The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปที่สร้างเรือโซลาร์เซลล์ดักเก็บขยะในเจ้าพระยาและทั่วโลก

The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปที่สร้างเรือดักเก็บขยะโซลาร์เซลล์ในเจ้าพระยาและทั่วโลก

The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปที่ตั้งใจกวาดล้างขยะพลาสติกในมหาสมุทรทั่วโลก กับการเดินทางมาติดตั้งเรือดักเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์ในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันการเล็ดรอดของขยะลงสู่ท้องทะเล

โบแยน สแลต (Boyan Slat) เพิ่งอายุ 18 ปี ตอนที่เขาเสนอแนวคิดกวาดล้างขยะพลาสติกในมหาสมุทร ที่งาน TEDx ประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี 2012

เขาเล่าถึง Great Pacific Garbage Patch แพขยะกลางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยพวกมันมีใหญ่กว่าขนาดของประเทศฝรั่งเศสถึง 3 เท่า และลอยอยู่ในน่านน้ำสากลห่างจากชายฝั่งที่ใกล้ที่สุด 1,000 ไมล์ ในท้องทะเลเวิ้งว้างที่ไม่มีประเทศใดเป็นเจ้าของ

จากอิทธิพลของ Coriolis Force ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ส่งผลให้กระแสน้ำในมหาสมุทรหมุนวนรอบตัวเอง เกิดเป็นวงแหวนขนาดใหญ่ที่พัดขยะจำนวนมหาศาลมากองรวมกันเป็นแพขยะ เป็นเวลาหลายสิบปีนับจากการค้นพบ Great Pacific Garbage Patch พวกมันยังคงอยู่ที่เดิมและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

มีการคาดการณ์ว่าแพขยะยักษ์ใหญ่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกนี้ ต้องใช้เวลาเกือบ 80,000 ปี ในการย่อยสลายกว่าท้องทะเลบริเวณนี้จะกลับมาสะอาดอีกครั้ง

สิ่งที่โบแยนนำเสนอ คือแนวคิดทำความสะอาด Great Pacific Garbage Patch โดยอาศัยการพัดพาของกระแสน้ำนำขยะลอยเข้าสู่อุปกรณ์ดักจับขนาดใหญ่ หากวิธีการนี้ประสบความสำเร็จ เขาจะสามารถเก็บขยะทั้งหมดในแพขยะนี้ ได้ในเวลา 5 ปี

แน่นอนว่าหลังงาน TEDx แนวคิดของเขาได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง องค์กรและคนจำนวนไม่น้อยร่วมกันระดมทุนให้เขานำแนวคิดไปทดลองปฏิบัติจริง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมเล็กๆ แห่งนี้

ปัจจุบัน The Ocean Cleanup มีทีมงานนับร้อยคนทั่วโลก ประกอบไปด้วยนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล นักวิจัย วิศวกร นักออกแบบและอาสาสมัคร ที่กำลังทำงานอย่างแข็งขันเพื่อศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการสร้างความยั่งยืนให้มหาสมุทรของเรา

บทเรียนครั้งใหญ่จากความผิดพลาด

หลังจากระดมทุนได้มากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โบแยนและทีมนักวิทยาศาสตร์เดินทางไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อทำการสำรวจ Great Pacific Garbage Patch อย่างละเอียดทั้งทางเรือและทางอากาศ ผลลัพธ์คือแผนที่ความละเอียดสูงของแพขยะแห่งนี้ครั้งแรกของโลก ที่ไม่เพียงระบุตำแหน่ง แต่ยังสามารถระบุถึงความหนาแน่นของปริมาณขยะที่ลอยอยู่ในพื้นน้ำบริเวณนั้นๆ ได้ด้วย

จากนั้นทีมได้ออกแบบเครื่องมือเก็บขยะในทะเล โดยทำการทดสอบแบบจำลองในพื้นที่ปฏิบัติการประเทศเนเธอร์แลนด์หลายร้อยครั้ง ก่อนจะนำต้นแบบไปทดสอบบริเวณทะเลเหนือ มหาสมุทรแอตแลนติก น่านน้ำรอยต่อระหว่างสหราชอาณาจักร, เดนมาร์ก, นอร์เวย์, เยอรมนี, เบลเยียม, ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์

