“สถานีกลางบางซื่อ” ศูนย์กลางคมนาคมทางราง เชื่อมต่อไทยสู่อาเซียน - National Geographic Thailand

“สถานีกลางบางซื่อ” ศูนย์กลางคมนาคมทางราง เชื่อมต่อไทยสู่อาเซียน

ระบบการขนส่งสาธารณะที่ดีเป็นปัจจัยพื้นฐานในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ผู้คนเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม เพิ่มประสิทธิภาพ และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทุกๆ วัน ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อไปทำงาน ส่งลูกหลานไปโรงเรียน หรือไปเยี่ยมครอบครัวและญาติพี่น้องในต่างจังหวัด ซึ่งผู้คนจำนวนไม่น้อยใช้ระบบรางในการเดินทาง

แม้ว่าระบบรางของไทยจะมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับการขนส่งรูปแบบอื่นๆ แต่ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ปี 2560 รายงานว่ามีผู้ใช้บริการในระบบรางกว่า 40 ล้านคนต่อปีเพื่อเดินทางระหว่างเมือง โดยในกรุงเทพฯ ระบบรถไฟฟ้าได้ให้บริการผู้โดยสารกว่า 200 ล้านเที่ยวต่อปี

ภาพถ่าย Alexander Popov / unsplash

ระบบคมนาคมทางรางจึงเป็นหนึ่งในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่สำคัญต่อการขนส่งในประเทศ
ทั้งการขนส่งเชิงพาณิชย์ การเดินทางของประชาชน และการพัฒนาพื้นที่โดยรอบระบบราง ดังนั้น การเชื่อมระบบรางให้ครอบคลุมและพัฒนาให้ทันสมัยจึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย และยังเอื้อประโยชน์ต่อสาธารณะชนที่จะได้ใช้การเดินทางในระบบราง และในปี 2564 สถานีกลางบางซื่อจะกลายเป็นศูนย์กลางโครงข่ายเชื่อมต่อการคมนาคมทุกระบบที่สำคัญของไทย

เชื่อมโยงการเดินทางอย่างไร้รอยต่อ

สถานีกลางบางซื่อ เป็น Grand Station หรือ “สถานีรถไฟหลัก” แห่งใหม่ของไทย ที่ได้รับการพัฒนาและยกระดับให้เป็น “ศูนย์กลางรถไฟไทย” ทุกระบบ ครอบคลุมครบทุกบริการ “ระบบราง” สามารถเชื่อมต่อทุกรูปแบบการเดินทาง โดยเชื่อมต่อระบบรางกับระบบขนส่งมวลอื่น ๆ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “การเดินทางแบบไร้รอยต่อ น้ำ บก อากาศ” ทั้ง รถไฟทางไกล ไม่ว่าจะเป็นสายเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก รถไฟความเร็วสูง รถไฟชานเมือง รวมถึง รถไฟเชื่อมท่าอากาศยาน ทั้งเชื่อมต่อกับระบบ รถไฟฟ้ามหานคร และโครงข่าย ถนนสายหลัก

ซึ่งนอกเหนือจากความงดงามที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยรูปทรงโค้งแบบร่วมสมัย ยังเน้นเรื่องความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และประหยัดเวลา เพื่อให้ประชาชนสามารถเชื่อมการเดินทางไปยังทุกจุดมุ่งหมาย บนพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางกว่าสองแสนเจ็ดหมื่นตารางเมตร ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากกว่าหกแสนคนต่อวัน เป็น “สถานีศูนย์กลางระบบรางที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน” เทียบเท่าสถานีรถไฟชั้นนำระดับสากล

ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เริ่มเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงโดยไม่คิดค่าบริการ และจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ในเดือนธันวาคม ปี 2564 โดยคาดการณ์ว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการประมาณ 136,000 คน–เที่ยวต่อวัน ในปี 2565 และเพิ่มเป็น 624,000 คน-เที่ยวต่อวัน ในปี 2575

ทั้งนี้ การก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อได้รับการบรรจุไว้ในแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยระหว่างปี 2558 – 2565 โดยมีเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางการเดินทางของประเทศไทย และในเขตเศรษฐกิจอาเซียน

