“เอเลี่ยน”คงช่อนตัวจากเรา? รู้จัก” ทฤษฎีป่ามืด “(Dark Forest Theory)

“เอเลี่ยน”คงช่อนตัวจากเรา? รู้จัก” ทฤษฎีป่ามืด “(Dark Forest Theory)

ทฤษฎีป่ามืด (The Dark Forest Theory) เมื่อจักรวาลกลายเป็นสิ่งที่น่าขนลุกในซีรีย์ ‘3 Body Problem’ จากเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ทำให้เราไม่สามารถค้นหาและเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกโลก

ทฤษฎีป่ามืด – ข้อขัดแย้งของเฟอร์มี (Fermi Paradox) ได้สร้างความฉงนให้กับนักดาราศาสตร์มานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว
.
กล่าวโดยย่อคือ หากจักรวาลมีอายุเกือบ 14,000 ล้านปี แล้วอารยธรรมระหว่างดวงดาวทั้งหมดอยู่ที่ไหนกัน? ทำไมพวกเขาไม่แวะมาทักทายกันบ้างล่ะ? นักวิทยาศาสตร์ได้เสนอแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาในข้อขัดแย้งดังกล่าวมากมาย แต่ไม่มีอะไรที่จะน่ากลัวไปมากกว่า ทฤษฏีป่ามืด (The Dark Forest Theory)
.
ตามสมมติฐานแล้ว เหตุผลที่เราไม่สามารถมองเห็นอารยธรรมต่างดาวเหล่านี้ได้ก็เพราะพวกเขาทั้งหมดกำลัง ‘ซ่อนตัว’ อยู่ อารยธรรมเหล่านั้นต่างเห็นตรงกันว่าการถ่ายทอดตำแหน่งของตนไปยังจักรวาลโดยรอบหรือห่างไกลออกไปนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง แตกต่างจากมนุษยชาติ ซึ่งได้ส่งสัญญาณวิทยุของเราดังก้องไปทั่วบริเวณกาแล็กซีท้องถิ่นของตัวเองมาเป็นเวลานานแล้ว
.
นับเป็นความคิดที่น่าหดหู่ แต่กลับได้รับความสนใจมากขึ้นเนื่องจากมีการนำเสนอไว้ในภาพยนตร์ซีรีส์เรื่อง 3 Body Problem ซึ่งเป็นผลงานที่ทางเน็ตฟลิกซ์ได้ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมไตรภาคของ ซีซิน หลิว (Cixin Liu) แต่แนวคิดนี้สามารถเป็นคำตอบให้กับข้อขัดแย้งของเฟอร์มีในความจริงได้หรือไม่?
.
จากคำตอบทั้งหมด ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวว่าสมมติฐานป่าที่มืดมิดนี้ดูจะมีความถูกต้องน้อยกว่าแนวคิดอื่น ๆ

NGC 604, ทฤษฎีป่ามืด
ในภาพ NGC 604 ซึ่งเป็นบริเวณที่ก่อกำเนิดดาวใหม่ในดาราจักรสามเหลี่ยม ที่ถ่ายโดยกล้องเจมส์ เวบบ์ อาจซุกซ่อนอารยธรรมนอกโลกที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงหรือไม่? นักดาราศาสตร์สงสัยมานานว่าทำไมยังไม่มีการพบอารยธรรมนอกโลก ทั้งที่มนุษยชาติกำเนิดมาไม่นาน แต่จักรวาลของเรามีนั้นอายุเก่าแก่แล้ว ปริศนานี้เรียกว่า ข้อขัดแย้งของเฟอร์มี (Fermi Paradox) Photograph by NASA, ESA, CSA, STScI

