'ตลาดสด อู่ฮั่น ' คือจุดเริ่มต้นแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 จริงหรือไม่

‘ตลาดสด อู่ฮั่น ‘ คือจุดเริ่มต้นแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 จริงหรือไม่

มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่ถกเถียงกันว่าต้นเหตุของโควิด-19 มิได้มาจากตลาดสด อู่ฮั่น เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงปัญหาที่ใหญ่กว่าอย่างการทำฟาร์มสัตว์ป่าที่มีการควบคุมอย่างย่ำแย่

อู่ฮั่น , จีน – “ผมขนลุกทุกครั้งที่ผมขับรถผ่านที่นี่เลยครับ” คนขับแท็กซี่พูดขึ้นขณะเขาจอดรถใกล้กับตลาดขายส่งอาหารทะเลหัวหนานในอู่ฮั่น ตลาดสดซึ่งเป็นทั้งแหล่งขายและเชือดสัตว์ปีกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแห่งนี้คือสถานที่ที่ผู้ป่วยโควิด-19 คนแรกๆ ทำงานหรือมาเยือนก่อนจะเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเมื่อเดือนธันวาคม 2019 “หัวหนานกลายเป็นเหมือนภาพจำของโรคนี้ไปแล้วครับ” เขากล่าว

ตลาดสดแห่งนี้ถูกกำหนดเป็นเขตหวงห้ามตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020 และถูกแช่แข็งใต้กาลเวลาเบื้องหลังกำแพงสีน้ำเงินขนาดยักษ์ ด้านใน แผงร้านค้าและสิ่งของต่างๆ ถูกปล่อยทิ้งร้าง ข้อความว่า “สดๆ เป็นๆ” ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นคำจำกัดความของสินค้าในตลาดแห่งนี้ ถูกเขียนอยู่บนป้ายโฆษณาป้ายหนึ่ง

ขณะที่โลกกำลังเข้าสู่ปีที่สามของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ต้นกำเนิดที่แน่ชัดของไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคและบทบาทของตลาดหัวหนานในการจุดประกายการแพร่ระบาดยังคงเป็นที่ถกเถียงอย่างเผ็ดร้อน แม้เหล่าผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่าการอุบัติของโควิด-19 เกิดจากการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน (zoonotic spillover) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ได้รับเชื้อโรคซึ่งแพร่มาจากสัตว์ป่า แต่ปริศนาว่าเป็นเวลาใดและที่ใดกันแน่ที่ตัวเชื้อเริ่มการแพร่ระบาดดังกล่าวนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด

การระบุอย่างเจาะจงว่าการแพร่เชื้อเกิดขึ้นที่ใดนั้นจะเป็นประโยชน์ไม่เพียงแค่สำหรับแวดวงวิชาการ แต่ “มันส่งผลสำคัญสำหรับการจัดวางนโยบาย” ที่จะช่วยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงและหวังว่าจะป้องการการระบาดใหญ่ทั่วโลกครั้งต่อไปได้ Roger Frutos นักวิทยาไวรัสประจำมหาวิทยาลัย Montpellier ในฟรั่งเศส กล่าว

อู่ฮั่น
ภาพถ่ายตลาดหัวหนานจากมุมสูง ภาพถ่ายโดยTHOMAS PETER, REUTERS

เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยนานาชาติได้ตีพิมพ์งานวิจัยสองชิ้นซึ่งมีข้อสรุปตรงกันว่าตลาดหัวหนานคือจุดศูนย์กลางของการระบาดใหญ่ทั่วโลกครั้งนี้ลงในวารสาร Science โดยบ่งชี้ว่า SARS-CoV-2 สองสายพันธุ์ซึ่งเกี่ยวพันกันอย่างแนบชิดกระโดดจากสัตว์สู่คนในสองเหตุการณ์ และมีความเป็นไปได้อย่างสูงว่าทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในตลาดแห่งนี้

งานวิจัยทั้งสองชิ้นสนับสนุนข้อสงสัยก่อนหน้าว่า “สัตว์ในตลาดคือองค์ประกอบที่เป็นกุญแจสำคัญในการแพร่เชื้อครั้งแรกๆ ครับ” โดมินิค ดิวเออร์ นักวิทยาการระบาดประจำมหาวิทยาลัยซิดนีย์ผู้ไม่มีส่วนร่วมในผลงานทั้งสองแต่เป็นหนึ่งในสมาชิกประจำทีมงานจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ซึ่งเดินทางไป อู่ฮั่น เพื่อสืบหาต้นตอของโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว กล่าว “มันชัดเจนครับว่าไวรัสทั้งสองสายพันธุ์ไหลเวียนอยู่ในตลาดก่อนจะระเบิดออกมาสู่โลกภายนอกครับ”

