wastegetable โครงการภายใต้แนวคิด เปลี่ยนขยะอาหารสู่ฟาร์มผักบนชั้นดาดฟ้า

wastegetable จากขยะอาหารสู่ฟาร์มผักบนดาดฟ้า

เมื่อหนึ่งในสามของปริมาณอาหารที่ผลิตได้ถูกทิ้งให้กลายเป็นของเสีย และขณะเดียวกันก็ยังมีผู้คนอีกราวพันล้านคนกำลังหิวโหย ขยะอาหารไม่ได้เป็นเพียงการเปรียบเปรยในแง่มนุษยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการก่ออาชญากรรมทางธรรมชาติอีกด้วย wastegetable

ในแต่ละปี ขยะอาหาร 1,300 ตันมีปลายทางที่หลุมฝังกลบทั่วโลก ปริมาณมหาศาลนี้ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 8 ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด เศษอาหารในระดับนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และมันสะท้อนถึงความล้มเหลวในการหยุดยั้งขยะจากอาหาร wastegetable

ในแต่ละปีซูเปอร์มาร์เก็ตในสหรัฐอเมริกาทิ้งอาหารกว่า 60 ตันทั้งที่ยังเป็นอาหารปลอดภัยและกินได้ สิ่งเดียวกันกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย หนึ่งในเป้าหมายของแผนพัฒนาความยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ UNSDG กำหนดว่า ทั่วโลกต้องร่วมกันลดขยะอาหารให้ได้ร้อยละ 50 ภายในปี 2030 สิ่งที่แรกต้องคำนึงถึงเพื่อบรรลุเป้าหมายข้างต้นคือการคำนวนหาปริมาณขยะอาหารว่า แต่ละประเทศ รวมถึงประเทศไทย มีปริมาณขยะที่เกิดจากอาหารจำนวนเท่าไร

ขยะอาหาร. ขยะอินทรีย์, ขยะเปียก, การแยกขยะ, ปัญหาขยะ, wastegetable
อาหารบางชนิดถูกคัดทิ้งเนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการผลิต / ภาพถ่าย Ella Olsson / Unsplash

ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลปริมาณอาหารที่ผลิตและปริมาณการทิ้งขยะอาหารที่ชัดเจน มีเพียงข้อมูลปริมาณขยะมูลฝอยที่เป็นขยะอินทรีย์ซึ่งกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในปี 2017 มี ปริมาณมากถึง 17.56 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 64 ของปริมาณขยะมูลฝอยทั้งหมด หรือ 254 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวเป็นปริมาณขยะมูลฝอยที่จัดเก็บโดยเทศบาลเท่านั้น ยังไม่รวม ขยะอาหารหรือปริมาณอาหารส่วนเกินของภาคธุรกิจที่มีการจ้างบริษัทเอกชนบริหารจัดการ

ในรายงานเรื่อง การศึกษาแนวทางการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อลดปัญหาขยะอาหารที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI พบว่า จากการพิจารณาและสำรวจรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันของชาวไทย ขยะอาหารส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในครัวเรือน และชาวไทยส่วนใหญ่มักทิ้งขยะอาหารรวมกับขยะทั่วไปทำให้การคัดแยกขยะก่อนการนำไปรีไซเคิลและกำจัดเป็นไปได้อย่างยากลำบาก เช่น การกำจัดขยะโดยการเผาขยะมูลฝอยที่มีขยะอาหารปนอยู่ ทำให้เกิดความชื้นสูงต้องใช้พลังงานความร้อนจากเชื้อเพลิงสูง ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษจากการเผามากกว่าขยะที่มีความชื้นต่ำ

ในบ่อขยะที่ไม่มีคัดแยกขยะ / ภาพถ่าย Alexander Schimmeck / Unsplash

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์และนักวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกตัวอย่างที่น่าสนใจไว้ในงานเสวนา วิกฤตขยะอาหาร:ความจริงที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก (Food Waste: an Unpalatable Truth) ในปี 2018 ว่า “อย่างเราคิดว่ากินข้าวเสร็จที่ศูนย์อาหาร เดี๋ยวก็มีคนมาเก็บจานไปให้ เทขยะให้ แต่เราไม่เคยติดตามว่ามันไปไหนทำให้เรามองไม่เห็นปัญหา ไม่เหมือนเวลาที่เราให้อาหารสุนัขจรจัด ก็คิดว่าไม่เป็นไร ก็ให้ไป แล้ววันนึงสุนัขจรจัดตัวนั้นเกิดไปติดพิษสุนัขบ้า แล้วกลับมากัดลูกหลานเราจนติดเชื้อ อย่างนี้เราถึงจะเห็นปัญหา แต่ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์เราจะไม่เห็น

ผู้คนมองปัญหาขยะอาหารว่า เป็นเรื่องไกลตัว และมองปัญหาโดยไม่ได้เชื่อมโยงตัวเองกับผลกระทบที่เกิดขึ้น สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่รู้ปัญหา ผลกระทบของขยะอาหารในด้านสิ่งแวดล้อมนั้นนำไปสู่การปล่อยก๊าซมีเทน ที่รุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 14 เท่า กองขยะที่มีปริมาณขยะอาหารมากจะยิ่งเป็นกองขยะที่ปล่อยมลพิษร้ายแรงที่สุด รศ.ดร.เจษฎา กล่าวเสริม

อาหารที่เหลืออยู่ในจานจะต้องกลายเป็นขยะ / ภาพถ่าย Girl with red hat / Unsplah

การจัดการปัญหาขยะอาหารต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐบาล เอกชน และประชาชน

ในหลายประเทศทั่วโลก เลือกวิธีการลดขยะอาหารโดยการเลือกอาหารที่ปลอดภัยในซูเปอร์มาร์เก็ต และอาหารส่วนเกินจากโรงแรม เพื่อนำไปบริจาคแทนการทิ้ง ในปี 2016 ฝรั่งเศสได้ออกกฎหมายสั่งให้ร้านค้าปลีกที่มีพื้นที่มากกว่า 400 ตารางเมตร บริจาคอาหารส่วนเกินที่ยังคงรับประทานได้ให้กับผู้ที่ต้องการ หากร้านค้าปฏิเสธที่จะดำเนินการดังกล่าว จะถูกปรับเป็นจำนวน 3,750 ยูโร หรือประมาณ 133,293 บาท ส่วนผู้ที่ปฏิบัติตามจะได้รับการลดภาษีร้อยละ 60 จากมูลค่าอาหารที่บริจาค

ในขณะเดียวกันที่สหรัฐอเมริกา การลดหย่อนภาษีเป็นสิ่งล่อใจอย่างมากสำหรับการกระตุ้นให้ผู้บริจาคในสหรัฐฯ ส่งมอบอาหารส่วนเกินพร้อมกับการคุ้มครองทางกฎหมายจากความรับผิดทางอาญาและทางแพ่ง หากอาหารที่บริจาคทำให้เจ็บป่วยแก่ผู้บริโภค

ซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งบริจาคอาหารที่ไม่สามารถวางขายบนชั้นวางสินค้าได้ แต่ยังมีคุณภาพสำหรับการบริโภค ให้แก่ผู้ที่ต้องการ / ภาพถ่าย Joel Muniz / Unsplash

ในรัฐแอริโซนา ร้านอาหารและเกษตรกรจะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีหากพวกเขาบริจาคอาหารส่วนเกิน ในรัฐแคลิฟอร์เนียให้เครดิตภาษีแก่เกษตรกรผู้บริจาคร้อยละ 10 ในขณะเดียวกัน รัฐมิสซูรีมอบเครดิตภาษีประจำปีร้อยละ 50 ให้แก่ผู้เสียภาษี สูงสุด 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับจำนวนอาหารที่บริจาคให้กับองค์กรการกุศลด้านอาหารในละแวกใกล้เคียง

