ชีวิตคน เดนมาร์ก ใช้พลาสติกน้อยมาก พวกเขาทำได้อย่างไร?

ชีวิตคนเดนมาร์กใช้พลาสติกน้อยมาก พวกเขาทำได้อย่างไร?

บรรยากาศการช็อปปิ้งใน เดนมาร์ก ต่างจากที่อื่นเพราะถุงพลาสติกเป็นอะไรที่พบเห็นได้ยาก
ภาพถ่ายโดย Yadid Levy

ชีวิตคน เดนมาร์ก ใช้พลาสติกน้อยมาก พวกเขาทำได้อย่างไร?

โคเปนเฮเกน – เป็นอีกครั้งที่ Karen Gunn บรรณาธิการนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกใน เดนมาร์ก ไปช็อปปิ้งยังซุปเปอร์มาร์เก็ต และไม่มีถุงพลาสติกติดมือกลับมาเลยแม้แต่ใบเดียว แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ช่วยให้ Gunn ไม่ต้องเพิ่มจำนวนถุงพลาสติกที่มีอยู่แล้วภายในบ้าน ตลอดจนเพิ่มรอยเท้าคาร์บอนบนโลกใบนี้ จากความสะดวกสบายของตัวเราเอง

ในเดนมาร์ก ถุงพลาสติกที่นิยมใส่ข้าวของต่างๆ กลับกลายเป็นสิ่งที่หายาก และพบได้แค่ในร้านค้าต่างถิ่นที่ขายผักผลไม้ หรืออาหารทะเลสดเท่านั้น ร้านอาหารในเดนมาร์กไม่มีถุงพลาสติกไว้ให้บริการ ส่วนที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตขายถุงพลาสติกขนาดใหญ่ซึ่งเหนียวทนทานเป็นพิเศษ เพื่อช่วยให้บรรดาผู้ใช้งานสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้

เดนมาร์กเป็นประเทศแรกที่ออกนโยบายการเก็บภาษีถุงพลาสติก ในปี 1993 ทุกวันนี้ถุงพลาสติกหนึ่งใบมีราคาราว 50 เซนต์ ราคาที่ตั้งไว้ส่วนใหญ่คือค่าภาษีสำหรับพลาสติก และอีกนิดหน่อยที่เป็นกำไรให้แก่ร้านสะดวกซื้อเอง การที่ถุงพลาสติกมีต้นทุนที่ต้องจ่ายส่งผลให้สัดส่วนการใช้ถุงพลาสติกภายในประเทศลดลงถึง 40% ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ทุกวันนี้ชาวเดนมาร์กใช้ถุงพลาสติกซ้ำเฉลี่ย 70 ถุงต่อปี และใช้ถุงพลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้งเฉลี่ย 4 ถุงต่อปี หรือน้อยกว่า 1.5 ถุงต่อสัปดาห์ในภาพรวม (เทียบกับค่าเฉลี่ยของชาวอเมริกันที่ใช้ถุงพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งหนึ่งใบต่อคน ในทุกวัน)

แต่ในความรู้สึกของ Gunn แล้ว ค่าเฉลี่ยการใช้พลาสติกของชาวเดนมาร์กยังไม่ดีพอ

เธอเล่าว่า บ้านของเธอแยกขยะเป็นนิสัย Gunn มีถังขยะสำหรับกระดาษ, แก้ว, โลหะ และพลาสติก ลูกชายอายุ 10 ขวบของเธอนำขวดและกระป๋องเครื่องดื่มที่ใช้แล้วไปหย่อนลงตู้รีไซเคิลที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตเป็นประจำ ซึ่งเขาจะได้รับค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ กลับมา โดยในหนึ่งครั้งขวดเครื่องดื่มปริมาณ 1 ลิตร 10 ขวด และครึ่งลิตรอีก 10 ขวด จะช่วยให้เขามีรายได้เข้ากระเป๋าราว 7 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 225 บาท) นอกจากนั้นครอบครัวของ Gunn ยังรียูส และรีไซเคิลทึกอย่างทำที่จะทำได้

คุณแม่วัย 80 ปีของเธอเองเป็นอีกคนหนึ่งที่แทบไม่ใช้ถุงพลาสติกเลย เธอเดินไปร้านขายของพร้อมกับตะกร้ารถเข็น ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ผู้สูงอายุ

อะไรคือถุงที่ดีที่เราควรใช้?