เป็นไปได้อย่างแน่นอนว่า สิ่งมีชีวิตนอกโลกที่ทรงภูมิปัญญาหลายกลุ่มอาจปกปิดและแอบซ่อนตัวเองได้ แต่ไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะมีความกลัวในแบบเดียวกัน และหนีจากทุกสิ่งที่อยู่เลยบ้านของพวกเขาออกไป
.
“เราไม่เห็นพฤติกรรมแบบเดียวกันนี้ในวัฒนธรรมบนโลกนี้ด้วยซ้ำ” มอยยา แมคเทียร์ (Moiya McTier) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ นักเขียน และผู้เชี่ยวชาญด้านเรื่องราวพื้นบ้าน กล่าว สิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ฉลาดบางแห่งอาจมีสมาชิกที่ทำหน้าที่พร้อมเพรียงกัน แต่ก็มักจะมีบุคคลอื่น ๆ หรือกลุ่มอื่น ๆ ที่แตกต่างกันและประพฤติตัวเป็นอิสระ

พวกเขาบางคนอาจมีแนวโน้มที่จะก้าวร้าวหรือสงบมากกว่า ไม่ก็อยากรู้อยากเห็น หรือแยกออกมาอย่างสันโดษ หากหนึ่งในนั้นโบกมือทักทายเราในป่าที่มืดมิด ป่าแห่งนั้นก็จะมีกองไฟส่องสว่างให้เราได้เห็นอย่างชัดเจน
.
แต่ในทางเทคนิคแล้วอะไรก็เป็นไปได้ เนื่องจากเรายังไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แสดงว่าอารยธรรมต่างดาวดำเนินอยู่จริง บางทีทุกแห่งอาจต้องการซ่อนตัวจริง ๆ บางทีอาจมีภัยคุกคามแอบแฝงอยู่ที่นั่น ที่ไหนสักแห่งหนึ่งในความมืด และบางทีมนุษยชาติก็อาจจะยังไม่ตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้

กรณีของทฤษฏีป่ามืด

ข้อขัดแย้งของเฟอร์มี ได้ถูกเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกโดยนักฟิสิกส์ที่ชื่อ เอนริโก เฟอร์มี (Enrico Fermi) ในระหว่างการสนทนาช่วงรับประทานอาหารกลางวันเมื่อปี 1950 ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่ใจความสำคัญของเรื่องนี้คือ ระบบสุริยะของเรามีอายุเพียง 4.6 พันล้านปี ในขณะที่จักรวาลมีอายุ 13.8 พันล้านปี
.
นั่นเป็นเวลาเหลือเฟือสำหรับชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงอื่นที่จะพัฒนาไปสู่สังคมที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สังคมที่สามารถเคลื่อนตัวข้ามทะเลแห่งดวงดาว และสร้างหน้าด่านหรืออารยธรรมใหม่ ๆ บนโลกอื่นได้นับไม่ถ้วน
.
แต่เรายังไม่พบสัญญาณใด ๆ ของอารยธรรมเหล่านั้น แล้วทุกคนไปอยู่ที่ไหนกันหมด?
.
“มีวิธีแก้ไขปัญหาที่เป็นไปได้หลายอย่างที่ทับซ้อนกันสำหรับข้อขัดแย้งของเฟอร์มี” แมคเทียร์ กล่าว

อวกาศนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่สิ่งมีชีวิตต่างดาวจะมายังโลกได้หรือไม่? พวกเขาทั้งหมดอาจสูญสิ้นตัวเองก่อนที่จะกลายเป็นอารยธรรมดวงดาวรึเปล่า? เราเป็นเพียงสังคมที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงแห่งเดียวในทุกมุมของจักรวาลใช่ไหม? หรือวิวัฒนาการของชีวิตนั้นหาได้ยากยิ่ง?
.
“สิ่งที่ข้อขัดแย้งของเฟอร์มีบอกคุณก็คือ อารยธรรมนั้นหาได้ยาก แต่มันไม่ได้บอกคุณว่าทำไมมันถึงหาได้ยาก” เอียน ครอว์ฟอร์ด (Ian Crawford) นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์และนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลอนดอน กล่าว “หนึ่งในวิธีแก้ปัญหาคือ ใช่ พวกเขาทั้งหมดอยู่ที่นั่น แต่ก็ซ่อนตัวอยู่ หากพวกเขาเปิดเผยตัวเอง ก็จะมีผู้มาทำลายพวกเขา”
.
ความคิดที่ว่ามนุษย์ต่างดาวผู้ซึ่งเดินทางในอวกาศได้เหล่านี้ไม่เต็มใจที่จะเปิดเผยตัวเองนั้น ปรากฏอยู่ในเรื่องราวของนิยาวิทยาศาสตร์มานานหลายทศวรรษ ของหลิวเองก็ปรากฏขึ้นในปี 2008 พร้อมกับการตั้งชื่อสมมติฐานให้มีความน่าสนใจ

