สำรวจสกุลเงินดิจิทัลและการขุดบิทคอยน์ แหล่งถลุงพลังงานมหาศาลของโลก

สำรวจสกุลเงินดิจิทัลและการขุดบิทคอยน์ แหล่งถลุงพลังงานมหาศาลของโลก

สำรวจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมบนเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ จากเหรียญ สู่ธนบัตรกระดาษ จนถึงบัตรแทนเงินสดและเงินดิจิทัลในปัจจุบัน

นาทีนี้ น้อยคนจะไม่รู้จักสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ซึ่งกำลังเติบโตและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ

การทำงานของเงินดิจิทัล ตรงตัวมาจากชื่อของมันนั่นคือ Crypto ซึ่งแปลว่าเข้ารหัส เงินดิจิทัลทำงานอยู่บน

ระบบคอมพิวเตอร์อัตโนมัติที่มีการเข้ารหัสซับซ้อน ต่างจากเงินสดตรงที่มันไม่สามารถจับต้องได้ และการทำธุรกรรมทุกอย่าง ก็ดำเนินในรูปแบบดิจิทัลทั้งหมดโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางอย่างธนาคารอย่างที่เคยเป็นมา

เจ้าของเงินดิจิทัล ต้องเก็บรักษาเงินของตัวเองไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัล หากต้องการโอนหรือจ่ายเงินให้คนอื่น ก็ต้องโอนเงินจากกระเป๋าเงินดิจิทัลของตัวเองไปที่ยังกระเป๋าเงินดิจิทัลของผู้รับเท่านั้น และการทำธุรกรรมแต่ละครั้งก็เป็นแบบกระจายที่ไม่มีตัวกลางสามารถควบคุมการทำธุรกรรมได้เพียงผู้เดียว แต่ต้องได้รับการยินยอมและถูกตรวจสอบด้วยเครือข่ายทั่วโลกตลอดเวลา

ด้วยคุณสมบัติไร้ตัวกลางและสถาบันการเงินนี้เอง ทำให้ทั่วโลกมองว่าสกุลเงินดิจิทัลคือตัวเปลี่ยนแปลงโลกการเงิน โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใสทางธุรกรรมที่ ๆ ผ่านมาไม่สามรถตรวจสอบได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตามการประมวลผลสมการทางคณิตศาสตร์โดยคอมพิวเตอร์จำนวนนับไม่ถ้วนทั่วโลก เพื่อยืนยันการทำธุรกรรมของเงินดิจิทัลนั้น ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาล ส่งผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนึ่งในวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่มนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่นั่นเอง

โลกหมุนไปพร้อมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เราชวนคุณสำรวจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมบนเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ จากเหรียญ สู่ธนบัตรกระดาษ จนถึงบัตรแทนเงินสดและเงินดิจิทัลในปัจจุบัน แต่ละประเภทส่งผลต่อความยั่งยืนของโลกอย่างไร เพราะอย่าลืมว่าโลกการเงินและโลกที่เราอยู่อาศัย นั้นเป็นโลกใบเดียวกัน

โลกของเหรียญและธนบัตร

รู้ไหม ประเทศไทยมีเหรีญกษาปณ์หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจจากข้อมูลล่าสุดเดือนกุมภาพันธุ์ที่ผ่านมากว่า 3 หมื่นล้านเหรียญ เหรียญจำนวนมหาศาลเหล่านี้ผลิตขึ้นจากโลหะที่ได้จากการถลุง ขุด สกัด ซึ่งแน่นอนว่าใช้พลังงานมหาศาลไม่แพ้กันในกระบวนการผลิต

ในขณะที่ธนบัตร ผลิตขึ้นจากกระดาษ ผลลัพธ์ที่เก็บเกี่ยวโดยตรงจากผืนป่าผสมกับเส้นใยฝ้าย แม้ปัจจุบันจะมีกฎหมายที่เข้มข้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกเกี่ยวกับการใช้ต้นไม้ในป่าปลูกเท่านั้น แต่การบุกรุกป่าธรรมชาติยังเป็นปัญหาเรื้อรังในหลายพื้นที่