เมื่อเร็วๆ นี้ ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นที่ถกเถียงในเดนมาร์ก จุดเริ่มต้นมาจากรายงานการวิจัยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2018 โดยหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดนมาร์ก พวกเขาวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ในกระบวนการผลิต, ปริมาณการใช้น้ำ, การทำลายโอโซน, สารพิษสะสมในมนุษย์ ไปจนถึงกระบวนการกำจัดขยะจากถุงหลากหลายประเภท (ฝ้าย, พลาสติก, กระดาษ)

รายงานการวิจัยสรุปผลว่าถุงพลาสติกประเภท LDPE (พอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ) คือถุงพลาสติกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้ในซุปเปอร์มาร์เก็ต ของเดนมาร์ก อันเนื่องมาจากมันมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

สมาคมอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งเดนมาร์กออกมาคัดค้านข้อสรุปนี้ พวกเขาชี้ว่ารายงานดังกล่าวมีการวัดข้อมูลที่ผิดพลาด และสร้างความเข้าใจผิดต่อถุงจากวัสดุธรรมชาติอย่าง “ถุงผ้าฝ้าย” ทั้งยังละเลยมลพิษที่เกิดขึ้นจากถุงพลาสติก อย่างไรก็ตามแม้ประเด็นนี้จะยังคงเป็นข้อถกเถียง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ไม่ว่าถุงของคุณจะทำมาจากวัสดุอะไร จงใช้งานมันจนกว่ามันจะหมดสภาพ เพื่อเพิ่มขยะต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

(6 สิ่งที่คุณทำได้เพื่อลดพลาสติก และไม่รู้ลึกเจ็บปวด)

เดนมาร์ก
ซุปเปอร์มาร์เก็ตออกไอเดียให้ลูกค้านำถุงพลาสติกมาคืน เพื่อลดปริมาณการผลิตพลาสติกลง
ภาพถ่ายโดย Tofino

ยุติวงจรขยะพลาสติก

ว่าแต่จะทำอย่างไรกับถุงที่กลายเป็นขยะแล้วจริงๆ ?

ในบางประเทศแม้จะมีการรีไซเคิลพลาสติก แต่สุดท้ายแล้วถุงพลาสติกมักลงเอยในกองขยะ ที่เดนมาร์กพวกเขาเปลี่ยนขยะพลาสติกเหล่านี้ให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า และความร้อน แทนที่จะฝังกลบพวกมันแทน อย่างไรก็ดีการเผาไหม้พลาสติกยังคงถือว่าเป็นกระบวนการทำลายที่ไม่คุ้มค่า

ในการแก้ไขปัญหานี้ เครือข่ายซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่อย่าง Netto ที่มีร้านค้ากว่า 1,300 ร้านในยุโรปทางตอนเหนือจับมือกับ WWF พวกเขาคิดราคาค่าถุงพลาสติกใบละ 8 เซนต์ แต่หากลูกค้านำถุงที่ใช้แล้วกลับมาคืน พวกเขาจะได้รับเงิน 16 เซนต์ ทว่าสำหรับถุงพลาสติกที่ไม่ได้กลับมา ทาง Netto เองจะบริจาค 1 โครนเดนมาร์กหรือราว 5 บาท ให้แก่ WWF เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการกำจัดพลาสติก โครงการนี้เริ่มต้นในเดนมาร์กเพียงประเทศเดียวปรากฏว่ามันประสบผลสำเร็จอย่างมาก ซึ่งขณะนี้ทาง Netto เองมีแผนที่จะขยายโครงการไปในหลายประเทศ และสวีเดนเองกำลังทดลองใช้ระบบนี้

ความสำเร็จที่ได้มานั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชาชนชาวเดนมาร์กเองสนับสนุนการลดใช้พลาสติก รายงานจากโพลสำรวจโดย TNS Gallup เมื่อปี 2017 ชาวเดนมาร์ก 68% ระบุว่าระบบคืนถุงพลาสติก (ที่คนคืนได้เงินด้วย) เป็นไอเดียที่ดีมาก มีเพียง 13% เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย

เรื่อง Karen Gunn

อ่านเพิ่มเติม

วิกฤติพลาสติกล้นโลก

 

