พบกับ ต้นไม้กินแมลง จอมเห็นแก่ตัว - National Geographic Thailand

พบกับต้นไม้กินแมลงจอมเห็นแก่ตัว

ต้นไม้กินแมลง
ทีมนักวิจัยยังพบอีกว่าดอกของหยาดน้ำค้างสายพันธุ์ Drosera tokaiensis หุบดอกเพื่อตอบสนองกับการสัมผัสที่อันตราย
ภาพถ่าย Kazuki Tagawa

พลังที่คาดไม่ถึงของดอกไม้

ดูเหมือนว่าหยาดน้ำค้างจะเชี่ยวชาญในการหากลยุทธ์มาช่วยให้มันอยู่รอด ในระหว่างการวิจัย Tagawa และทีมของเขายังค้นพบเพิ่มอีกว่าดอกไม้ของต้นหยาดน้ำค้างมีการตอบสนองเป็นพิเศษต่อการสัมผัสทางกายภาพ

“เราไม่เคยทราบมาก่อนว่าต้นไม้สามารถหุบดอกได้ด้วย ในฐานะปฏิกิริยาตอบสนองจากการถูกสัมผัส” Tagawa กล่าว และตัวเขาได้บันทึกภาพถ่ายของปฏิกิริยาตอบสนองจากดอกไม้เมื่อถูกสัมผัสมาให้ชมกัน

สำหรับพืชบางชนิด เป็นที่รู้กันดีว่าพวกมันมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสภาพอากาศ พวกมันอาจหุบดอกเมื่ออากาศมีความชื้นสูงขึ้นหรือมีอุณหภูมิลดลง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนหรือหิมะทำอันตรายต่ออวัยวะภายในดอก ซึ่งดูเหมือนว่าต้นหยาดน้ำค้างจะใช้เทคนิคเดียวกันนี้ในการปกป้องดอกของมันจากนักล่า โดยเฉพาะกับมอธ sundew plume จากรายงานที่เคยเผยแพร่ลงในวารสาร Plant Species Biology กลีบของต้นหยาดน้ำค้างสายพันธุ์ Drosera tokaiensis และ Drosera spatulate พับเก็บขึ้นภายใน 2 – 10 นาที หลังต้นของมันถูกจับเขย่าด้วยแหนบ

ต้นไม้กินแมลง
ชุดภาพถ่ายนี้แสดงให้เห็นว่าดอกของหยาดน้ำค้าง Drosera tokaiensis หุบอย่างไร
ภาพถ่าย Kazuki Tagawa

เจ้ามอธสายพันธุ์นี้มักแทะกินหยาดน้ำค้างเป็นดั่งขนมหวาน ดังนั้นแล้ว Tagawa เชื่อว่ากลยุทธ์พิเศษนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้มันปกป้องเซลล์สืบพันธุ์ภายในดอก ซึ่งในอนาคตทีมนักวิจัยจะหารายละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับปฏิกิริยาตอบสนองนี้

“การหุบกลีบดอกมีสิ่งที่ต้องแลก เนื่องจากแมลงที่ทำหน้าที่ผสมเกสรจะไม่สามารถเข้าถึงได้” Tagawa กล่าว แต่จะว่าไปแล้วเรื่องนี้ก็คล้ายๆ กับการขโมยเหยื่อ หากว่าหยาดน้ำค้างยังสามารถผสมเกสรให้ตนเองได้ ก็ไม่น่าเป็นกังวลเรื่องความอยู่รอดเท่าไหร่นัก

เรื่อง Sandrine Ceurstemont

 