แต่เหล่านักวิทยาศาสตร์ยังคงถกเถียงกันว่าเป็นสัตว์หรือมนุษย์ที่ติดเชื้อกันแน่ที่นำไวรัสมาสู่ตลาดแห่งนี้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังไม่สามารถหาสัตว์ที่มีเชื้อต้นตระกูล (progenitor) ของ SARS-CoV-2 ได้ ข้อสรุปที่ว่าการติดโรคจากสัตว์สู่คนเกิดขึ้นที่นี่จึงมาจากหลักฐานแวดล้อมเท่านั้น “เราไม่ควรใช้ความเชื่อมโยงมาเป็นหลักฐานของคำแถลงที่สำคัญค่ะ” Virginie Courtier นักชีววิทยาวิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยปารีส กล่าวเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าตลาดหัวหนานขายสัตว์ป่าที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ปลายปี 2019 แต่การกระเซ็นเปื้อนอาจเกิดขึ้นได้กับใครก็ตามที่สัมผัสกับสัตว์เหล่านี้ในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงฟาร์มซึ่งเลี้ยงสัตว์ป่าเพื่อการขาย โรนัลด์ โรเซนเบิร์ก นักไวรัสวิทยาจากฟอร์ตคอลลินส์ มลรัฐโคโลราโด ซึ่งเพิ่งเกษียณอายุจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ CDC กล่าว

ข้อมูลจากรายงานชิ้นหนึ่งซึ่งมาจากสถาบันวิศวกรรมแห่งประเทศจีน (Chinese Academy of Engineering) จากปี 2017 ระบุว่าสัตว์ป่าหลายร้อยล้านตัวจากหลายร้อยสายพันธุ์ถูกเลี้ยงเพื่อการขายภายในประเทศ รายงานชิ้นดังกล่าวยังประมานการว่าอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีการว่าจ้างแรงงานราวสิบล้านคน มีมูลค่ากว่า 27ล้านล้านบาท (7 หมื่นหกพันล้านเหรียญสหรัฐฯ) แต่ในจำนวนนี้ มีสัตว์เพียงร้อยละ 25 เท่านั้นที่ถูกเลี้ยงเพื่อการบริโภค

และในระยะยาว เหล่าผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการปิดตลาดสดหรือคำสัญญาของจีนว่าจะสั่งห้ามบริโภคสัตว์ป่า นั้นไม่เพียงพอต่อการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคต่างๆ “เรามีปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นมากครับ” เดวิด เรดดิง นักชีววิทยาอนุรักษ์ประจำสถาบันสัตววิทยาในลอนดอน กล่าว

ในยามที่เกษตรกรรมขยายตัวอย่างเข้มข้นขึ้นในทั่วทุกมุมโลก สัตว์ต่างสายพันธุ์ ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า ซึ่งมักอาศัยอยู่แยกกัน จะมาปนเปและแลกเปลี่ยนจุลชีพก่อโรค (pathogens) กันมากขึ้น และก่อให้เกิดเบ้าหลอมของไวรัส โดยเรดดิงกล่าวว่า สิ่งนี้คือสาเหตุเบื้องต้นที่ไม่เพียงแค่สำหรับโรคซาร์สและโควิด-19เท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรคติดต่ออื่นๆ ที่อุบัติด้วยความถี่ซึ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา

อู่ฮั่น
ร้านค้าที่ถูกปิดในตลาดอู่ฮั่นคือแหล่งของการค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมายอันคึกคัก การสำรวจครั้งหนึ่งเปิดเผยว่าสัตว์ป่ากว่า 38 สายพันธุ์ถูกขายเป็นๆ ในตลาดแห่งนี้ และถูกวางทับกันในสภาพแออัดและผิดสุขอนามัย ซึ่งเป็นสภาพที่เอื้อต่อการปะปนและแพร่กระจายของไวรัส ภาพถ่ายโดย NOEL CELIS, AFP VIA GETTY IMAGES

ประวัติอันน่าสยดสยองของตลาดสด

หัวหนานและตลาดสดแห่งอื่นๆ มีชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ในฐานะภัยต่อสาธารณสุขตั้งแต่ก่อนการระบาดของโควิด-19 เสียอีก เนื่องจากความเสี่ยงที่พวกมันอาจกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์จุลชีพก่อโรคสายพันธุ์ใหม่ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของเรื่องดังกล่าวคือตลาดแห่งหนึ่งซึ่งถูกพบว่าเป็นต้นกำเนิดของการระบาดของโรคซาร์สเมื่อปี 2002 และตลาดสดแห่งอื่นๆ ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับการระบาดของไข้หวัดนกหลายครั้งในไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ความจริงแล้ว นักวิจัยในจีนได้ทำการสำรวจสัตว์ซึ่งถูกขายขณะยังมีชีวิตในตลาดหัวหนานอยู่เป็นประจำตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ในการตอบสนองต่อการแพร่ระบาดของโรคซึ่งแพร่จากเห็บ (tick-borne disease) ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต นักวิทยาศาสตร์ทีมหนึ่งได้ตรวจสอบตลาดสี่แห่งในอู่ฮั่น รวมถึงหัวหนาน เป็นประจำทุกเดือนระหว่างพฤษภาคม 2017 ถึงพฤศจิกายน 2019 และตั้งแต่ข้อมูลจากการสำรวจครั้งนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports เมื่อปีที่แล้ว มันก็ได้กลายเป็นทรัพยากรล้ำค่าสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามทำความเข้าใจต้นกำเนิดของซาร์ส-โควี-2