เรื่องแนะนำ

มองอนาคต : เมืองอัจฉริยะ เหล่านี้มีนวัตกรรมล้ำยุคที่สุดในโลก

เมืองอัจฉริยะ ทั้งสิบแห่งทั่วโลกเหล่านี้มีนวัตกรรมที่ล้ำยุคที่สุดในโลก และหลายเมืองยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการเป็นเมืองสีเขียวอีกด้วย ภายในปี 2050 มีการคาดการณ์ว่า ประชากรสองในสามจะอาศัยอยู่ในเขตเมือง เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและพื้นที่เมืองจะเชื่อมต่อกันมากขึ้น นักท่องเที่ยวกำลังออกเดินทางท่องเที่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในปี 2017 นักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่าหนึ่งพันสามร้อยล้านคนเดินทางท่องเที่ยวไปยังจุดหมายต่างๆ ทั่วโลก จากรายงานล่าสุดขององค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations World Tourism Organization) เน้นว่าจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในการสร้างเมืองสำหรับอนาคต เมืองอัจฉริยะ (Smart City) กำลังเผชิญหน้าความท้าทายเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ ทั้งการพัฒนาถนน การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี การสนับสนุนมรดกเก่าแก่และชุมชนที่มีความหลากหลาย รวมไปถึงการปกป้องสิ่งแวดล้อม มาค้นหากันว่าเมืองที่มีนวัตกรรมล้ำยุคทั้งสิบเมืองนี้กำลังปกป้องโลกไปพร้อมกับการให้ประโยชน์ต่อทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวอย่างไรบ้าง เมืองทาลลินน์ ประเทศเอสโตเนีย เมืองหลวงของเอสโตเนีย ประเทศที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียต ได้กลายมาเป็นเมืองศูนย์กลางทางเทคโนโลยี เป็นประเทศแรกของโลกที่ประกาศให้การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน มีการจัดการเลือกตั้งออนไลน์ และเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่ให้บริการอินเตอร์เน็ต 5G กับทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ในระหว่างการเตรียมการการเฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีของการเป็นสาธารณรัฐ ได้มีการนำเสนอกิจกรรมมากมายตลอดทั้งปี 2020 เมืองออร์ฮูส ประเทศเดนมาร์ก เมืองโคเปนเฮเกนอาจมีความโดดเด่นมาก แต่เมืองอาร์ฮูสที่อยู่ห่างไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 160 กิโลเมตรนี้ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เมืองที่มีสเน่ห์แห่งนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นเมืองหลวงของวัฒนธรรมยุโรป และได้รับการยกย่องให้เป็นพื้นที่การท่องเที่ยวเชิงอาหาร มีตลาดอาหารที่ใหม่ มีการเชื่อมต่อรางรถไฟ ห้องสมุดแห่งอนาคต และโรงแรมสร้างสรรค์ที่ช่วยเพิ่มพลังและเสน่ห์ให้กับเมือง […]

การเมืองเรื่องน้ำ: ปัญหาการจัดการน้ำในเมืองไทย

ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมมานานหลายทศวรรษ แผนการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ผุดขึ้นดูเหมือนไม่ช่วยแก้ไขให้เป็นอย่างเป็นรูปธรรม เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

เศรษฐกิจหมุนเวียน : ขยะจะกลายเป็นศูนย์ได้จริงหรือ

โลกไร้ขยะฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและนำวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ซ้ำอย่างไม่สิ้นสุด เป็นความหวังของธุรกิจและนักสิ่งแวดล้อม แต่เราจะทำให้เกิดขึ้นจริงได้ไหม หรืออันที่จริงต้องบอกว่า เราไม่ทำได้ด้วยหรือ

การปกป้องป่า คือสิ่งจำเป็นเพื่อโลกที่ยั่งยืนในอนาคต

หมู่บ้าน Mian Gu ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Nu ของประเทศจีน เป็นโครงการสร้างบ้านของรัฐบาลที่ออกแบบเพื่อจูงใจประชาชนที่อาศัยอยู่บนภูเขาให้ย้ายลงมาที่แม่น้ำเพื่อลดการตัดไม้ทำลายป่า ภาพถ่ายโดย ADAM DEAN, NAT GEO IMAGE COLLECTION เมื่อปีที่แล้ว ยูเอ็นได้เตือนให้ระวังวิกฤตภูมิอากาศที่ใกล้เข้ามา ในปีนี้ ยูเอ็นวิงวอนให้ อนุรักษ์ป่า ไว้ก่อนจะสายเกินไป รายงานจาก คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ (The United Nation’s Intergovernmental Panel on Climate Change – IPCC) ซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนสิงหาคมได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการเปลี่ยนวิธีการจัดการที่ดินของโลกอย่างรวดเร็วและเร่งด่วน เดบราห์ ลอว์เรนซ์ (Deborah Lawrence) นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมแห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย กล่าวว่า เพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ต้องมีการใช้กลยุทธ์ที่ยั่งยืนซึ่งจัดการปัญหาได้ตรงเป้าและส่งผลกระทบได้อย่างกว้างขวาง “การเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศเป็นภัยคุกคาม เราต้องหาหนทางที่เป็นไปได้ในทุกแง่มุมเพื่อจัดการกับมัน” เดบราห์ กล่าว ในรายงานของ IPCC มีเนื้อหาเกี่ยวกับคำแนะนำว่าทั้งประชาชน นักวิทยาศาสตร์ และผู้กำหนดนโยบาย ควรกำหนดความสำคัญอย่างไร และนี่คือหัวข้อสำคัญในคำแนะนำดังกล่าว การปรับปรุงยกเครื่องระบบการผลิตอาหารครั้งใหญ่ของมนุษย์เป็นเรื่องที่จำเป็น โดยในรายงานกล่าวว่า ปัญหาสภาวะภูมิอากาศสุดขั้วเช่น […]