อ่านเพิ่มเติม

ต้นไม้ในเมืองใหญ่

เรื่องแนะนำ

ประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของแก๊สน้ำตา

แก๊สน้ำตา ในทางเทคนิคคืออาวุธเคมี ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อร่างกายในระยะยาว ช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2562 เหตุการณ์ที่อยู่ในความสนใจของผู้คนเกือบทั้งโลกคือเหตุการณ์ที่ตำรวจฮ่องกงใช้ แก๊สน้ำตา และกระสุนยางใส่ผู้ประท้วงที่ต่อต้านการพิจารณากฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเข้าไปในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ แม้ผู้ชุมนุมต้องสลายตัวไปเนื่องจากเกรงกลัวอันตรายจากแก๊สน้ำตา แต่ก็มีผู้ชุมนมจำนวนไม่น้อยที่เตรียมตัวรับมือกับการใช้แก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เป็นอย่างดี การใช้ แก๊สน้ำตา กลายเป็นภาพจำของการสลายการชุมนุมของผู้ประท้วงทั่วโลกมาเนิ่นนาน แม้ว่าตามอนุสัญญาเจนีวาจะห้ามมิให้ใช้แก๊สน้ำตาในภาวะสงคราม แต่การใช้แก๊สน้ำตากับประชาชนยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลหลายประเทศมีการใช้แก๊สน้ำตาปราบปรามผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้บาดเจ็บ บางกรณีมีผู้สียชีวิต เพื่อให้เข้าใจอันตรายของแก๊สน้ำตาให้มากขึ้น เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้ติดต่อไปยัง สเวน-เอริก จอรด์ (Sven-Eric Jordt) ศาสตราจารย์ด้านเภสัชวิทยาที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยลมาให้ข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญด้าสแก๊สน้ำตามาให้ข้อมูล ในช่วงทศวรรษที่ 2000 เขาค้นพบว่าแก๊สน้ำตาส่งผลกับร่างกายโดยการกระตุ้นประสาทสัมผัสความเจ็บปวดของร่างกาย โดยร่างกายของเขาเคยได้รับแก๊สน้ำตาในช่วงทศวรรษ 1980 เมื่อครั้งเขายังเป็นนักศึกษาในประเทศเยอรมนีและเข้าร่วมการประท้วงเรื่องการกำจัดขยะนิวเคลียร์ รบกวนเล่าประวัติย่อของแก๊สน้ำตาให้กับเรา จริงๆ แล้วแก๊สน้ำตาไม่ใช่แก๊ส มันเป็นของแข็งหรือของเหลวที่กลายเป็นละอองของเหลว ซึ่งมีสารเคมีบางประเภทที่ถือว่าเป็นแก๊สน้ำตา ชนิดแก๊สน้ำตาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก มีชื่อว่า CS และ OC โดย OC คือ Oleoresin Capsicum (น้ำมันพริก, พริกไทย) อันเป็นส่วนประกอบในสเปรย์พริกไทย ซึ่งมีสารแคปเซอิซิน […]

