The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปที่สร้างเรือโซลาร์เซลล์ดักเก็บขยะในเจ้าพระยาและทั่วโลก

The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปที่สร้างเรือดักเก็บขยะโซลาร์เซลล์ในเจ้าพระยาและทั่วโลก

The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปที่ตั้งใจกวาดล้างขยะพลาสติกในมหาสมุทรทั่วโลก กับการเดินทางมาติดตั้งเรือดักเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์ในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันการเล็ดรอดของขยะลงสู่ท้องทะเล

โบแยน สแลต (Boyan Slat) เพิ่งอายุ 18 ปี ตอนที่เขาเสนอแนวคิดกวาดล้างขยะพลาสติกในมหาสมุทร ที่งาน TEDx ประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี 2012

เขาเล่าถึง Great Pacific Garbage Patch แพขยะกลางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยพวกมันมีใหญ่กว่าขนาดของประเทศฝรั่งเศสถึง 3 เท่า และลอยอยู่ในน่านน้ำสากลห่างจากชายฝั่งที่ใกล้ที่สุด 1,000 ไมล์ ในท้องทะเลเวิ้งว้างที่ไม่มีประเทศใดเป็นเจ้าของ

จากอิทธิพลของ Coriolis Force ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ส่งผลให้กระแสน้ำในมหาสมุทรหมุนวนรอบตัวเอง เกิดเป็นวงแหวนขนาดใหญ่ที่พัดขยะจำนวนมหาศาลมากองรวมกันเป็นแพขยะ เป็นเวลาหลายสิบปีนับจากการค้นพบ Great Pacific Garbage Patch พวกมันยังคงอยู่ที่เดิมและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

มีการคาดการณ์ว่าแพขยะยักษ์ใหญ่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกนี้ ต้องใช้เวลาเกือบ 80,000 ปี ในการย่อยสลายกว่าท้องทะเลบริเวณนี้จะกลับมาสะอาดอีกครั้ง

สิ่งที่โบแยนนำเสนอ คือแนวคิดทำความสะอาด Great Pacific Garbage Patch โดยอาศัยการพัดพาของกระแสน้ำนำขยะลอยเข้าสู่อุปกรณ์ดักจับขนาดใหญ่ หากวิธีการนี้ประสบความสำเร็จ เขาจะสามารถเก็บขยะทั้งหมดในแพขยะนี้ ได้ในเวลา 5 ปี

แน่นอนว่าหลังงาน TEDx แนวคิดของเขาได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง องค์กรและคนจำนวนไม่น้อยร่วมกันระดมทุนให้เขานำแนวคิดไปทดลองปฏิบัติจริง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมเล็กๆ แห่งนี้

ปัจจุบัน The Ocean Cleanup มีทีมงานนับร้อยคนทั่วโลก ประกอบไปด้วยนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล นักวิจัย วิศวกร นักออกแบบและอาสาสมัคร ที่กำลังทำงานอย่างแข็งขันเพื่อศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการสร้างความยั่งยืนให้มหาสมุทรของเรา

บทเรียนครั้งใหญ่จากความผิดพลาด

หลังจากระดมทุนได้มากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โบแยนและทีมนักวิทยาศาสตร์เดินทางไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อทำการสำรวจ Great Pacific Garbage Patch อย่างละเอียดทั้งทางเรือและทางอากาศ ผลลัพธ์คือแผนที่ความละเอียดสูงของแพขยะแห่งนี้ครั้งแรกของโลก ที่ไม่เพียงระบุตำแหน่ง แต่ยังสามารถระบุถึงความหนาแน่นของปริมาณขยะที่ลอยอยู่ในพื้นน้ำบริเวณนั้นๆ ได้ด้วย