หลังทำการทดลองอยู่นานนับปี ในที่ System 001 เครื่องดักจับขยะทะเลอย่างเป็นทางการเครื่องแรกของ The Ocean Cleanup ก็ถูกปล่อยลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณอ่าวซานฟรานซิสโกในเดือนกันยายน ปี 2018

ตัวเครื่องมีลักษณะเป็นทุ่นลอยน้ำความยาว 600 เมตร ทำงานสอดประสานไปกับกระแสน้ำในมหาสมุทร เมื่อกระแสน้ำพัดพาขยะมา System 001 จะทำการต้อนขยะเหล่านั้นให้ไหลไปรวมกัน จากนั้นจึงลำเลียงขยะขึ้นสู่เรือ เตรียมนำกลับมาเข้ากระบวนการทำลายและรีไซเคิลอย่างถูกต้องบนแผ่นดินใหญ่

แรกเริ่ม The Ocean Cleanup ประเมินว่า System 001 จะสามารถเก็บขยะทะเลได้ปีละมากกว่า 50 ตัน แต่หลังผ่านไปเพียง 2 เดือน ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับขยะเวอร์ชันแรกที่มีชื่อว่า Wilson เกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิค หลังดักจับขยะไปได้เพียง 2,000 กิโลกรัม และไม่นานหลังจากนั้น Wilson ก็แตกหักเป็น 2 ท่อน ทำให้ต้องลากเครื่องมือทั้งหมดกลับเข้าฝั่งเพื่อซ่อมแซม

เป้าหมายระดับโลกที่ต้องไปให้ถึง

โบแยนและและทีมใช้เวลาอีกครึ่งปี ปรับปรุงระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับขยะและเสริมชิ้นส่วนเพิ่มเติมไปยัง System 001 อย่างตาข่ายใต้น้ำที่เพิ่มประสิทธิภาพในการดักจับขยะ รวมถึงร่มชูชีพที่ช่วยชะลอความเร็วในการเคลื่อนตัวของอุปกรณ์ไม่ให้ไหลไปตามกระแสน้ำเร็วเกินไปนัก

หลังปล่อยอุปกรณ์ออกไปทำงานจริงอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่า System 001 ที่ปรุงปรุงแล้วมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก มันสามารถจับและเก็บขยะขนาดใหญ่อย่างซากอวน ไปจนถึงเศษพลาสติกเล็กขนาดไม่กี่มิลลิเมตรได้ โดยสัตว์น้ำที่ว่ายเข้าไปในรัศมีของอุปกรณ์ สามารถมุดออกจากตาข่ายใต้น้ำได้อย่างอิสระ

อย่างไรก็ตาม System 001 ยังไม่สามารถจัดการกับไมโครพลาสติก (อนุภาคพลาสติกที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร) และยังมีปัญหาในเชิงระบบหลายส่วนที่ทีม The Ocean Cleanup ใช้ข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมจากการทดสอบ System 001 มาศึกษาและพัฒนาเป็นเครื่องดักจับขยะทะเลรุ่นต่อมา

ปัจจุบัน System 002  ได้รับการทดสอบและพัฒนาระบบอยู่ที่ทะเลเหนือ และจะถูกนำไปใช้งานดักจับขยะทะเลเต็มรูปแบบที่ Great Pacific Garbage Patch ปลายปีนี้

เป้าหมายใหญ่ของ The Ocean Cleanup คือภายในปี 2040 พวกเขาจะต้องทำการการกำจัด ร้อยละ​ 90​ ของขยะพลาสติกที่ลอยอยู่ในวงแหวนกระแสน้ำของมหาสมุทรทั้ง 5 แห่ง (The Five Oceanic Gyres) ไม่เพียงเฉพาะมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น

เพราะมหาสมุทรไม่มีพรมแดน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ โบแยนอธิบายว่าพวกเขาต้องทำมากกว่าแค่ตามเก็บขยะดั้งเดิมที่ลอยคว้างอยู่กลางมหาสมุทรมาเป็นเวลานาน เพราะในแต่ละวัน แม้แต่ในนาทีนี้ ขยะมหาศาลกำลังไหลเล็ดรอดลงสู่ท้องทะเล ดังนั้นระหว่างที่ดักจับขยะดั้งเดิม (Legacy Pollution) พวกเขาต้องดำเนินการปิดก๊อกสายน้ำ ที่ไหลพัดพาพลาสติกลงสู่มหาสมุทรไปพร้อมๆ กันด้วย

