The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปที่สร้างเรือโซลาร์เซลล์ดักเก็บขยะในเจ้าพระยาและทั่วโลก

The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปที่สร้างเรือดักเก็บขยะโซลาร์เซลล์ในเจ้าพระยาและทั่วโลก

The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปที่ตั้งใจกวาดล้างขยะพลาสติกในมหาสมุทรทั่วโลก กับการเดินทางมาติดตั้งเรือดักเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์ในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันการเล็ดรอดของขยะลงสู่ท้องทะเล

โบแยน สแลต (Boyan Slat) เพิ่งอายุ 18 ปี ตอนที่เขาเสนอแนวคิดกวาดล้างขยะพลาสติกในมหาสมุทร ที่งาน TEDx ประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี 2012

เขาเล่าถึง Great Pacific Garbage Patch แพขยะกลางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยพวกมันมีใหญ่กว่าขนาดของประเทศฝรั่งเศสถึง 3 เท่า และลอยอยู่ในน่านน้ำสากลห่างจากชายฝั่งที่ใกล้ที่สุด 1,000 ไมล์ ในท้องทะเลเวิ้งว้างที่ไม่มีประเทศใดเป็นเจ้าของ

จากอิทธิพลของ Coriolis Force ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ส่งผลให้กระแสน้ำในมหาสมุทรหมุนวนรอบตัวเอง เกิดเป็นวงแหวนขนาดใหญ่ที่พัดขยะจำนวนมหาศาลมากองรวมกันเป็นแพขยะ เป็นเวลาหลายสิบปีนับจากการค้นพบ Great Pacific Garbage Patch พวกมันยังคงอยู่ที่เดิมและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

มีการคาดการณ์ว่าแพขยะยักษ์ใหญ่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกนี้ ต้องใช้เวลาเกือบ 80,000 ปี ในการย่อยสลายกว่าท้องทะเลบริเวณนี้จะกลับมาสะอาดอีกครั้ง

สิ่งที่โบแยนนำเสนอ คือแนวคิดทำความสะอาด Great Pacific Garbage Patch โดยอาศัยการพัดพาของกระแสน้ำนำขยะลอยเข้าสู่อุปกรณ์ดักจับขนาดใหญ่ หากวิธีการนี้ประสบความสำเร็จ เขาจะสามารถเก็บขยะทั้งหมดในแพขยะนี้ ได้ในเวลา 5 ปี

แน่นอนว่าหลังงาน TEDx แนวคิดของเขาได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง องค์กรและคนจำนวนไม่น้อยร่วมกันระดมทุนให้เขานำแนวคิดไปทดลองปฏิบัติจริง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมเล็กๆ แห่งนี้

ปัจจุบัน The Ocean Cleanup มีทีมงานนับร้อยคนทั่วโลก ประกอบไปด้วยนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล นักวิจัย วิศวกร นักออกแบบและอาสาสมัคร ที่กำลังทำงานอย่างแข็งขันเพื่อศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการสร้างความยั่งยืนให้มหาสมุทรของเรา

บทเรียนครั้งใหญ่จากความผิดพลาด

หลังจากระดมทุนได้มากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โบแยนและทีมนักวิทยาศาสตร์เดินทางไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อทำการสำรวจ Great Pacific Garbage Patch อย่างละเอียดทั้งทางเรือและทางอากาศ ผลลัพธ์คือแผนที่ความละเอียดสูงของแพขยะแห่งนี้ครั้งแรกของโลก ที่ไม่เพียงระบุตำแหน่ง แต่ยังสามารถระบุถึงความหนาแน่นของปริมาณขยะที่ลอยอยู่ในพื้นน้ำบริเวณนั้นๆ ได้ด้วย

จากนั้นทีมได้ออกแบบเครื่องมือเก็บขยะในทะเล โดยทำการทดสอบแบบจำลองในพื้นที่ปฏิบัติการประเทศเนเธอร์แลนด์หลายร้อยครั้ง ก่อนจะนำต้นแบบไปทดสอบบริเวณทะเลเหนือ มหาสมุทรแอตแลนติก น่านน้ำรอยต่อระหว่างสหราชอาณาจักร, เดนมาร์ก, นอร์เวย์, เยอรมนี, เบลเยียม, ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์