การศึกษาสถานการณ์ปัญหาขยะอาหารและอาหารส่วนเกินในเขตกรุงเทพมหานครและชุมชนในเมืองใหญ่ในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ นครราชสีมา เชียงใหม่ ภูเก็ต และชลบุรี พบว่า ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านค้าปลีกและภัตตาคาร เริ่มมีความตระหนักเรื่องการบริหารจัดการขยะอาหาร โดยผู้ประกอบการแนวหน้ามักจะเป็นผู้ประกอบการที่เป็นสาขาของบริษัทต่างชาติซึ่งบริษัทแม่มีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการลดขยะอาหาร เช่น อิเกีย (IKEA) ซึ่งเป็นร้านขายเฟอร์นิเจอร์ที่มีร้านอาหารในพื้นที่จากประเทศสวีเดน หรือโรงแรมแมริออตต์ (Marriott) จากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ขณะที่ผู้ประกอบการไทย เช่น ท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต (TOPs) โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ซึ่งเป็นบริษัทในของเครือเซ็นทรัล ได้เริ่มมีการบริจาคอาหาร ในปี 2019

อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนจากภาคเอกชนในเรื่องการบริหารจัดการขยะอาหาร พบว่า ยังมีปัญหาหลายประการที่ทำให้ธุรกิจเหล่านั้นไม่สามารถนำอาหารส่วนเกิน หรือขยะอาหารไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ทำให้ต้องฝังกลบขยะอาหารเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งไม่มีภาคการเกษตรมารองรับเศษอาหาร เช่น ฟาร์มหมู หรือสวนผักผลไม้

ขณะเดียวกันในต่างจังหวัดมีปัญหาการขาดระบบการรับบริจาคอาหารที่ดี ทำให้ไม่สามารถจัดสรร และขนส่งอาหาร ที่ต้องการจะบริจาคไปยังครัวเรือน ชุมชน  หรือสถานสงเคราะห์ที่ต้องการได้ จึงต้องนำอาหารส่วนมากไปทำเป็นปุ๋ย หรือหมักเป็นก๊าซชีวภาพแทน

ขยะอาหาร. ขยะอินทรีย์, ขยะเปียก, การแยกขยะ, ปัญหาขยะ, wastegetable
บรรยากาศการพูดคุยบนฟาร์มบนดาดฟ้า อาคารเซ็นเตอร์วัน อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ในส่วนนี้มีข้อเสนอแนะจากนักวิชาการว่า “ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดระบบนิเวศของการบริหารจัดการขยะอาหารและอาหารส่วนเกิน โดยการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการมีนโยบายและมาตรการในการลดขยะอาหาร และการนำอาหารที่ต้องทิ้งไปใช้ประโยชน์อื่น หรือนำไปบริจาคแทนการฝังกลบ

นอกจากนี้ ในภาคครัวเรือนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับวิถีชีวิตของเราทุกคน เราเคยลองสังเกตหรือไม่ว่า ในแต่ละวันเรามีเศษอาหารเหลือจากการบริโภคมากน้อยเพียงใด อาหารที่เหลือจากการบริโภคในครัวเรือน เรานำไปคัดแยกก่อนทิ้งอย่างไร หรือแค่เทใส่ถุงพลาสติกแล้วโยนทิ้งรวมไปกับขยะมูลฝอย

เริ่มต้นที่ตัวเรา เพื่อสร้างแรงกระเพื่อม

หลายคนอาจคิดว่าเรื่องการแยกขยะเป็นหน้าที่ของเทศบาล หรือรถเก็บขยะ แต่หากเราช่วยกันแยกขยะตั้งแต่ในครัวเรือน เราก็สามารถช่วยให้การทำงานเก็บขยะของเทศบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หนึ่งในกลุุ่มคนที่ออกมาทำเรื่องการจัดการขยะอาหารอย่างจริงจัง คือ Wastegetable โครงการที่ใช้องค์ความรู้จากการออกแบบระบบบริหารจัดการขยะเปียก (ขยะอาหาร) และการออกแบบเชิงภูมิสถาปัตย์ มาร่วมกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการจัดการขยะเศษอาหารให้กลายเป็น “ปุ๋ย” เพื่อใช้ในการสร้าง “สวนผัก” ขึ้นในพื้นที่ว่างเปล่าในใจกลางเมือง โดยเป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมเครือข่ายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กลุ่มกิจการเพื่อสังคม “Bangkok Rooftop Farmimg” กลุ่มคนรักษ์อนุเสาวรีย์ชัย และกลุ่มเครือข่ายชุมชนถนนเจริญกรุง ซึ่งประกอบด้วยภาคธุรกิจ ร้านค้า ศูนย์การค้า และองค์กรต่างๆ ในพื้นที่