จากนั้นทีมได้ออกแบบเครื่องมือเก็บขยะในทะเล โดยทำการทดสอบแบบจำลองในพื้นที่ปฏิบัติการประเทศเนเธอร์แลนด์หลายร้อยครั้ง ก่อนจะนำต้นแบบไปทดสอบบริเวณทะเลเหนือ มหาสมุทรแอตแลนติก น่านน้ำรอยต่อระหว่างสหราชอาณาจักร, เดนมาร์ก, นอร์เวย์, เยอรมนี, เบลเยียม, ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์

หลังทำการทดลองอยู่นานนับปี ในที่ System 001 เครื่องดักจับขยะทะเลอย่างเป็นทางการเครื่องแรกของ The Ocean Cleanup ก็ถูกปล่อยลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณอ่าวซานฟรานซิสโกในเดือนกันยายน ปี 2018

ตัวเครื่องมีลักษณะเป็นทุ่นลอยน้ำความยาว 600 เมตร ทำงานสอดประสานไปกับกระแสน้ำในมหาสมุทร เมื่อกระแสน้ำพัดพาขยะมา System 001 จะทำการต้อนขยะเหล่านั้นให้ไหลไปรวมกัน จากนั้นจึงลำเลียงขยะขึ้นสู่เรือ เตรียมนำกลับมาเข้ากระบวนการทำลายและรีไซเคิลอย่างถูกต้องบนแผ่นดินใหญ่

แรกเริ่ม The Ocean Cleanup ประเมินว่า System 001 จะสามารถเก็บขยะทะเลได้ปีละมากกว่า 50 ตัน แต่หลังผ่านไปเพียง 2 เดือน ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับขยะเวอร์ชันแรกที่มีชื่อว่า Wilson เกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิค หลังดักจับขยะไปได้เพียง 2,000 กิโลกรัม และไม่นานหลังจากนั้น Wilson ก็แตกหักเป็น 2 ท่อน ทำให้ต้องลากเครื่องมือทั้งหมดกลับเข้าฝั่งเพื่อซ่อมแซม

เป้าหมายระดับโลกที่ต้องไปให้ถึง

โบแยนและและทีมใช้เวลาอีกครึ่งปี ปรับปรุงระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับขยะและเสริมชิ้นส่วนเพิ่มเติมไปยัง System 001 อย่างตาข่ายใต้น้ำที่เพิ่มประสิทธิภาพในการดักจับขยะ รวมถึงร่มชูชีพที่ช่วยชะลอความเร็วในการเคลื่อนตัวของอุปกรณ์ไม่ให้ไหลไปตามกระแสน้ำเร็วเกินไปนัก

หลังปล่อยอุปกรณ์ออกไปทำงานจริงอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่า System 001 ที่ปรุงปรุงแล้วมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก มันสามารถจับและเก็บขยะขนาดใหญ่อย่างซากอวน ไปจนถึงเศษพลาสติกเล็กขนาดไม่กี่มิลลิเมตรได้ โดยสัตว์น้ำที่ว่ายเข้าไปในรัศมีของอุปกรณ์ สามารถมุดออกจากตาข่ายใต้น้ำได้อย่างอิสระ

อย่างไรก็ตาม System 001 ยังไม่สามารถจัดการกับไมโครพลาสติก (อนุภาคพลาสติกที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร) และยังมีปัญหาในเชิงระบบหลายส่วนที่ทีม The Ocean Cleanup ใช้ข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมจากการทดสอบ System 001 มาศึกษาและพัฒนาเป็นเครื่องดักจับขยะทะเลรุ่นต่อมา

ปัจจุบัน System 002  ได้รับการทดสอบและพัฒนาระบบอยู่ที่ทะเลเหนือ และจะถูกนำไปใช้งานดักจับขยะทะเลเต็มรูปแบบที่ Great Pacific Garbage Patch ปลายปีนี้

เป้าหมายใหญ่ของ The Ocean Cleanup คือภายในปี 2040 พวกเขาจะต้องทำการการกำจัด ร้อยละ​ 90​ ของขยะพลาสติกที่ลอยอยู่ในวงแหวนกระแสน้ำของมหาสมุทรทั้ง 5 แห่ง (The Five Oceanic Gyres) ไม่เพียงเฉพาะมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น

