The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปที่สร้างเรือโซลาร์เซลล์ดักเก็บขยะในเจ้าพระยาและทั่วโลก

The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปที่สร้างเรือดักเก็บขยะโซลาร์เซลล์ในเจ้าพระยาและทั่วโลก

The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปที่ตั้งใจกวาดล้างขยะพลาสติกในมหาสมุทรทั่วโลก กับการเดินทางมาติดตั้งเรือดักเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์ในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันการเล็ดรอดของขยะลงสู่ท้องทะเล

โบแยน สแลต (Boyan Slat) เพิ่งอายุ 18 ปี ตอนที่เขาเสนอแนวคิดกวาดล้างขยะพลาสติกในมหาสมุทร ที่งาน TEDx ประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี 2012

เขาเล่าถึง Great Pacific Garbage Patch แพขยะกลางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยพวกมันมีใหญ่กว่าขนาดของประเทศฝรั่งเศสถึง 3 เท่า และลอยอยู่ในน่านน้ำสากลห่างจากชายฝั่งที่ใกล้ที่สุด 1,000 ไมล์ ในท้องทะเลเวิ้งว้างที่ไม่มีประเทศใดเป็นเจ้าของ

จากอิทธิพลของ Coriolis Force ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ส่งผลให้กระแสน้ำในมหาสมุทรหมุนวนรอบตัวเอง เกิดเป็นวงแหวนขนาดใหญ่ที่พัดขยะจำนวนมหาศาลมากองรวมกันเป็นแพขยะ เป็นเวลาหลายสิบปีนับจากการค้นพบ Great Pacific Garbage Patch พวกมันยังคงอยู่ที่เดิมและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

มีการคาดการณ์ว่าแพขยะยักษ์ใหญ่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกนี้ ต้องใช้เวลาเกือบ 80,000 ปี ในการย่อยสลายกว่าท้องทะเลบริเวณนี้จะกลับมาสะอาดอีกครั้ง

สิ่งที่โบแยนนำเสนอ คือแนวคิดทำความสะอาด Great Pacific Garbage Patch โดยอาศัยการพัดพาของกระแสน้ำนำขยะลอยเข้าสู่อุปกรณ์ดักจับขนาดใหญ่ หากวิธีการนี้ประสบความสำเร็จ เขาจะสามารถเก็บขยะทั้งหมดในแพขยะนี้ ได้ในเวลา 5 ปี

แน่นอนว่าหลังงาน TEDx แนวคิดของเขาได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง องค์กรและคนจำนวนไม่น้อยร่วมกันระดมทุนให้เขานำแนวคิดไปทดลองปฏิบัติจริง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมเล็กๆ แห่งนี้

ปัจจุบัน The Ocean Cleanup มีทีมงานนับร้อยคนทั่วโลก ประกอบไปด้วยนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล นักวิจัย วิศวกร นักออกแบบและอาสาสมัคร ที่กำลังทำงานอย่างแข็งขันเพื่อศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการสร้างความยั่งยืนให้มหาสมุทรของเรา

บทเรียนครั้งใหญ่จากความผิดพลาด

หลังจากระดมทุนได้มากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โบแยนและทีมนักวิทยาศาสตร์เดินทางไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อทำการสำรวจ Great Pacific Garbage Patch อย่างละเอียดทั้งทางเรือและทางอากาศ ผลลัพธ์คือแผนที่ความละเอียดสูงของแพขยะแห่งนี้ครั้งแรกของโลก ที่ไม่เพียงระบุตำแหน่ง แต่ยังสามารถระบุถึงความหนาแน่นของปริมาณขยะที่ลอยอยู่ในพื้นน้ำบริเวณนั้นๆ ได้ด้วย

จากนั้นทีมได้ออกแบบเครื่องมือเก็บขยะในทะเล โดยทำการทดสอบแบบจำลองในพื้นที่ปฏิบัติการประเทศเนเธอร์แลนด์หลายร้อยครั้ง ก่อนจะนำต้นแบบไปทดสอบบริเวณทะเลเหนือ มหาสมุทรแอตแลนติก น่านน้ำรอยต่อระหว่างสหราชอาณาจักร, เดนมาร์ก, นอร์เวย์, เยอรมนี, เบลเยียม, ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์