โครงการฯ มุ่งเน้นไปที่การจัดการขยะเศษอาหาร เนื่องจากเป็นการจัดการที่ยากลำบาก ด้วยเพราะรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองที่ต้องพึ่งอาหารเตรียมสำเร็จ และยังไม่ค่อยมีพฤติกรรมการคัดแยกขยะเปียกหรือขยะเศษอาหารออกจากขยะประเภทอื่น


โครงการนี้มีพื้นที่นำร่อง 2 แห่ง คือ

1) พื้นที่รอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยมีห้างสรรพสินค้าเซ็นเตอร์วัน เป็นศูนย์กลางการจัดกระบวนการรวบรวมขยะเศษอาหารแปลงเป็นก๊าซหุงต้ม (Bio Gas) และปุ๋ย โดยการลงทุนติดตั้งเครื่องผลิตปุ๋ยและก๊าซชีวภาพจากขยะเศษอาหารด้วยเทคโนโลยีเครื่อง Cow Tech ที่มีปริมาณรองรับเศษอาหารวันละ 150 ถึง 200 กิโลกรัมและเปลี่ยนดาดฟ้าอาคารที่มีพื้นที่ประมาณ 800-1,000 ตารางเมตร ให้เป็นสวนผักดาดฟ้ากลางเมือง เพื่อผลิตผักสลัดจากดิน เป้าหมายของพื้นที่นี้คือ เกิดการรวบรวมสมาชิกที่เห็นคุณค่าของขยะเศษอาหาร

2) พื้นที่ Co-Vegetable Garden Space บริเวณบริษัท Yip in Tsoi ที่ใช้เป็นศูนย์กลางในการจัดการขยะเศษอาหาร ทั้งจากภายในองค์กร และรวบรวมจากชุมชนเพื่อนบ้านรอบๆ บริษัทย่านถนนเจริญกรุง ตลาดน้อย โดยใช้พื้นที่ว่างของบริษัท Yip in Tsoi เป็นศูนย์กลางการแปลงขยะเศษอาหารของภาคีที่เข้าร่วมโครงการฯ ใช้การจัดการขยะเศษอาหารให้เป็นปุ๋ย ด้วยกล่องหมักปุ๋ยจากเศษอาหาร (Pak Done Compost Box) ในระดับขนาดครัวเรือนและร้านอาหารขนาดเล็ก เพื่อสร้างกระบวนการแปลงขยะเศษอาหารกลับไปเป็นปุ๋ยสำหรับเพาะปลูก (Close Loop Wasted Management) ให้เห็นเป็นรูปธรรม และเน้นการนำปุ๋ยที่ได้มาใช้ในแปลงผักบริเวณศูนย์จัดการขยะเศษอาหาร บนอาคารจอดรถของ บริษัท Yip in Tsoi ที่ว่างตามริมทางเดิน ริมอาคารร้านค้า และตรอกซอกซอย เกิดเป็นสวนผักคนเมืองใจกลางถนนเจริญกรุง

ขยะอาหาร. ขยะอินทรีย์, ขยะเปียก, การแยกขยะ, ปัญหาขยะ, wastegetable

รูปแบบการบริหารจัดการขยะเศษอาหารได้ออกแบบการขนส่งและการกำจัดด้วยระบบ Green Logistic เพื่อให้การจัดเก็บและขนส่งไม่ส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมในพื้นที่ ในส่วนของการแปลงเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยเพื่อใช้ในกิจกรรมการปลูกผักจะมีการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ทำให้เกิดกลิ่นรบกวนต่อผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ยังใช้ระบบบริหารจัดการให้เกิดการผลิตและการบริโภคที่สมดุล พร้อมกับทำให้เกิดประโยชน์ต่อเจ้าของพื้นที่และประชาชนโดยรอบ

กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้แก่ ผู้ที่อาศัยบนตึกสูงในกรุงเทพมหานคร ผู้ที่ชอบรับประทานผักสด ร้านอาหารขนาดต่างๆ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า และสถานประกอบการที่มีพนักงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป โดยปัจจุบันมีลูกค้าแล้วหลายกลุ่ม ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นเตอร์วัน บริษัท Yip In Tsoi และร้านอาหารโดยรอบของทั้งสองธุรกิจ

