ความกลัวงูและแมงมุมติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดหรือไม่? - National Geographic Thailand

ความกลัวงูและแมงมุมติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดหรือไม่?

เรื่อง ซาร่าห์ กิบเบ็นส์

ผู้คนจำนวนมากถึงกับดิ้นเร่าๆ หากพบว่ามีแมงมุมเกาะอยู่เหนือหัว หรือมีงูกำลังเลื้อยอยู่ใต้เท้า และในความเป็นจริงนักวิจัยระบุว่ามีเพียงแค่ 5% ของประชากรเท่านั้นที่มีภูมิต้านทานต่อความหวาดกลัวงูและแมงมุมนี้

คำถามก็คือความกลัวนี้เป็นสิ่งที่เราเรียนรู้หรือเป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดกันแน่?

ทีมนักวิจัยจากสถาบัน Max Planck ในเยอรมนีและมหาวิทยาลัยอุปซอลาในสวีเดน ตัดสินใจทำการทดลองกับกลุ่มประชากรที่มีส่วนน้อยที่สุดที่จะแสดงความหวาดกลัวออกมานั่นคือ เด็กทารก

ทารกวัย 6 เดือนถูกนำมาทดสอบเพื่อวิเคราะห์ว่าพวกเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับรูปภาพเหล่านี้ ซึ่งทีมนักวิจัยมองว่าพวกเขาน่าจะหวาดกลัว ในการทดลองทารกจะนั่งอยู่บนตักของพ่อหรือแม่ ในขณะที่ภาพถ่ายของแมงมุมและงูจะถูกเปิดออกเป็นเวลา 5 วินาที และเพื่อป้องกันไม่ให้พ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วมกับการทดลอง พวกเขาจะถูกบังคับให้สวมแว่นตากันแดดเอาไว้ทำให้ไม่อาจทราบได้ว่าภาพที่เปิดออกมานั้นเป็นภาพอะไร

เมื่อทารกเห็นภาพของงูและแมงมุม พวกเขามีปฏิกิริยาตอบสนองผ่านรูม่านตาที่เบิกกว้างกว่า เมื่อเทียบกับภาพของปลาและดอกไม้ ผลการทดลองนี้ถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Frontiers in Psychology ระบุว่าความหวาดกลัวสัตว์ประเภทนี้เป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาตามธรรมชาติ

สาเหตุที่สรุปเช่นนั้นก็เพราะรูม่านตาของมนุษย์มีความสัมพันธ์กับการทำงานของสารสื่อประสาทนอร์เอพิเนฟริน(Norepinephrine) ซึ่งจะทำงานเมื่อร่างกายตื่นตัวหรือเกิดความเครียด โดยก่อนหน้านี้เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับขนาดของม่านตาในผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับความเครียดและภาวะทางจิตใจมาแล้ว

“มีการตอบสนองต่อความเครียดในสมอง” Stefanie Hoehl หัวหน้าการวิจัยครั้งนี้กล่าว โดยระบุว่าเป็นการยากที่จะมองเห็นว่าทารกนั้นๆ กำลังรู้สึกเครียด แต่ลักษณะของม่านตาช่วยบ่งชี้อารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ “ในการศึกษาปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าความกลัวงูและแมงมุมนั้นเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ”  David Rakison ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ผู้เคยศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการของทารกกล่าว

“ทารกมีกลไกเกี่ยวกับความกลัวโดยเฉพาะ นั่นหมายความว่าพวกเขาเตรียมพร้อมที่จะเรียนรู้อย่างรวดเร็วว่างูและแมงมุมนั้นมีความเกี่ยวข้องกับอารมณ์หรือพฤติกรรมที่ตอบสนองเป็นพิเศษ” ดังนั้นหากจะอธิบายเรื่องนี้ Hoehl ได้ขยายความให้เราเห็นภาพของวิวัฒนาการมนุษย์ที่ผ่านมา ที่งูและแมงมุมคือสัตว์อันตราย

 

ประวัติศาสตร์ว่าด้วยความกลัวงูและแมงมุม

“มันเป็นวิวัฒนาการร่วมที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน ประมาณ 40 – 60 ล้านปีก่อน มนุษย์ยุคแรกกับงูและแมงมุมมีปฏิสัมพันธ์กัน” Hoehl อธิบาย อสรพิษสักตัวที่บังเอิญซ่อนตัวอยู่ในทุ่งหญ้ากัดเข้ากับบรรพบรุษของมนุษย์ในยุคแรกๆ และทำให้เกิดการเสียชีวิตในเวลาต่อมา ดังนั้นความกลัวสัตว์เหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับกลไกป้องกันตัวตามธรรมชาติของเรา

ข้อมูลนี้ถูกอ้างอิงผ่านผลการศึกษาก่อนหน้าที่ทำการศึกษาในเด็กและผู้ใหญ่ พวกเขาพบว่ามีความหวาดกลัวงูและแมงมุมเหมือนกันซึ่งเชื่อว่าเป็นความกลัวที่ติดตัวมาแต่กำเนิด

ในปี 2001 ผลการศึกษาที่ถูกตีพิมพ์ลงใน  Journal of Experimental Psychology ให้รายละเอียดว่า กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งถูกให้อธิบายถึงลักษณะของความกลัว และแน่นอนว่าพวกเขาระบุงูและแมงมุมเป็นสิ่งที่อันตรายกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือเชื้อรา

“งูเป็นภัยต่อวิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ฉะนั้นแล้วสัตว์ที่สามารถระบุและป้องกันตนเองจากงูได้ดีกว่าย่อมเอาตัวรอดได้มากกว่า”  Arne Öhman หนึ่งในนักวิจัยผู้ศึกษาโครงการนี้กล่าวกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในปี 2008 ในวารสาร Cognition และวารสาร  Evolution and Human Behavior เมื่อปี 2014 ก็ระบุเช่นกันว่าความกลัวงูและแมงมุมเป็นเรื่องที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

 

ผู้หลงใหลงูและแมงมุม

ถ้าเช่นนั้นแล้วเหตุใด มนุษย์บางคนถึงมีความหวาดกลัวในขณะที่อีกคนไม่มีและเลี้ยงสัตว์เหล่านี้ไว้ราวกับสัตว์เลี้ยง

ไม่ใช่ว่าทุกการวิจัยจะระบุว่าความกลัวประเภทนี้เป็นความกลัวตามธรรมชาติ รายงานการวิจัยใน  Current Directions in Psychological Science พบว่า ทารกวัย 7 เดือนสังเกตเห็นภาพของงูอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีปฏิกิริยาแสดงออกซึ่งความกลัว ผลการวิจัยนี้อาจกำลังบอกเราว่า เด็กๆ ไม่ได้มีความกลัวอยู่ภายใน แค่สังเกตและระบุว่ามันคืองูหรือแมงมุมได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น

การเรียนรู้ทางสังคมคือสาเหตุของความคลาดเคลื่อนดังกล่าว Hoehl กล่าว จากการศึกษานี้พวกเขามุ่งเป้าไปที่ทารกในวัย 6 เดือน ซึ่งยังไม่สามารถคลานหรือเดินได้ หากทารกสามารถเคลื่อนไหวร่างกายตัวเองได้มากขึ้น พวกเขาจะเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติรอบๆ ตัว ซึ่งผลจากการวิจัยในมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เมื่อปี 2015 พบว่า เด็กทารกจะเริ่มจัดการกับความสูงของสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น เมื่อพวกเขาคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว

ฉะนั้นแล้วผู้ปกครองคือปัจจัยสำคัญว่าเด็กคนนั้นจะมีความกลัวมากน้อยแค่ไหน หากเด็กถูกงูหรือแมงมุมกัดพวกเขาจะเรียนรู้ปฏิสัมพันธ์ที่มีกับพวกมันว่าสัตว์เหล่านี้เป็นอันตราย แต่อย่างไรก็ตามปฏิกิริยาที่พ่อแม่มีต่อสัตว์เหล่านี้ล้วนส่งอิทธิพลต่อเด็กด้วยเช่นกัน

ในการศึกษาครั้งต่อๆ ไปที่จะเกิดในอนาคต Hoehl คาดหวังว่าตัวเขาจะได้ศึกษาว่าอารมณ์จะมีผลต่อความกลัวงูและแมงมุมอย่างไร หากสัตว์เหล่านั้นตอบสนองต่อเราด้วยความเครียด

 

อ่านเพิ่มเติม : ภาพความสนิทสนมของคนรักงูกับสัตว์เลี้ยงแสนรักร่วมฉลองวันงูโลก (World Snake Day) 16 กรกฎาคมด้วย 22 ภาพถ่าย น่าตื่นตาของสารพัดงู