M13, กระจุกดาวทรงกลม, ทฤษฎีป่ามืด
กล้องฮับเบิลจับภาพดวงดาวหลายแสนดวงกำลังเคลื่อนไหวในกระจุกดาวทรงกลม M13 ที่สว่างที่สุดและเป็นที่รู้จักดี หากมีอารยธรรมนอกโลกจริง ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ามันไม่น่าจะซ่อนตัวเพราะความกลัวตามทฤษฎีป่ามืด Photograph by NASA, ESA, and the Hubble Heritage Team (STScI/AURA)

เขาบรรยายว่า จักรวาลคือป่าอันมืดมิดซึ่งอารยธรรมมนุษย์ต่างดาวแต่ละแห่งก็เหมือนกับนักล่าติดอาวุธที่น่าเกรงขาม คอยเคลื่อนตัวออกไปอย่างไม่ลดละ และหากนักล่าผู้นั้นค้นพบ “ชีวิตอื่น (หรือนักล่าอีกคน) จะเป็นเทวดาหรือปีศาจ ทารกที่บอบบางหรือคนแก่ที่เหนื่อยล้า นางฟ้าหรือครึ่งเทพ ก็มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาทำได้คือโจมตีก่อนและกำจัดพวกมัน สำหรับป่าแห่งนี้แล้ว นรกก็คือคนอื่น”

ความหวาดกลัวนั้นมีประโยชน์ในเชิงวิวัฒนาการ เราอาจสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงแปลก ๆ ในตอนกลางคืน และแม้ว่าส่วนใหญ่แล้วจะไม่เป็นอันตราย แต่ความระมัดระวังของเราอาจช่วยชีวิตของเราได้เมื่อเสียงนั้นเกิดจากภัยคุกคามที่แท้จริง
.
“ปฏิเสธไม่ได้ว่าการก้าวร้าวนั้นมีคุณค่าในการเอาตัวรอด” เซฮ์ โซสตัก (Seth Shostak) นักดาราศาสตร์อาวุโสจากสถาบันค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาต่างดาว (Search for Extraterrestrial Intelligence Institute หรือ SETI) กล่าว
.
การกำจัดก่อนที่จะเกิดการแข่งขันล่วงหน้า อาจทำให้คุณนอนหลับได้อย่างสบายใจมากขึ้น พร้อมกับสามารถรับทรัพยากรเพิ่มเติมได้ ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติและในปัจจุบันต่างก็เต็มไปด้วยตัวอย่างอันเลวร้ายของเรื่องนี้

การต่อต้านทฤษฏีป่ามืด

โชคดีที่ดาร์กฟอร์เรสต์ มีปัญหามากมายซ่อนอยู่ในนั้น สิ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือ เป็นเรื่องยากที่จะปกปิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของอารยธรรม
.
การที่การค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ทรงปัญญาจะกลายเป็นแนวทางปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์ระดับดาวเคราะห์ สัญญาณวิทยุจากการสื่อสารข้ามสายพันธุ์ของโลกก็ได้เล็ดลอดเข้าสู่ความว่างเปล่าของอวกาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่อารยธรรมต่างดาวในบริเวณใกล้เคียงสามารถระบุได้อย่างรวดเร็ว หากพวกเขาต้องการหาพันธมิตรหรือเป้าหมายใหม่
.
แม้ว่าเราจะเริ่มเข้าใจภัยคุกคามจากสมมติฐานแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเงียบไปด้วยเช่นกัน “เราไม่เคยคิดแม้แต่น้อยเลยที่จะปิดเรดาห์ทั้งหมด เพราะมันอาจเป็นอันตรายได้” โซสตัก กล่าว “มันจะไม่เกิดขึ้น (การปิดสัญญาณทั้งหมด)”
.
แม้ว่าสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ฉลาดหลักแหลมจะพยายามปกปิดตัวเอง แต่ก็ไม่อาจซับซ้อนพอที่จะทำได้ทั้งหมด สังคมมนุษย์ต่างดาวอาจพบวิธีที่จะขจัดเสียงรบกวนทั้งหมดออกไป แต่สังคมอื่น ๆ อาจจะเผลปล่อยมันออกมาโดยไม่รู้ตัว
.
“วิธีที่มนุษย์ถ้ำซ่อนตัวค่อนข้างแตกต่างจากวิธีที่คลิงออนซ่อน (Klingons เผ่าพันธุ์หนึ่งในสตาร์เทร็ก)” โซสตัก กล่าว