หลังทำการทดลองอยู่นานนับปี ในที่ System 001 เครื่องดักจับขยะทะเลอย่างเป็นทางการเครื่องแรกของ The Ocean Cleanup ก็ถูกปล่อยลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณอ่าวซานฟรานซิสโกในเดือนกันยายน ปี 2018

ตัวเครื่องมีลักษณะเป็นทุ่นลอยน้ำความยาว 600 เมตร ทำงานสอดประสานไปกับกระแสน้ำในมหาสมุทร เมื่อกระแสน้ำพัดพาขยะมา System 001 จะทำการต้อนขยะเหล่านั้นให้ไหลไปรวมกัน จากนั้นจึงลำเลียงขยะขึ้นสู่เรือ เตรียมนำกลับมาเข้ากระบวนการทำลายและรีไซเคิลอย่างถูกต้องบนแผ่นดินใหญ่

แรกเริ่ม The Ocean Cleanup ประเมินว่า System 001 จะสามารถเก็บขยะทะเลได้ปีละมากกว่า 50 ตัน แต่หลังผ่านไปเพียง 2 เดือน ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับขยะเวอร์ชันแรกที่มีชื่อว่า Wilson เกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิค หลังดักจับขยะไปได้เพียง 2,000 กิโลกรัม และไม่นานหลังจากนั้น Wilson ก็แตกหักเป็น 2 ท่อน ทำให้ต้องลากเครื่องมือทั้งหมดกลับเข้าฝั่งเพื่อซ่อมแซม

เป้าหมายระดับโลกที่ต้องไปให้ถึง

โบแยนและและทีมใช้เวลาอีกครึ่งปี ปรับปรุงระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับขยะและเสริมชิ้นส่วนเพิ่มเติมไปยัง System 001 อย่างตาข่ายใต้น้ำที่เพิ่มประสิทธิภาพในการดักจับขยะ รวมถึงร่มชูชีพที่ช่วยชะลอความเร็วในการเคลื่อนตัวของอุปกรณ์ไม่ให้ไหลไปตามกระแสน้ำเร็วเกินไปนัก

หลังปล่อยอุปกรณ์ออกไปทำงานจริงอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่า System 001 ที่ปรุงปรุงแล้วมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก มันสามารถจับและเก็บขยะขนาดใหญ่อย่างซากอวน ไปจนถึงเศษพลาสติกเล็กขนาดไม่กี่มิลลิเมตรได้ โดยสัตว์น้ำที่ว่ายเข้าไปในรัศมีของอุปกรณ์ สามารถมุดออกจากตาข่ายใต้น้ำได้อย่างอิสระ

อย่างไรก็ตาม System 001 ยังไม่สามารถจัดการกับไมโครพลาสติก (อนุภาคพลาสติกที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร) และยังมีปัญหาในเชิงระบบหลายส่วนที่ทีม The Ocean Cleanup ใช้ข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมจากการทดสอบ System 001 มาศึกษาและพัฒนาเป็นเครื่องดักจับขยะทะเลรุ่นต่อมา

ปัจจุบัน System 002  ได้รับการทดสอบและพัฒนาระบบอยู่ที่ทะเลเหนือ และจะถูกนำไปใช้งานดักจับขยะทะเลเต็มรูปแบบที่ Great Pacific Garbage Patch ปลายปีนี้

เป้าหมายใหญ่ของ The Ocean Cleanup คือภายในปี 2040 พวกเขาจะต้องทำการการกำจัด ร้อยละ​ 90​ ของขยะพลาสติกที่ลอยอยู่ในวงแหวนกระแสน้ำของมหาสมุทรทั้ง 5 แห่ง (The Five Oceanic Gyres) ไม่เพียงเฉพาะมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น

เพราะมหาสมุทรไม่มีพรมแดน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ โบแยนอธิบายว่าพวกเขาต้องทำมากกว่าแค่ตามเก็บขยะดั้งเดิมที่ลอยคว้างอยู่กลางมหาสมุทรมาเป็นเวลานาน เพราะในแต่ละวัน แม้แต่ในนาทีนี้ ขยะมหาศาลกำลังไหลเล็ดรอดลงสู่ท้องทะเล ดังนั้นระหว่างที่ดักจับขยะดั้งเดิม (Legacy Pollution) พวกเขาต้องดำเนินการปิดก๊อกสายน้ำ ที่ไหลพัดพาพลาสติกลงสู่มหาสมุทรไปพร้อมๆ กันด้วย

ข้อมูลจากนักวิจัยระบุว่า ร้อยละ​ 80​ ของมลพิษพลาสติกในมหาสมุทรเกิดจากแม่น้ำประมาณ 1,000 สายหรือเพียงร้อยละ 1 ของแม่น้ำทั้งหมดทั่วโลก โดยแม่น้ำเหล่านั้นมีภาวะปนเปื้อนรุนแรง และทันทีที่ขยะจากแม่น้ำเหล่านั้นไหลลงท้องทะเลที่ไร้พรมแดน ขยะของประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็กลายเป็นขยะของโลกที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

หนทางแก้ปัญหาของ The Ocean Cleanup คือการทำงานร่วมกับรัฐบาลและภาคเอกชนท้องถิ่นในหลากหลายประเทศ เพื่อจัดการปัญหาขยะพลาสติกในแม่น้ำที่มีมลพิษมากที่สุดทั้ง 1,000 แห่งทั่วโลก

โดยใช้ Interceptor เรือพลังงานแสงอาทิตย์ อุปกรณ์อีกชนิดจากการระดมสมองของทีม The Ocean Cleanup เพื่อทำหน้าที่ดักจับขยะในแม่น้ำ ก่อนส่งต่อให้หน่วยจัดการขยะมูลฝอยท้องถิ่นนำไปจัดการต่ออย่างเหมาะสมที่สุดตามบริบทของแต่ละพื้นที่

กระแสน้ำตามธรรมชาติในแม่น้ำ จะพัดพาขยะพลาสติกไปยังสิ่งกีดขวางลอยน้ำที่ต้อนพวกมันไปรวมกัน โดยสิ่งกีดขวางนี้ยึดโยงเข้ากับสายพานที่จะลำเลียงขยะขึ้นสู่ Interceptor ซึ่งมีถังเก็บขยะขนาดใหญ่ภายใน เมื่อขยะเต็ม ระบบแจ้งเตือนอันโนมัติจะส่งสัญญาณบอกชายฝั่งให้มาเปลี่ยนถ่ายขยะออกไปยังชายฝั่งและเข้าสู่ระบบจัดการต่อไป

แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นพื้นที่ลำดับที่ 5 ซึ่ง The Ocean Cleanup ได้มาทำการติดตั้ง Interceptor ต่อจาก Cengkareng Drain ประเทศอินโดนีเซีย, แม่น้ำ Klang ประเทศมาเลเซีย, แม่น้ำ Rio Ozama ประเทศโดมินิกัน รีพับลิก และแม่น้ำโขง ประเทศเวียดนาม

Interceptor สามารถดักเก็บขยะอัตโนมัติได้ 3–4 ตันต่อวันขึ้นอยู่กับปริมาณขยะในพื้นที่ การดำเนินการในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง The Ocean Cleanup และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยจะติดตั้งบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ 3 จุด จุดแรกนำร่องติดตั้งบริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้า ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวการแก้ปัญหาขยะทะเล เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณขยะในแม่น้ำมากที่สุด

แก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีและความครีเอทีฟ

หลังจากทดลองและพัฒนาเป็นเวลาหลายปี The Ocean Cleanup ค้นพบวิธีเปลี่ยนขยะพลาสติกจากทะเลเหล่านี้ เป็นวัสดุที่พร้อมถูกใช้งานใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางความสงสัยในระยะแรกของนักวิชาการว่าพวกมันจะสามารถรีไซเคิลได้หรือไม่ เนื่องจากโครงสร้างที่ซับซ้อนหลังจากผุกร่อน ถูกทำลายโดยแสงแดด ลมและกระแสน้ำเป็นเวลานานหลายปี

The Sunglasses ผลิตภัณฑ์แรกของโลกที่ผลิตด้วยพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด จาก Great Pacific Garbage Patch

โบแยนกล่าวว่า “นี่เป็นความพยายามครั้งแรกของเราในการผลิตผลิตภัณฑ์ และเราวางแผนที่จะปรับปรุงให้ทุกอย่างดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเชิงเทคโนโลยีและดีไซน์ สิ่งที่เราคาดหวังมากที่สุดสำหรับแว่นกันแดดเหล่านี้ คือผมหวังว่ามันจะช่วยยกระดับความหมายของการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน และความเข้าใจว่าพลาสติกไม่ใช่วัสดุที่ไม่ดีในตัวมันเอง แต่การใช้งานและจัดการหลังใช้อย่างไม่รับผิดชอบต่างหาก คือภัยคุกคาม”

รายได้จากแว่นกันแดดจะถูกนำไปสมทบทุนในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ของ The Ocean Cleanup  คาดว่ารายได้จากการขายแว่นกันแดด 1 คู่ เทียบเท่างบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ในการดักจับขยะพื้นที่ 24 สนามฟุตบอลใน Great Pacific Garbage Patch เลยทีเดียว

สืบค้นและเรียบเรียง มิ่งขวัญ รัตนคช


ข้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : Net Free Seas ครั้งแรกของการรีไซเคิลซากอวนประมงจากท้องทะเลไทย

เรื่องแนะนำ

เขตรักษาพันธุ์ปลาในแม่น้ำช่วยฟื้นฟูปลาขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ชาวประมงจำนวนมากพึ่งพาปลาจำนวนมหาศาลในระบบลำน้ำโขงมายาวนาน รวมทั้งชาวบ้านจากหมู่บ้าน Chnok Tru บนทะเลสาบโตนเลสาบ และในปัจจุบัน มีความพยายามหลายประการเพื่ออนุรักษ์สัตว์น้ำไว้สำหรับอนาคต ภาพถ่ายโดย DAVID GUTTENFELDER, AP/NAT GEO IMAGE COLLECTION เครือข่ายเขตอนุรักษ์กำลังช่วยให้ปลาบึกและ ปลา ชนิดอื่นๆ ในแม่น้ำโขงรอดจากการทำประมงเข้มข้น และภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ แม้แม่น้ำเงาอยู่ใกล้กับชายแดนพม่า ซึ่งเป็นบริเวณที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง มันกลับเป็นสถานที่หลบภัยอันสงบสุขสำหรับ ปลา กว่า 50 สายพันธุ์ โดยในปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้มีแหล่งสงวนพันธุ์ปลาของเอกชนกว่า 52 แห่ง เมื่อ 5 ปีก่อน อารอน โคนิง (Aaron Koning) นักนิเวศวิทยาทางน้ำจากศูนย์แอตคินสันเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนแห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University’s Atkinson Center for a Sustainable Future) ได้เริ่มวิจัยว่าเขตรักษาพันธุ์ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เพียงส่วนน้อยของแม่น้ำเหล่านี้ส่งผลอย่างไรต่อปลา เขาค้นพบว่า ที่จริงแล้ว ปลาทุกชนิดรู้เป็นอย่างดีว่าจะพึ่งพาเขตอนุรักษ์เหล่านี้ได้อย่างไร ซึ่งอาจทำให้พวกมันเพิ่มจำนวนขึ้นมาก จากผลการสำรวจเขตอนุรักษ์ราว 24 แห่งในแม่น้ำเงาระบุว่า ความหนาแน่นโดยเฉลี่ยของประชากรปลาภายในเขตอนุรักษ์เหล่านี้สูงกว่านอกเขตหลายเท่าตัว […]

นักวิทยาศาสตร์พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ภายใน 60 วัน

บรรจุภัณฑ์เหล่านี้ผลิตมาจากไม้ไผ่และ ชานอ้อย ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ด้วยการฝังกลบ และไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ออกแบบบรรจุภัณฑ์อาหาร ภายใต้แนวคิด “Green” ซึ่งผลิตมาจาก ชานอ้อย และไม้ไผ่ โดยลดการออกแบบเรื่องความสะดวกสบายของการใช้งาน หวังให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางเลือกแทนพลาสติก และบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งรูปแบบต่างๆ ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้แตกต่างจากพลาสติกแบบดั้งเดิมหรือโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 450 ปีหรือต้องใช้อุณหภูมิสูง วัสดุที่ไม่เป็นพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนี้ ใช้เวลาเพียง 60 วันสำหรับการย่อยสลาย นอกจากนี้ยังสะอาดเพียงพอที่คุณจะนำไปใส่กาแฟร้อนแล้วหยิบออกจากบ้านก่อนไปทำงาน ผลงานการวิจัยฉบับนี้พิมพ์ลงในวารสาร Matter เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา “บอกตามตรงว่า ครั้งแรกที่ฉันมาสหรัฐอเมริกาในปี 2550 ฉันรู้สึกตกใจกับภาชนะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวที่มีอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต” Hongli (Julie) Zhu หนึ่งในทีมวิจัยจากจากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น กล่าวและเสริมว่า “มันทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายในสิ่งแวดล้อมได้” ต่อมาเธอเห็นชามจานและช้อนส้อมพลาสติกจำนวนมากถูกโยนลงถังขยะในงานสัมมนาและงานปาร์ตี้และคิดว่า “เราจะใช้วัสดุที่ยั่งยืนกว่านี้ได้ไหม” เพื่อหาทางเลือกอื่นสำหรับภาชนะบรรจุอาหารที่ทำจากพลาสติก Zhu และคณะวิจัยของเธอ หันมาใช้ไม้ไผ่ และหนึ่งในผลิตภัณฑ์เหลือใช้จากอุตสาหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ ชานอ้อย หรือที่เรียกว่า เยื่ออ้อย ด้วยคุณสมบัติของเส้นใยไม้ไผ่ที่ยาวและบาง เกี่ยวพันเข้ากับใยชานอ้อยที่สั้นและหนา จึงได้เนื้อวัสดุแน่นหนาจนสามารถนำมาขึ้นรูปเพื่อสร้างภาชนะจากวัสดุทั้งสองที่มีความเสถียรและย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารภายใต้แนวคิด “Green” […]

ปลูกฝังเด็กให้รักษ์โลกแบบชาวเยอรมัน

ภาพถ่ายของเอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทยในชุดสูท พร้อมหมวกนิรภัย และสกูตเตอร์ไฟฟ้าแบบพับที่เผยแพร่ทั่วโลกออนไลน์ไม่เพียงแค่สะท้อนตัวตน หากกำลังเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เราในการเรียนรู้ว่าคนเยอรมันสอนเด็กๆ ของเขาให้รักษ์สิ่งแวดล้อมกันอย่างไร

ฟาร์มปลาในร่มสูงแปดชั้นของสิงคโปร์

ฟาร์มปลา ในอาคารสูง 8 ชั้นในสิงคโปร์ จะกลายเป็นแหล่งผลิตอาหารทะเลเพื่อคนท้องถิ่น ฟาร์มปลา หรือระบบเลี้ยงปลาในอาคารเป็นความพยายามที่จะเพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นเกาะเล็กๆ ในเร็วๆ นี้ ที่ประเทศสิงคโปร์ บริษัทอะพอลโลอะควาคัลเจอร์กรุ๊ป กำลังจะเปิดดำเนินการฟาร์มปลาแนวตั้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ ฟาร์มแห่งนี้จะมีความสูงแปดชั้น ตัวแทนของบรษัทกล่าวว่า ความแตกต่างไม่ใช่แค่การก่อสร้างฟาร์มในแนวตั้งเท่านั้น ฟาร์มของพวกเขายังแตกต่างจากคู่แข่งในด้านของเทคโนโลยีอีกด้วย เทคโนโลยีขั้นสูงของฟาร์มแนวตั้งแห่งนี้สามารถเพาะเลี้ยงและสร้างผลผลิตได้ทั้งปลาเก๋าพันธุ์ผสม ปลาเทราต์ และกุ้ง ได้ถึง 3,000 ตันต่อปี เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยงของปลาหนึ่งตัวกับปริมาณน้ำที่ใช้เพาะเลี้ยง ที่นี่มีประสิทธิภาพสูงกว่าฟาร์มสัตว์น้ำอื่นๆ ในประเทศอาเซียนถึง 6 เท่า โครโน ลี สื่อสารองค์กรของบริษัทอะพอลโลฯ กล่าว ในการดำเนินการดังกล่าว บริษัทหวังที่จะเป็นผู้สนับสนุนหลักในแผนการความพยายามเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารของประเทศเกาะเล็ก ๆ ซึ่งปัจจุบันนำเข้าอาหารจากต่างประเทศมากถึงร้อยละ 90 ตามที่ Ethan Chong Yih Tng วิศวกรของสถาบันเทคโนโลยีแห่งสิงคโปร์ ผู้ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท กว่าว่า การทำฟาร์มเลี้ยงปลาแบบแนวตั้งนี้เป็นหนึ่งในโครงการริเริ่มสำคัญที่สิงคโปร์กำลังมองหา เพื่อบรรลุนโยบาย “30 คูณ 30” ที่พยายามตั้งเป้าหมายเพื่อความมั่นคงทางอาหาร โดยผลิตอาหารในประเทศให้ได้ร้อยละ 30 ของความต้องการโภชนาการของประชากรภายในปี 2030 […]