ่มรับรสยังกระจายตัวอยู่ทั้งบนเพดานปากและในลำคออีกด้วย

ลิ้นและการรับรส
ตุ่มรับรสทั้ง 4 และรสอูมามิ หรือ “รสกลมกล่อม”
ตัวอย่างของสารเคมีที่ทำให้ลิ้นเกิดการรับรสได้ ได้แก่
รสหวาน สารให้ความหวาน เช่น น้ำตาลต่าง ๆ รวมถึงแอลกอฮอล์ โปรตีน และกรดอะมิโนบางชนิด
รสเปรี้ยว สารที่มีฤทธิ์เป็นกรด
รสเค็ม เกลือที่มีไอออนบวก
รสขม สารจำพวกอัลคาลอยด์ เช่น คาเฟอีน และควินิน
รสกลมกล่อม หรืออูมามิ กรดกลูตามิก (Glutamic Acid) และกรดแอสปาร์ติก (Aspartic Acid) เช่น ผงชูรส มะเขือเทศสุก ชีส และหน่อไม้ฝรั่ง

นอกจากนี้ ตุ่มรับรสต่าง ๆ ยังประกอบไปด้วยเซลล์รับรส (Taste Receptor Cells) หรือเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับศูนย์รวมประสาท ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณทางเคมีที่ได้รับต่อไปยังสมอง เพื่อแปลสัญญาณและความหมายของรสชาติอาหารที่รับประทานเข้าไป โดยอาศัยประสาทสมองคู่ที่ 7 (Facial Nerve) ซึ่งรับรสจากบริเวณปลายลิ้นและด้านข้างของลิ้นและประสาทสมองคู่ที่ 9 (Glossopharyngeal) จากโคนลิ้น

ลิ้นและการรับรส, ลิ้น, การรับรส, ต่อมรับรส, ทางเดินอาหาร, ระบบย่อยอาหาร
เซลล์รับรสและเส้นประสาท

หน้าที่ของลิ้น

  • ช่วยในกระบวนการรับประทาน ทั้งการคลุกเคล้าอาหาร บดอาหาร การดื่ม การดูด รวมไปถึงการกลืน
  • รับสัมผัสและรสชาติของอาหาร ช่วยคัดกรองอาหารและสิ่งแปลกปลอมก่อนเข้าร่างกาย รวมถึงกระตุ้นการทำงานของน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร
  • ช่วยในการพูดและการออกเสียงคำต่าง ๆ
  • ป้องกันเชื้อโรคที่ผ่านเข้ามาทางช่องปาก จากการทำงานของต่อมทอนซิลต่าง ๆ
ต่อมทอนซิล / ภาพถ่าย : Smrithi Santhosh

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีความสามารถในการรับรู้สารเคมีต่าง ๆ รอบตัวผ่านทางประสาทสัมผัสและอวัยวะที่แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะในสัตว์มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่บนบกอย่างมนุษย์เรา มีลิ้นที่เป็นอวัยวะรับความรู้สึกที่มีลักษณะพิเศษอย่างยิ่ง สามารถทำให้มนุษย์รับรู้ถึงรสชาติและรสสัมผัสจากอาหารและสารต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาทางช่องปาก และทำให้มนุษย์สามารถเพลิดเพลินไปกับอาหารและการกินต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ และณภัทรดนัย

ข้อมูลอ้างอิง
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK279407/
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/87663/-scibio-sci-
https://il.mahidol.ac.th/e-media/nervous/3_9.htm


อ่านเพิ่มเติม ขยะอาหาร (Food Waste) และการสูญเสียอาหาร (Food Loss)