หลังทำการทดลองอยู่นานนับปี ในที่ System 001 เครื่องดักจับขยะทะเลอย่างเป็นทางการเครื่องแรกของ The Ocean Cleanup ก็ถูกปล่อยลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณอ่าวซานฟรานซิสโกในเดือนกันยายน ปี 2018

ตัวเครื่องมีลักษณะเป็นทุ่นลอยน้ำความยาว 600 เมตร ทำงานสอดประสานไปกับกระแสน้ำในมหาสมุทร เมื่อกระแสน้ำพัดพาขยะมา System 001 จะทำการต้อนขยะเหล่านั้นให้ไหลไปรวมกัน จากนั้นจึงลำเลียงขยะขึ้นสู่เรือ เตรียมนำกลับมาเข้ากระบวนการทำลายและรีไซเคิลอย่างถูกต้องบนแผ่นดินใหญ่

แรกเริ่ม The Ocean Cleanup ประเมินว่า System 001 จะสามารถเก็บขยะทะเลได้ปีละมากกว่า 50 ตัน แต่หลังผ่านไปเพียง 2 เดือน ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับขยะเวอร์ชันแรกที่มีชื่อว่า Wilson เกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิค หลังดักจับขยะไปได้เพียง 2,000 กิโลกรัม และไม่นานหลังจากนั้น Wilson ก็แตกหักเป็น 2 ท่อน ทำให้ต้องลากเครื่องมือทั้งหมดกลับเข้าฝั่งเพื่อซ่อมแซม

เป้าหมายระดับโลกที่ต้องไปให้ถึง

โบแยนและและทีมใช้เวลาอีกครึ่งปี ปรับปรุงระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับขยะและเสริมชิ้นส่วนเพิ่มเติมไปยัง System 001 อย่างตาข่ายใต้น้ำที่เพิ่มประสิทธิภาพในการดักจับขยะ รวมถึงร่มชูชีพที่ช่วยชะลอความเร็วในการเคลื่อนตัวของอุปกรณ์ไม่ให้ไหลไปตามกระแสน้ำเร็วเกินไปนัก

หลังปล่อยอุปกรณ์ออกไปทำงานจริงอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่า System 001 ที่ปรุงปรุงแล้วมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก มันสามารถจับและเก็บขยะขนาดใหญ่อย่างซากอวน ไปจนถึงเศษพลาสติกเล็กขนาดไม่กี่มิลลิเมตรได้ โดยสัตว์น้ำที่ว่ายเข้าไปในรัศมีของอุปกรณ์ สามารถมุดออกจากตาข่ายใต้น้ำได้อย่างอิสระ

อย่างไรก็ตาม System 001 ยังไม่สามารถจัดการกับไมโครพลาสติก (อนุภาคพลาสติกที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร) และยังมีปัญหาในเชิงระบบหลายส่วนที่ทีม The Ocean Cleanup ใช้ข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมจากการทดสอบ System 001 มาศึกษาและพัฒนาเป็นเครื่องดักจับขยะทะเลรุ่นต่อมา

ปัจจุบัน System 002  ได้รับการทดสอบและพัฒนาระบบอยู่ที่ทะเลเหนือ และจะถูกนำไปใช้งานดักจับขยะทะเลเต็มรูปแบบที่ Great Pacific Garbage Patch ปลายปีนี้

เป้าหมายใหญ่ของ The Ocean Cleanup คือภายในปี 2040 พวกเขาจะต้องทำการการกำจัด ร้อยละ​ 90​ ของขยะพลาสติกที่ลอยอยู่ในวงแหวนกระแสน้ำของมหาสมุทรทั้ง 5 แห่ง (The Five Oceanic Gyres) ไม่เพียงเฉพาะมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น