ในขณะเดียวกัน โลกได้ประกาศตัวต่อจักรวาลแล้ว ในเดือนพฤศจิกายน 1974 โลกได้ส่งสัญญาณรูปภาพที่เรียกว่า “สารอาเรซิโบ” (the Arecibo message) ไปยังกระจุกดาวทรงกลม M13 เพื่อบอกสัญลักษ์เรื่องราวเกี่ยวกับโลก รวมถึงระบบตัวเลข (ส้มแดง) สูตรของธาตุต่างๆ (ม่วง) ประชากรโลก (ชมพู) และรูปมนุษย์ (น้ำเงินเข้ม) Photograph by Monica Schroeder, Science Source

การเปรียบเทียบว่าเป็นป่าไม้ก็พังทลายลงเมื่อคุณพิจารณาถึงธรรมชาติที่แท้จริงของจักรวาล หรือแม้แต่การเปรียบเทียบกับกาแล็กซีเองก็ตาม ป่าอาจจะดูใหญ่โตและไม่มีที่สิ้นสุดอยู่ในความมืด แต่นั่นก็เปรียบเสมือนถั่วลิสงเมื่อเทียบกับอวกาศทั้งหมด
.
“อาจมีมนุษย์ต่างดาวที่ไม่เป็นมิตรอยู่ที่นั่น” โซสตัก กล่าว แต่ว่าระยะห่างระหว่างพวกเขาดูเหมือนจะกว้างใหญ่จนไม่อาจหยั่งรู้ได้ มากเสียจนความคิดที่พวกเขาจะรู้สึกว่าจำเป็นต้องโจมตีกันก่อนนั้นดูเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ

แม้ว่าพวกเขาจะกลัวกัน แต่พื้นที่ระหว่างพวกเขาก็หมายความพวกเขาไม่จำเป็นต้องแย่งชิงทรัพยากร แต่ละพื้นที่จะมีโลก มีดาวเคราะห์น้อย และแม้แต่ดาวฤกษ์ที่แทบนับไม่ถ้วน อีกหนึ่งความจริงที่น่าสนใจคือโลกเป็นสังคมเทคโนโลยีที่อายุน้อย เสียงดัง และเปราะบาง ก็บอกเป็นนัยว่า ถ้ามีอารยธรรมต่างดาวอยู่ข้างนอกนั่น สังคมเหล่านั้นก็ไม่สามารถก้าวร้าวโดยสัญชาตญาณได้ทั้งหมด
.
“หากมีอารยธรรมมากมาย และอารยธรรมบางส่วนสามารถทำลายเราได้ เราก็จะต้องอธิบายว่ามันไม่เกิดขึ้นได้อย่างไร” คาริม เจบาริ (Karim Jebari) นักวิจัยจากสถาบันเพื่อการศึกษาอนาคต ในสวีเดน กล่าว “อาจจะมีจักรวรรดิกาแล็กติกที่คอยหยุดยั้งการต่อสู้ หรืออาจเป็นเรื่องยากมากที่จะโจมตีกันในระยะไกลระหว่างดวงดาว”
.
หรือตามที่ เจบาริ แนะนำในรายงานล่าสุดเกี่ยวกับเอเลี่ยนที่ทรงปัญญา พวกเขาได้ข้อสรุปเชิงตรรกะแบบเดียวกัน นั่นคือพวกเขายังคงมีอยู่ เพราะสังคมมนุษย์ต่างดาวขั้นสูงอื่น ๆ เลือกที่จะไม่โจมตีพวกเขา บางทีอาจหวังว่าจะมีการสนทนากันเพื่อหาประโยชน์รวมกันแทน
.
“เราไม่มีเหตุผลที่จะโจมตีพวกเขาล่วงหน้า” เจบาริ กล่าว “ถ้าพวกเขาฉลาด บางทีพวกเขาอาจจะคิดแบบเดียวกับเรา”