เรื่องแนะนำ

องค์ประกอบของ ระบบสุริยะ

บนท้องฟ้าที่อยู่สูงขึ้นไปแสนไกล เราต่างมองเห็นทั้งแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ในเวลากลางวัน และดวงดาว รวมถึงดวงดารา อื่นๆ มากมายในยามราตรี วัตถุบนท้องฟ้าเหล่านั้นล้วนเป็นองค์ประกอบของ ระบบสุริยะ องค์ประกอบของ ระบบสุริยะ ดวงอาทิตย์ (The Sun) เป็นดาวฤกษ์ซึ่งมีมวลร้อยละ 99 ของ ระบบสุริยะ จึงทำให้อวกาศโค้งเกิดเป็นศูนย์กลางของแรงโน้มถ่วง โดยมีดาวเคราะห์และบริวารทั้งหลายโคจรล้อมรอบ ดวงอาทิตย์มีองค์ประกอบหลักเป็นไฮโดรเจนซึ่งเป็นก๊าซอยู่ในสถานะพลาสมา (ก๊าซที่มีอุณหภูมิสูงมากจนประจุหลุดออกมา) ดาวเคราะห์ (Planets) คือบริวารขนาดใหญ่ของดวงอาทิตย์ 8 ดวง เรียงลำดับจากใกล้ไปไกล ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ดาวเคราะห์ทั้งแปดโคจรรอบดวงอาทิตย์ โดยมีระนาบใกล้เคียงกับระนาบสุริยวิถี (หมายถึง เส้นทางการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า เกิดจากการที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรี โดยที่แกนของโลกเอียง 23.5° จากแนวตั้งฉากกับระนาบวงโคจร) ยานอินไซต์ตรวจจับแผ่นดินไหวบนดาวอังคารได้เป็นครั้งแรก ดาวเคราะห์ชั้นใน 4 ดวงแรก มีองค์ประกอบหลักเป็นของแข็ง ดาวเคราะห์ชั้นนอก 4 ดวงหลังมีองค์ประกอบหลักเป็นแก๊สไฮโดรเจนเช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์เกือบทุกดวงหมุนรอบตัวเองและโคจรรอบดวงอาทิตย์ในทิศทางเดียวกัน ดวงจันทร์บริวาร […]

เผยวงการร่างทรงในมุมมองที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

การทรงเจ้า เเละ ร่างทรง ถือได้ว่าเป็นความเชื่อที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมประเพณีไทยมาตั้งเเต่โบราณกาล ทว่าศรัทธาเหล่านี้มีจริงหรือไม่?

ไก่เองก็สนใจมนุษย์

พฤติกรรมแปลกๆ ในสัตว์ เมื่อดูเหมือนว่าไก่มักนิยมชมชอบคนที่หน้าตาดีมากกว่าคนที่หน้าตาธรรมดา

ความรู้ประจำวัน: มหาสมุทรบนดาวอังคารหายไปไหน?

ความรู้ประจำวัน: มหาสมุทรบนดาวอังคารหายไปไหน? ภาพความแห้งแล้งของดาวเคราะห์สีแดงคือภาพที่คุ้นตาของดาวอังคาร แต่ย้อนกลับไปราว 3,500 ล้านปีก่อนดาวอังคารปกคลุมด้วยมหาสมุทร และมีชั้นบรรยากาศที่อบอุ่นไม่ต่างจากโลกของเรา เมื่อ 4,500 ล้านปีก่อน ในช่วงเวลาที่ระบบสุริยะจักรวาลของเราถือกำเนิดขึ้น โลกและดาวอังคารก่อตัวขึ้นพร้อมๆ กันด้วยสารประกอบเดียวกันอย่าง คาร์บอน ไนโตรเจน ออกซิเจน แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างกันก็คือขนาด หากเทียบกันแล้วดาวอังคารมีขนาดเพียงลูกซอฟต์บอลเท่านั้น ในขณะที่โลกมีขนาดเท่าลูกโบว์ลิ่ง นั่นทำให้กว่าที่ดาวเคราะห์ทั้งสองดวงจะเย็นตัวลงนั้นต้องใช้เวลาที่ต่างกันมาก และเมื่อดาวอังคารเย็นตัวลงแล้ว โลกของเรายังเต็มไปด้วยหินร้อนหลอมละลายอยู่เลย อีกหนึ่งความแตกต่างก็คือดาวอังคารไม่มีสนามแม่เหล็กที่คอยปกป้องตัวมันเช่นโลก นั่นทำให้ลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ปะทะเข้ากับดาวอังคารตลอดเวลาและพัดพาเอาโมเลกุลขนาดเล็กออกไป จึงทำให้ดาวอังคารค่อยๆ สูญเสียมหาสมุทรไปเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไปหลายล้านปี ในที่สุดดาวอังคารก็มีสภาพดังที่เราเห็นในปัจจุบัน   อ่านเพิ่มเติม จำลองการใช้ชีวิตบนดาวอังคาร