ทีมงานได้เปิดเผยว่าตลาดทั้งสี่เป็นแหล่งรวมของสัตว์ป่าที่ถูกขังในกรงกว่า 48,000 ตัวจาก 38 สายพันธุ์ ซึ่งแทบทั้งหมดถูกขายเป็นๆ และถูกวางทับกันในสภาพแออัดและผิดสุขอนามัยที่เหมาะเจาะสมบูรณ์ต่อการปะปนและแพร่กระจายของไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ และทุกตัวถูกขายอย่างผิดกฎหมาย ผู้ค้าหลายรายขายสัตว์สงวน และไม่มีรายใดมีใบอนุญาตซึ่งระบุที่มาของสัตว์เหล่านี้ หรือรับรองว่าพวกมันปลอดโรค

การสำรวจดังกล่าว งานวิจัยร่วมระหว่างองค์การอนามัยโลกและทางการจีนซึ่งถูกตีพิมพ์ในเดือนมีนาคมปีที่แล้ว และรายงานโดยกรมควบคุมโรคของจีนจากวันที่ 22 มกราคม 2020 ซึ่งอธิบายตัวอย่างทางสิ่งแวดล้อม (environmental sample) บางชิ้นที่ถูกรวบรวมจากตลาดหัวหนานและรั่วไหลออกมา คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดที่ถูกใช้อ้างอิงในงานวิจัยทั้งสองชิ้นในวารสาร Science

การวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างทางสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่ซึ่งตรวจพบเชื้อซาร์ส-โควี-2 นั้นกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ส่วนตะวันตกเฉียงใต้ของตลาดหัวหนาน ซึ่งผู้ค้าขายสัตว์ป่าหลายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไวรัสอย่างผิดกฏหมาย รวมถึงจิ้งจอกแรคคูน จิ้งจอกแดง และหนูอ้น ในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนการระบาดครั้งแรกๆ ตัวอย่างมีเชื้อห้าตัวอย่างถูกพบที่ร้านค้าหมายเลข 29 เพียงแห่งเดียว ซึ่งสี่ตัวอย่างมาจากสิ่งของที่เดี่ยวกับการค้าสัตว์ป่า ได้แก่กรงโลหะ เครื่องถอนขนสัตว์ และรถเข็นสำหรับขนย้ายสัตว์สองคัน

คำอธิบายที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือไวรัสในกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้ถูกแพร่จากสัตว์ตัวใดตัวหนึ่งที่มีเชื้อ ซึ่งบ่งชี้ถึงเหตุการณ์กระเซ็นของเชื้อไวรัสในตลาด เอ็ดเวิร์ด โฮล์มส์ นักวิทยาไวรัสประจำมหาวิทยาลัยซิดนีย์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยทั้งสองชิ้นในวารสาร Science กล่าว

แต่เหล่านักวิทยาศาสตร์ที่ตามล่าหาต้นตอของโควิด-19 ต้องเหนื่อยหน่ายกับการเสาะหาว่าสัตว์ที่ได้รับเชื้อต้นตระกูลของ SARS-CoV-2 นั้นไปหลบซ่อนอยู่ที่ใด เมื่อหัวหนานถูกสงสัยว่าเป็นแหล่งกำเนิดของการระบาดครั้งแรก เหล่าผู้ค้าที่ขายสัตว์ป่ามีชีวิตต่างหนีหายไปพร้อมกับสินค้าของตน นักวิจัยหลายกลุ่มเร่งรีบแกะรอยหาสัตว์ป่าติดเชื้อและไม่ประสบความสำเร็จ

ระหว่างวันที่ 7 และ 18 มกราคม 2020 Tian Junhua จากศูนย์ควบคุมโรคประจำอู่ฮั่นและเพื่อนร่วมงานของเขาได้เก็บรวบรวมตัวอย่างจากสัตว์ป่าใกล้กับตัวเมือง ซึ่งในจำนวนนี้มีจิ้งจอกแรคคูน 15 ตัว จากฟาร์มที่ส่งพวกมันให้ตลาดหัวหนานและค้างคาวอีกหลายร้อยตัว แต่ไม่พบร่องรอยของซาร์ส-โควี-2  และนักวิทยาศาสตร์ที่มีส่วนในการวิจัยร่วมระหว่างองค์การอนามัยโลกและทางการจีนก็ไม่สามารถค้นพบไวรัสหลังการวิเคราะห์ตัวอย่างกว่า 600 ชิ้นจากฟาร์มหลายแห่งในมณฑลเหอเป่ยที่ส่งสัตว์ป่าให้ตลาดแห่งนี้เช่นกัน เช่นเดียวกับการวิเคราะห์ตัวอย่างอีกเกือบ 2,000 ชิ้นจากมณฑลยูนนาน กวางตุ้ง และกวางสี ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของค้างคาวหลายพันธุ์ที่เป็นพาหะของไวรัสโคโรนา

โรเซนเบิร์กไม่แปลกใจที่เหล่านักวิจัยหาไวรัสไม่พบ เขากล่าวว่าการตามหาที่มาของโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คนสายพันธุ์ใหม่นั้นเปรียบเหมือนการงมเข็มในมหาสมุทร และมันยิ่งยากลำบากเป็นพิเศษเมื่อการติดเชื้อในประชากรสัตว์อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่