ข้อมูลจากกองทุนสัตว์ป่าโลกระบุว่า ในแต่ละปี ทั่วโลกมีการผลิตกระดาษมากกว่า 400 ล้านตัน และกระดาษบางส่วนในจำนวนนี้ถูกนำไปใช้ตีพิมพ์ธนบัตร ยังไม่นับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยสู่ขั้นบรรยากาศระหว่างกระบวนการผลิต โดยเฉพาะในการปลูกฝ้ายที่ใช้พลังงานมากกว่าที่หลายคนคาดคิด

ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มนำกระดาษรีไซเคิลมาผสมกับเส้นใยจากเศษผ้า เพื่อหมุนเวียนวัสดุและเพิ่มความคงทนให้ธนบัตร และในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย เริ่มมีนโยบายลดการผลิตเงินทางกายภาพอย่างเหรียญและธนบัตรลง พร้อมกับส่งเสริมให้ผู้คนเปลี่ยนไปใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น

ที่มาสารพัดบัตรทั่วโลก

บัตรเครดิต บัตรเดบิต ไปจนถึงบัตรแทนเงินสดและบัตรส่วนลดต่าง ๆ หลากหลายรูปแบบล้วนผลิตขึ้นจากพลาสติก ซึ่งมาจากปิโตรเลียม แม้บัตร 1 ใบ จะใช้ปิโตรเลียมเพียง 4.25 กรัม แต่เมื่อเทียบกับจำนวนบัตรที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลก นับเพียงบัตรเครดิตก็มีถึง 2.8 พันล้านใบแล้ว หากรวมบัตรประเภทอื่น ๆ ด้วย คงไม่ต้องคาดเดากันให้ยากว่าต้องใช้ปิโตรเลียมปริมาณมหาศาลแค่ไหนในการผลิต

อย่างไรก็ตาม บัตรพลาสติกมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าธนบัตรกระดาษมากหลายเท่าตัว ในขณะที่ธนบัตรกระดาษที่ผ่านมือคนมากมายในแต่ละวัน มีอายุการใช้งานเฉลี่ยไม่กี่ปี สารพัดบัตรมีอายุการใช้งานนานถึง 8 ปี ชดเชยข้อเสียน่าเศร้าที่พวกมันถูกนำไปรีไซเคิลไม่ได้

เงินดิจิทัลในโลกดิจิทัล

การผลิตเงินกายภาพใช้ทรัพยากรโลกมหาศาล เงินดิจิทัลที่ไม่สามารถจับต้องได้ ไม่ต้องผลิตธนบัตร แม้แต่เหรียญบิทคอยน์ (Bitcoin) ที่ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ ยังไม่มีเหรียญจริง ๆ เลยด้วยซ้ำ สกุลเงินดิจิตอลก็น่าจะมาช่วยแก้ปัญหาในส่วนนี้ไม่ใช่หรือ?

มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยสต็อคโฮล์ม มหาวิทยาลัยฮาวายทำการวิจัยเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของกระบวนหมุนเวียนสกุลเงินดิจิทัล พบว่าบิทคอยน์ และอีเธอเรียม (Ethereu) คือสกุลเงินที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและทำลายสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก

โดยระบุว่า หากไม่มีการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการทำธุรกรรมบิทคอยน์ อาจทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียสในปี 2033 เลยทีเดียว

อย่างที่อธิบายไปข้างต้น เงินดิจิทัลดำเนินการโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางอย่างธนาคารหรือแม้แต่รัฐบาล บิทคอยน์ก็เช่นกัน ดังนั้นการทำธุรกรรมผ่านบิทคอยน์แต่ละครั้ง คอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาลทั่วโลกจะประมวลผลสมการทางคณิตศาสตร์ เพื่อยืนยันการโอนต่าง ๆ ตลอดเวลา โดยการประมวลผลดังกล่าวมีค่าตอบแทนเป็นบิทคอยน์หรือที่เรียกว่าการ ‘ขุดบิทคอยน์’ นั่นเอง

เมื่อการขุดบิทคอยน์เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการโอนบิทคอยน์ เท่ากับต้องใช้ชิปจำนวนมากของคอมพิวเตอร์นักขุดทั่วโลกในการประมวลผล และแน่นอน คอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์เหล่านี้ใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลในการทำงาน

โลกใบเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ จีนคือแหล่งขุดบิทคอยน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จนกระทั่งรัฐบาลจีนออกกฏหมายห้ามขุดบิทคอยน์อีกต่อไป ฐานโรงงานขุดบิทคอยน์จึงทยอยย้ายมาตั้งที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้ ทั้งที่ประเทศเวียดนาม เมียนมาร์ และกัมพูชา เนื่องจากกฎหมายไม่เข้มงวด ค่าเช่าพื้นที่และค่าไฟฟ้ามีราคาถูกกว่าพื้นที่อื่น ๆ ของโลก

ภายในโรงงานขุดบิทคอยน์ ประกอบไปด้วยกลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีกำลังในการคำนวณสูงและแม่นยำ ผ่านการใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพ เมื่อต้องใช้พลังงานมหาศาล โรงงานขุดบิทคอยน์จึงมักใช้ถ่านหินราคาถูกที่สร้างพลังงานไฟฟ้าจากการเผาไหม้และปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้นเหตุของภาวะโลกร้อนเป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้า

การทำธุรกรรมผ่านบิทคอยน์แต่ละครั้งใช้พลังงานระหว่าง 491 ถึง 765 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับการโอนเงินที่ไม่ใช่เงินสดด้วยระบบของธนาคารปกติ ซึ่งใช้พลังงานเฉลี่ย 0.4 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง เปรียบเทียบให้เห็นภาพมากขึ้น 1 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง เท่ากับ 1 ยูนิต และเครื่องปรับอากาศใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 1 ยูนิต ต่อชั่วโมง

สิ่งที่โลกต้องตระหนักและรับรู้ร่วมกันคือ ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่ถูกใช้ไป ในการที่โลกขยับเข้าสู่ความเป็นดิจิทัล ไม่ว่าจะผ่านการใช้สกุลเงินไปจนถึงการผลิตสินค้าดิจิทัล เพราะแม้จับต้องไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการใช้พลังงานอย่างมหาศาล


ข้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : เราจะรักษาแม่น้ำและแหล่งน้ำจืดที่กำลังเสื่อมโทรมทั่วโลกได้หรือไม่

แหล่งน้ำจืด

เรื่องแนะนำ

เจาะลึกระบบการศึกษาเยอรมันที่สอนให้เยาวชนเข้าใจ Climate Change ในทุกมิติ

เป็นเวลา 17 ปีมาแล้วที่การเรียนการสอนเกี่ยวกับ “การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ” กลายมาเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของระบบการศึกษาเยอรมัน ระบบการศึกษาของประเทศเยอรมัน ไม่ได้มีหลักสูตรที่กำหนดโดยรัฐบาลกลางแบบที่กระทรวงศึกษาธิการบ้านเรากำหนด แต่ละ 16 รัฐของเยอรมนีกำหนดแนวทางการเรียนการสอนของตนขึ้นมา ในกรอบของการศึกษาแนวคิดแบบยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมที่ผนวกเข้ากับรายวิชาอื่นๆ และที่นี่เด็ก ๆ  ไม่ได้เรียนแค่ว่าภาวะโลกร้อนคืออะไร แต่พวกเขายังถูกกระตุ้นให้เรียนรู้กันลึกลงไปกว่านั้น ว่าจะร่วมกันรับผิดชอบแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เผชิญอยู่อย่างไร เรียนรู้ความเชื่อมโยงกันของธรรมชาติ เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ความสำคัญของการอยู่กับธรรมชาติกันตั้งแต่เล็ก รายงานจาก Petra Lewalder คุณครูวิชาภูมิศาสตร์จากโรงเรียน Clara Schumann Gymnasium ในเมืองบอนน์ เด็ก ๆ ชั้นอนุบาลจะได้เรียนรู้ว่าต้นไม้ และผืนป่ามีความสำคัญอย่างไร พวกเขาได้รู้จักชื่อของต้นไม้ผ่านการสังเกตใบ ดอก ผล พอปีต่อมาพวกเขาจะได้เรียนรู้ว่าธรรมชาติเชื่อมโยง มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ต่อมาในเกรด 5 พวกเขาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และขยายองค์ความรู้ขึ้นเรื่อย ๆ ในชั้นที่สูงขึ้น ยกตัวอย่างโจทย์ในชั้นเรียนวิชาเคมีระดับมัธยม นักเรียนต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาเอกสารเรียกร้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง ไบโอเอทานอล ท่ามกลางข้อถกเถียงที่ว่าอาจกำลังขัดขวางราคาข้าวโพดในประเทศที่กำลังพัฒนา เด็ก ๆ สวมบทบาทเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย, เกษตรกร, นักสิ่งแวดล้อม และตำแหน่งอื่น ๆ โต้แย้งกันด้วยข้อมูล […]