ในระดับครัวเรือน เราก็สามารถประยุกต์ใช้วิธีการทำปุ๋ยจากเศษอาหารได้ง่าย เพียงแต่แยกเศษอาหารใส่ภาชนะรองรับสักใบ และเติมมูลสัตว์ชนิดใดก็ได้ลงไป แล้วรอให้เกิดกระบวนการย่อยสบาย เราก็จะมีปุ๋ยไว้ใช้ในบ้านของเรา” ปารีณา ประยุกต์วงศ์ เลขาธิการ สมาคมเครือข่ายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หนึ่งในสมาชิกของโครงการ Wastegetable กล่าวและเสริมว่า “หรือถ้าบ้านของใครไม่มีความต้องการปุ๋ย อย่างน้อยก็อยากให้พฤติกรรมการแยกขยะเกิดขึ้นในทุกครัวเรือนค่ะ

นอกจากนี้ “การส่งเสริมให้ภาคประชาชนรับรู้ และตระหนักถึงผลกระทบ ของปัญหาขยะอาหาร อาจช่วยให้ประชาชนมีแรงจูงใจในเรื่องการคัดแยกขยะมากขึ้น” สุขสันต์ เขียนภาพ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และควบคุมคุณภาพ กล่าว

ถึงจุดนี้แล้ว บางคนก็มองว่าอาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องต้องหาภาชนะมารองรับอาหารขยะ ซื้อมูลสัตว์มาผสมกับเศษอาหาร ซึ่งหมายถึงกระบวนการที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น “การลงทุนในส่วนนี้ เป็นต้นทุนที่ค่อนข้างต่ำมาก ลงทุนในระดับหลักร้อยบาทเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่เราได้กลับมาคือ การลดต้นทุนการกำจัดของเสียจากเศษอาหารที่ต้องใช้ไปละกว่าหลายพันล้านบาท” สมทรัพย์ รัตนมนตรีชัย หนึ่งในสมาชิกโครงการฯ ผู้รับผิดชอบด้านบัญชีและการเงิน กล่าว

การออกแบบที่เอื้อต่อความสะดวกสบายของผู้บริโภคก็เป็นส่วนสำคัญ ที่จะช่วยสร้างระบบนิเวศที่กระตุ้นให้ประชาชนอยากจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค “การออกแบบเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราสามารถแยกขยะได้ง่ายขึ้น และทำให้เราอยากเข้าไปใช้งานพื้นที่ที่มีการออกแบบมาเป็นอย่างดี ตอบสนองความต้องการของเราได้” กฤษฎา น้อยบุดดี ฝ่ายวิจัยและพัฒนา กล่าวเสริม

ขยะอาหาร. ขยะอินทรีย์, ขยะเปียก, การแยกขยะ, ปัญหาขยะ, wastegetable

ในอนาคต ทีมงานและเครือข่ายพันธมิตรตั้งใจขยายโครงการฯ ออกไปยังศูนย์อาหารทั่วกรุงเทพฯ เพื่อให้เกิดเป็นสังคมที่เกิดการคัดแยกขยะ และกำจัดเศษขยะอาหารอย่างยั่งยืน ปัจจุบัน โครงการฯ ที่เซ็นเตอร์วันได้ผลิตบุคลากรที่เป็นต้นแบบของเกษตรกรในเมือง ให้มีองค์ความรู้และสามารถถ่ายทอดไปยังผู้ที่มีความสนใจในเรื่องนี้ได้

ปัญหาเรื่องอาหารขยะหากพิจารณากันอย่างถี่ถ้วน เราจะพบว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัจเจกบุคคลไปจนถึงระบบการบริหารจัดการของประเทศ เมื่อประชาชนแยกขยะในครัวเรือนได้แล้ว แต่ถ้าภาครัฐฯ ไม่มีนโยบายสนับสนุนเรื่องนี้ ประชาชนก็มองว่าเป็นเรื่องที่ทำไปแล้วไม่มีประโยชน์ ในทางกลับกัน หากเราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงจากจุดเล็กๆ โดยการร่วมมือกันทุกภาคส่วน เพื่อให้ขยายออกไปกว้างใหญ่มากขึ้น เราก็จะพบว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