อู่ฮั่น
ทีมรับมือเหตุฉุกเฉินทางสุขอนามัยออกจากตลาดสดหัวหนานที่ถูกปิดเมื่อเดือนมกราคม 2020 ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่าการระบาดใหญ่ทั่วโลกของโควิด-19 เกิดจากการกระโดดข้ามของไวรัสจากสัตว์สู่คน แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ตลาดแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ย หรือในสถานที่อื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทานของการทำฟาร์มสัตว์ป่า ภาพถ่ายโดย NOEL CELIS, AFP VIA GETTY IMAGES

จีโนมที่เลือนลาง

เมื่อไม่มีการระบุตัวสัตว์ป่าที่มีเชื้อ วิธีหนึ่งที่จะพิสูจน์ได้ว่ามีการแพร่กระจายของเชื้อที่หัวหนานได้คือการตามหาไวรัสของสัตว์ (animal virus) ที่ทำให้การระบาดใหญ่เริ่มขึ้น หากโควิด-19 อุบัติเมื่อไวรัสกระโดดข้ามจากสัตว์มาสู่มนุษย์ที่ตลาดแห่งนี้ มันควรเป็นไปได้ที่จะพบไวรัสต้นตระกูลของซาร์ส-โควี-2 ที่แตกต่างกับไวรัสที่พบในมนุษย์ แต่ไวรัสดังกล่าวยังไม่ถูกพบ

ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญรายอื่น ทีมนักวิจัยที่นำโดย George Gao ผู้อำนวยการของศูนย์ควบคุมโรคของจีนซึ่งเพิ่งลาออกจากตำแหน่งเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม เปิดเผยผลการวิเคราะห์ที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ของตัวอย่างทางสิ่งแวดล้อมจากหัวหนานกว่า 800 ชิ้น ซึ่งมีทั้งผนังท่อระบายน้ำ พื้น กำแพง ตู้แช่เย็น และกรงขังสัตว์ สองในสามของตัวอย่าง 64 ชิ้นที่พบเชื้อมาจากส่วนตะวันตกเฉียงใต้ของตลาด ซึ่งหลักฐานสี่ชิ้นจากจำนวนนี้ -ซึ่งไม่ได้มาจากแผงขายหมายเลข 29 ซึ่งโฮล์มส์และทีมของเขาคิดว่าเป็นแหล่งของการแพร่เชื้อ- มีลำดับของจีโนมที่เหมือนกับซาร์ส-โควี-2 จากมนุษย์ทุกประการ ดังนั้น ทีมงานของเขาจึงสรุปว่าไวรัสเหล่านี้ถูกแพร่จากมนุษย์ ซึ่งส่งเสริมข้อโต้แย้งว่าตลาดแห่งนี้คือแหล่งเพราะขยายปริมาน (amplifier) แต่ไม่ไช่แหล่งกำเนิดของไวรัส

นักวิยาศาสตร์หลายคนเคลือบแคลงกับข้อสรุปดังกล่าวซึ่งยากที่จะพิสูจน์เนื่องจากข้อมูลที่ทีมของ Gao ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน Andrew Rambaut นักชีววิทยาวิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยเอดินเบิร์ก ผู้ร่วมแต่งงานวิจัยในวารสาร Science ทั้งสองชิ้น กล่าว เขาสังเกตว่าตัวอย่างที่มีเชื้อจากสิ่งแวดล้อมของตลาดมีสารทางพันธุกรรมจากสัตว์ และเขาต้องการทราบสายพันธุ์ของสัตว์เหล่านี้ ปริมานของสารฯ และความสัมพันธ์ที่มันอาจมีต่อตำแหน่งของแผงขายสัตว์

มากไปกว่านั้น ผู้แต่งงานวิจัยทั้งสองชิ้นยังคิดว่าพวกเขาค้นพบเงื่อนงำทางพันธุกรรมของการกระเซ็นเปื้อนที่ตลาด

โจเอล เวิร์ตไฮม์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซานดิเอโกซึ่งเป็นผู้นำทีมวิจัยทีมหนึ่งซึ่งตรวจสอบลำดับจีโนมแรกๆ ของไวรัสเกือบ 800 ตัวอย่างที่ถูกเก็บมาจากทั่วโลกก่อนเดือนกุมภาพันธ์ 2020 อย่างละเอียด เขาและทีมงานค้นพบสองสายพันธุ์ย่อยของซาร์ส-โควี-2 ซึ่งถูกตั้งชื่อว่าสายเอและบี โดยทั้งสองมีรหัสพันธุกรรมที่แตกต่างกันเพียงสองหน่วยเท่านั้น/ และที่สำคัญ ทั้งสองสายพันธุ์ก่อให้เกิดการอุบัติของความหลากหลายทางจีโนมเมื่อช่วงต้นของการระบาดใหญ่ เวิร์ตไฮม์เรียกสิ่งนี้ว่าเป็น “สัญญานชี้ชัด” ว่าไวรัสสองสายซึ่งมีความเกี่ยวพันกันอย่างไกล้ชิดกระโดดข้ามจากสัตว์สู่คนในสองเหตุการณ์