เพราะมหาสมุทรไม่มีพรมแดน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ โบแยนอธิบายว่าพวกเขาต้องทำมากกว่าแค่ตามเก็บขยะดั้งเดิมที่ลอยคว้างอยู่กลางมหาสมุทรมาเป็นเวลานาน เพราะในแต่ละวัน แม้แต่ในนาทีนี้ ขยะมหาศาลกำลังไหลเล็ดรอดลงสู่ท้องทะเล ดังนั้นระหว่างที่ดักจับขยะดั้งเดิม (Legacy Pollution) พวกเขาต้องดำเนินการปิดก๊อกสายน้ำ ที่ไหลพัดพาพลาสติกลงสู่มหาสมุทรไปพร้อมๆ กันด้วย

ข้อมูลจากนักวิจัยระบุว่า ร้อยละ​ 80​ ของมลพิษพลาสติกในมหาสมุทรเกิดจากแม่น้ำประมาณ 1,000 สายหรือเพียงร้อยละ 1 ของแม่น้ำทั้งหมดทั่วโลก โดยแม่น้ำเหล่านั้นมีภาวะปนเปื้อนรุนแรง และทันทีที่ขยะจากแม่น้ำเหล่านั้นไหลลงท้องทะเลที่ไร้พรมแดน ขยะของประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็กลายเป็นขยะของโลกที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

หนทางแก้ปัญหาของ The Ocean Cleanup คือการทำงานร่วมกับรัฐบาลและภาคเอกชนท้องถิ่นในหลากหลายประเทศ เพื่อจัดการปัญหาขยะพลาสติกในแม่น้ำที่มีมลพิษมากที่สุดทั้ง 1,000 แห่งทั่วโลก

โดยใช้ Interceptor เรือพลังงานแสงอาทิตย์ อุปกรณ์อีกชนิดจากการระดมสมองของทีม The Ocean Cleanup เพื่อทำหน้าที่ดักจับขยะในแม่น้ำ ก่อนส่งต่อให้หน่วยจัดการขยะมูลฝอยท้องถิ่นนำไปจัดการต่ออย่างเหมาะสมที่สุดตามบริบทของแต่ละพื้นที่

กระแสน้ำตามธรรมชาติในแม่น้ำ จะพัดพาขยะพลาสติกไปยังสิ่งกีดขวางลอยน้ำที่ต้อนพวกมันไปรวมกัน โดยสิ่งกีดขวางนี้ยึดโยงเข้ากับสายพานที่จะลำเลียงขยะขึ้นสู่ Interceptor ซึ่งมีถังเก็บขยะขนาดใหญ่ภายใน เมื่อขยะเต็ม ระบบแจ้งเตือนอันโนมัติจะส่งสัญญาณบอกชายฝั่งให้มาเปลี่ยนถ่ายขยะออกไปยังชายฝั่งและเข้าสู่ระบบจัดการต่อไป

แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นพื้นที่ลำดับที่ 5 ซึ่ง The Ocean Cleanup ได้มาทำการติดตั้ง Interceptor ต่อจาก Cengkareng Drain ประเทศอินโดนีเซีย, แม่น้ำ Klang ประเทศมาเลเซีย, แม่น้ำ Rio Ozama ประเทศโดมินิกัน รีพับลิก และแม่น้ำโขง ประเทศเวียดนาม

Interceptor สามารถดักเก็บขยะอัตโนมัติได้ 3–4 ตันต่อวันขึ้นอยู่กับปริมาณขยะในพื้นที่ การดำเนินการในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง The Ocean Cleanup และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยจะติดตั้งบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ 3 จุด จุดแรกนำร่องติดตั้งบริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้า ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวการแก้ปัญหาขยะทะเล เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณขยะในแม่น้ำมากที่สุด

แก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีและความครีเอทีฟ

หลังจากทดลองและพัฒนาเป็นเวลาหลายปี The Ocean Cleanup ค้นพบวิธีเปลี่ยนขยะพลาสติกจากทะเลเหล่านี้ เป็นวัสดุที่พร้อมถูกใช้งานใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางความสงสัยในระยะแรกของนักวิชาการว่าพวกมันจะสามารถรีไซเคิลได้หรือไม่ เนื่องจากโครงสร้างที่ซับซ้อนหลังจากผุกร่อน ถูกทำลายโดยแสงแดด ลมและกระแสน้ำเป็นเวลานานหลายปี

The Sunglasses ผลิตภัณฑ์แรกของโลกที่ผลิตด้วยพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด จาก Great Pacific Garbage Patch

