Explorer Awards 2018: เรย์ แมคโดนัลด์ - National Geographic Thailand

Explorer Awards 2018: เรย์ แมคโดนัลด์

เรย์ แมคโดนัลด์

ศิลปิน นักเดินทาง พิธีกรรายการสารคดีท่องเที่ยว

นอกเหนือจากฝีมือด้านการแสดงแล้ว เรย์ แมคโดนัลด์ ยังเป็นพิธีกรรายการสารคดีท่องเที่ยวผู้มากประสบการณ์ เขาคือผู้บุกเบิกรายการสไตล์แบ็กแพ็กคนแรกๆ ของเมืองไทยที่โดดเด่นด้วยบุคลิกเฉพาะ จากการพาผู้ชมเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ หลากหลายทั้งใกล้และไกล เรย์ถือเป็นนักเดินทางตัวยงที่ออกผจญภัยมาแล้วในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเขาบอกว่า “เป็นการค้นหาตัวเอง” สำหรับเขา ตั้งแต่วัยเด็กเป็นต้นมา “แค่ข้ามถนนไปซื้อผักบุ้งให้แม่” ก็ถือเป็นการเดินทางได้แล้ว

 

การสำรวจกับการเดินทาง

คำว่าสำรวจของเรย์อาจไม่ได้เทียบเท่ากับบรรดานักวิทยาศาสตร์ หรือนักสำรวจตัวจริง เรย์นิยามว่าการสำรวจของเขาน่าจะเป็นแค่ชั้นอนุบาล เพราะมันเป็นแค่การผจญภัยมากกว่า แต่จริงๆ จะนับว่าเป็นการสำรวจก็ได้หากนับจากสิ่งที่ได้กลับมา เพราะทุกการเดินทางเรย์ระบุว่ามันคือการค้นหาบางอย่างเช่นกัน เมื่อเราเริ่มต้นค้นหาจะเป็นการสำรวจไปในตัว และไม่ว่าสถานที่นั้นจะใกล้ไกลก็ตาม ตัวเราเองเปลี่ยนแปลงไปเสมอเมื่อการเดินทางครั้งนั้นสิ้นสุดลง อาจเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างนั่งเครื่องบินกลับ รู้สึกว่าชีวิตมันมีความหมาย รู้สึกมองโลกเปลี่ยนไป เข้าใจตัวเองมากขึ้น หรือโชคดีที่ได้เกิดมา จะอะไรก็แล้วแต่ มันจะค่อยๆ ซึมเข้ามา ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

“ก่อนจะถึงการเดินทางครั้งสุดท้าย ที่มันอีกยาวไกลแค่ไหนเราก็ไม่รู้ มันยังมีอีกหลายที่ที่เราอยากจะออกไปค้นหาถ้ายังมีแรงอยู่ ยังบ้าคลั่ง ก็ยังจะอยากออกไปเรื่อยๆ”

 

การเดินทางไม่มีวันสิ้นสุด

หลายคนชอบถามเรย์ว่าทำไมจึงเดินทางไปที่เดิมซ้ำๆ ไม่เบื่อบ้างหรือ แต่สำหรับเขาการเดินทางมันไม่มีวันสิ้นสุด เรย์สมมุติว่ามีสถานที่ที่หนึ่งที่เขาเคยไปแล้วตอนอายุ 20 ปี แต่พอได้กลับไปอีกครั้งตอนอายุ 40 ปี มันไม่เหมือนเดิม เพราะตอนอายุ 20 ปี เรย์อธิบายว่าเขามีวิธีคิดแบบหนึ่ง มีความต้องการ มีประสบการณ์แบบหนึ่ง แต่พออายุมากขึ้นมุมมองที่มองโลกมันต่างออกไปสิ่งนี้ช่วยให้เขาเห็นรายละเอียดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งจริงๆ มันอาจจะมีอยู่แล้วตั้งแต่เขาอายุ 20 ปี แต่ในตอนนั้นไม่เคยเห็นมันเอง สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สถานที่ดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่เป็นตัวบุคคลต่างหากที่ข้างในมันเปลี่ยนไป และถ้ามีโอกาสเรย์ยังคงอยากจะเดินทางไปยังสถานที่นั้นๆ ที่เขาเคยไปแล้วซ้ำอีกเรื่อยๆ เพื่อดูว่าเมื่ออายุมากขึ้นแล้วเขาจะได้อะไรใหม่จากการเดินทางไปที่เดิม

เรย์ แมคโดนัลด์
เรย์ แมคโดนัลด์ถ่ายภาพร่วมกับชนเผ่าวารี
ขอบคุณภาพจาก mendetails.com