เพราะมหาสมุทรไม่มีพรมแดน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ โบแยนอธิบายว่าพวกเขาต้องทำมากกว่าแค่ตามเก็บขยะดั้งเดิมที่ลอยคว้างอยู่กลางมหาสมุทรมาเป็นเวลานาน เพราะในแต่ละวัน แม้แต่ในนาทีนี้ ขยะมหาศาลกำลังไหลเล็ดรอดลงสู่ท้องทะเล ดังนั้นระหว่างที่ดักจับขยะดั้งเดิม (Legacy Pollution) พวกเขาต้องดำเนินการปิดก๊อกสายน้ำ ที่ไหลพัดพาพลาสติกลงสู่มหาสมุทรไปพร้อมๆ กันด้วย

ข้อมูลจากนักวิจัยระบุว่า ร้อยละ​ 80​ ของมลพิษพลาสติกในมหาสมุทรเกิดจากแม่น้ำประมาณ 1,000 สายหรือเพียงร้อยละ 1 ของแม่น้ำทั้งหมดทั่วโลก โดยแม่น้ำเหล่านั้นมีภาวะปนเปื้อนรุนแรง และทันทีที่ขยะจากแม่น้ำเหล่านั้นไหลลงท้องทะเลที่ไร้พรมแดน ขยะของประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็กลายเป็นขยะของโลกที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

หนทางแก้ปัญหาของ The Ocean Cleanup คือการทำงานร่วมกับรัฐบาลและภาคเอกชนท้องถิ่นในหลากหลายประเทศ เพื่อจัดการปัญหาขยะพลาสติกในแม่น้ำที่มีมลพิษมากที่สุดทั้ง 1,000 แห่งทั่วโลก

โดยใช้ Interceptor เรือพลังงานแสงอาทิตย์ อุปกรณ์อีกชนิดจากการระดมสมองของทีม The Ocean Cleanup เพื่อทำหน้าที่ดักจับขยะในแม่น้ำ ก่อนส่งต่อให้หน่วยจัดการขยะมูลฝอยท้องถิ่นนำไปจัดการต่ออย่างเหมาะสมที่สุดตามบริบทของแต่ละพื้นที่

กระแสน้ำตามธรรมชาติในแม่น้ำ จะพัดพาขยะพลาสติกไปยังสิ่งกีดขวางลอยน้ำที่ต้อนพวกมันไปรวมกัน โดยสิ่งกีดขวางนี้ยึดโยงเข้ากับสายพานที่จะลำเลียงขยะขึ้นสู่ Interceptor ซึ่งมีถังเก็บขยะขนาดใหญ่ภายใน เมื่อขยะเต็ม ระบบแจ้งเตือนอันโนมัติจะส่งสัญญาณบอกชายฝั่งให้มาเปลี่ยนถ่ายขยะออกไปยังชายฝั่งและเข้าสู่ระบบจัดการต่อไป

แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นพื้นที่ลำดับที่ 5 ซึ่ง The Ocean Cleanup ได้มาทำการติดตั้ง Interceptor ต่อจาก Cengkareng Drain ประเทศอินโดนีเซีย, แม่น้ำ Klang ประเทศมาเลเซีย, แม่น้ำ Rio Ozama ประเทศโดมินิกัน รีพับลิก และแม่น้ำโขง ประเทศเวียดนาม

Interceptor สามารถดักเก็บขยะอัตโนมัติได้ 3–4 ตันต่อวันขึ้นอยู่กับปริมาณขยะในพื้นที่ การดำเนินการในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง The Ocean Cleanup และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยจะติดตั้งบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ 3 จุด จุดแรกนำร่องติดตั้งบริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้า ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวการแก้ปัญหาขยะทะเล เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณขยะในแม่น้ำมากที่สุด

แก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีและความครีเอทีฟ

หลังจากทดลองและพัฒนาเป็นเวลาหลายปี The Ocean Cleanup ค้นพบวิธีเปลี่ยนขยะพลาสติกจากทะเลเหล่านี้ เป็นวัสดุที่พร้อมถูกใช้งานใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางความสงสัยในระยะแรกของนักวิชาการว่าพวกมันจะสามารถรีไซเคิลได้หรือไม่ เนื่องจากโครงสร้างที่ซับซ้อนหลังจากผุกร่อน ถูกทำลายโดยแสงแดด ลมและกระแสน้ำเป็นเวลานานหลายปี

The Sunglasses ผลิตภัณฑ์แรกของโลกที่ผลิตด้วยพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด จาก Great Pacific Garbage Patch

โบแยนกล่าวว่า “นี่เป็นความพยายามครั้งแรกของเราในการผลิตผลิตภัณฑ์ และเราวางแผนที่จะปรับปรุงให้ทุกอย่างดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเชิงเทคโนโลยีและดีไซน์ สิ่งที่เราคาดหวังมากที่สุดสำหรับแว่นกันแดดเหล่านี้ คือผมหวังว่ามันจะช่วยยกระดับความหมายของการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน และความเข้าใจว่าพลาสติกไม่ใช่วัสดุที่ไม่ดีในตัวมันเอง แต่การใช้งานและจัดการหลังใช้อย่างไม่รับผิดชอบต่างหาก คือภัยคุกคาม”

รายได้จากแว่นกันแดดจะถูกนำไปสมทบทุนในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ของ The Ocean Cleanup  คาดว่ารายได้จากการขายแว่นกันแดด 1 คู่ เทียบเท่างบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ในการดักจับขยะพื้นที่ 24 สนามฟุตบอลใน Great Pacific Garbage Patch เลยทีเดียว

สืบค้นและเรียบเรียง มิ่งขวัญ รัตนคช


ข้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : Net Free Seas ครั้งแรกของการรีไซเคิลซากอวนประมงจากท้องทะเลไทย

เรื่องแนะนำ

ลด ขยะอาหาร ควรพิจารณาวันหมดอายุบนฉลาก

การเปลี่ยนคำที่ใช้บ่งวันหมดอายุบนบรรจุภัณฑ์อาหารป้องกันการเกิด ขยะอาหาร ได้จริงหรือ? เมื่อคุณเปิดตู้เย็น คุณมักหยิบของโปรดที่เกือบลืมไปแล้วว่ามีอยู่ในตู้เย็น และหลังจากนั้นคุณพบว่าพึ่งเลยวัน “ควรบริโภคก่อน” มาสองวันแล้ว คุณถอนหายใจอย่างหัวเสียแล้วทิ้งอาหารลงขยะ คุณบอกกับตัวเองว่าจะระวังมากกว่านี้ และไม่สิ้นปลืองอาหารอีกต่อไป แต่คุณจำเป็นต้องทิ้งอาหารที่ยังน่ากินจริง ๆ หรือ? ขึ้นอยู่กับประเภทของอาหาร และบรรจุภัณฑ์ที่บรรจุอาหาร “มากกว่าครึ่งของอาหารที่เราทิ้งไปเป็นของที่เรายังกินได้” เอมม่า มาร์ช ผู้นำ Love Food Hate Waste กล่าว ขยะอาหาร เป็นปัญหาที่ทั่วโลกกังวล โดยข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (United Nations’ Food and Agriculture Organization) ระบุว่า ขยะอาหาร มีปริมาณ 1.3 พันล้านตัน ซึ่งพอ ๆ กับหนึ่งในสามของอาหารที่ผลิตได้ทั่วโ,กในแต่ละปี คิดเป็นมูลค่า 750 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  ในขณะที่คนประมาณ 800 ล้านคนเข้านอนด้วยความหิวโหย และมากกว่าครึ่งของพื้นที่การเกษตรในโลกกำลังปลูกพืชที่คนไม่บริโภค ข้อมูลจาก Love Food Hate Waste ระบุว่า […]