โบแยนกล่าวว่า “นี่เป็นความพยายามครั้งแรกของเราในการผลิตผลิตภัณฑ์ และเราวางแผนที่จะปรับปรุงให้ทุกอย่างดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเชิงเทคโนโลยีและดีไซน์ สิ่งที่เราคาดหวังมากที่สุดสำหรับแว่นกันแดดเหล่านี้ คือผมหวังว่ามันจะช่วยยกระดับความหมายของการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน และความเข้าใจว่าพลาสติกไม่ใช่วัสดุที่ไม่ดีในตัวมันเอง แต่การใช้งานและจัดการหลังใช้อย่างไม่รับผิดชอบต่างหาก คือภัยคุกคาม”

รายได้จากแว่นกันแดดจะถูกนำไปสมทบทุนในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ของ The Ocean Cleanup  คาดว่ารายได้จากการขายแว่นกันแดด 1 คู่ เทียบเท่างบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ในการดักจับขยะพื้นที่ 24 สนามฟุตบอลใน Great Pacific Garbage Patch เลยทีเดียว

สืบค้นและเรียบเรียง มิ่งขวัญ รัตนคช


ข้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : Net Free Seas ครั้งแรกของการรีไซเคิลซากอวนประมงจากท้องทะเลไทย

เรื่องแนะนำ

กว่าจะมาเป็น Refill Station ร้านค้าแบบเติมแห่งแรกของไทย เมื่อธุรกิจช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้น

Refill Station : กิจการเพื่อสังคม เมื่อหมุดหมายของกิจการไม่ใช่กำไรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างประโยชน์ให้สังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน แม้ทุกวันนี้ คอนเซปต์ของร้านค้าแบบเติม (Bulk Sotre) จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงคนรักสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป เพราะในกรุงเทพฯ และหลาย จังหวัด เริ่มมีร้านค้าลักษณะนี้ จากการเพิ่มขึ้นอย่างน่าชื่นใจของจำนวนผู้บริโภคที่ต้องการลดใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบ Single Use ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน ร้านค้าแบบเติม ไม่ใช่รูปแบบค้าขายที่คนไทยคุ้นหูคุ้นตานัก ดังนั้นโมเดลธุรกิจที่ลูกค้าต้องนำขวดหรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ไปเติมสบู่ แชมพู หรือแม้กระทั่งของกินด้วยตัวเอง จึงอาจฟังดูเป็นไปไม่ได้เลย ในสังคมไทยที่ให้ความสะดวกสบายของลูกค้าเป็นที่ตั้ง “มึงจะไปขายใคร” คือประโยคที่พ่อของ สุภัชญา เตชะชูเชิด หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Refill Station ร้านค้าแบบเติมแห่งแรกของไทย พูดขึ้น ในวันแรกที่เธอขนสินค้า อันประกอบไปด้วย น้ำยาชนิดต่างๆ อย่างแชมพู สบู่เหลว น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน ฯลฯ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน บรรจุในแกลลอนซึ่งเสียบหัวปั๊มเอาไว้สำหรับแบ่งขาย แทนที่จะขายเป็นขวดเล็กๆ อย่างที่พบเห็นในท้องตลาดหรือตามร้านสะดวกซื้อ เธอวาดหวังให้ผู้ซื้อนำขวดเปล่ามาซื้อน้ำยาเหล่านั้น เพื่อลดการใช้ขวดพลาสติก แต่หนทางนั้นไม่ง่าย เพราะสิ่งที่เธอและผู้ร่วมก่อตั้งอีก 2 คน กำลังทำคือ […]

ผลกระทบของโควิด-19 ต่อสิ่งแวดล้อม

ผลกระทบของโควิด-19 ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงมากมายในระดับโลก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง วิถีชีวิต และโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ทั่วโลกต่างได้รับ ผลกระทบของโควิด-19 ซึ่งบางส่วนเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากการจำกัดการเดินทาง และการชะลอตัวของระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้คุณภาพอากาศ และคุณภาพน้ำ ในหลายประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ในทางกลับกัน การเพิ่มขึ้นของขยะพลาสติก โดยเฉพาะพลาสติกประเภท PPE (เช่น หน้ากากอนามัย และถุงมือยาง) ขยะติดเชื้อ และขยะอื่นๆ จากโรงพยาบาล กลับเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม 1. มลพิษทางอากาศและการปล่อยแก๊สเรือนกระจกลดลง ในขณะที่อุตสาหกรรม การขนส่ง และบริษัทต่างๆ หยุดทำการเนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ในหลายประเทศ ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHGs) ลดลงอย่างกะทันหัน สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า ในปี 2020 มลพิษทางอากาศในกรุงนิวยอร์กลดลงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า อันเป็นผลจากการจำกัดการเดินทางของประชากร นอกจากนี้ยังพบว่าประเทศจีนอัตราการปล่อยแก๊สไนตรัสออกไซด์และคาร์บอนมอนอกไซด์ลดลงร้อยละ 50 เนื่องจากคำสั่งระงับกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมหนัก ตามรายงานของวารสาร Science & Nature ในขณะเดียวกัน นิตยสาร Forbes รายงานว่า […]

Pavegen นวัตกรรมแผ่นปูถนน ที่สร้างพลังงานไฟฟ้าจากย่างก้าวของมนุษย์

Pavegen นวัตกรรมที่สร้างสรรค์บนพื้นฐานการออกกำลังที่เรียบง่ายที่สุด เมื่อทุกย่างก้าวของคนเมือง สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดที่ขับเคลื่อนเมืองได้ เพพเจน (Pavegen) คือสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกสร้างขึ้นโดย ลอว์เรนซ์ เคมบัลล์ ย้อนกลับไปในปี 2009 ลอว์เรนซ์เป็นนักศึกษาหนุ่มที่จริงจังกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เขาคิดอยู่ตลอดเวลา ว่าจะหาแหล่งพลังงานหมุนเวียนจากไหนมาใช้ได้อีก เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิลและลดการปล่อยคาร์บอน หนึ่งในก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของภาวะโลกร้อน ทุกวันระหว่างทางมามหาวิทยาลัย ลอว์เรนซ์จะต้องผ่านสถานีวิกตอเรีย สถานีรถไฟขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อระบบขนส่งมวลชนลอนดอน และมีผู้ใช้งานราว 75 ล้านคนตลอดปี ลอว์เรนซ์เกิดแนวคิดว่า หากนำพลังงานจลน์จากการเดินขวักไขว่ของคนในสถานีวิกตอเรีย มาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า น่าได้ผลลัพธ์ที่ดี และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเพพเจน สตาร์ตอัปที่ก่อตั้งโดยลอว์เรนซ์ ในอีกหลายปีต่อมา เพื่อพัฒนานวัตกรรมในการเก็บเกี่ยวและสร้างพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างฐานข้อมูลจากฝีเท้ามนุษย์ เพื่อต่อยอดเป็นฟีเจอร์ที่จะเป็นประโยชน์อีกมากมายต่อไปในอนาคต เพพเจน คือแผ่นปูพื้นอัจฉริยะ เมื่อถูกเหยียบ มันจะเคลื่อนตัวไปมาประมาณ 10 มิลลิเมตร การเคลื่อนไหวนี้เองที่ไปหมุนตัวสร้างกระแสไฟฟ้าแม่เหล็ก ที่ติดอยู่ด้านล่างแผ่นปูพื้นแต่ละแผ่น โดยให้กำลังประมาณ 3 จูลต่อการก้าวเดินหรือประมาณ 5 วัตต์ต่อเนื่องในขณะที่บุคคลนั้นกำลังเดิน จากนั้นพลังงานไฟฟ้าที่ได้ จะถูกนำไปใช้กับป้ายไฟในบริเวณนั้น สำหรับช่วงกลางคืนที่ผู้คนสัญจรน้อยลง กระแสไฟฟ้าที่ถูกสร้างไว้จำนวนมากจากช่วงกลางวัน ซึ่งถูกเก็บไว้ในในแบตเตอรี่ จะถูกดึงออกมาใช้งานกับเสาไฟสาธารณะ ให้แสงสว่างยามค่ำคืน นอกจากสร้างกระแสไฟฟ้า เพพเจนยังมีอีกหนึ่งเป้าหมายคือการสร้างฐานข้อมูลเรื่องการเดินในเมือง […]