เพราะการเดินทางมันไม่มีวันสิ้นสุด หากมองแบบสัจธรรมแน่นอนว่ามีการเดินทางครั้งสุดท้ายที่สิ้นสุดจริงๆ คือ One Way Ticket ที่ทุกคนหนีไม่พ้น (ความตาย) แต่กว่าจะถึงเวลานั้น และเราทุกคนเองก็ไม่รู้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ สำหรับเรย์แล้ว โลกมันกว้างใหญ่รอให้เราเดินทางไปค้นพบ ไปเรียนรู้อีกมาก ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าจะออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ส่วนตัวแล้วเขาค่อนข้างชอบที่คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้ออกเดินทางเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์เลย ต่างกับคนรุ่นก่อนๆ ที่ต้องรอให้เกษียณ รอให้พร้อมก่อน สมัยนี้คนรุ่นใหม่ไม่ได้คิดว่าต้องมีบ้าน มีรถ แต่พวกเขามองว่าประสบการณ์ชีวิตคือสิ่งสำคัญที่ต้องกอบโกย ซึ่งมันล้ำค่ามาก เพราะประสบการณ์เหล่านี้มันจะช่วยให้บุคคลนั้นๆ มองโลกได้กว้างกว่า มองเห็นมิติที่หลากหลายกว่าคนที่ไม่ได้ออกไปพบเจออะไรใหม่ ที่สำคัญคือเรย์เน้นย้ำว่าต้องเปิดใจกว้าง อย่าเอาบรรทัดฐานแบบไทยไปวัด ยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม พยายามทำความเข้าใจให้ได้ เพราะถ้าทั้งโลกเหมือนๆ กันไปหมด เราก็ไม่รู้ว่าจะเดินทางไปทำไม จริงไหม?

 

ความประทับใจที่ได้เดินทาง

เรย์เล่าว่าเริ่มเดินทางทริปแรกคือตั้งแต่เด็กมาก ไม่รู้จะนับอันไหนเป็นความประทับใจที่สุด แค่ข้ามถนนไปซื้อผักบุ้งให้แม่ หรือไปเที่ยวกับทีมฟุตบอลก็นับเป็นการเดินทาง เช่นกัน

แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาอย่างชัดเจนเลยก็คือ ประสบการณ์จากการเดินทางที่ผ่านมามันทำให้เรย์รู้สึก humble (ถ่อมตน) นี่คือคำจำกัดความที่เขาระบุว่าใช่ที่สุด เมื่อเราเจออะไรที่มันยิ่งใหญ่มากๆ ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ ธรรมชาติที่มันใช้เวลาก่อร่างสร้างตัวเป็นแสน เป็นล้านปี และจะอยู่ไปอีกเป็นล้านๆ ปี พอเรย์ได้ไปเห็นไปสัมผัส มันทำให้เขารู้เลยว่าตัวเล็กแค่ไหน ไม่มีความสำคัญแค่ไหน มีหลายที่ที่ทำให้เรย์รู้สึกแบบนี้ ยกตัวอย่างเช่น จุดชมวิวที่กาฐมาณฑุ ตอนนั้นเรย์อายุ 15 ปี เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นเทือกเขาหิมาลัยกว้างสุดลุกหูลูกตา เขาเล่าว่ารู้สึกอึ้งไปเลย และนั่งมองมันอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมง รู้สึกดีใจที่เกิดมาได้เห็นมัน

เรย์ แมคโดนัลด์
เรย์ แมคโดนัลด์ กับภารกิจขี่ตุ๊กๆ ตะลุย AEC จากภาพคือถนนในเมียนมา
ขอบคุณภาพจาก culturedcreatures.co

 

อ่านเพิ่มเติม

ท่องเที่ยวแบบ “ด้านมืด” ไปกับสถานที่โหดร้ายเหล่านี้

เรื่องแนะนำ

สัมผัสชีวิตชาวเกาหลีเหนือ ผ่านการเดินทางของช่างภาพ

สัมผัส ชีวิตชาวเกาหลีเหนือ ผ่านการเดินทางของช่างภาพ Matjaž Tančič ช่างภาพชาวสโลวีเนียออกเดินทางไปยังดินแดนลึกลับในสายตาประชาคมโลก มันคือประเทศเกาหลีเหนือ เพื่อบันทึกภาพถ่ายวิถี ชีวิตชาวเกาหลีเหนือ และนำเสนอออกมาในรูปแบบนิทรรศการภาพสามมิติ วิดีโอนี้เป็นการบันทึกเบื้องหลังการทำงานของช่างภาพในการเดินทางไปถ่ายภาพของชาวเกาหลีเหนือตามที่ต่างๆ ซึ่งตลอดการเดินทางจะมีไกด์ชาวเกาหลีเหนือร่วมเดินทางไปกับพวกเขาตลอด ขอชวนคุณผู้อ่านออกเดินทางไปกับ Tančič สัมผัสชีวิตของชาวเกาหลีเหนือตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน, ฟาร์ม และโรงงาน ในดินแดนที่ได้ชื่อว่าลึกลับที่สุดในโลก   อ่านเรื่องราวของเกาหลีเหนือเพิ่มเติมที่นี่ เหลียวมองเกาหลีเหนือ

ทานาคา: สิ่งสุดท้ายที่บ่งบอกอัตลักษณ์ของชาวโรฮิงญา

ในค่ายผู้อพยพของบังกลาเทศ หญิงสาวชาวโรฮิงญายังคงใช้ผงทานาคาทาใบหน้าจนเหลืองอร่าม เพราะนี่คือสิ่งสุดท้ายที่บ่งบอกว่าพวกเธอมาจากที่ใด

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]

ทำไมการมีตำรวจหญิงจึงเป็นเรื่องสำคัญ?

ในคดีความผิดทางเพศ การถามปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงจะดำเนินการโดยพนักงานสอบสวนหญิง แต่ทำไมสำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับยกเลิกนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง? คำถามจากสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้จัดการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม