เมื่อคลื่นลมพัดพาขยะขึ้นฝั่ง ความร่วมมือจึงเกิดขึ้น - National Geographic Thailand

เมื่อคลื่นลมพัดพาขยะขึ้นฝั่ง ความร่วมมือจึงเกิดขึ้น

การเดินทางลงใต้ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ฉันได้มีโอกาสเยือนจังหวัดตรัง ฉันไม่มีภาพในมโนสำนึกเลยว่า จังหวัดตรังหน้าตาเป็นอย่างไร

ในขณะที่เครื่องบินเคลื่อนผ่านเข้าสู่น่านฟ้าของภาคใต้ ฉันรับรู้ได้ทันทีถึงสภาพอากาศแปรปรวน พนักงานบริการบนเครื่องประกาศให้ผู้โดยสารกลับไปนั่งประจำที่และรัดเข็มขัดนิรภัย เครื่องบินตกหลุมอากาศสองครั้ง เหมือนเรากำลังนั่งรถผ่านทางขรุขระ ผ่านไปครู่ใหญ่เราพ้นออกจากสภาพอากาศแปรปรวน ภาพเบื้องล่างเผยให้เห็นพื้นที่ป่าเขียวครึ้มบริเวณปากแม่น้ำที่เปิดออกสู่ทะเล

สายฝนยังรินลงมาเบาๆ ขณะที่เราเดินออกจากอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานจังหวัดตรัง ปลายทางของฉันคือ การเดินทางไปดูความร่วมมือในชุมชนเพื่อจัดการกับปัญหาขยะที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ไปทั่วโลก

บรรยากาศหลังฝนซาท้องฟ้ายังครึ้มเทา แสงแดดพยายามส่องผ่านก้อนเมฆหนาลงมายังพื้น แต่ก็ทำได้ไม่มากนัก ฉันมาถึงบ้านมดตะนอย ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง และพบเจอกับคนในชุมชนหลายคนที่มารอต้อนรับ ชาวบ้านแลดูดีใจเมื่อมีผู้มาเยือน ที่นี่ ชาวบ้านพึ่งพาการประมงพื้นบ้านเป็นหลัก ด้านหนึ่งของหมู่บ้านเป็นพื้นที่ติดกับหาดมดตะนอยยาวหลายกิโลเมตร

จุดทิ้งขยะริมชายหาดมดตะนอยที่จัดแยกประเภทของขยะทะเล

ตามแนวชายหาด ฉันเห็นถังขยะที่สร้างขึ้นจากวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น ทั้งเศษไม้ เศษอวน และพลาสติก แต่ละจุดแบ่งแยกประเภทขยะอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นขยะที่พบมากที่สุดตามแนวชายหาด ได้แก่ รองเท้าแตะ ขวดพลาสติก โฟม และไฟแช็ก แต่เมื่อก่อน ที่นี่ก็เคยได้รับผลกระทบจากขยะไม่ต่างจากชุมชนอื่น

เมื่อรับรู้ถึงผลกระทบจากขยะในพื้นที่ คนในชุมชนรวมถึงเจ้าหน้าที่ จึงทำงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยจุดเริ่มต้นเกิดจากชาวบ้านมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้โฟมบรรจุอาหาร เนื่องจากได้รับข้อมูลว่า การรับประทานอาหารบรรจุกล่องโฟมสร้างความเสี่ยงโรคมะเร็ง จึงตั้งใจให้ชุมชนบ้านมดตะนอยเป็นชุมชนปลอดโฟม โดยทุกคนเห็นพ้องต้องกัน และตั้งกติกาชุมชนว่า ไม่สนับสนุนร้านค้าที่ใช้โฟมบรรจุอาหาร ซึ่งมีผลให้ผู้ค้าในชุมชนต้องปรับตัวตามกติกาที่ตั้งขึ้นมานี้

รองเท้าแตะเป็นหนึ่งในขยะทะเลที่ชาวบ้านเก็บได้จำนวนมากที่สุด

“ชาวบ้านที่นี่ตั้งใจอยากรักษาทรัพยากรรอบหมู่บ้านเอาไว้ และอยากมีส่วนช่วยให้ทรัพยากรยังคงอยู่ต่อไป” พี่โชค – สมโชค สกุลส่องบุญศิริ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมดตะนอย กล่าวและเสริมว่า “แต่ชาวบ้านไม่รู้วิธีการบริหารจัดการขยะที่ถูกต้อง เราจึงติดต่อขอความช่วยเหลือไปยังองค์กรภายนอก” ในส่วนนี้ SCG จึงเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนองค์ความรู้เรื่องการจัดการขยะให้กับชุมชนบ้านมดตะนอย โดยทำหน้าที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงที่คอยแนะนำแนวทางการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน

แนวความคิดของชาวบ้านที่นำขยะมาหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์อีกครั้ง

แนวคิด SCG Circular Way ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) หรือการหมุนเวียนทรัพยากรให้เกิดมูลค่าสูงสุด เช่น เศษอาหารที่เหลือจากครัวเรือนสามารถนำมาแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ การบริโภคให้คุ้มค่าที่สุดก่อนกลายเป็นขยะ หรือแม้แต่การแยกขยะก็เป็นหนึ่งวิธีการของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน องค์ความรู้เรื่องการจัดการขยะได้รับการถ่ายทอดไปยังชุมชนบ้านมดตะนอย และมีการวางแนวทางร่วมกันระหว่างผู้นำระดับจังหวัด ผู้นำชุมชน และชาวบ้านทุกคน และแม้ว่าในอนาคต หากเจ้าหน้าที่จาก SCG ออกจากพื้นที่แล้ว องค์ความรู้เหล่านี้จะยังคงอยู่กับชาวบ้าน และชาวบ้านจะรู้จักการบริหารจัดการตามแนวทางของตนเอง

พี่โชค – สมโชค สกุลส่องบุญศิริ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมดตะนอย

“ลำคลองในหมู่บ้านมีการวางแพดักขยะก่อนไหลออกทะเล” พี่โชคเล่า “ถ้าหมู่บ้านไหนทิ้งขยะลงคลองเยอะๆ ส่วนนี้ก็เป็นภาพฟ้องที่ชัดเจน และชุมชนก็เกิดการแข่งขันกันเอง เพื่อให้มีขยะไปติดแพน้อยที่สุด” ส่วนสำคัญคือการร่วมมือกันของทุกคน ที่เริ่มจากการเก็บขยะในพื้นที่บ้านของตัวเอง และเจ้าหน้าที่ในตำบลก็มีส่วนช่วยเรื่องการหาแหล่งส่งต่อขยะเหล่านี้ เพื่อการจัดการอย่างถูกวิธี เช่น รองเท้าแตะที่ไม่ใช้แล้วส่งให้กับทางกลุ่ม Trash Hero ที่นำไปแปรสภาพให้กลับมาเป็นรองเท้าแตะคู่ใหม่

นอกจากผู้ใหญ่ในชุมชนที่ร่วมกันจัดการเรื่องขยะอย่างจริงจังแล้ว กลุ่มสตรีในหมู่บ้านยังรวมตัวกันเพื่อถ่ายทอดเรื่องการบริหารจัดการขยะให้กับเหล่าเยาวชนตัวเล็กๆในหมู่บ้านด้วย โดยจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก เช่น การวาดภาพที่ให้เด็กๆถ่ายทอดภาพท้องทะเลที่ตัวเองปรารถนา และงานศิลปะจากเศษขยะที่เก็บได้จากชายหาด โดยมีอาสาสมัครในหมู่บ้านคอยเป็นพี่เลี้ยงในการจัดกิจกรรมให้เด็กๆ นับว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ และช่วยให้เยาวชนมีความตระหนักเรื่องการอนุรักษ์ตั้งแต่เยาว์วัย

ภาพวาดของเด็กหญิงคนหนึ่งที่เธอสื่อสารเกี่ยวกับท้องทะเลในจินตนาการของเธอ

การเดินทางครั้งนี้ ฉันได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนสถานที่เลี้ยงมาเรียม พะยูนน้อยหลงฝูง ที่กลายเป็นขวัญใจของชาวไทยเมื่อช่วงที่ผ่านมา อ่าวที่เคยเป็นบ้านมาเรียมอยู่บนเกาะลิบง เรานั่งเรือออกจากฝั่งไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เดินทางมาถึงเกาะเล็กๆที่พึ่งพาการทำประมงพื้นบ้านและยางพารา

ท่าเรือเกาะลิบงสร้างขึ้นง่ายๆ จากวัสดุที่หาได้บนเกาะ

ชาวบ้านบนเกาะรอต้อนรับพวกเราด้วยความอบอุ่น บังจ้อน – สุวิทย์ สารสิทธิ์ เป็นอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยงเกาะลิบง ผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เคยเลี้ยงมาเรียม เขาเล่าถึงความเป็นมาของมาเรียมตั้งแต่วันแรกที่มาอยู่ที่นี่จนถึงวันสุดท้าย แววตาที่ยังดูผูกพันและคิดถึงสัตว์ทะเลตัวน้อยยังปรากฏอยู่บนใบหน้าขณะที่เขาเล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง “ชาวบ้านบนเกาะรู้สึกตกเป็นจำเลยสังคม ว่าเป็นผู้สร้างขยะ และเป็นเหตุให้พบขยะในท้องของมาเรียม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชาวบ้านช่วยกันอย่างมากในเรื่องการจัดการขยะ” บังจ้อนเล่าและเสริมว่า “เรือที่ออกทะเลมักจะมีถุงเก็บขยะติดไปด้วยเสมอ เพื่อเก็บขยะที่อยู่ในทะเลหรือบนบก แต่ละหลังคาเรือนทิ้งขยะในที่ที่จัดเตรียมไว้ให้ และชาวบ้านก็รวมตัวกันเดือนละครั้งเพื่อเก็บขยะในชุมชนและชายหาด”

บังจ้อน – สุวิทย์ สารสิทธิ์ อาสาสมัครพิทักษ์ดุหยงเกาะลิบง

เมื่อปี 2017 ชาวบ้านร่วมกันเก็บขยะรอบเกาะลิบงทั้งบนบกและชายฝั่งได้กว่า 420 กิโลกรัม และชาวประมงบนเกาะรู้จักพื้นที่ของตนเองดีว่า เป็นแหล่งหญ้าทะเลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จึงเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ของพะยูนกว่า 180 ตัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทะเลรอบๆเกาะลิบง “ในระบบนิเวศหญ้าทะเล พะยูนคือผู้บริโภคขั้นสุดท้าย การกินหญ้าทะเลของพะยูนเป็นลักษณะของการซุยหน้าดิน เพราะฉะนั้น เศษขยะที่ทับถมอยู่บนตะกอนหน้าดินอาจติดเข้าไปในทางเดินอาหารของพะยูนได้” บังจ้อนอธิบายให้เราเห็นภาพมากขึ้น

นอกจากประมงพื้นบ้านที่สร้างรายได้ให้กับคนบนเกาะลิบง ยางพาราก็เป็นพืชเศรษฐกิจทางหนึ่งที่คนบนเกาะพึ่งพา

อย่างไรก็ตาม แม้ชาวบ้านบนเกาะลิบงจะช่วยกันเก็บขยะทั้งบนบกและชายฝั่งอยู่เป็นประจำ แต่ก็ยังมีขยะที่ชายหาดให้เห็นทุกวันเช่นกัน “ขยะบางชิ้นเป็นซองบรรจุภัณฑ์ที่มีฉลากบ่งชี้ว่าผลิตในประเทศมาเลเซีย” บังจ้อนยกตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่า ขยะที่รอบเกาะลิบงไม่ได้มีต้นกำเนิดจากบนเกาะทั้งหมด บางชิ้นหรืออาจจะเป็นส่วนใหญ่ถูกพัดพามากับกระแสน้ำทะเล และคลื่นลมก็พัดขึ้นมาเกยที่ชายหาด และอาจมีบางส่วนที่ถูกดินตะกอนทับถมอยู่ในแนวหญ้าทะเล

จุดทิ้งขยะบนเกาะลิบงที่มีการคัดแยกประเภทของขยะ

“เราเป็นชาวบ้านที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรจากทะเล เราไม่อยากให้อู่ข้าวอู่น้ำของเราพังไปหรอก” หญิงอาสาสมัครหมู่บ้านคนหนึ่งพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงชาวใต้ “เราตื่นตัวกับเรื่องขยะมานานมากแล้ว แต่เก็บขยะเท่าไร มันก็ไม่หมดไปเสียที” เสียงของชาวบ้านสะท้อนบางอย่างว่า หากหวังแต่พึ่งพาคนที่อยู่กับทะเล ปัญหาขยะทะเลคงไม่บรรเทาลง เราทุกคนมีส่วนในการสร้างขยะ เพราะปลายทางของขยะคือทะเล แม้เราจะทิ้งอยู่บนบกที่อยู่ห่างไกลทะเลเพียงใด แต่ขยะเพียงชิ้นเดียวก็อาจไหลลงสู่ทะเลได้ในวันหนึ่ง การแก้ปัญหาขยะทะเลให้ยั่งยืนจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน ที่จะมีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะที่ไปปนเปื้อนอยู่ในธรรมชาติ และใส่ใจเรื่องพฤติกรรมการบริโภคให้มากขึ้น

บริเวณอ่าวบนเกาะลิบงที่เคยเป็นแหล่งอนุบาลมาเรียม

เช่นเดียวกับชุมชนมดตะนอย ผู้ใหญ่ที่อยู่บนเกาะปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักทรัพยากรทางทะเลตั้งแต่เด็กๆ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากคุณครูและผู้นำศาสนาคอยสอนเรื่องวิถีชีวิตที่ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ ในโรงเรียนมีการจัดการเรียนการสอนให้เด็กรู้จักกับหญ้าทะเล ให้นักเรียนนำหญ้าทะเลมาทดลองเพาะปลูกในตู้ และวางแผนการทดลองด้วยตนเองตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ โดยมีคุณครูเป็นที่ปรึกษา และตั้งชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มเยาวชนปริศนาหญ้าทะเล”

“การใช้ทรัพยากรให้เกิดคุณค่าสูงสุดก่อนกลายเป็นขยะ เป็นหนึ่งในวิธีการที่ช่วยให้ปริมาณขยะลดลงได้” ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว ขยะทั้งหลายในทะเลส่วนใหญ่มาจากบนบก เพราะฉะนั้น เราสามารถเริ่มได้จากตัวเราทุกคน เพราะตราบใดที่เราเป็นหนึ่งในผู้บริโภค เราทุกคนต่างมีส่วนรับผิดชอบต่อขยะที่เกิดขึ้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาจเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่สุด หมุนเวียนวัสดุต่างๆ ที่เราบริโภคให้เกิดมูลค่ามากที่สุดก่อนที่เราจะทิ้งไป รู้จักแยกขยะอย่างถูกวิธี และบริโภคอย่างรู้คุณค่า เพียงเท่านี้เราก็สามารถช่วยลดปริมาณขยะที่จะปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมได้

เรื่องแนะนำ

ความยั่งยืน : องค์ประกอบสำคัญของการสร้างแบรนด์ในทุกธุรกิจ

ในโลกยุคใหม่ ภาคธุรกิจได้รับการคาดหวังว่าต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมเพื่อความยั่งยืนของโลก โดยในปลายเดือนตุลาคม 62 นี้ จะมีการประชุมว่าด้วยการสร้างแบรนด์เพื่อ ความยั่งยืน ในประเทศไทย ปัจจัยสำคัญในการสร้างธุรกิจให้อยู่รอดในยุคสมัยใหม่ คือการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับของคนในสังคม โดยนอกจากการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดีแล้ว องค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลให้แบรนด์ธุรกิจได้รับการยอมรับคือ การมีส่วนร่วมสร้าง ความยั่งยืน ให้กับสังคม ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้าอย่างมีความรับผิดชอบ หรือการมุ่งหาแนวทางในการนำผลกำไรมาตอบแทนสังคม หรือชุมชนรอบตัวให้เติบโตไปด้วยกัน หมดยุคสมัยของการเติบโตเพื่อกอบโกยกำไรแต่เพียงผู้เดียวและทิ้งผู้คนมากมายไว้เบื้องหลัง ดร. ศิริกุล เลากัยกุล  หรือ คุณหนุ่ย ปัจจุบันเป็น Country Director ของ SB Thailand มีประสบการณ์ทำงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการสร้างแบรนด์ มานานกว่า 20 ปี อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการสร้างแบรนด์หลากหลายบริษัท อีกบทบาทของเธอในวันนี้คือการเป็นผู้จัดการประชุมสัมมนา Sustainable Brands (SB) อันเป็นการประชุมสัมมนาด้านความยั่งยืนของแบรนด์ระดับโลกที่ใหญ่ที่สุด จัดต่อเนื่องมานานนับสิบปี ในเมืองชั้นนำทั่วโลก อาทิ ซานดิเอโก ลอนดอน บาร์เซโลนา ริอูเดจาเนรู โตเกียว ซิดนีย์ เคปทาวน์ แวนคูเวอร์ เป็นต้น วันนี้เราได้มาพูดคุยกับคุณหนุ่ยถึงแรงบันดาลในการผลักดันเรื่องของการสร้างแบรนด์เพื่อความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของธุรกิจในเมืองไทย ความสำคัญของการสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ และงานสัมมนา […]

กาแฟโรบัสตา : กว่าจะมาเป็นกาแฟคุณภาพระดับโลก

กาแฟโรบัสตา ที่ผลิตจากความใส่ใจ สู่รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ แสงแดดยามเช้าในจังหวัดชุมพรช่วงฤดูฝนสาดลงยอดหญ้าสะท้อนน้ำค้างระยับ ฉันรีบเดินออกมาสูดอากาศที่เจือด้วยไอน้ำ และเดินไปหาอาหารรองท้องก่อนออกเดินทาง วันนี้ฉันมีนัดกับเจ้าของไร่กาแฟในอำเภอท่าแซะ เพื่อไปดูแหล่งผลิต กาแฟโรบัสตา คุณภาพที่ฉันกำลังนั่งจิบอยู่ในเช้านี้ จากตัวเมืองชุมพรเรามุ่งหน้าไปยังอำเภอท่าแซะ ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงเศษ เส้นทางขรุขระผ่านเรือกสวน ขึ้นเนินลงเนินกว่าสิบรอบ และยิ่งเป็นช่วงหน้าฝนด้วยแล้ว ความยากลำบากในการเดินทางยิ่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิม แต่ต้องยอมรับในฝีมือการบังคับรถของพี่คนขับรถ ที่สามารถนำพาพวกเราทั้งหมดมาถึงจุดหมายปลายทางได้ บรรยากาศช่วงสายอวลไปด้วยความชื้นในอากาศที่ระเหยขึ้นมาจากพื้นดิน สมกับเป็นเมืองที่มีฝนตกชุกเกือบทั้งปี ระหว่างทางที่เราผ่านมา ฉันเห็นสวนผลไม้ สวนปาล์ม และต้นกาแฟปลูกเรียงรายอยู่ไหล่ทาง  เราเดินอยู่ในพื้นที่ไร่กาแฟของพี่พานิช ชูสิทธิ์ เกษตรกรผู้อยู่เบื้องหลังรสชาติกาแฟโรบัสตา ที่สร้างชื่อในเวทีระดับโลกมาแล้ว บริเวณทางเข้า ฉันเห็นต้นกล้ากาแฟวางเรียงรายอยู่ใต้ผืนผ้ากรองแสงแดดสีทะมึน เราเดินผ่านถนนดินแดงขึ้นไปบนเนินในส่วนของตัวบ้าน พี่พานิชออกมาต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้มอย่างดีใจ เรานั่งพักจิบน้ำเย็นให้พอหายเหนื่อย แล้วพี่พานิชก็พาเราขึ้นรถกระบะเปื้อนโคลนไปสู่ไร่กาแฟที่เป็นความภาคภูมิใจของเขา ระหว่างทางเราพลางพูดคุยและสอบถามถึงความเป็นมาเป็นไปของการปลูกกาแฟโรบัสต้าที่ชุมพร พี่พานิชเล่าย้อนไปถึงสมัยยุคบุกเบิก ที่ต้องผลิตเมล็ดกาแฟให้กับบริษัทเอกชนรายใหญ่ จนเวลาล่วงเลยผ่านไป พี่พานิชเล็งเห็นว่า เราน่าจะสร้างรสชาติกาแฟที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ จึงเริ่มลงมือศึกษา ค้นคว้า และลองผิดลองถูก “ด้วยตนเอง” บนความสูงประมาณ 200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เรายืนอยู่บนจุดสูงสุดของไร่กาแฟ เบื้องหน้าเรามองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนทอดยาวไปจรดชายฝั่งทะเล มีฉากหน้าเป็นต้นกาแฟที่กำลังออกผลเบอร์รี่ทั้งสีเขียวและสีแดง ฉันรู้สึกลิงโลดในใจเหมือนเด็กที่ได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ “เมล็ดที่อยู่บนต้นพวกนี้ยังเก็บเกี่ยวไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลา” พี่พานิชเล่าระหว่างจับกิ่งกาแฟกิ่งหนึ่งชูขึ้นให้เราดู “ถ้าเป็นสวนที่ใช้สารเคมี […]

เป็นคนใหม่ด้วยการจัดระเบียบบ้าน เพื่อลดขยะทุกประเภทในชีวิตแบบ มาริเอะ คนโดะ

ขณะที่ครอบครัวหนึ่งกำลัง “จัดระเบียบ” ภายในบ้าน พวกเขาพบว่ามีพลาสติกเหลือใช้จำนวนมาก ที่ถูกสะสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งจริงๆ แล้วกองพลาสติกเหล่านี้สามารถตีมูลค่าเป็นเงินได้ Rachel Friend และครอบครัวของเธอ พบกับปัญหาในการจัดสิ่งของระเกะระกะในบ้าน ทั้งสามีและลูกทั้งสองถือเป็นสิ่งวิเศษในชีวิตของเธอ มีเพียงบางครั้งที่เธอรู้สึกว่ามันช่างดูวุ่นวายและหยุ่งเหยิงไปหมด เธอมองหาคนที่จะช่วยจัดการกับเรื่องการจัดระเบียบ ดูแลเด็กและทำงานบ้าน ดังนั้นพวกเขาจึงเรียกผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง มาริเอะ คนโดะ ซึ่งเรื่องราวชีวิตของเธอได้ถูกหยิบยกมาทำซีรีย์สารคดีการเดินทางของเธอ ที่ฉายบนรายการโทรทัศน์ ชื่อว่า “จัดบ้านเปลี่ยนชีวิตกับ มาริเอะ คนโดะ” (Tidying Up with Marie Kondo) ที่เผยแพร่ทางช่องทางอินเทอร์เน็ตเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา สาวชาวญี่ปุ่น มาริเอะ คนโดะ ได้ช่วยคนทั่วโลกในเรื่องการกำจัดสิ่งของไม่จำเป็นออกจากบ้านและชีวิตของพวกเขา เมื่อปี 2014 หนังสือ ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้านด้วยการจัดบ้านเพียงครั้งเดียว (The life-changing magic of tidying up) ของเธอมียอดขายมากกว่า 1.5 ล้านเล่ม และรายการทีวีของเธอมีจำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ครอบครัวและเพื่อนของเธอที่อาศัยอยู่ในลอสแองเจลิส ได้เล่าเรื่องราวมากมายในชีวิตของพวกเขา “นี่คือประสบการณ์ของการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง สิ่งนี้ทำให้พวกเรามีสติมากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในชีวิต” เธอกล่าว […]

ถุงพลาสติกย่อยสลายได้ (Biodegradable Plastic)

คำถามที่กองบรรณาธิการรวบรวมจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ National Geographic Thailand เกี่ยวกับ ถุงพลาสติกย่อยสลายได้ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2562 ทางกองบรรณาธิการออนไลน์ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย โพสต์การแถลงข่าวเรื่อง “นวัตกรรม ถุงพลาสติกย่อยสลายได้ 100% โดยนักวิจัยไทย” ในเฟซบุ๊กแฟนเพจ และได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากผู้อ่านของเรา อีกทั้งยังได้รับความสนใจจากผู้บริหารและผู้ติดตามแฟนเพจของเรา ส่งคำถามเกี่ยวกับถุงพลาสติกย่อยสลายได้เข้ามามากมาย วันนี้กองบรรณาธิการออนไลน์ลงพื้นที่เพื่อนำคำถามจากแฟนเพจไปสอบถามนักวิจัยชาวไทย ผู้คิดค้นนวัตกรรมถุงพลาสติกย่อยสบายได้ ที่ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กระบวนการย่อยสลายของถุงพลาสติกย่อยสลายได้เกิดขึ้นอย่างไร เม็ดพลาสติกที่นำไปผลิตถุงพลาสติกย่อยสลายได้”ก่อนจะไปถึงขั้นตอนการย่อยสลาย ขอแนะนำกระบวนการผลิตถุงพลาสติกย่อยสลายได้ก่อนนะครับ” ดร.นพดล เกิดดอนแฝก นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีพลาสติก กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวและเสริมว่า “เราใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นสารตั้งต้น โดยนำไปหลอมให้เป็นเม็ดพลาสติก แต่คุณสมบัติที่ได้ไม่เหมาะสมนำไปขึ้นรูปถุงพลาสติก จึงจำเป็นต้องเติมเม็ดพลาสติกชนิด TAPIOPLAST, PBAT, และ PLA เพื่อเพิ่มความเหนียว และนำไปขึ้นรูปเป็นถุงพลาสติกได้” เม็ดพลาสติกที่ผสมลงไปมีคุณสมบัติย่อยสลายได้ตามมาตรฐาน EN13432 ซึ่งเป็นมาตรฐานของวัสดุที่ย่อยสลายได้ กำหนดโดยสหภาพยุโรปสำหรับการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการผลิตบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้อย่างจริงจัง จึงได้เริ่มพัฒนาความร่วมมือกับผู้ประกอบการเพื่อพัฒนาถุงพลาสติกย่อยสลายได้ในเชิงพาณิชย์ […]