ทั้งสายพันธุ์ย่อย (lineage) เอและบีปรากฏอยู่ในตัวอย่างทางสิ่งแวดล้อมจากหัวหนานบางชิ้นที่ทีมศูนย์ควบคุมโรคของประเทศจีนวิเคราะห์ ไมเคิล โวโรบีย์ นักชีววิทยาวิวัฒนาการประจำมหาวิทยาลัยแอริโซนาในทูซอนและหนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยทั้งสองชิ้น ให้ข้อสังเกต หากทฤษฎีการกระโดดข้ามของไวรัสสองครั้งมีความเป็นไปได้ ข้อสรุปที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการกระโดดข้ามทั้งสองครั้งเกิดขึ้นที่ตลาด ซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานที่เขามองว่ามีความเป็นไปได้มากกว่าเหตุการณ์ที่มนุษย์สองคนที่ได้รับเชื้อจากนอกอู่ฮั่นนำไวรัสเข้ามาในตลาดแห่งเดียวกัน

“มันทำลายล้างแนวคิดว่าตลาดหัวหนานเป็นสถานที่เพาะขยายตัวของไวรัสเลยล่ะครับ” เขากล่าว

แต่งานวิจัยอีกชิ้นเสนอว่าสายการกลายพันธุ์ย่อยที่สามซึ่งเกิดอย่างช้าที่สุดในเดือนตุลาคม [2019] คือสายพันธุ์ย่อย ที่ก่อกำเนิดจีโนมทั้งหมดของซาร์ส-โควี-2 ในงานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ลงในวารสาร Bioinformatics เมื่อเดือนมีนาคม ทีมซึ่งนำโดย Sudhhir Kumar จากมหาวิทยาลัยเทมเพิลในฟิลาเดลเฟีย วิเคราะห์ลำดับจีโนมของไวรัสฯ ซึ่งถูกรวบรวมมาจากทั่วโลกกว่าหนึ่งล้านตัวอย่างและสรุปว่ามันมีเชื้อบรรพบุรุษร่วมกันเพียงตัวเดียว ซึ่งบ่งชี้ว่าการกระโดดข้ามเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

งานวิจัยเหล่านี้ใช้วิธีการแตกต่างกันสำหรับการอนุมานวิวัฒนาการของไวรัสจากลำดับจีโนม และทั้งสองวิธีต่างมีความไม่แน่นอน ดังนั้น นักวิจัยหลายคนที่เนชันแนล จีโอกราฟฟิกสอบถามข้อมูลจึงกล่าวว่าข้อสรุปของทั้งสองฝ่ายควรถูกมองอย่างระมัดระวัง

แต่ในขณะที่สถานที่ที่จำเพาะเจาะจงของการเกิดการกระเซ็นเปื้อนยังคงคุลมเครือ นักวิทยาไวรัสและผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าการค้าสัตว์ป่าในจีนคือตัวการสำคัญที่สุดของการจุดประกายการระบาดใหญ่ทั่วโลก

อนาคตของการทำฟาร์ม

ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2020 เป็นต้นมา ทางการจีนมีคำสั่งห้ามบริโภคสัตว์ป่า แต่นักวิทยาศาตร์หลายคนกล่าวว่าเรื่องนี้ไม่เพียงพอต่อการป้องกันการระบาดครั้งใหญ่ เพราะสัตว์ป่าหลากหลายสายพันธุ์ยังคงถูกเลี้ยงเพื่อขน หนัง ทำเป็นยาจีนแผนโบราณ เป็นสัตว์เลี้ยงในครัวเรือนหรือสวนสัตว์ อุทยานสัตว์ป่า และการศึกษาวิจัย

“มันเป็นการทำฟาร์มสัตว์ป่าด้วยสารกระตุ้นอย่างตรงความหมายเลยครับ” Peter Li ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเกี่ยวกับสัตว์ป่าจากมหาวิทยาลัยฮิวสตัน-ดาวทาวน์ ในเท็กซัส กล่าว

จนถึงไม่นานมานี้ ความเข้าใจถึงความเสี่ยงที่การทำฟาร์มสัตว์ป่ามีต่อสาธารณสุขยังมีเพียงน้อยนิด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ทีมงานนักวิจัยนานาชาติภายซึ่งนำโดยนักวิจัยชาวจีนหลายคน รายงานถึงการค้นพบไวรัสใหม่กว่าหนึ่งร้อยชนิดจากตัวอย่างที่เก็บมาจากสัตว์ป่าซึ่งถูกเลี้ยงในฟาร์มเกือบ 2,000 ตัวจาก 18 สายพันธุ์ ซึ่งจำนวนมากถูกขายในตลาดอู่ฮั่น สายพันธุ์ไวรัสเหล่านี้ถูกกำหนดว่ามีอันตรายสูงต่อมนุษย์ นอกจากนี้ ไวรัสจำนวนมาก รวมถึงไวรัสโคโรนาและไข้หวัดใหญ่ มีโอกาสที่จะกระโดดข้ามสายพันธุ์อย่างรวดเร็ว

สัตว์บางตัวซึ่งทีมใช้เก็บตัวอย่างนั้นป่วย บ่อยครั้งพวกมันมีอาการไอ ระคายเคืองจมูก และท้องร่วง แต่สัตว์หลายตัวไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนของการติดโรค เช่นเดียวกันในมนุษย์ ไวรัสสามารถแพร่กระจายได้อย่างเงียบเชียบระหว่างสัตว์ป่า โฮล์มส์กล่าว และปัญหาที่กล่าวมายิ่งเกิดง่ายขึ้นเมื่อสัตว์หลายตัวถูกเลี้ยงในฟาร์มแห่งเดียวกันและอาศัยรวมกันในอาคารที่แน่นขนัดและมีการระบายอากาศย่ำแย่

และการที่ผู้เลี้ยงสัตว์เพียงน้อยนิดทำตามมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพขั้นพื้นฐาน เช่นการกำจัดเชื้อโรคทั้งก่อนและหลังการเข้าไปในโรงเลี้ยงหรือการสวมถุงมือเมื่อสัมผัสกับซากสัตว์ ก็ยิ่งทำปัญหาดังกล่าวซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การสัมผัสสัตว์ที่เต็มไปด้วยเชื้อไวรัสโดยไม่มีการป้องกันใดๆ ทั้งสิ้นนั้นอันตรายอย่างไม่น่าเชื่อ โฮล์มส์กล่าว “ขนาดมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพที่หละหลวมที่สุดในห้องทดลองยังดีกว่านี้เป็นพันเท่าเลยครับ”

ยิ่งไปกว่านั้น สัตว์ยังถูกขนส่งไปทั่วประเทศอย่างเป็นกิจวัตรโดยไม่มีการกักตัว ซึ่งอาจมีส่วนช่วยในการแพร่ระบาดของโรคที่กำลังอุบัติ Li กล่าว และสิ่งที่น่าเป็นกังวลที่สุดคือโอกาสที่จุลชีพก่อโรคสายพันธุ์ใหม่ๆ จะระบาดไปสู่สัตว์ที่ถูกเลี้ยงในฟาร์ม เนื่องเพราะฟาร์มสัตว์ป่าจำนวนมากนั้นอยู่ใกล้พื้นที่ป่า และมีบ่อยครั้งที่ผู้เลี้ยงจับสัตว์ป่าเพื่อเพิ่มจำนวนสัตว์ที่ตนเลี้ยง

หากพิจารณาสถานการณ์แล้ว มันมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่บรรดาฟาร์มสัตว์ป่าจะถูกจู่โจมด้วยการระบาดชั่วคราวอยู่เป็นนิจ Frutos กล่าว ในกรณีส่วนใหญ่ มนุษย์ที่ได้รับเชื้ออาจแสดงอาการที่ไม่รุนแรง หรืออาจไม่แสดงอาการเลย และเหล่าไวรัสจะศูนย์พันธุ์หลังการถ่ายทอดอย่างจำกัด ในผลการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ครั้งหนึ่ง ซึ่งทีมงานของเวิร์ตไฮม์ตีพิมพ์ลงในวารสาร Science เมื่อปีที่แล้ว ร้อยละ 95 ของไวรัสซึ่งเป็นสาเหตุของการกระเซ็นเปื้อนในพื้นที่ชนบทซึ่งมีประชากรน้อยจะสูญพันธุ์ไปเอง “การแพร่กระจายเชื้ออย่างต่อเนื่องต้องอาศัยทั้งจำนวนคนและการสัมผัสที่มากพอควรเลยครับ” เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อการกระเซ็นเปื้อนเกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ โอกาสของการแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คนอย่างต่อเนื่องก็มากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้คนที่เดินทางระหว่างฟาร์มและสถานที่ในเมืองอย่างตลาดสดมีจำนวนมากขึ้น

ถึงเวลาตัดสินใจ

สำหรับโควิด-19 บุคคลรายแรกที่ได้รับเชื้ออาจเป็นพ่อค้าคนกลางที่รวมรวมสัตว์จากฟาร์มหลายแห่งไปส่งให้ตลาดและคลังเก็บสินค้าในอู่ฮั่น ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติปกติในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Frutos กล่าว จากนั้น บุคคลดังกล่าวอาจส่งต่อเชื้อให้ผู้ค้าในตลาดหัวหนานและสถานที่อื่นๆ ในอู่ฮั่น ทฤษฎีที่ว่ามานี้ตรงกับผลการวิจัยของ Gao ซึ่งบ่งชี้ว่าเชื้อซาร์ส-โควี-2 ปรากฏในสิ่งแวดล้อมของตลาดหลายแห่งและคลังเก็บสินค้าที่เกี่ยวข้องในเมือง

ที่สำคัญ Frutos กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่จำเป็นต้องมีการติดเชื้ออย่างถาวรเป็นวงกว้าง (persistent widespread infection) ในหมู่สัตว์ เพราะไวรัสต้นตระกูลอาจพัฒนาความสามารถสำหรับการระบาดใหญ่ทั่วโลกหลังการวิวัฒนาการและการคัดสรรในมนุษย์

สถานการณ์สมมติที่กล่าวมาเน้นย้ำถึงความตระหนักที่มากขึ้นว่ามนุษย์อาจได้รับจุลชีพก่อโรคใหม่ๆ บ่อยครั้งกว่าที่เราเคยทราบ “ส่วนใหญ่ของการรับจุลชีพเหล่านี้จะไม่เป็นที่สังเกตหรือได้รับการวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องครับ” โรเซนเบิร์กกล่าว

ในงานวิจัยแยกสองชิ้น นักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันวิทยาไวรัสอู่ฮั่นและเพื่อนร่วมงานค้นพบว่า มนุษย์ที่อาศัยใกล้ชิดกับค้างคาวและทำงานใกล้ชิดกับสัตว์ป่าในตอนใต้ของจีนและได้รับเชื้อที่อาจเป็นอันตรายจากสัตว์ รวมถึงไวรัสโคโรนาหลายสายพันธุ์ อาจมีมากถึงร้อยละสี่

เป็นไปได้มากว่าเหตุการณ์กระเซ็นเปื้อนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเหล่านี้คือการจุดประกายการแพร่ระบาดหลายครั้งของซาร์สและการระบาดใหญ่ทั่วโลกของโควิด-19 Frutos กล่าว

เหล่านักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าตนเองไม่มีคำตอบของทุกสิ่ง และอาจไม่ไม่มีวันแน่ใจว่าโควิด-19 มีต้นกำเนิดจากที่ใด เช่นเดียวกับโรคติดเชื้ออื่นๆ แต่เราทราบพอที่จะรู้ว่าการทำฟาร์มสัตว์ป่าในจีนยังคงเป็นภยันตรายสาหัสต่อสาธารณสุขทั่วโลก โฮล์มส์กล่าว

นอกเหนือจากการห้ามบริโภคสัตว์ป่าแล้ว โฮล์มส์กล่าวว่าจีนควรปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยทางชีววภาพตลอดทั้งโซ่อุปทานของสัตว์ป่าด้วยการตรวจหาการติดเชื้อสัตว์ทั้งในสัตว์และผู้เลี้ยง และเสริมว่าการเฝ้าระวังดังกล่าวควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษต่อสัตว์เช่นมิงค์และจิ้งจอกแรคคูน ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการติดไวรัสโคโรนาและจะยังคงถูกเลี้ยงเป็นจำนวนมากในจีนเพื่อขนของพวกมัน

จีนไม่ไช่ประเทศเดียวที่มีการทำฟาร์มและค้าสัตว์ป่าในตลาดสด แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่ทำสิ่งเดียวกัน อย่างไรเสีย นักวิทยาศาสตร์มากมายหลายรายต่างกล่าวว่าประเทศแห่งนี้กำลังอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจ หากรัฐไม่สามารถจัดระเบียบประเทศตนเองได้ Li กล่าว “โอกาสที่โควิด-19 จะเป็นการระบาดใหญ่ครั้งสุดท้ายที่มาจากจีนมันน้อยมากครับ”

เรื่อง JANE QIU

แปล ภาวิต วงษ์นิมมาน


อ่านเพิ่มเติม ปริศนาในการสืบหา ที่มาของโควิด-19 คืออะไร

เรื่องแนะนำ

ฤาตำนาน น้ำท่วมโลก จะมาจากน้ำท่วมใหญ่ในยุคน้ำแข็ง

เป็นไปได้ว่าระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากธารน้ำแข็งละลายเมื่อหมื่นปีก่อน คือจุดเริ่มต้นของตำนานน้ำท่วมโลกที่คล้ายคลึงกันในหลายวัฒนธรรม