เรื่อง ณภัทรดนัย
ภาพถ่าย เอกรัตน์ ปัญญะธารา และฑิฆัมพร ธรรมเที่ยง


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ป่าไม้ดื่มคาเฟอีน : กาแฟ ช่วยให้ป่าไม้เติบโตเร็วขึ้นได้อย่างไร

เรื่องแนะนำ

Notpla สตาร์ตอัปที่สร้างบรรจุภัณฑ์กินได้ เพื่อโลกใหม่แห่งเดลิเวอรี่ไร้ขยะพลาสติก

Notpla สตาร์ตอัปจากลอนดอนกับการสร้างบรรจุภัณฑ์จากสาหร่ายทะเล ที่มนุษย์กินได้ ย่อยสลายได้เองโดยธรรมชาติ และแก้ปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์พลาสติก รู้ไหม มากกว่าครึ่งของบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมดบนโลก ถูกใช้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น ก่อนจะถูกโยนทิ้งกลายเป็นขยะ Notpla คือสตาร์ตอัปจากลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่คินค้นและพัฒนาบรรจุภัณฑ์จากวัตถุดิบอย่างสาหร่ายและพืช ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติภายใน 4-6 สัปดาห์ ไม่สร้างขยะอายุหลายร้อยปีอย่างบรรจุภัณฑ์พลาสติก ย้อนกลับไปในปี 2014 Notpla เริ่มต้นขึ้นด้วยโปรดักต์ชิ้นแรกของพวกเขา “Ooho” ซึ่งเป็นหยดน้ำที่สามารถกินได้ ในตอนนั้นการผลิตของ Ooho ถูกทำขึ้นด้วยมือ ในช่วงระหว่าง 6 ปีที่ผ่านมา พวกเขาได้สร้างเทคโนโลยีเพื่อผลิตหยดน้ำเหล่านี้ ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ได้คิดค้นสารเคลือบและฟิล์มที่ย่อยสลายได้ที่บ้าน สิ่งที่สตาร์ทอัป Notpla ทำอยู่คือคำตอบให้กับยุคโควิด-19 ที่การสั่งอาหารแบบ Take-Away และบรรจุภัณฑ์พลาสติกกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนส่วนใหญ่ในโลกไปแล้ว Ooho หยดน้ำกินได้ ผลงานชิ้นแรกของ Notpla Ooho เป็นโปรดักต์ชิ้นแรกของ Notpla มันคือบรรจุภัณฑ์สำหรับน้ำดื่มที่ยืดหยุ่นได้ Ooho สามารถผลิตได้หลายขนาดตั้งแต่ 10 มล. – 100 มล. มันถูกสร้างจากสารสกัดของสาหร่ายทะเลและพืชซึ่งทั้งหมดสามารถกินได้ […]