กาแฟโรบัสตา : กว่าจะมาเป็นกาแฟคุณภาพระดับโลก

กาแฟโรบัสตา ที่ผลิตจากความใส่ใจ สู่รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ แสงแดดยามเช้าในจังหวัดชุมพรช่วงฤดูฝนสาดลงยอดหญ้าสะท้อนน้ำค้างระยับ ฉันรีบเดินออกมาสูดอากาศที่เจือด้วยไอน้ำ และเดินไปหาอาหารรองท้องก่อนออกเดินทาง วันนี้ฉันมีนัดกับเจ้าของไร่กาแฟในอำเภอท่าแซะ เพื่อไปดูแหล่งผลิต กาแฟโรบัสตา คุณภาพที่ฉันกำลังนั่งจิบอยู่ในเช้านี้ จากตัวเมืองชุมพรเรามุ่งหน้าไปยังอำเภอท่าแซะ ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงเศษ เส้นทางขรุขระผ่านเรือกสวน ขึ้นเนินลงเนินกว่าสิบรอบ และยิ่งเป็นช่วงหน้าฝนด้วยแล้ว ความยากลำบากในการเดินทางยิ่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิม แต่ต้องยอมรับในฝีมือการบังคับรถของพี่คนขับรถ ที่สามารถนำพาพวกเราทั้งหมดมาถึงจุดหมายปลายทางได้ บรรยากาศช่วงสายอวลไปด้วยความชื้นในอากาศที่ระเหยขึ้นมาจากพื้นดิน สมกับเป็นเมืองที่มีฝนตกชุกเกือบทั้งปี ระหว่างทางที่เราผ่านมา ฉันเห็นสวนผลไม้ สวนปาล์ม และต้นกาแฟปลูกเรียงรายอยู่ไหล่ทาง  เราเดินอยู่ในพื้นที่ไร่กาแฟของพี่พานิช ชูสิทธิ์ เกษตรกรผู้อยู่เบื้องหลังรสชาติกาแฟโรบัสตา ที่สร้างชื่อในเวทีระดับโลกมาแล้ว บริเวณทางเข้า ฉันเห็นต้นกล้ากาแฟวางเรียงรายอยู่ใต้ผืนผ้ากรองแสงแดดสีทะมึน เราเดินผ่านถนนดินแดงขึ้นไปบนเนินในส่วนของตัวบ้าน พี่พานิชออกมาต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้มอย่างดีใจ เรานั่งพักจิบน้ำเย็นให้พอหายเหนื่อย แล้วพี่พานิชก็พาเราขึ้นรถกระบะเปื้อนโคลนไปสู่ไร่กาแฟที่เป็นความภาคภูมิใจของเขา ระหว่างทางเราพลางพูดคุยและสอบถามถึงความเป็นมาเป็นไปของการปลูกกาแฟโรบัสต้าที่ชุมพร พี่พานิชเล่าย้อนไปถึงสมัยยุคบุกเบิก ที่ต้องผลิตเมล็ดกาแฟให้กับบริษัทเอกชนรายใหญ่ จนเวลาล่วงเลยผ่านไป พี่พานิชเล็งเห็นว่า เราน่าจะสร้างรสชาติกาแฟที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ จึงเริ่มลงมือศึกษา ค้นคว้า และลองผิดลองถูก “ด้วยตนเอง” บนความสูงประมาณ 200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เรายืนอยู่บนจุดสูงสุดของไร่กาแฟ เบื้องหน้าเรามองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนทอดยาวไปจรดชายฝั่งทะเล มีฉากหน้าเป็นต้นกาแฟที่กำลังออกผลเบอร์รี่ทั้งสีเขียวและสีแดง ฉันรู้สึกลิงโลดในใจเหมือนเด็กที่ได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ “เมล็ดที่อยู่บนต้นพวกนี้ยังเก็บเกี่ยวไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลา” พี่พานิชเล่าระหว่างจับกิ่งกาแฟกิ่งหนึ่งชูขึ้นให้เราดู “ถ้าเป็นสวนที่ใช้สารเคมี […]