ข้อมูลจากนักวิจัยระบุว่า ร้อยละ​ 80​ ของมลพิษพลาสติกในมหาสมุทรเกิดจากแม่น้ำประมาณ 1,000 สายหรือเพียงร้อยละ 1 ของแม่น้ำทั้งหมดทั่วโลก โดยแม่น้ำเหล่านั้นมีภาวะปนเปื้อนรุนแรง และทันทีที่ขยะจากแม่น้ำเหล่านั้นไหลลงท้องทะเลที่ไร้พรมแดน ขยะของประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็กลายเป็นขยะของโลกที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

หนทางแก้ปัญหาของ The Ocean Cleanup คือการทำงานร่วมกับรัฐบาลและภาคเอกชนท้องถิ่นในหลากหลายประเทศ เพื่อจัดการปัญหาขยะพลาสติกในแม่น้ำที่มีมลพิษมากที่สุดทั้ง 1,000 แห่งทั่วโลก

โดยใช้ Interceptor เรือพลังงานแสงอาทิตย์ อุปกรณ์อีกชนิดจากการระดมสมองของทีม The Ocean Cleanup เพื่อทำหน้าที่ดักจับขยะในแม่น้ำ ก่อนส่งต่อให้หน่วยจัดการขยะมูลฝอยท้องถิ่นนำไปจัดการต่ออย่างเหมาะสมที่สุดตามบริบทของแต่ละพื้นที่

กระแสน้ำตามธรรมชาติในแม่น้ำ จะพัดพาขยะพลาสติกไปยังสิ่งกีดขวางลอยน้ำที่ต้อนพวกมันไปรวมกัน โดยสิ่งกีดขวางนี้ยึดโยงเข้ากับสายพานที่จะลำเลียงขยะขึ้นสู่ Interceptor ซึ่งมีถังเก็บขยะขนาดใหญ่ภายใน เมื่อขยะเต็ม ระบบแจ้งเตือนอันโนมัติจะส่งสัญญาณบอกชายฝั่งให้มาเปลี่ยนถ่ายขยะออกไปยังชายฝั่งและเข้าสู่ระบบจัดการต่อไป

แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นพื้นที่ลำดับที่ 5 ซึ่ง The Ocean Cleanup ได้มาทำการติดตั้ง Interceptor ต่อจาก Cengkareng Drain ประเทศอินโดนีเซีย, แม่น้ำ Klang ประเทศมาเลเซีย, แม่น้ำ Rio Ozama ประเทศโดมินิกัน รีพับลิก และแม่น้ำโขง ประเทศเวียดนาม

Interceptor สามารถดักเก็บขยะอัตโนมัติได้ 3–4 ตันต่อวันขึ้นอยู่กับปริมาณขยะในพื้นที่ การดำเนินการในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง The Ocean Cleanup และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยจะติดตั้งบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ 3 จุด จุดแรกนำร่องติดตั้งบริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้า ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวการแก้ปัญหาขยะทะเล เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณขยะในแม่น้ำมากที่สุด

แก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีและความครีเอทีฟ

หลังจากทดลองและพัฒนาเป็นเวลาหลายปี The Ocean Cleanup ค้นพบวิธีเปลี่ยนขยะพลาสติกจากทะเลเหล่านี้ เป็นวัสดุที่พร้อมถูกใช้งานใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางความสงสัยในระยะแรกของนักวิชาการว่าพวกมันจะสามารถรีไซเคิลได้หรือไม่ เนื่องจากโครงสร้างที่ซับซ้อนหลังจากผุกร่อน ถูกทำลายโดยแสงแดด ลมและกระแสน้ำเป็นเวลานานหลายปี

The Sunglasses ผลิตภัณฑ์แรกของโลกที่ผลิตด้วยพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด จาก Great Pacific Garbage Patch

โบแยนกล่าวว่า “นี่เป็นความพยายามครั้งแรกของเราในการผลิตผลิตภัณฑ์ และเราวางแผนที่จะปรับปรุงให้ทุกอย่างดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเชิงเทคโนโลยีและดีไซน์ สิ่งที่เราคาดหวังมากที่สุดสำหรับแว่นกันแดดเหล่านี้ คือผมหวังว่ามันจะช่วยยกระดับความหมายของการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน และความเข้าใจว่าพลาสติกไม่ใช่วัสดุที่ไม่ดีในตัวมันเอง แต่การใช้งานและจัดการหลังใช้อย่างไม่รับผิดชอบต่างหาก คือภัยคุกคาม”