การที่อารยธรรมต่างดาวทั้งหมดจะมีสัญชาตญาณของมนุษย์ ในการสันนิษฐานถึงสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเกี่ยวกับตัวตนอื่นที่ยังไม่รู้จัก ก็ถือเป็นข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจเช่นกัน
.
“สำหรับผม (ทฤษฏีป่ามืด) เป็นหนึ่งในคำอธิบายที่น่าสนใจน้อยกว่า (แนวคิดอื่น ๆ) ในมุมมองข้อขัดแย้งของเฟอร์มี เพราะมันขึ้นอยู่กับสมมติฐานบางประการที่มานุษวิทยาว่าไว้ ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ยุติธรรม” แมคเทียร์ กล่าว
.
ความกลัวเป็นสิ่งที่ทรงพลัง แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็เช่นกัน

ทฤษฎีป่ามืด
กล้องอวกาศ สปิตเซอร์ ฮับเบิล และจันทรา ร่วมกันสร้างภาพหลายคลื่นความยาวของกาแล็กซี M82 Photograph by NASA/JPL-Caltech/STScI/CXC/UofA/ESA/AURA/JHU

สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าสมมติฐานของทฤษฏีป่ามืดไม่มีอยู่จริง ปัญหาก็คือแนวคิดนี้จำเป็นต้องมีความกลัวเพื่ออุดช่องโหว่ในทฤษฏี
.
“สถานการณ์ที่เลวร้ายคือการคิดว่าคนที่ซ่อนตัวอยู่นั้นถูกต้อง” ครอว์ฟอร์ด กล่าว “สมมติว่าครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของกาแล็กซี อารยธรรมที่มีเทคโนโลยี ตัดสินใจว่าเมื่อใดก็ตามที่มีการค้นพบดาวเคราะห์ที่มีชีวิตหรือมีเทคโนโลยี พวกเขาก็จะทำลายมัน”
.
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าการกำจัดมีขึ้นเพื่อมุ่งหาประโยชน์จากการทำลายล้างนั้นเป็นเป้าหมายหลัก ทฤษฏีป่ามืดก็ดูจะมีความเป็นไปได้มากกว่าความกลัว “ถ้ามีอะไรแบบนั้นเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของกาแล็กซี ใช่แล้ว มันจะสามารถอธิบายข้อขัดแย้งของเฟอร์มีได้” ครอว์ฟอร์ด กล่าว
.
แน่นอนว่าในมุมจักรวาลของเราอาจจะเงียบสงบ เพราะชีวิตที่เริ่มต้นตั้งแต่แรกนั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง บางทีที่นี่ ณ ตอนนี้อาจจะรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะมีอารยธรรมต่างดาวที่นิสัยไม่ดีชอบทำลายล้างทั้งตัวเองและผู้อื่นเมื่อพวกเขาค้นพบบางสิ่งที่คล้ายกับอาวุธปรมาณู
.
หรือบางที “เราไม่เห็นพวกเขา เพราะพวกเขาไม่อยู่ที่นั่น” ครอว์ฟอร์ด กล่าว เพราะสิ่งมีชีวิตชื่นชอบการเข่นฆ่าได้เดินทางจากดาวดวงหนึ่งไปอีกดาวดวงหนึ่งเพื่อดับสัญญาณแห่งชีวิต “นั่นเป็นคือสิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ”

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล

ที่มา
.
https://www.nationalgeographic.com/science/article/dark-forest-theory-alien-life


อ่านเพิ่มเติม ทำไม มนุษย์ต่างดาว ไม่เคยมาเยือนโลก? บางทีพวกเขาอาจ “หมดไฟ” และเหนื่อยหน่ายแล้ว

มนุษย์ต่างดาว
มนุษย์ต่างดาว

Recommend