เรื่องแนะนำ

การเกิดหินและสินแร่ในธรรมชาติ

แร่และหิน เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่นำมาประยุกต์ใช้ในงานอุตสาหกรรมในวงกว้าง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับหลายประเทศ แร่ (Minerals) คือ ธาตุหรือสารประกอบอนินทรีย์ (Inorganic Compound) ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ประกอบด้วยอะตอมของธาตุตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป มีโครงสร้างภายในเป็นผลึก จึงมีสถานะเป็นของแข็ง อีกทั้งยังมีองค์ประกอบทางกายภาพและทางเคมีที่ค่อนข้างเสถียรและแน่นอน ซึ่งส่งผลให้แร่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างจำกัด คุณสมบัติทางกายภาพของแร่ ผลึก (Crystal) คือ โครงสร้างทางกายภาพที่เป็นผลมาจากการจัดเรียงตัวของอะตอมหรือโมเลกุลของธาตุที่ประกอบอยู่ภายในแร่ต่าง ๆ เกิดเป็นรูปทรงสามมิติที่มีระนาบ มีสมมาตร และมีการจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แร่บางชนิดประกอบขึ้นจากธาตุชนิดเดียวกัน แต่มีรูปทรงผลึกแตกต่างกันออกไป เช่น เพชร (Diamond) และกราไฟต์ (Graphite) แนวแตกเรียบ (Clevage) คือ รอยแตกระนาบที่เรียบไปตามโครงสร้างอะตอมในผลึกแร่ โดยทั่วไปรอยแตกนี้จะขนานไปตามผิวหน้าของแร่ รอยแตก (Fracture) คือ รอยแตกที่ไม่สม่ำเสมอหรือมีทิศทางไม่แน่นอนบนผิวของแร่ ความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) คือ อัตราส่วนระหว่างน้ำหนักของสสารต่อน้ำหนักของน้ำ ณ อุณหภูมิหนึ่ง โดยทั่วไป แร่โลหะจะมีความถ่วงจำเพาะมากกว่าแร่อโลหะ ความแข็ง (Hardness) คือ ความแข็งแรงทนทานต่อแรงกระทำจากภายนอกของแร่ […]

สิ่งมีชีวิตสุดขั้ว ในธรรมชาติ

บนโลกของเรามีภูมิประเทศที่หลากหลาย และบางสถานที่ก็ไม่เหมาะแก่การดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตชนิดใดเลย แต่ สิ่งมีชีวิตสุดขั้ว กลับมีชีวิตรอดในภูมิประเทศอันโหดร้ายเหล่านั้นได้ สิ่งมีชีวิตสุดขั้ว (Extremophile) คือ สิ่งมีชีวิตที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะสุดขั้ว (extreme condition) เช่น แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในปากปล่องภูเขาไฟใต้ทะเลลึก หรือจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบน้ำเค็ม และใต้ชั้นดินเยือกแข็ง โดยส่วนใหญ่ สิ่งมีชีวิตสุดขั้วคือกลุ่มของจุลินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิตที่มีเซลล์เดียวแบบโพรคาริโอต (Prokaryote) โดยเฉพาะกลุ่มของอาร์เคีย (Archaea) และแบคทีเรีย รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น หนอน กบ แมลง และกุ้ง เป็นต้น ซึ่งนับเป็นกลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่สามารถดำรงอาศัยอยู่และมีวิวัฒนาการอย่างโดดเด่นเหนือสิ่งมีชีวิตทั่วไปในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย ทั้งในเชิงกายภาพและชีวภาพ สิ่งมีชีวิตสุดขั้วสามารถแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลักตามสภาพแวดล้อมที่แหล่งที่อยู่อาศัย สิ่งมีชีวิตที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมร้อนจัด (Hyper/Thermophile) : สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีอุณหภูมิสูงจัด ตั้งแต่ราว 40 ไปจนถึง 200 องศาเซลเซียส อย่างเช่น ทะเลทราย น้ำพุร้อน และปล่องระบายความร้อนใต้พิภพในทะเลลึก สิ่งมีชีวิตที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมเย็นจัด (Psychrophile) : สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีอุณหภูมิตั้งแต่ 10 ไปจนถึง -20 องศาเซลเซียส อย่างเช่น […]

สัญชาตญาณความเป็นแม่มีแค่ในผู้หญิงหรือ?

ผลการทดสอบสารเคมีในสมองชี้ให้เห็นว่าเราต้องนิยามคำว่า "สัญชาตญาณความเป็นแม่" เสียใหม่ เมื่อในหนูทดลองเพศผู้เองก็มีสัญชาตญาณนี้เช่นกัน