พิจารณาวันหมดอายุบนฉลาก คุณก็สามารถช่วยบรรเทาความรุนแรงวิกฤต ‘ขยะอาหาร’ ได้

ความท้าทายของการลด ‘ขยะอาหาร’ คือการสร้างความรับรู้ให้ผู้บริโภคเรียนรู้ถึงความแตกต่างของคำต่างๆ ที่แสดงบนฉลากอาหาร ขยะอาหาร เป็นปัญหาที่ทั่วโลกกังวล ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (United Nations’ Food and Agriculture Organization) ระบุว่า ขยะอาหาร มีปริมาณ 1.3 พันล้านตัน หรือประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่ผลิตทั้งหมดในแต่ละปี คิดเป็นมูลค่า 940 ล้านล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่คนประมาณ 800 ล้านคนเข้านอนด้วยความหิวโหย มากกว่าครึ่งของพื้นที่การเกษตรในโลกกำลังปลูกพืชที่คนไม่บริโภค ข้อมูลด้านบน ฟังดูทั้งใกล้ตัวและไกลตัวได้ในคราวเดียวกัน เพราะแม้เราจะรับรู้ตัวเลขน่าตกใจเหล่านั้น แต่ในความเป็นจริง ชีวิตประจำวัน เมื่อเราเปิดตู้เย็น หยิบของโปรดที่เกือบลืมไปแล้วว่าเก็บไว้ และพบว่า ‘วันที่ควรบริโภคก่อน’ ผ่านไปแล้ว 2 วัน สิ่งที่เราทำคือโยนมันลงถังขยะ คำถามคือ การทิ้งอาหารที่อายุเลย ‘วันที่ควรบริโภคก่อน’ คือการกระทำที่ถูกต้อง ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจริงๆ ใช่ไหม? ทำไมจึงเกิดขยะอาหาร ข้อมูลจาก Love Food Hate Waste เครือข่ายความยั่งยืนด้านอาหารในสหราชอาณาจักรระบุว่า […]

แนวคิดวัดสมัยใหม่ของ ‘วัดจากแดง’ ศูนย์กลางศาสนาและศูนย์จัดการขยะครบวงจร

วัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ วัดสมัยใหม่ที่สอนชาวบ้านให้มีความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และพัฒนาจนเป็นศูนย์การเรียนรู้และจัดการขยะชุมชนอย่างครบวงจร เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว พระมหาประนอม ธมฺมาลงฺกาโร เจ้าอาวาสวัดจากแดง จ.สมุทรปราการ ได้ริเริ่มความคิดที่จะเปลี่ยนวัดจากแดงให้เป็นศูนย์กลางการจัดการสิ่งแวดล้อมจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ อย่างการลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหา “ขยะไม่มีชีวิต” และ “ขยะมีชีวิต” ที่อยู่ภายในวัด พระมหาประนอมเล่าว่า “‘ขยะไม่มีชีวิต’ หมายถึงขยะที่ถูกน้ำพัดเข้ามาไหลกองรวมกันอยู่ด้านหลังวัดเป็นจำนวนมาก ส่วน ‘ขยะมีชีวิต’ คือเหล่าสุนัขจรจัดจำนวน 300 กว่าตัว ที่ชาวบ้านนำมาปล่อยทิ้งไว้ในวัด ทำให้เกิดปัญหาตามมา อย่างปัญหาอุจจาระสุนัขส่งกลิ่นเหม็น ปัญหาสุนัขกัดรองเท้าของชาวบ้านที่มาวัด และปัญหาวัดไม่มีงบประมาณและไม่มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการขยะ” ด้วยปัญหาและผลกระทบที่ตามมามากมายทำให้พระมหาประนอมเกิดคำถามว่า “แล้วเราจะแก้ปัญหาที่มาจากขยะทุกทิศทางนี้อย่างไร” ท่านจึงเริ่มจากการแก้ไขปัญหา “ขยะมีชีวิต” ก่อน โดยเริ่มจากการตั้งศูนย์ในวัด เอาสุนัขไปไว้รวมกันที่เดียว แต่พอเอาไปไว้รวมกัน กลับเกิดปัญหาสุนัขส่งเสียงดังและส่งกลิ่นเหม็น เลยต้องปล่อยสุนัขออกมาเหมือนเดิม และได้ลองหาศูนย์รับเลี้ยงสุนัขเพื่อนำสุนัขไปฝากเลี้ยงแทน แต่ทุกศูนย์กลับเต็มหมด ไม่สามารถรับสุนัขไปเลี้ยงได้ เมื่อการตั้งศูนย์ในวัดไม่ประสบความสำเร็จประกอบกับวัดมีพื้นที่แคบ เลยคิดหาทางออกใหม่ด้วยการหาพื้นที่โล่ง ๆ ที่มีคนช่วยดูแลสุนัขแทน “สุดท้ายเจอสถานที่หนึ่งที่เหมาะสมจึงได้ส่งสุนัขจรจัดทั้งหมดไปที่นั่น ทางศูนย์ใหม่ช่วยดูแลเรื่องการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า ทำหมัน และฝึกสุนัขให้เชื่อง ส่วนทางวัดมีหน้าที่จัดหาอาหารเม็ดส่งไปให้ ทำให้สุนัขที่อยู่ในศูนย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปราศจากเชื้อโรค […]