รายได้จากแว่นกันแดดจะถูกนำไปสมทบทุนในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ของ The Ocean Cleanup  คาดว่ารายได้จากการขายแว่นกันแดด 1 คู่ เทียบเท่างบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ในการดักจับขยะพื้นที่ 24 สนามฟุตบอลใน Great Pacific Garbage Patch เลยทีเดียว

สืบค้นและเรียบเรียง มิ่งขวัญ รัตนคช


ข้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : Net Free Seas ครั้งแรกของการรีไซเคิลซากอวนประมงจากท้องทะเลไทย

เรื่องแนะนำ

ท่องเที่ยวชุมชน ที่บ้านบางหมาก จังหวัดชุมพร

ท่องเที่ยวชุมชน สัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น กินกาแฟ ดูลิง และชมเรือกสวน ในบรรยากาศชุมชนแดนใต้ หลังจากผ่านการนั่งหลังขดหลังแข็งบนรถตู้เป็นเวลา 6 ชั่วโมง จากกรุงเทพถึงชุมพร แดดยามบ่ายอาบไล้ไปทั่วผิวกายทันทีที่เราก้าวลงจากรถ “ฝนพึ่งหยุดตกเมื่อวันนี้เอง” เสียงจากพี่คม – คม ศรีราช เจ้าของที่พัก เอ่ยต้อนรับเมื่อพบกับเรา บรรยากาศสวนมะพร้าว สวนปาล์ม และสวนผลไม้ รายล้อมพื้นที่โรงแรมวิลล่า วาริช โรงแรมขนาด 14 ห้องพักในรูปแบบบ้านในสวน ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านบางหมาก อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เราเลือกมาพักที่นี่จากความนิยมของคะแนนรีวิวที่สูงลิ่วในเว็บไซต์จองที่พักชื่อดัง ฉันยังแอบถามตัวเองในใจว่า “โรงแรมเล็กๆ ในหมู่บ้านชนบท ได้รับคะแนนสูงขนาดนี้ได้อย่างไร” และอีกหนึ่งเหตุผลคือมาดูรูปแบบการจัดการ ท่องเที่ยวชุมชน ก่อนหน้านี้ทั้งพี่คมและพี่แตง – นพรัตน์ ศรีราช ภรรยาของพี่คม เคยเป็นพนักงานบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ในกรุงเทพ และเมื่อถึงวันที่ทั้งคู่มองเห็นช่องทางในการกลับบ้านเกิด จึงเกิดแนวความคิดในการสร้างที่พักขึ้น โดยตั้งใจให้เป็นที่พักสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสประสบการณ์ร่วมกับชุมชนท้องถิ่น (Local experiences) “ในช่วงแรก พี่เสนอแนวคิดที่พักแบบนี้กับคนในครอบครัว แต่ไม่มีใครสนับสนุนเราเลย” พี่คมเล่าด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม “ทุกคนถามว่า ใครจะเข้ามาพักในหมู่บ้านเล็กๆ แบบนี้” แต่จากประสบการณ์ที่เคยเดินทางไปต่างประเทศหลายเมือง […]

ReadRing นวัตกรรมเพื่อให้คนตาบอดเข้าถึงการอ่านได้ง่ายขึ้น

ReadRing คือนวัตกรรมที่ช่วยให้ ผู้พิการทางสายตา เข้าถึงข้อมูลได้เหมือนคนปกติทั่วไป และยังช่วยให้พวกเขาเติมเต็มประสิทธิภาพที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดต่อสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมและมนุษย์อย่างยั่งยืน ที่บ้านเช่าหลังหนึ่ง ในจังหวัดขอนแก่น สามีภรรยาคู่หนึ่งได้ก่อตั้งโรงเรียนเพื่อ ผู้พิการทางสายตา โดยได้รับเงินสนับสนุนจากมิชชันนารีชาวต่างชาติ ในขณะเดียวกัน ลูกชายของเขาได้เติบโตขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของการทำงานเพื่อผู้พิการทางสายตา และเห็นความม่งมั่นของคุณพ่อ ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการทางสายตา จากเด็กชายในวันนั้นกลายเป็น หนึ่ง – ทรงปกรณ์ ภูหนองโอง ผู้ประดิษฐ์คิดค้น ReadRing เครื่องมือที่ช่วยให้ผู้พิการทางสายตาสามารถอ่านข้อมูลทั่วไปได้ โดยเขามุ่งหวังให้ผู้พิการทางสายตาไม่เป็น “ภาระ” ของสังคม และเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้พิการทางสายตาอย่างยั่งยืน แบบอย่างที่ชัดเจน กลายเป็นแรงบันดาลใจ ในวัยเด็ก ทรงปกรณ์เล่าว่า เขาเห็นภาพคุณพ่อ ซึ่งเป็นผู้พิการทางสาย ทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพื่อให้ผู้พิการทางสายตามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยให้การศึกษาและความรู้ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ภาพเหล่านั้นกลายเป็นตัวอย่างที่ฝังอยู่ในความทรงจำของเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว “ผลจากการทำงานของคุณพ่อและคุณแม่ ทำให้วันนี้เกิดโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา และขยายออกไป 13 สาขา ทั่วประเทศ” เขากล่าวกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ทางโทรศัพท์ เมื่อย่างเข้าสู่วัยที่สามารถช่วยเหลืองานในโรงเรียนได้ ทรงปกรณ์ได้รับผิดงานส่วนการจัดทำเอกสาร ประสานงานต่างประเทศ และติดต่อกับแหล่งเงินทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นงานที่ทำให้เขาเห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายมากขึ้น เขาพบว่า เครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์ที่ใช้งานอยู่ในขณะนั้นมีราคาสูงมาก และช่างซ่อมที่ชำนาญก็มีอยู่อย่างจำกัด […]

การเมืองเรื่องน้ำ: ปัญหาการจัดการน้ำในเมืองไทย

ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมมานานหลายทศวรรษ แผนการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ผุดขึ้นดูเหมือนไม่ช่วยแก้ไขให้เป็นอย่างเป็นรูปธรรม เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

กระแสการท่องเที่ยงอย่างยั่งยืนท่ามกลางพายุวิกฤติโคโรน่า

จะร่วงหรือรอด กระแส การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ท่ามกลางพายุวิกฤติโคโรน่า เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในปี 2019 กระแส Flight Shaming ถูกจุดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกหลีกเลี่ยงการเดินทางท่องเที่ยวด้วยอากาศยาน ปัจจุบัน การแพร่ระบาดระดับโลกบีบบังคับทำให้ผู้คนต้องหยุดเดินทางจริงๆ วันคุ้มครองโลกในปี 2020 คือวันสำคัญที่บอกว่า ความพยายามใส่ใจสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ได้เดินทางมาถึงปีที่ 50 ปีแล้ว และในปีนี้เองที่วิกฤติทางสภาพอากาศและปัญหาโรคระบาดระดับโลกต่างก็พร้อมใจกันเข้ามารุมทึ้งธุรกิจการบินจนพวกเขาต้องหันมาทบทวนอนาคตกันอีกครั้ง หนึ่งในสี่ของก๊าซคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมาทั่วโลกเกิดจากการกิจกรรมการเดินทาง ร้อยละสองคือการคมนาคมทางอากาศ และก่อนจะเข้าปี 2020 ตัวเลขของผู้โดยสารในเที่ยวบินพาณิชย์ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่างไรตาม ความกังวลต่อผลกระทบที่ยากจะซ่อมแซมของก๊าซคาร์บอนจากเครื่องบินก็ได้ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ได้ตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางของพวกเขา และผู้ที่อยู่ในธุรกิจการท่องเที่ยวสีเขียวต่างก็ไม่ได้มองว่า โคโรนาไวรัสจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเติบโตดังกล่าว ความตระหนักต่อสิ่งแวดล้อมที่กำลังขยายตัว จากข้อมูลของสภาระหว่างประเทศว่าด้วยการขนส่งที่สะอาดหรือ ICCT (International Council on Clean Transportation) มือวางอับดับหนึ่งเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการเดินอากาศคือสหรัฐอเมริกา ส่วนอันดับสองจีน แต่จากการสำรวจของ ICCT ในปี 2017 กลับพบว่าในเลขนั้นมาจากประชาชนทั่วสหรัฐฯ จำนวนน้อยนิด หรือพูดให้ชัดๆ ก็คือ ในปีนั้น ตัวเลขร้อยละ 68 ของกิจกรรมทางอากาศทั้งหมดที่เกิดขึ้นทั่วโลกมาจากประชากรชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 12 เท่านั้น ประชากรในประเทศนี้กว่าร้อยละ 50 […]