นอกจากนี้ สถานีกลางบางซื่อยังได้รับการพัฒนาและยกระดับให้เป็น “ศูนย์กลางระบบรางและการเดินทางทั่วไทย” และสามารถเชื่อมต่อไปถึงกรุงปักกิ่งได้ด้วยรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่จะเชื่อมเข้ากับทางรถไฟจาก สปป. ลาว ที่จังหวัดหนองคาย และไปต่อกับรถไฟความเร็วสูงของจีนไปยังกรุงปักกิ่งในอนาคต

โครงสร้างสถานีที่เพียบพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน
ในปลายปี 2564 สถานีกลางบางซื่อจะเปิดให้บริการพร้อมกับการเดินรถของระบบรถไฟฟ้าชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ – ตลิ่งชัน และช่วงบางซื่อ – รังสิต ซึ่งจะทำให้สถานีกลางบางซื่อกลายเป็นสถานีขนาดใหญ่ที่สุดของไทยและอาเซียน นอกจากจะเป็นศูนย์กลางระบบรางของไทยแล้ว ยังเป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายการเดินทางที่เชื่อมต่อกับรูปแบบการเดินทางอื่นๆ ได้อย่างสะดวกสบาย

สถานีกลางบางซื่อได้รับการออกแบบอาคารผู้โดยสารขนาดใหญ่ มีพื้นที่ใช้สอยรวม 304,000 ตารางเมตร แบ่งเป็น

ชั้นใต้ดิน พื้นที่รวม 72,000 ตารางเมตร จัดให้เป็นที่จอดรถยนต์สำหรับบุคคลทั่วไป 1,681 คัน ที่จอดรถคนพิการ 19 คัน รวม 1,700 คัน

ชั้นลอย มีพื้นที่รวม 12,000 ตารางเมตร เป็นพื้นที่พาณิชยกรรม ร้านค้า และห้องควบคุม

ชั้นที่ 1 พื้นที่รวม 86,000 ตารางเมตร เป็นพื้นที่จำหน่ายตั๋วโดยสารของระบบรถไฟชานเมือง รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ รถไฟฟ้าความเร็วสูง ขบวนรถทางไกล และเป็นจุดเชื่อมต่อกับสถานีบางซื่อของรถไฟฟ้ามหานครสายสีน้ำเงิน รวมถึงยังเป็นโถงพักคอยของผู้โดยสารทุกระบบ ศูนย์อาหาร และร้านค้าให้บริการ

ชั้นที่ 2 พื้นที่รวม 67,000 ตารางเมตร เป็นชานชาลารถไฟทางไกล 8 ชานชาลา และรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้มและสายสีแดงอ่อน 4 ชานชาลา

ชั้นที่ 3 พื้นที่รวม 67,000 ตารางเมตร เป็นชานชาลารถไฟที่มีขนาดทาง 1.435 เมตร เพื่อรองรับรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน และรถไฟเชื่อมท่าอากาศยาน (แอร์พอร์ตลิงก์) 2 ชานชาลา และรถไฟความเร็วสูง 10 ชานชาลา รวม 12 ชานชาลา

ศูนย์กลางด้านคมนาคมเชื่อมโยงการพาณิชย์

นอกจากจะเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมแล้ว ในอนาคต พื้นที่รอบ ๆ สถานีกลางบางซื่อจะได้รับการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีให้เป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน โรงแรม ศูนย์การค้า บ้านพัก คอนโดมิเนียม สวนสาธารณะ และสถานที่จัดกิจกรรมที่รวบรวมทุกไลฟ์สไตล์ไว้ด้วยกัน หรือ ที่รู้จักกันใน TOD ซึ่งย่อมาจาก Transit Oriented Development หรือการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้า หรือขนส่งมวลชน

โดยออกแบบพื้นที่รอบสถานีให้ผสมผสานระหว่างศูนย์กลางพาณิชยกรรม ร้านค้า ที่พักอาศัย และสำนักงาน เป็นต้น เพื่อเพิ่มจำนวนผู้โดยสารและการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนที่สะดวกสบาย

ภาพถ่าย การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

ตลอดโครงการฯ การรถไฟมุ่งหวังให้ย่านสถานีกลางบางซื่อเป็นการก่อสร้างแบบ Smart City ศูนย์กลางย่านเศรษฐกิจแห่งใหม่ของไทยและอาเซียน โดยพัฒนาตามแนวคิดการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีกลางบางซื่อจำนวน 2,325 ไร่ รวมถึงเป็นแหล่งธุรกิจที่น่าสนใจมากมาย แบ่งออกเป็นโซนอย่างชัดเจน 9 โซน ดังนี้

จากระบบโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของประเทศไทย ที่เคยชะงักงันและเดินอย่างเชื่องช้ามาหลายทศวรรษ แต่ปัจจุบัน หนึ่งในนโยบายหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และมีผลงานออกมามากมาย ก็คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะด้านคมนาคมระบบราง ซึ่งสถานีกลางบางซื่อ จะนับได้ว่า เป็นหนึ่งในผลงานสำคัญในการอำนวยความสะดวกและการสร้างความเชื่อมโยงสำหรับโครงสร้างพื้นฐานของไทย

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ ยังคงมุ่งมัน คิดและเตรียมทุกความพร้อม สร้างระบบขนส่งมวลชนทางรางที่ดีที่สุด ลดเวลาการเดินทาง เพิ่มความปลอดภัย เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทยทุกคนหลังวิกฤตผ่านพ้น นั่นคือเวลาที่คนไทยทุกคนจะสัมผัสกับระบบขนส่งทางรางที่พร้อมนำคุณมุ่งสู่โอกาสครั้งใหม่ … อีกครั้ง

เรื่องแนะนำ

ขับเคลื่อนความยั่งยืน ผ่านมุมมอง 3 ช่างภาพสารคดี

ภาพถ่ายคือบันทึกแห่งกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลงชั้นดี แล้วกับภาพธรรมชาติ คุณได้สังเกตเห็นอะไรบ้างไหม? หากพูดถึงภาพถ่ายธรรมชาติ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเรามักจะคิดถึงมุมมองอันสวยงาม สัตว์ป่าน้อยใหญ่ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี วิถีชีวิตที่เกื้อกูลระหว่างธรรมชาติกับผู้คน แล้วในยุคนี้ล่ะ การปรากฏตัวของธรรมชาติผ่านภาพถ่ายแสดงให้เห็นถึงร่องรอยและร่วงโรย ภาพถ่ายเหล่านี้บอกอะไรกับเรา มุมมองของช่างภาพสารคดีและนักเดินทาง ในฐานะผู้สังเกตการณ์เรื่องราวเหล่านี้ด้วยตัวเอง หน้าที่ของพวกเขาจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การส่งต่อภาพถ่ายที่บันทึกถึงสายตาของผู้ชม หากเป็นการชวนให้มองเห็นความเป็นไปของโลกกว้าง และมุ่งหมายให้สารเหล่านี้ช่วยสร้างความตระหนักว่ามนุษย์อยู่นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เพราะพวกเราคือกำลังหลักที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับโลกร่วมกัน นี่คือบทบาทหลักของ National Geographic ที่ใช้ภาพถ่ายให้ผู้ชมได้ยินเสียงของโลก โลกซึ่งทุกสิ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน และทุกการกระทำของเราส่งผลกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด เป็นความมุ่งมั่นเดียวกันกับที่ Volvo มี คือการดำเนินธุรกิจองค์รวมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิให้เป็นศูนย์ และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ผ่านกรอบความยั่งยืน 3 แนวทาง คือ สภาพภูมิอากาศ (Climate) ทรัพยากร (Resources) และผู้คน (People) ภายในปี พ.ศ. 2583 สิ่งนี้สอดคล้องกับที่พวกเราอยากสื่อสารผ่านนิทรรศการภาพถ่ายที่ Volvo Studio Bangkok ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 24 ตุลาคมนี้ เราเชิญ 3 ช่างภาพผู้สื่อสารงานใน 3 แนวทางคือ […]

Explorer Awards 2018: ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย

ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพสายอนุรักษ์และนักวิจัยฉลาม ผู้บอกเล่าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการประมงเกินขนาด ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศผ่านภาพถ่าย

Explorer Awards 2018: รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์

รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ นักวิทยาศาสตร์หญิงไทยคนแรกที่ได้ไปสำรวจและดำน้ำในแอนตาร์กติกา และล่าสุดยังเป็นหนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ไทยที่เดินทางสู่มหาสมุทรอาร์กติก เพื่อสำรวจผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม