รู้จักกับ “เฮอร์ริเคน” เจ้าแห่งพายุ - National Geographic Thailand

รู้จักกับ “เฮอร์ริเคน” เจ้าแห่งพายุ

รู้จักกับ เฮอร์ริเคน เจ้าแห่งพายุ

แรงลมกรรโชก ฝนกระหน่ำ คลื่นกลืนกิน นี่คือสัญญาณมรณะของเฮอร์ริเคน …

พายุเฮอร์ริเคน (hurricane) คือพายุหมุนเขตร้อนที่เกิดในมหาสมุทรแอตแลนติก เหนือทะเลแคริบเบียน อ่าวเม็กซิโก และในมหาสมุทรแปซิฟิก แถบฝั่งทะเลด้านตะวันตกของประเทศเม็กซิโก พายุเช่นเดียวกันนี้ที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกและในทะเลจีนใต้เรียกว่า ไต้ฝุ่น (typhoon) หากเกิดในอ่าวเบงกอลและมหาสมุทรอินเดียเรียกว่า ไซโคลน (cyclone) โดยพายุเฮอร์ริเคนลูกหนึ่งอาจปลดปล่อยพลังงานในหนึ่งวันเทียบเท่ากับระเบิดนิวเคลียร์ขนาดเล็กถึง 500,000 ลูก

พายุเฮอร์ริเคนก่อตัวขึ้นในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง  เมื่อดวงอาทิตย์ทำให้ผืนน้ำกว้างใหญ่ในเขตร้อนอุ่นขึ้นกว่า 27 องศาเซลเซียส (82 องศาฟาเรนไฮต์)

อากาศที่อุ่นและชื้นลอยตัวสูงขึ้นเหนือจุดร้อนเหล่านี้ ทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ขณะที่อากาศในระดับสูงขึ้นไปและอากาศเหนือพื้นผิวมารวมตัวกัน ก่อให้เกิดรูปแบบการเคลื่อนที่แบบวงกลมของกลุ่มเมฆที่รู้จักกันในชื่อ พายุดีเปรสชัน (tropical depression) หรือพายุหมุนกำลังอ่อน

เมื่อกำลังลมมีความเร็วมากกว่า 39 ไมล์ต่อชั่วโมง (62 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) พายุโซนร้อน (tropical storm) ก็ก่อตัวขึ้น และหากกำลังลมทวีขึ้นเป็น 74  ไมล์ต่อชั่วโมง (119 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) พายุเฮอร์ริเคนก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

 

ภายในพายุ แถบฝนยาวถึง 300 ไมล์ (482 กิโลเมตร) มาบรรจบกันที่กำแพงดวงตาพายุ (eye wall) ซึ่งเป็นบริเวณที่สภาพอากาศปั่นป่วนรุนแรงที่สุด  และกระแสลมหมุนวนขึ้นอาจมีความเร็วสูงถึง 200 ไมล์ต่อชั่วโมง (321 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

ขณะที่ภายในศูนย์กลางของพายุเฮอร์ริเคน กระแสอากาศแห้งที่ไหลลงสู่ด้านล่างก่อให้เกิดบริเวณที่มีลมอ่อนหรือค่อนข้างสงบอย่างน่าประหลาดเรียกว่า “ตาพายุ” (eye of storm)

พายุเฮอร์ริเคนที่พัฒนาเต็มที่อาจมีเส้นผ่านศูนย์กลางครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างถึง 500 ไมล์ (กว่า 800 กิโลเมตร) และอาจมีความสูงถึง 9 ไมล์ (14 กิโลเมตร)

ขณะที่พายุส่วนใหญ่เคลื่อนตัวออกสู่ทะเลเปิด แต่โดยเฉลี่ยในแต่ละปี  พายุเฮอร์ริคาน 2-3  ลูกจะเคลื่อนขึ้นฝั่งแผ่นดินใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือ ในสถานการณ์เช่นนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจเข้าขั้นหายนะ

 

ภัยที่น่ากลัวที่สุดของเฮอร์ริเคนคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า คลื่นพายุซัดฝั่ง (storm surge) หรือน้ำขึ้นจากพายุ หรือกำแพงน้ำที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่งพร้อมพายุเฮอร์ริเคน

ตลอดศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากพายุเฮอร์ริเคนถึง 45, 000 คน ในจำนวนนี้ราว 15,000 คนอยู่ในสหรัฐฯ พายุเฮอร์ริเคนยังก่อความเสียหายมูลค่ามหาศาลแก่ทรัพย์สิน

ในศตวรรษที่ 20 พายุเฮอร์ริเคนแอนดรูว์ (ปี 1992)  เป็นหายนะภัยทางธรรมชาติที่ก่อความเสียหายสูงสุดในประวัติศาสตร์ นั่นคือกว่า 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ทว่าสถิติก็ถูกทำลายลงอย่างราบคาบจากพายุหลายลูกเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะพายุเฮอร์ริเคนแซนดี (ปี 2012 ความเสียหาย 75,000 ล้านดอลลาร์) และแคทรินา (ปี 2005 มูลค่าความเสียหาย 108,000 ล้านดอลลาร์)

นักวิทยาศาสตร์ทุมเทความพยายามเพื่อทำนายเส้นทางการเคลื่อนตัวของพายุเฮอร์ริเคนได้อย่างถูกต้องแม่นยำขึ้น เครื่องบินพิเศษที่ได้ฉายาว่า นักล่าเฮอร์ริเคน (hurricane hunter) บินตรงเข้าสู่พายุเหล่านี้ เพื่อทิ้งตัววัดหรือเซนเซอร์ตรวจวัดความเร็วลม อุณหภูมิ และความกดอากาศ ซึ่งจะให้เบาะแสสำคัญเกี่ยวกับทิศทางของเฮอร์ริเคน แบบจำลองสามมิติยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจพลานุภาพอันน่าทึ่งนี้ของธรรมชาติ เพื่อนำไปสู่การออกคำเตือนที่เร็วขึ้น และถูกต้องแม่นยำขึ้นสำหรับใครก็ตามที่โชคร้ายอยู่ในเส้นทางการเคลื่อนตัวของอสุรกายนาม เฮอร์ริเคน

 

อ่านเพิ่มเติม

ความงามอันพรั่นพรึงเมื่อสายฟ้าฟาด

เรื่องแนะนำ

เชื้อไวรัสซิกา : เชื้อก่อโรคที่สามารถป้องกันได้

นักวิจัยไบโอเทค สวทช. พัฒนาออร์แกนอยด์ หรืออวัยวะจำลองมดลูกและรก เพื่อศึกษาวิธียับยั้งการแพร่ เชื้อไวรัสซิกา จากแม่สู่ลูก เชื้อไวรัสซิกา เกิดจากยุงลายเป็นพาหะสำคัญเช่นเดียวกับโรคไข้เลือดออก สามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก ซึ่งยังไม่มีวัคซีนหรือยาป้องกันการติดเชื้อได้ มักพบในประเทศเขตร้อน ข้อดีของออร์แกนอยด์ หรือการสร้างอวัยวะจำลองมดลูกและรก คือนักวิจัยสามารถทำการทดลองเพื่อศึกษาการติดเชื้อของโรค และทดสอบการใช้ยาในการรักษา โดยที่ไม่ต้องทดสอบกับอาสาสมัครหรือคนไข้จริง โครงการนี้เป็น 1 ใน 5 โครงการ TDR Global Crowdfunding Challenge Contest ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งจัดตั้งเพื่อสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับโรคติดต่อในเขตร้อน พร้อมเปิดระดมทุนเพื่อดำเนินงานวิจัย (Crowdfunding for Science) ตั้งเป้า 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 260,000 บาท) ในช่วงระยะเวลาการตั้งครรภ์ รกเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อระหว่างทารกและแม่ มีหน้าที่ในการควบคุมการแลกเปลี่ยนสารต่าง ๆ ระหว่างแม่และทารกในครรภ์ ซึ่งรวมไปถึงสารอาหาร แก๊ส ของเสีย และยาต่าง ๆ ที่แม่รับประทาน เข้าไป นอกจากนี้ รกยังเป็นตัวเชื่อมการถ่ายทอดเชื้อโรคต่างๆ จากแม่สู่ทารกอีกด้วย […]

ดูเหมือนว่าเกราะของไดโนเสาร์ไม่ได้มีไว้แค่ต่อสู้

ดูเหมือนว่าเกราะของไดโนเสาร์ไม่ได้มีไว้แค่ต่อสู้ ไดโนเสาร์ บางชนิดมีเกราะไว้สำหรับช่วยให้มันได้เปรียบยามต่อสู้ แต่สำหรับไดโนเสาร์สายพันธุ์หนึ่งที่เคยมีชีวิตอยู่ในยุคครีเตเชียส ร่างกายที่ปกคลุมไปด้วยแผ่นเกราะของมันดูเหมือนว่าจะมีส่วนช่วยในการจับคู่ผสมพันธุ์ด้วย ผลการศึกษาฟอสซิลของ Borealopelta markmitchelli ไดโนเสาร์หุ้มเกราะ พบว่าแผ่นกระดูกที่อยู่ล้อมรอบคอและไหล่ของมันนั้นมีขนาดใหญ่โตเกินไปสำหรับการต่อสู้ นั่นจึงเป็นไปได้ว่าแผ่นกระดูกเหล่านี้น่าจะมีไว้สำหรับการดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้ามหรือใช้ข่มขวัญคู่แข่งของมัน ย้อนกลับไปเมื่อ 110 ล้านปีก่อน เจ้าไดโนเสาร์กินพืชตัวนี้ตาย ร่างของมันจมลงไปยังก้นมหาสมุทรโบราณ ในปี 2011 คนงานเหมืองในแคนาดาค้นพบร่างของมันเข้าโดยบังเอิญ  นับเป็นความโชคดีที่ร่างของมันจมลงในตะกอน ส่งผลให้แร่ธาตุเข้าไปแทนที่เนื้อเยื่อก่อนที่มันจะเน่าเปื่อย ร่างที่กลายเป็นหินทั้งร่างช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาได้ว่าไดโนเสาร์ตัวนี้เคยมีชีวิตอยู่อย่างไร ในความเป็นจริงการคาดเดาว่าเกราะของสัตว์นั้นถูกใช้เพื่อการต่อสู้และการจับคู่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจนัก ช้างเองก็ใช้งวงของมันในการต่อสู้ ป้องกันตัว และงวงเดียวกันนี้ก็ใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดด้วยเช่นกันหากตัวเมียต้องการที่จะเลือกผสมพันธุ์ “ส่วนใหญ่ของโครงสร้างที่ซับซ้อนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นหางของนก การเปลี่ยนสีของกิ้งก่า หรือเขาในสัตว์สี่เท้า แรงขับที่ทำให้พวกมันวิวัฒนาการสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาล้วนมาจากการคัดสรรทางเพศ” Caleb Brown นักวิจัยจากพิพิธภัณฑ์ Royal Tyrrell กล่าว ซึ่งตัวเขาเองกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาไดโนเสาร์ Borealopelta ด้วยทุนสนับสนุนจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ผลการวิจัยเจ้า Borealopelta ใหม่จาก Brown ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ PeerJ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวิจัยไม่กี่ชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับไดโนเสาร์หุ้มเกราะ และเป็นงานวิจัยแรกที่มุ่งเป้าไปที่การศึกษาฟอสซิลของเนื้อเยื่อ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “มันยากที่จะพิจารณาการใช้งานจากรูปร่างของอวัยวะ แม้แต่ในสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม” Victoria Arbour นักชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านไดโนเสาร์หุ้มเกราะโดยเฉพาะ […]