13 สิ่งที่ทำให้กำเนิดชีวิตขึ้นบนโลก

13 สิ่งที่ทำให้กำเนิดชีวิตขึ้นบนโลก โลกเป็นดาวเคราะห์ซึ่งมีความพร้อมและอยู่ในที่อันเหมาะสมในระบบสุริยะและดาราจักรสำหรับรองรับชีวิตชนิดที่เรารู้จัก โลกของเราเป็นผลผลิตของการก่อสร้างระดับจักรวาลยาวนานราว 4,600 ล้านปี และเต็มไปด้วยชีวิตเพราะสภาพหลายอย่างเป็นใจ จากองค์ประกอบทางเคมีในแก่นโลกที่เหมาะสมที่สุดไปจนถึงระยะที่ปลอดภัยจากหลุมดำซึ่งซ่อนอยู่ ณ ใจกลางดาราจักรของเรา จุดเริ่มต้นจากหินประหลาดก้อนหนึ่ง 1.ดาวเคราะห์ของเรานำคาร์บอนหมุนเวียนกลับมาใหม่ตลอดเวลา คาร์บอนไดออกไซด์เป็นหนึ่งในบรรดาแก๊สเรือนกระจกที่กักความร้อนและรักษาพื้นผิวโลกให้อบอุ่นพอต่อการเอื้อแก่ชีวิต ต่างจากพื้นผิวที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของดาวศุกร์และดาวอังคารที่เพียงแค่เก็บคาร์บอนไว้ในอากาศและหิน แต่สำหรับโลกเป็นเวลาหลายล้านปีมาแล้วที่โลกหมุนเวียนธาตุสำคัญธาตุนี้อย่างมีพลวัตสู่อากาศ พื้นดินและทะเล ด้วยความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นตลอดเวลาจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก 2.เรามีชั้นโอโซนคอยกั้นรังสีมรณะ สิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์คล้ายพืชในมหาสมุทรช่วยเติมออกซิเจนในบรรยากาศ และสร้างชั้นโอโซนในระดับสูงที่ปกป้องชนิดพันธุ์สัตว์บกรุ่นแรกๆ จากรังสีมรณะ 3.เรามีดวงจันทร์ขนาดใหญ่ช่วยบังคับแกนโลกให้ไม่ส่ายมาก แกนโลกมีความเอียงเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ และหมุนด้วยอาการส่ายไปส่ายมาเล็กน้อย ซึ่งทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนจากร้อนเป็นเย็นเยือกทุก 41,000 ปี และอาจแปรปรวนมากขึ้น ถ้าไม่มีดวงจันทร์คอยกำกับให้เสถียรได้ขนาดนี้ 4.พื้นผิวหลากหลายของโลกรองรับรูปแบบชีวิตได้มากมาย ผลกระทบรุนแรงจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกก่อเกิดถิ่นอาศัยบนพื้นผิว และลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกันมากมาย ซึ่งกระตุ้นให้ต้องปรับตัว ชีวิตจึงเกิดความหลากหลายและรอดพ้นจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่หลายครั้ง 5.สนามแม่เหล็กของเราหักเหพายุสุริยะ แสงเหนือใต้อันเรืองรองด้วยอนุภาคมีประจุจากดวงอาทิตย์ คือภาพมหัศจรรย์ที่เตือนว่าเรามีสนามแม่เหล็กซึ่งสามารถหักเหรังสีอันตรายและการปะทุจากดวงอาทิตย์ได้เกือบทั้งหมด ไม่ร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไป ไม่ใช่ว่าดาวเคราะห์ทุกดวงจะเอื้อต่อชีวิตชนิดที่เรารู้จัก แม้ระบบสุริยะจะมีดาวเคราะห์ก่อตัวขึ้นถึงแปดดวง แต่โลกเป็นเพียงดวงเดียวที่เรารู้ว่าชีวิตเกิดขึ้นและรุ่งเรืองได้ การมีส่วนผสมถูกต้องมารวมกันในบริเวณถูกต้องรอบดาวที่สงบและอบอุ่นดูเหมือนเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างพิภพที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของชีวิต 6.เราอยู่ในระยะห่างที่ถูกต้องจากดวงอาทิตย์พอดี โลกโคจรอยู่ในเขตที่เอื้อต่อชีวิต คือไม่ใกล้เกินไปและไม่ไกลเกินไปจากดวงอาทิตย์ น้ำจึงยังคงสถานะของเหลวอยู่บนพื้นผิวได้ เปรียบเทียบกับดาวพุธ ดาวเคราะห์ดวงนี้เล็กเกินกว่าจะมีชั้นบรรยากาศไว้ปกป้อง และใกล้ดวงอาทิตย์เกินกว่าน้ำในสถานะของเหลวจะคงอยู่บนพื้นผิว 7.เราอยู่ในระยะปลอดภัยจากดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ ถ้าวงโคจรของดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่สุดของระบบสุริยะอยู่ใกล้กว่านี้ แรงดึงดูดจากความโน้มถ่วงมหาศาลของดาวเหล่านั้นอาจทำให้ระยะห่างจากโลกถึงดวงอาทิตย์เกิดความผันผวนจนถึงขั้นหายนะ 8.ดวงอาทิตย์เป็นดาวเสถียรอายุยืน ดาวที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์เผาไหม้ได้ร้อนกว่า และมักอยู่ไม่นานพอให้ดาวเคราะห์พัฒนาชีวิตขึ้นทัน […]

ปรากฏการณ์ทะเลกรด (Ocean Acidification)

ในปัจจุบันการเกิด ปรากฏการณ์ทะเลกรด เพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าช่วงที่ผ่านมา และเริ่มส่งผลกระทบที่ชัดเจนมากขึ้น ปรากฏการณ์ทะเลกรด (Ocean Acidification) คือ ค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือ ค่า pH ของน้ำทะเลในมหาสมุทรทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโดยปกติแล้ว น้ำทะเลมีค่า pH อยู่ที่ราว 8.1 แต่เนื่องปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide) ในชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่สิบแปดเป็นต้นมา กำลังส่งผลให้มหาสมุทรดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide) จากชั้นบรรยากาศมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว และนำไปสู่ “สภาวะการเป็นกรดเพิ่มขึ้นของน้ำในมหาสมุทรทั่วโลก” ค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือ ค่า pH มากกว่า 7 เป็นด่าง (Basic/Alkaline) 7 คือ เป็นกลาง (Neutral) ต่ำกว่า 7 เป็นกรด (Acidic) การเกิดปรากฏการณ์ทะเลกรด ปรากฏการณ์ทะเลกรด เกิดจากมหาสมุทรดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ปริมาณมหาศาลจากชั้นบรรยากาศโลก ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำทะเล (H2O) เกิดเป็นกรดคาร์บอนิก (H2CO3) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ไฮโดรเจนไอออน […]