นักวิทย์สร้าง ‘ ตัวอ่อนสังเคราะห์ ‘ สำเร็จ ไม่ต้องใช้ไข่ สเปิร์ม หรือมดลูก

นักวิทยาศาสตร์สร้าง ‘ ตัวอ่อนสังเคราะห์ ’ ขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกโดยไม่ใช้ไข่ สเปิร์ม หรือมดลูก หวังแก้ปัญหาขาดแคลนอวัยวะมนุษย์ นักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์แมนน์ ประเทศอิสราเอล ได้สร้าง ‘ ตัวอ่อนสังเคราะห์ ’ ตัวแรกของโลกที่ไม่ได้เกิดจากเซลล์ที่ปฏิสนธิโดยไข่และสเปิร์ม หรือต้องการมดลูกในการพัฒนา ซึ่งตัวอ่อนนี้เติบโตในจานเพาะเลี้ยงและพัฒนาโครงสร้างที่ประกอบไปด้วยลำไส้ สมองขั้นต้นและหัวใจที่เริ่มเต้น จาคอบ ฮันนา (Jacob Hanna) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสผู้นำการวิจัยครั้งนี้กล่าวว่า “น่าทึ่งมาก เราได้ทำให้เห็นแล้วว่าเซลล์เหล่านั้นมีต้นกำเนิดมาจากตัวอ่อนสังเคราะห์ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงรกและถุงไข่แดงที่อยู่รอบ ๆ ตัวอ่อนด้วย” พร้อมเสริมว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นมากเกี่ยวกับงานนี้และมันมีความหมายมาก” ก่อนหน้านี้ในปีที่แล้ว ทีมเดียวกันนี้ได้สร้างมดลูกเทียมที่สามารถช่วยให้ตัวอ่อนของหนูเติบโตนอกมดลูกจริงในร่างกายได้เป็นเวลาหลายวัน และในครั้งนี้พวกเขาพัฒนาอุปกรณ์เดิมเพื่อใช้มันหล่อเลี้ยงสเต็มเซลล์ที่กลายเป็นตัวอ่อนสังเคราะห์นี้ได้กว่า 8.5 วัน ซึ่งเท่ากับเกือบครึ่งนึงของการตั้งครรภ์ของหนู โดยเป็นระยะที่เซลล์สร้างอวัยวะในช่วงแรก ๆ รวมถึงการมีหัวใจที่เต้นและสร้างการไหลเวียนเลือด สมองที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เส้นประสาท หลอดและลำไส้ “เมื่อเปรียบเทียบกับตัวอ่อนของหนูตามธรรมชาติ แบบจำลองสังเคราะห์แสดงความคล้ายคลึงกันถึงร้อยละ 95 ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างของโครงสร้างภายในและรูปแบบการแสดงออกของยีนในเซลล์ประเภทต่าง ๆ อวัยวะที่เห็นในตัวอ่อนสังเคราะห์นี้บ่งชี้ถึงการทำงานทุกอย่าง” ดร.ฮันนากล่าว เคล็ดลับความสำเร็จก็คือการบำบัดด้วยสารเคมีล่วงหน้าซึ่งเปิดทางให้ทีมวิจัยตั้งค่าโปรแกรมพันธุกรรมเซลล์ขึ้นมาใหม่และกระตุ้นให้พัฒนาเป็นอวัยวะ เธอหวังว่าวันหนึ่งในอนาคตตัวอ่อนสังเคราะห์จะช่วยแก้ปัญหาในการขาดแคลนอวัยวะของมนุษย์เพื่อการปลูกถ่าย อีกทั้งได้เน้นย้ำว่า ‘ตัวอ่อนสังเคราะห์นี้ไม่ใช่ “ตัวอ่อนของจริง” และไม่มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นสัตว์ที่มีชีวิต’ […]

ทฤษฎีบิ๊กแบง (Big Bang Theory)

การค้นพบ ทฤษฎีบิ๊กแบง ทฤษฎีบิ๊กแบง (Big Bang Theory) คือ แบบจำลองในจักรวาลวิทยาที่ใช้อธิบายถึงการกำเนิดและวิวัฒนาการของเอกภพ (Universe) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับและกล่าวถึงมากที่สุด จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นและการสังเกตการณ์ของเหล่านักดาราศาสตร์ ทำให้เกิดข้อสรุปร่วมกันว่า ขณะนี้ เอกภพ หรือจักรวาล กำลังขยายตัวออกไป ดวงดาวและกาแล็กซีกำลังเคลื่อนที่ออกห่างจากกันทุกวินาที ดังนั้น เมื่อย้อนเวลากลับไปหลายพันล้านปีก่อนจนถึงจุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่ง ทุกสสารและพลังงานในจักรวาล ต้องอยู่ใกล้ชิดกันยิ่งกว่านี้ และมีจุดกำเนิดมาจากจุดเดียวกัน นั่นคือ การระเบิดครั้งใหญ่ หรือ บิ๊กแบง จากจุดที่มีขนาดเล็กยิ่งกว่าอะตอมเป็นพันล้านเท่า จุดที่มีอุณหภูมิและความหนาแน่นเป็นอนันต์ (Singularity) จุดที่รวมแรงทั้ง 4 ในธรรมชาติไว้เป็นหนึ่งเดียว (แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์เข้มและแรงนิวเคลียร์อ่อน) ก่อนจะเกิดการขยายตัว หรือ การระเบิดออกอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเอกภพ สสาร และพลังงาน รวมถึงที่ว่าง (Space) และกาลเวลา (Time) ส่งสสารและพลังงานไปในห้วงอวกาศ ให้กำเนิดดวงดาวและกาแล็กซี จนเป็นจักรวาลอย่างที่เราเห็นอยู่ในทุกวันนี้ อ่านเพิ่มเติม : ระบบสุริยะจักรวาล แนวคิดในทฤษฎีบิ๊กแบงถูกเสนอขึ้นครั้งแรก ในปี 1927 โดย บาทหลวง […]