Mango COVID – คอลเล็กชันงานศิลปะที่เกิดจากวิกฤติ

ในยามวิกฤติ เราเห็นภาพความช่วยเหลือของคนไทยเกิดขึ้นเสมอ ซึ่งเป็นหนึ่งประจักษ์พยานที่ชัดเจนว่า คนไทยมีจิตใจโอบอ้อมอารีและไม่ทอดทิ้งกัน และในช่วงการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่พลังของประชาชนชาวไทยได้แสดงออกมาเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ในช่วงเวลาดังกล่าว เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย รับทราบถึงเรื่องผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ต่อกลุ่มอาชีพต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกลุ่มเกษตรกรผู้ส่งออกมะม่วง เนื่องจากการขนส่งในช่วงล็อกดาวน์ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ส่งผลให้ผลผลิตจำนวนมากที่กำลังรอออกสู่ท้องตลาดเกิดความเสียหาย จากนั้นชาวสวนมะม่วงจึงติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องผลผลิตล้นตลาด และขอคำปรึกษาเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ร่วมกัน เมื่อกลุ่มศิลปินซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีชื่อเสียงและมีผู้ติดตามจำนวนมาก ได้ทราบเรื่องของเกษตรกรชาวสวนมะม่วง จึงเกิดแนวความคิดที่อยากนำศิลปะเข้ามาช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาเกษตรกรและรวมตัวกันเพื่อสร้าง ผลงานศิลปะจากมะม่วงภายใต้คอลเล็กชัน Mango COVID และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร และกระตุ้นยอดขายให้เกิดขึ้นภายในประเทศ โดยคอลเล็กชันนี้ได้รับเกียรติจากศิลปินชื่อดัง 14 ท่าน จากเครือข่าย BAB (บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018) ผ่านการขับเคลื่อนของมูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ซึ่งมีหัวเรือใหญ่อย่างบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้สนับสนุนให้ศิลปินทั้งหมดมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วยเทคนิคต่างๆ ทั้งภาพวาดและภาพถ่าย หนึ่งในศิลปินรุ่นใหญ่ของเมืองไทย อย่าง ศ.ถาวร โกอุดมวิทย์ เผยถึงแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ผลงานว่า “ในคอนเซ็ปต์แรกผมก็จะใช้มะม่วงเป็นตัวสื่อ เป็นตัว Object ที่ถูกเคลื่อนไหวด้วยระบบการสั่งงานของโทรศัพท์มือถือ […]

6 สิ่งที่คุณทำได้เพื่อลดพลาสติก (และไม่รู้ลึกเจ็บปวด)

มันยากที่จะเลิกใช้พลาสติกไปเลย เมื่อพลาสติกกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว แต่แนวทางเหล่านี้คือวิธีเริ่มต้นง่ายๆ ที่คุณควรทำเพื่อรักษาโลกของเรา