บริษัทไทยติดอันดับประเมินความยั่งยืนระดับสูงมากที่สุดในโลก

บริษัทไทยติดอันดับประเมินความยั่งยืนสูงสุดในโลก แสดงให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาความยั่งยืนของภาคธุรกิจไทยที่ประสบความสำเร็จ ตามความเข้าใจของคนทั่วไป สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการทำธุรกิจคือผลประกอบการ ซึ่งเกิดจากการพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจ โดยใช้ปัจจัยและทรัพยากรต่างๆ ยิ่งเป็นบริษัทใหญ่ ยิ่งต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการดำเนินธุรกิจ หากแต่ในโลกปัจจุบัน รวมไปถึงอนาคต การประสบความสำเร็จอาจไม่ได้หมายถึงผลกำไรเพียงอย่างเดียว หากแต่รวมไปถึงธุรกิจนั้นสามารถให้สิ่งที่เป็นคุณประโยชน์กับสังคมอย่างไร และสามารถส่งเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นทั้งภายในบริษัทและสังคมภายนอกอย่างไร จึงทำให้เกิดแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งกำลังเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก เนื่องจากแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนนี้จะเป็นตัวชี้วัดความมั่นใจให้กับนักลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มเติมให้กับทั้งตัวบริษัทและสิ่งแวดล้อมของโลก S&P Global องค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเกี่ยวกับความยั่งยืน ซึ่งเป็นผู้จัดทำการประเมินความยั่งยืนดัชนี Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI อันเป็นดัชนีหลักทรัพย์ของบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ผ่านการประเมินความยั่งยืน ตามตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกให้การยอมรับและใช้เป็นข้อมูลในการลงทุน ได้เผยแพร่รายงานที่ชื่อว่า The Sustainability Yearbook 2021 ซึ่งเป็นการประกาศรายชื่อบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ โดยรายงานนี้ถือเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงด้านความยั่งยืนขององค์กรระดับโลกที่มีความน่าเชื่อถือสูง โดยปัจจัยการประเมินความยั่งยืนดังกล่าวได้แก่การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ในรายงานปี 2021 มี มีบริษัทเข้าร่วมการประเมินกว่า 7,000 แห่งทั่วโลก และมีเพียง 631 บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับในรายงานฉบับนี้ ผลการประเมินโดยหน่วยงานดังกล่าวมีการแบ่งระดับออกเป็น SAM gold class […]