ความสุขอย่างยั่งยืน : ท่องเที่ยวมิติใหม่ในฟิลิปปินส์

เกาะโบราไกย์ในฟิลิปปินส์เสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อให้ทุกคนมี ความสุขอย่างยั่งยืน ช่วงที่ผ่านมา การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้กลายมาเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็นหนึ่งในรูปแบบของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไม่ใช่แค่คุณต้องรักษาความสะอาดของพื้นที่ แต่คุณจำเป็นต้องคิดถึงผลกระทบระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อมในสถานที่ท่องเที่ยวรวมไปถึงประชากรในท้องถิ่น เมื่อคุณเดินทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไม่ใช่แค่การคงสภาพดั้งเดิมของพื้นที่นั้นไว้ แต่คุณควรสร้างผลกระทบเชิงบวกกับพื้นที่นั้นด้วยเพื่อกระจาย ความสุขอย่างยั่งยืน ทั้งผู้มาเยือนและเจ้าบ้าน การท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญของประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอุษาคเนย์นี้ยังเต็มไปด้วยโอกาสที่นักท่องเที่ยวจะได้ลองท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ถ้าคุณกำลังวางแผนการเดินทาง คำแนะนำเหล่านี้ช่วยให้คุณสามารถท่องเที่ยวพร้อมไปกับการให้บางสิ่งบางอย่างกลับคืนแก่โลก ผ่านจุดท่องเที่ยวยอดนิยม 3 แห่งในฟิลิปปินส์ เกาะโบราไกย์ ความสวยงามของหาดทรายขาวอันเลื่องชื่อ โบราไกย์เป็นหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมของฟิลิปปินส์มาช้านาน อย่างไรก็ตาม ในปี 2018 ความมีชื่อเสียงนี้เป็นเหตุให้ทางการจำเป็นต้องประกาศปิดเกาะเป็นเวลา 6 เดือน และปัจจุบันมีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อวันที่จะเข้าชมเกาะ ถ้าคุณอยากเดินทางไปโบราไกย์ คุณควรพิจารณาถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่สร้างผลกระทบต่อพื้นที่เลย การเล่นไคต์เซิร์ฟ คุณต้องอาศัยแรงลมสำหรับการควบคุมทิศทาง คุณสามารถเคลื่อนที่ไปบนผืนน้ำได้อย่างรวดเร็ว หากมีสภาพอากาศที่เหมาะสม ที่หาดบูลาบ็อก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม และอีกหนึ่งสถานที่คือหาดไวท์บีช ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม ซิปไลน์ การห้อยโหนไปบนเส้นสลิงเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มจินตนาการในการชมทิวทัศน์ในมุมมองเดียวกับนกที่กำลังโผบิน และกิจกรรมนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ฟรีไดฟ์ หรือการดำน้ำโดยไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ ที่แม้จะใช้อุปกรณ์ในการดำน้ำน้อยลงแล้ว คุณยังได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่อัศจรรย์ใต้ท้องทะเลแบบใกล้ชิด การเดินชมธรรมชาติบนเกาะ นอกจากเป็นกิจกรรมที่ยั่งยืนแล้ว คุณยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับพืชและสัตว์นานาพันธุ์บนเกาะแห่งนี้ พร้อมกับเผาผลาญพลังงานไปในตัว กิจกรรมนี้อาจเป็นแค่การเดินทอดน่องเรื่อย ๆ หรือการเดินป่าจริงจังตลอดสองชั่วโมง […]

พัทน์ ภัทรนุธาพร เด็กไทยใน MIT Media Lab ศูนย์วิจัยนวัตกรรมเพื่อโลกอนาคต

MIT Media Lab คือห้องปฏิบัติการวิจัยของ Massachusetts Institute of Technology (MIT) ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่พัฒนาเทคโนโลยีปฏิวัติวงการมาแล้วมากมาย MIT Media Lab เกิดขึ้นในยุคที่โลกกำลังจะก้าวสู่ดิจิทัล ในช่วงปี 1985 จากความคิดริเริ่มของ Prof. Nicholas Negroponte หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ซึ่งตั้งคำถามว่า ถ้าเราจะสร้างเทคโนโลยีสักอย่างที่เปลี่ยนโลก เราควรจะสร้างเทคโนโลยีอะไร และเค้าค้นพบว่าเราควรจะสร้างเทคโนโลยีหรือกระบวนการที่นำไปสู่การสร้างเทคโนโลยีที่มากขึ้น หรือการสร้างเทคโนโลยีที่สามารถทำให้คนสร้างเทคโนโลยีได้ไปอีกขั้นหนึ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ นี่จึงเป็นจุดกำเนิดของ MIT Media Lab สถาบันที่สร้างนวัตกรรมเเห่งอนาคต คำว่ามีเดีย (Media) ในที่นี้ไม่ใช่โทรทัศน์ วิทยุ หรือ สื่อโซเชียลมีเดียใด แต่คือตัวกลางที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าหากัน MIT Media Lab คือห้องปฏิบัติการที่รวมคนจากหลากหลายสาขาวิชา หลากหลายมิติ มาอยู่ด้วยกัน เพื่อที่พัฒนาสิ่งที่ยิ่งใหญ่และไกลกว่าการพัฒนาในแต่ละสาขาวิชา มันจะมีความต่อต้านการเรียนรู้แยกกันในแต่ละสาขาวิชาในรูปแบบเดิม ๆ หรือที่เรียกว่า Anti-Disciplinary แต่ในขณะเดียวกันมันจะมีการบูรณาการเข้าหากันจากหลาย ๆ ศาสตร์ เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ […]